<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2021 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.ชวน 7กลุ่มเสี่ยง“จองสิทธิ-นัดหมาย” ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ล่วงหน้า 4 ช่องทาง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
30ม.ค. 64- นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในปี 2564 สปสช.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้กับประชาชนทุกสิทธิหลักประกันสุขภาพ อันประกอบด้วย ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ระบบประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ได้จัดเตรียมวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ จำนวน 4 ล้านโด๊ส ให้บริการแก่ 7 กลุ่มเสี่ยง และอีก 3.5 แสนโด๊ส ให้แก่หญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงที่มีสิทธิรับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ 1. หญิงมีครรภ์ 2. เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี 3. ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค (โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน) 4. ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6. โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และ 7. โรคอ้วน มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป หรือดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ทั้งนี้ หญิงมีครรภ์แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เมื่อมีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สปสช. เตรียมจัดสรรวัคซีนให้กับหน่วยบริการประจำ หรือโรงพยาบาลในระบบบัตรทองตามโควตาที่กำหนด และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน จึงได้เปิดช่องทางให้ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง สามารถจองสิทธิและนัดหมายเข้ารับการฉีดวัคซีนล่วงหน้าได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ &amp;ndash; 31 มีนาคม 2564 และเข้ารับการฉีดระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม- 31 สิงหาคม 2564 ส่วนหญิงตั้งครรภ์สามารถขอลงทะเบียนและฉีดวัคซีนได้ตลอดทั้งปี โดยมี 4 ช่องทางในการจองสิทธินัดฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ล่วงหน้าดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง สามารถจองผ่าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. สายด่วน สปสช. โทร. 1330 กด 8 ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. (ทั่วประเทศ) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หน่วยบริการประจำหรือโรงพยาบาลในระบบบัตรทอง (ทั่วประเทศ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. Line @UCBKK สร้างสุข (เฉพาะผู้มีสิทธิบัตรทองหรือพักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร) ให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8.30-18.00 น. และวันเสาร์ถึงวันอาทิตย์ เวลา 9.00-16.00 น.) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฉพาะผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป สปสช.เปิดทางเลือกให้สามารถลงทะเบียนจองสิทธิและนัดฉีดผ่าน Health Wallet ภายในแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ได้ ครอบคลุมผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบการจองคิวและนัดหมายล่วงหน้า ไม่เพียงอำนวยความสะดวกประชาชนในการจองและนัดหมายการฉีดวัคซีนล่วงหน้า ยังจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลในการบริหารจัดการฉีดวัคซีน ช่วยลดความแออัดผู้รับบริการในโรงพยาบาล ลดความซ้ำซ้อนข้อมูลผู้รับบริการฉีดวัคซีนซึ่งมีทั้งผู้ประกันตน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และประชาชนกลุ่มเสี่ยงในระบบบัตรทอง&amp;rdquo; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของทางเลือกที่เปิดให้สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปนั้น เป็นความร่วมมือระหว่าง สปสช. กับ ธนาคารกรุงไทย โดยในปีหน้ามีแผนที่จะยกระดับการให้บริการดังกล่าว ด้วยการเปิดให้ประชาชนทุกกลุ่มเสี่ยง (นอกเหนือจากผู้สูงอายุ) สามารถลงทะเบียนจองสิทธิและนัดหมายการฉีดด้วยโทรศัพท์มือถือผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ได้ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สปสช.