<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ฯอบรมการใช้ชุดตรวจ ATK แก่เภสัชกรร้านขายยา แนะปชช.ต้องตรวจอย่างถูกวิธี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.64-นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากที่รัฐบาลมีแนวทาง การแจกจ่ายชุดตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยให้มารับจากร้านยาแผนปัจจุบัน ประเภท 1 และคลินิกพยาบาล เพื่อใช้ตรวจหาเชื้อโควิด 19 ด้วยตนเอง ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการให้คำแนะนำปรึกษากับประชาชนที่จะมารับชุดตรวจ ATK ที่ร้านขายยา ซึ่งภาครัฐ&amp;nbsp; จะสนับสนุนให้กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ต่างๆ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จัดอบรมการใช้ชุดตรวจ ATK แบบตรวจด้วยตนเอง ( Home Use ) แก่เภสัชกรประจำร้านขายยา เพื่อสามารถให้ข้อมูลการใช้ชุดตรวจ ATK แก่ประชาชนได้อย่างถูกต้อง โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา นำร่องจัดอบรมในเขตสุขภาพที่ 9 ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ผ่านระบบออนไลน์ ในเรื่องแนวทางและข้อควรระวังการใช้ชุดตรวจ ATK การอ่านและแปลผล แนวทางปฏิบัติตนหลังทราบผลตรวจ การสวมและถอดชุดป้องกันส่วนบุคคล และการกำจัดขยะติดเชื้อ รวมถึงแนวทางและข้อควรระวังในการใช้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า การตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK สิ่งสำคัญคือ ประชาชนต้องตรวจอย่างถูกวิธีและแปลผลถูกต้อง เพื่อดำเนินการต่อไปได้อย่างเหมาะสม เช่น หากผลบวกดำเนินการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือเข้ารับการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) หากผลเป็นลบต้องตรวจซ้ำใน 3-5 วันหรือตรวจซ้ำเมื่อมีอาการ และมีการจัดการขยะติดเชื้อได้อย่างเหมาะสม ที่ผ่านมากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการฝึกอบรม อสม. เกี่ยวกับการใช้ชุดตรวจ ATK เพื่อเป็นพี่เลี้ยงและสอนวิธีใช้งานชุดตรวจ ATK แบบตรวจด้วยตนเองให้แก่ประชาชน โดยดำเนินการอบรมไปแล้วในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมจัดอบรมการใช้ชุดตรวจ ATK ที่ถูกต้องให้แก่พนักงานโรงงานอุตสาหกรรมผ่านระบบออนไลน์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภก.บรรจง กิตติรัตน์ตระการ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มีเภสัชประจำร้านขายยาในเขตสุขภาพที่ 9 เข้าร่วมประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 700 คน และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักงานสร้างหลักประกันสุขภาพเขต 9 นครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116276</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อสม., กักตัวที่บ้าน, ชุดตรวจ ATK, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, เภสัชกรร้านขายยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613b098a4ace2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ลุยฝึกอบรม &#039;อสม.&#039; 5 พันคน สอนประชาชนใช้ชุดตรวจ ATK </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ส.ค.64 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ตามเป้าหมาย กลยุทธ์ และมาตรการควบคุมโรคโควิด 19 ที่ ศบค.เห็นชอบ คือ มาตรการ COVID Free Setting ซึ่งจะต้องมีการทยอยฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตามแผนที่กำหนด ประชาชนต้องใช้มาตรการป้องกันส่วนบุคคลขั้นสูงสุดตลอดเวลา หน่วยงานต่างๆ มีมาตรการองค์กรเพื่อป้องกันการติดเชื้อจำนวนมาก และ
การตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK ซึ่งจากนี้ไปจะมีการตรวจด้วยตนเองจำนวนมาก โดยผู้ที่มีความเสี่ยงมากตรวจทุก 3-5 วัน และผู้มีความเสี่ยงน้อยตรวจทุก 7 วัน สิ่งสำคัญคือ ประชาชนต้องตรวจอย่างถูกต้อง แปลผลถูกต้อง เพื่อดำเนินการต่อไปได้อย่างเหมาะสม เช่น หากผลบวกดำเนินการแยกกักที่บ้าน (Home Isolation) หรือเข้ารับการแยกกักที่ชุมชน (Community Isolation) หากผลเป็นลบต้องตรวจซ้ำใน 3-5 วันหรือมีอาการ เป็นต้น และมีการจัดการขยะติดเชื้อได้อย่างเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงดำเนินการฝึกอบรม อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน หรือ อสม.นักวิทย์ทั่วประเทศ เกี่ยวกับการใช้ชุดตรวจ ATK เพื่อเป็นพี่เลี้ยงและสอนวิธีใช้งานชุดตรวจ ATK ด้วยตนเองให้แก่ประชาชน และร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมจัดอบรมการใช้ ATK ที่ถูกต้องให้แก่พนักงานโรงงานอุตสาหกรรมผ่านระบบออนไลน