ได้ขอการสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทยช่วยต่อยอดพัฒนาและขยายระบบการจองคิวและนัดหมายฉีดวัคซีนผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; หรือผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ให้ครอบคลุมหน่วยบริการบัตรทองและประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ ภายใต้ KRUNGTHAI DIGITAL HEALTH PLATFORM นอกจาก สปสช.แล้ว สำนักงานประกันสังคมก็ได้ขอใช้ระบบการจองคิวและนัดหมายฉีดสำหรับการให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่แก่ผู้ประกันตนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปด้วย&amp;rdquo; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ สปสช.ได้จัดเตรียมแผนการบริหารจัดการวัคซีน และร่วมกับกรมควบคุมโรคและธนาคารกรุงไทยดำเนินการประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของหน่วยบริการประจำ/โรงพยาบาลในระบบบัตรทองทั่วประเทศ เพื่อเตรียมการบริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงภายใต้แนวทางการบริหารจัดการรูปแบบใหม่แล้ว คาดว่าในปีนี้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงจะได้รับบริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่โดยเร็ว มีความครอบคลุมและทั่วถึงยิ่งขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91472</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนไข้หวัดใหญ่, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_60092aa197325.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทำ&quot;คนตกงาน &quot;บัตรทองเผยรับภาระเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 137,000 คน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ม.ค.64-นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชนในด้านสุขภาพและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทางสังคม โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่หยุดชะงักทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งต้องกลายเป็นผู้ว่างงาน ซึ่งส่วนหนึ่งไม่สามารถส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมได้ต่อเนื่อง และจะถูกย้ายเข้ามาเป็นสิทธิบัตรทอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความเป็นห่วงต่อผลกระทบดังกล่าว และเพื่อรับมือกับปัญหานี้ ที่ผ่านมาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์เหตุการณ์ดังกล่าว และได้ประเมินจำนวนประชากรว่างงานที่จะย้ายเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า จากข้อมูลฐานทะเบียนผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. ในปี 2563 ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง กันยายน 2563 มีจำนวนประชากรผู้มีสิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14,700 คนต่อเดือน สอดคล้องกับข้อมูลผู้ประกันตนที่มีจำนวนยอดผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 ลดลง ทำให้ สปสช. คาดการณ์ว่าในปี 2564 นี้ กองทุนบัตรทองจะมีประชากรเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นจำนวน 176,400 คน อย่างไรก็ตามจะมีประชากรบางส่วนกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานและเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้จึงคาดว่าในปี 2564 จะมีประชากรที่เข้ามาเป็นสิทธิบัตรทองเพิ่มจำนวน 137,000 คน และจำเป็นต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมเนื่องจากยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณตอนต้นปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการจัดทำแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อเป็นการดูแลประชากรที่เข้าสู่ระบบบัตรทอง และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานระบบบัตรทองในภาพรวมปกติ ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่ผ่านมา ในวาระพิจารณางบประมาณที่ได้รับตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563) สำหรับบริการกรณีโควิด-19 และรายการอื่นที่เกี่ยวข้องกรณีโควิด-19 บอร์ด สปสช. เห็นชอบให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมที่รัฐบาลอนุมัติให้ภายใต้ พรก.กู้เงินฯ เพื่อจ่ายเป็นค่าจัดบริการตามสิทธิประโยชน์บัตรทอง เพื่อรองรับประชากรที่จะเข้าสู่กองทุนบัตรทองอีกจำนวน 137,000 คน เป็นจำนวน 366 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มเติมจากงบเหมาจ่ายกองทุนบัตรทอง ปี 2564 ที่จัดสรรไปก่อนหน้านี้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภายใต้นโยบายภาครัฐ ได้ให้การคุ้มครองการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุข ผ่าน 3 กองทุนสุขภาพหลัก ได้แก่ กองทุนประกันสังคม กองทุนสวัสดิการข้าราชการ และกองทุนบัตรทอง ที่เป็นระบบใหญ่ของประเทศและดูแลประชาชนมากที่สุดกว่า 47 ล้านคน ซึ่งผู้มีสิทธิทั้ง 3 กองทุนนี้ ปกติจะมีการไหลเข้าไหลออกตามสถานภาพ โดยเฉพาะกองทุนประกันสังคมในกรณีผู้ที่ว่างงาน และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 จะได้รับสิทธิกองทุนบัตรทอง ช่วยให้ผู้ที่เจ็บป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91047</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, [บัตรทอง, คนตกงานเพิ่ม, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fada659b56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป้องกันโดนโกงอีก  สปสช.วางระบบใช้สมาร์ทการ์ดพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บริการบัตรทอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4พ.ย.63-นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช.ได้พัฒนาขั้นตอน &amp;ldquo;การพิสูจน์ตัวตนผู้รับบริการผ่านระบบสมาร์ทการ์ด (Smart Card)&amp;rdquo; หรือบัตรประชาชน สมาร์ทการ์ด ในการเข้ารับบริการที่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ของประชาชนผู้มีสิทธิ เพื่อยืนยันตัวตนการเข้ารับบริการ นอกจากเพื่อป้องกันการถูกสวมสิทธิรับบริการ หรือนำข้อมูลไปใช้ในการเบิกจ่ายค่าบริการแล้ว ยังเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการด้วยกัน โดยเฉพาะหน่วยบริการปฐมภูมิ เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนโยบาย &amp;ldquo;รักษาทุกที่ ในเครือข่ายหน่วยบริการชุมชนอบอุ่น&amp;rdquo; ที่นำร่องในพื้นที่เขต กทม. เป็นการดูแลอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเข้ารับบริการใกล้บ้านใกล้ใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สปสช.ได้จัดเตรียมวางระบบที่เพิ่มเติมขั้นตอนพิสูจน์ตัวตนผู้รับบริการผ่านระบบสมาร์ทการ์ดแล้ว เริ่มนำร่องในพื้นที่เขต กทม. ก่อน โดยได้มีการจัดประชุมผู้แทนในส่วนงานระบบไอทีของโรงพยาบาลต่างๆ และผู้แทนหน่วยบริการในระบบบัตรทอง ทั้งศูนย์บริการสาธารณสุขและหน่วยบริการปฐมภูมิ เป็นต้น เพื่อชี้แจงในการเตรียมความพร้อมของระบบต่างๆ ทั้งในส่วนอุปกรณ์เครื่องอ่านสมาร์ทการ์ด และโปรแกรมการส่งข้อมูลผู้ป่วยนอก OPBKK CLAIM ที่ สปสช.ทำการปรับปรุงเพื่อรองรับการพิสูจน์ตัวตนนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ขั้นตอนในการเข้ารับบริการโดยผ่านระบบสมาร์ทการ์ดนี้ ไม่ได้เพิ่มความยุ่งยากให้กับประชาชนแต่อย่างใด ผู้มีสิทธิเพียงแต่ยื่นบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดในการเข้ารับบริการให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยบริการ ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยบริการจะทำการเปิดสิทธิและยืนยันตัวตนผู้รับบริการผ่านระบบ และเมื่อเข้า พบแพทย์ตรวจวินิจฉัย รับการรักษา หรือบริการสุขภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่หน่วยบริการจะทำการบันทึกข้อมูลการบริการ อาทิ การรักษาและยาที่ได้รับ เป็นต้น เพื่อทำการเบิกจ่ายค่าบริการจากกองทุนบัตรทอง พร้อมปิดสิทธิในการใช้บริการโดยบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดอีกครั้ง จากนั้นประชาชนสามารถรับยาและกลับบ้านได้ โดยข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกส่งเข้าสู่ระบบกลางของ สปสช. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้มีหน่วยบริการส่วนหนึ่งใน กทม. ที่มีความพร้อมแล้ว และเตรียมให้บริการโดยใช้บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดเพื่อพิสูจน์ตัวตนนี้ได้ เพียงแต่ขอให้ประชาชนพกบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดติดตัวไปในการรับบริการบัตรทองที่หน่วยบริการปฐมภูมิทุกครั้ง โดยในกรณีเด็กสามารถพิสูจน์ตัวตนด้วยการใช้บัตรประชาชนของพ่อแม่หรือผู้ปกครองแทนได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82785</URL_LINK>
                <HASHTAG>[บัตรทอง, ทุจริตบัตรทอง, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, สปสช., สมาร์ทการ์ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa25ff3e2cc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 14:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.ย้ำผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบยกเลิกสัญญา 64 คลินิก ไม่ต้องกลับไปขอเวชระเบียนเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ก.ย.63-นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)&amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่คลินิกชุมชนอบอุ่นที่ทุจริตการเบิกจ่ายเงินส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจาก สปสช. และถูกยกเลิกสัญญาไปเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเรียกเก็บค่าเวชระเบียนจากผู้ป่วยที่เคยรักษาอยู่เดิมและต้องการประวัติการรักษาเพื่อไปรับบริการที่หน่วยบริการแห่งใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ขอยืนยันว่า ประชาชนไม่มีความจำเป็นต้องกลับไปขอประวัติการรักษาจากหน่วยบริการเดิม โดยเมื่อผู้รับบริการไปใช้สิทธิบัตรทองที่หน่วยบริการแห่งใหม่ให้นำบัตรประชาชนไปด้วยทุกครั้ง เนื่องจากทางหน่วยบริการสามารถเข้าถึงข้อมูลการรักษาเพื่อการดูแลต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องประชาชนถูกเก็บค่าเวชระเบียนเราพบปัญหานี้ตั้งแต่ตอนยกเลิกสัญญากับคลินิกชุมชนอบอุ่น ทั้งนี้ สปสช.ได้ทำการเชื่อมประวัติของคนไข้ให้หน่วยบริการที่ยังทำงานร่วมกับ สปสช. เข้ามาตรวจสอบประวัติการรักษาได้ โดยมี&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เงื่อนไข คือ&amp;nbsp;1.ผู้ที่เข้ามาดูประวัติต้องเป็นบุคลากรวิชาชีพของหน่วยบริการ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เป็นต้น&amp;nbsp;2.เจ้าหน้าที่เข้ามาดูประวัติต้องเสียบบัตรประชาชนกับเครื่องอ่าน&amp;nbsp;Smart Card&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.&amp;nbsp;กรณีประชาชนเจ็บป่วยและไปรักษาพยาบาลที่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถแจ้งหน่วยบริการเพื่อเรียกดูประวัติการรักษาพยาบาลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ และ&amp;nbsp;4.ประชาชนต้องลงนามในแบบยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว&amp;quot; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า ขอย้ำว่าผู้ป่วยไม่มีความจำเป็นต้องเสียเงินค่าเวชระเบียนอีก เช่น หากยาหมด ก็สามารถไปที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. หรือโรงพยาบาลรัฐ/เอกชน ที่ยังทำงานกับ สปสช. ได้เลย หน่วยบริการจะทราบอยู่แล้วว่าสามารถเรียกดูข้อมูลการรักษาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78482</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., 64คลินิกทุจริตบัตรทอง, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6c4acdc192b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 18:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 18:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไม่คิดว่าโกงเยอะขนาดนี้&quot; สปสช.ประชุม135 หน่วยบริการ รับมือผู้ถิอบัตรทอง&quot;ว่าง&quot; 8แสนราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23ก.ย.63-นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นประธานเปิด &amp;ldquo;การประชุมรับฟังการชี้แจงแนวทางการรองรับการให้บริการ และการจ่ายชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ สำหรับประชาชนสิทธิว่าง กรณีหน่วยบริการประจำถูกยกเลิกสัญญาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง โดยมีผู้แทนหน่วยบริการภาครัฐในพื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าร่วม อาทิ ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. โรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ กทม. โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ทหาร กรมการแพทย์ทหารเรือ และกรมการแพทย์ทหารอากาศ รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชน อาทิ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นต้น รวม 135 แห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุเพิกถอนสัญญาคลินิกเอกชนจากการตรวจสอบพบการเบิกจ่ายผิดปกติและทุจริต ในฐานะเลขาธิการต้องขอขอโทษจากความรู้สึกจริงๆ ส่วนตัวก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุนี้เกิดขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบ 2 ส่วน คือ ขวัญกำลังใจของผู้ให้บริการ ซึ่งรู้สึกว่าทำไม่ปัญหาถึงรุนแรง และไม่มีการดูแลกัน ต้องชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นความจำเป็นของประเทศ เพราะเรื่องทุจริตเป็นสิ่งที่เรายอมไม่ได้ เงินทุกบาททุกสตางค์ในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติล้วนเป็นเงินภาษีประชาชน เมื่อพบหลักฐานเราจำเป็นต้องดำเนินการ และเพิกถอนสัญญา แต่สิ่งที่ตามมา คือ ภาระงานที่เพิ่มขึ้นในเวลาอันสั้นของหน่วยบริการที่ยังอยู่ในระบบและต้องแบกรับ ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งหลายแห่งไม่ได้เตรียมตัวกับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับการสื่อสารที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ ทำให้หน่วยบริการรองรับไม่เข้าใจ ดังนั้น จึงนำมาสู่การประชุมชี้แจงความร่วมมือในวันนี้เพื่อดูแลประชาชนสิทธิว่างให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยบริการและประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ภาระงานที่เกิดขึ้นฉับพลันของหน่วยบริการที่เพิ่มขึ้นขณะนี้ สปสช.ไม่ปฏิเสธ และขอโทษมาที่นี้ โดยเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยบริการ ต้องขอขอบคุณ แต่ยืนยันว่า สปสช.จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดในการจัดหาหน่วยบริการใหม่รองรับประชาชนในคลินิกที่ถูกยกเลิกสัญญาภายใน 1-2 เดือน เพื่อให้ระบบบริการสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ต้องชี้แจงว่าในจำนวนประชาชน 8 แสนคน ที่ขึ้นทะเบียนคลินิกที่ถูกเพิกถอนสัญญา 64 แห่ง มีเพียง 30% ที่เจ็บป่วยและต้องเข้ารับบริการต่อเนื่อง แต่เมื่อมีข่าวนี้ได้ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกขึ้นเพราะเป็นสิทธิของเขา ไม่ใช่ทั้งหมดที่เข้ารับบริการ &amp;nbsp; &amp;quot; นพ.ศักด์ชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. &amp;nbsp;กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สปสช.เองไม่คาดฝันและไม่คิดว่าจะมีคลินิกเอกชน ที่ต้องถูกยกเลิกสัญญามากขนาดนี้ &amp;nbsp; ทำให้หน่วยบริการภาครัฐต้องเข้ามาอุ้มเพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอยู่ได้ &amp;nbsp; ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยบริการที่เข้ามาร่วมดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่ขอให้ความมั่นใจว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้คงไม่นาน เป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เพราะ สปสช.คงไม่สามารถปล่อยให้ปัญหาอยู่ได้นานได้ โดยจะเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด และในวันนี้จึงได้เชิญทุกคนมาหารือ นอกจากการชี้แจงแนวทางมาตรการต่างๆ ที่ต้องขอความร่วมมือในการดูแลประชาชนแล้ว ยังเป็นการรับฟังผลกระทบที่เกิดขึ้นกับหน่วยบริการเพื่อนำมาเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สปสช.เองก็ไม่อยากทำรุนแรงจนเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ขณะนี้ยังมีคลินิกเอกชนอีก 106 แห่ง ที่พบการเบิกค่าบริการผิดปกติที่รออยู่อีก สุดท้ายเชื่อว่าคลินิกชุมชนอบอุ่นจะถูกออกจากระบบเกือบหมด แต่ สปสช.จำเป็นต้องทำ และ สปสช.เองก็ไม่มีทางเลือก เพราะเป็นการทำทุจริต เราสัญญาว่าจะพยายามหาเครือขายหน่วยบริการภาคเอกชนมาร่วมมือโดยเร็วที่สุด แต่ต้องไม่ใช่ผู้ประกอบการที่ทุจริตรายเดิม เชื่อว่ายังมีผู้ประกอบการเอกชนรายใหม่ที่พร้อมจะเข้าร่วม&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.การุณย์ กล่าวว่า ในรอบแรก 2 แสนคน สปสช.สามารถจัดหาหน่วยบริการทดแทนได้ แต่รอบที่ 2 จำนวน 8 แสนราย สปสช.กำหนดเป็นสิทธิว่าง เพราะหน่วยบริการรัฐเองก็เต็มที่รับไม่ไหว แต่สิทธิว่างนี้ถือว่าประชาชนยังมีสิทธิบัตรทองอยู่ ขอให้หน่วยบริการช่วยดูแลหากมีประชาชนสิทธิว่างในกลุ่มนี้ไปรับบริการ โดย สปสช.จะจ่ายชดเชยค่าบริการให้ ทั้งนี้ จากข้อมูลผู้รับผลกระทบนั้น ประมาณ 30% มีการเจ็บป่วยที่ต้องรับการรักษาส่วนหนึ่ง &amp;nbsp;โดยตัวเลขการรับบริการไม่ได้มากและน่ากลัวอย่างที่คิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 11:00 น. นพ.ศักดิ์ชัย พร้อมด้วย นพ.ปริญญา ชมวงษ์ รองผอ.สปสช. &amp;nbsp;เขต13 กทม. ลงพื้นที่สำนักงานเขตหลักสี่ กทม. &amp;nbsp;ณ จุดลงทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ สปสช.ยกเลิกสัญญาคลินิกเอกชน 64 แห่ง ที่พบการเบิกจ่ายผิดปกติและเบิกจ่ายค่าบริการไม่ถูกต้อง โดยได้ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าสิทธิบัตรทองยังอยู่ ไม่ได้ถูกยกเลิก ยังคงเหมือนเดิม และเรื่องนี้เกิดเฉพาะในพื้นที่ กทม. ไม่รวมจังหวัดอื่นที่การให้บริการในระบบยังเหมือนเดิม ขณะที่การแก้ไขปัญหา เบื้องต้น สปสช.ได้เร่งดูแลในส่วนผู้ป่วยเร่งด่วนที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องแล้ว และคาดว่าในอีก 1-2 เดือน คงมีหน่วยบริการใหม่เพิ่มเติมเข้ามาในระบบเพื่อให้ประชาชนเลือกหน่วยบริการใหม่ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78400</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คลินิกทุจริตเบิกจ่ายบัตรทอง, [บัตรทอง, นพ.การุณย์ คุณติรานนท์, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6b2ed49f25c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชัดแล้วพบเพิ่มอีก 63 คลินิก โกงเบิกจ่ายบัตรทอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;15 ก.ค.63- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แถลงข่าวความคืบหน้า สปสช.ดำเนินคดี 18 คลินิกทุจริตเงินบัตรทอง พร้อมขยายผลตรวจสอบ พบอีก 63 แห่งข้อมูลไม่ถูกต้อง &amp;nbsp;โดยนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. &amp;nbsp;กล่าวว่า จากกรณีที่ สปสช.ตรวจพบการทุจริตการเบิกจ่ายเงินค่าบริการคัดกรองโรคในกองทุน สปสช. ในคลินิกเอกชน 18 แห่ง พื้นที่ กทม. ล่าสุด ความคืบหน้าการดำเนินคดีกับคลินิกเอกชนที่ทุจริต &amp;nbsp;หลังจาก สปสช.ได้ขยายผลตรวจสอบหน่วยบริการในการเบิกจ่ายค่าบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในกลุ่มของโรคเมตาบอลิกเพิ่มเติมอีก 86 แห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของความคืบหน้าการดำเนินการกรณีคลินิกเอกชน 18 แห่ง ทุจริตเงินบัตรทองนั้น สปสช.ได้ดำเนินการดังนี้1.ระงับจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ของหน่วยบริการทั้ง 18 แห่ง2.เรียกคืนเงินตามจำนวนที่ตรวจสอบพบว่าการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ที่ไม่ถูกต้อง โดยเป็นยอดเรียกคืนทั้งสิ้น 74,397,720 บาท ขณะนี้เรียกคืนแล้ว 60,773,809 บาท คงเหลือยอดค้างชำระรอเรียกคืน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 63 จำนวน 13,623,911 บาท 3.แจ้งความตามคดีอาญา พร้อมส่งมอบเอกสารหลักฐานเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 63 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.วันที่ 7 ก.ค. 63 สปสช. ส่งเรื่องให้สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, แพทยสภา และอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพอื่นด้วยหรือไม่ เพื่อดำเนินการเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว 5.บอร์ดสปสช. มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ค.63 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี 18 คลินิกทุจริต &amp;nbsp;6.ยกเลิกสัญญาหน่วยบริการประจำทั้ง 18 แห่ง เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 63 โดย สปสช.จัดระบบให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองกว่า 2 แสนรายใน 18 คลินิกได้รับการดูแลแบบไร้รอยต่อ ซึ่งจะได้รับการย้ายหน่วยบริการอัตโนมัติ ผู้ป่วยส่งต่อในระหว่างนี้ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว7.ขอความร่วมมือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการตามกฎหมาย 8.เสนอเรื่องเข้าคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข 9.วันที่ 14 ก.ค.63 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี 18 คลินิกทุจริตประชุมนัดแรก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวถึงการขยายผลตรวจสอบหน่วยบริการที่มีการเบิกจ่ายค่าบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในกลุ่มของโรคเมตาบอลิกเพิ่มเติมอีก 86 แห่ง ขณะนี้พบข้อมูลไม่ถูกต้อง 63 แห่ง เป็นจำนวนเงินที่ต้องเรียกคืนประมาณ 2.4 ล้านบาท แต่หลังจากแจ้งผลการตรวจสอบให้หน่วยบริการรับทราบ มีหน่วยบริการ 11 แห่งขออุทธรณ์ผลการตรวจสอบ อีก 52 แห่งไม่อุทธรณ์ ซึ่ง สปสช.ต้องดำเนินการขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป &amp;nbsp;ขณะนี้ สปสช.เขต 13 กทม.ได้ขยายผลการตรวจสอบหน่วยบริการทั้ง 63 แห่ง ทั้ง 100% โดยจะมีการตรวจในวันที่ 30 ก.ค.-11 ส.ค.63 เป็นการตรวจสอบ ณ หน่วยบริการ และวันที่ 16 ก.ค. 63 &amp;nbsp;นำเสนอ อปสข.พิจารณาดำเนินการต่อไป
&amp;quot; ประเด็นที่เราตรวจพบ คือ ไม่มีเอกสารหลักฐานของประชาชนที่เข้ารับการตรวจคัดกรอง ขณะนี้ สปสช.เร่งดำเนินการตามกฎหมายและดำเนินคดี โดยในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ค.) คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ หรือ อปสข.กทม. จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อการเรียกเงินคืน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลการจ่ายชดเชยค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของหน่วยบริการเพิ่มอีก 86 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน 20 แห่ง และคลินิกเอกชน 66 แห่งนั้น พบข้อมูลไม่ถูกต้อง 63 แห่ง เป็นจำนวนเงินที่ต้องเรียกคืน 2,473,600 บาท แต่เมื่อแจ้งผลการตรวจสอบให้หน่วยบริการรับทราบ มีหน่วยบริการ 11 แห่ง ขออุทธรณ์ผลการตรวจสอบ อีก 52 แห่งไม่อุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.การุณย์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ตรวจพบคือ ไม่มีเอกสารหลักฐานของประชาชนที่เข้ารับการตรวจคัดกรอง การตรวจพบดังกล่าวเป็นการตรวจพบเบื้องต้นจากการสุ่มตรวจ ยังไม่ได้ตรวจทั้ง 100% &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้ สปสช.เขต 13 กทม. เตรียมขยายผลการตรวจสอบหน่วยบริการทั้ง 63 แห่ง ทั้ง 100% &amp;nbsp; โดยจะมีการตรวจในวันที่ 30 ก.ค.-11 ส.ค.63 เป็นการตรวจสอบ ณ หน่วยบริการ โดยมีการเรียกเงินคืน พร้อมกับนำเสนอคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร หรือ อปสข.กทม.ครั้งที่ 3/2563 วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 พิจารณาการดำเนินการ ขยายการตรวจสอบไปยังรายการเบิกจ่ายตามรายการ (fee schedule) ทุกรายการ ในทุกหน่วยบริการทุกระดับ ระงับการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการทั้งหมดที่พึงได้รับของทั้ง 52 หน่วยบริการ ในปีงบประมาณ 2563 จนกว่าผลการตรวจสอบ จะเสร็จสิ้น, ให้ สปสช.เรียกคืนเงินจากทุกหน่วยบริการตามจำนวนที่ตรวจสอบพบว่าการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ไม่ถูกต้อง พร้อมเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาหักค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71534</URL_LINK>
                <HASHTAG>63คลินิกทุจริตบัตรทอง, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, บัตรทอง, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200715/image_big_5f0ed7465201a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช. ฟัน18คลินิกทุจริตเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลบัตรทอง พบเบิกเกินเกือบกว่า 74 ล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
วันที่ 9 ก.ค.63-นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยในการแถลงข่าวเรื่อง บอร์ด สปสช. ตั้งคณะกรรมการสางปัญหา &amp;ldquo;18 คลินิก ทุจริตเบิกเงินคัดกรองโรคกองทุนบัตรทอง&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า กรณีการตรวจพบการทุจริตของคลินิกทั้ง 18 แห่งนั้น เกิดขึ้นจากระบบตรวจสอบการเบิกจ่าย หรือ audit ของ สปสช. ที่ให้ความสำคัญในการสร้างความมั่นใจกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งในด้านระบบบริการและระบบบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีดังกล่าว สปสช.ได้มีการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่วันที่ 14-15 ส.ค. 2562 และได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางการทันที โดยวันที่ 26 ก.ย. 2562 คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีมติระงับการจ่ายเงินและขยายผลการตรวจสอบเพิ่มเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจากการตรวจเอกสารกว่า 2 แสนฉบับ พบว่ามีการเบิกจ่ายไม่น่าเชื่อถือรวมกว่า 74.39 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 29-30 ต.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเรื่องได้ผ่านการพิจารณามาเป็นลำดับชั้น จนในที่สุดวันที่ 1 เม.ย. 2563 คณะอนุกรรมการพิจารณาหักค่าใช้จ่าย ได้มีมติ 6 ข้อ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการทั้งในส่วนของการเรียกเงินคืน แจ้งความดำเนินคดี รวมถึงยกเลิกสัญญากับหน่วยบริการทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการอย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นตั้งแต่หลังตรวจเจอ และมีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ โดยคณะกรรมการหลายคณะที่มีองค์ประกอบหลากหลายภาคส่วนในการดูแล จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการประวิงเวลาใดๆ ซึ่งการดำเนินงานจะต้องให้ความรอบคอบ โดยเฉพาะการดำเนินคดีทางกฎหมาย และในวันนี้ก็ได้ดำเนินการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&amp;rdquo; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า พร้อมกันนี้ยังได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้น โดยมีอัยการเป็นประธาน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายเป็นกรรมการ เพื่อให้ตรวจสอบปัญหาในกระบวนการที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อยกเลิกการเป็นหน่วยบริการแล้ว สปสช.ยังได้มีการเตรียมรองรับประชาชนที่ใช้บริการอยู่เดิมไปยังหน่วยบริการอื่น โดยไม่ให้มีความเดือดร้อนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาในการจัดสรรงบประมาณของ สปสช. มีกระบวนการกำกับดูแล โดยหน่วยบริการจะต้องเก็บเอกสารหลักฐานไว้เพื่อตรวจสอบทั้งในด้านคุณภาพและการเบิกจ่ายชดเชย ขณะเดียวกันก็มีการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความสะดวกในการเบิกจ่ายเงินชดเชย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สปสช. ได้มีกระบวนการตรวจสอบถึง 3 ขั้นตอน โดยขั้นแรกคือการใช้โปรแกรมอิเล็กทรอนิกส์ในการตรวจความถูกต้องของข้อมูล หากประมวลผลแล้วตรงกับเงื่อนไข ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากถูกต้องก็จะมีการจ่าย แต่หากพบว่าไม่สมเหตุสมผลก็จะไม่จ่าย หลังจากนั้นก่อนที่จะโอนเงิน ก็จะมีขั้นตอนการตรวจสอบก่อนโอนอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าการจ่ายนั้นถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งบกองทุนหลักประกันสุขภาพนั้นมาจากภาษีประชาชน เราตระหนักดีถึงความสำคัญในการควบคุมการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกรณีการทุจริตที่เกิดขี้นนั้น มีเจตนาทำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหวังการจ่ายเงินชดเชย จึงตรวจสอบโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ แต่ สปสช. ยังมีระบบ audit หรือระบบการตรวจสอบบัญชีในการเรียกตรวจสอบเอกสารเป็นประจำทุกปี&amp;rdquo; นพ.การุณย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.การุณย์ กล่าวว่า ระบบ audit การจ่ายเงินจะมีใน 2 รูปแบบ คือ การสุ่มตรวจประมาณปีละ 3-5% กับอีกรูปแบบคือการเลือกตรวจหน่วยบริการที่เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งจากการ audit ทำให้พบกับคลินิกทั้ง 18 แห่ง ที่มีการทำข้อมูลน่าสงสัยว่าจะไม่ใช่ข้อเท็จจริง และมีการตกแต่งข้อมูลเพื่อส่งเบิก จึงได้มีการขยายผลตรวจสอบเอกสารราว 2 แสนฉบับ จนพบว่ามีความผิดปกติจริง และในการ audit ทุกปี จะมีการพบข้อมูลความผิดพลาด 2 ลักษณะ คืออาจเกิดจากความประมาทเลินเล่อ โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งจะต้องมีการเรียกมาทำความเข้าใจก่อนเรียกเงินคืน กับอีกกรณีคือมีเจตนาทุจริต หรือกระทำผิดซ้ำ ซึ่งในกรณีนี้นับเป็นข้อหาร้ายแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญคือต้องแยกว่ามีเจตนาหรือไม่ ฉะนั้นจึงจะเห็นได้ว่าในระบบมีการตรวจสอบทั้งก่อนจ่าย และหลังจ่ายก็ยังมีการตามไปตรวจ ซึ่งที่ผ่านมาในกรณีงบส่งเสริมป้องกันโรคนั้นมีการให้บริการเป็นจำนวนมาก จึงอาจเป็นช่องทางการทุจริตได้ ดังนั้นในอนาคตจะมีการวางแผนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยนอกจากการ audit แล้ว ยังจะต้องมีการพิสูจน์ยืนยันตัวตนก่อนเข้ารับบริการ หรือการใช้ Digital ID ต่างๆ ซึ่งขณะนี้ได้มีการนำร่องแล้วร่วมกับธนาคารกรุงไทย และโรงพยาบาลศิริราช หากประสบผลสำเร็จก็จะนำมาขยายผลสู่ทั้งประเทศ เพื่อให้การบริหารงบกองทุนนั้นมีประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหล&amp;rdquo; นพ.การุณย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70957</URL_LINK>
                <HASHTAG>18คลินิกทุจริตบัตรทอง, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f06e9f96ef33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
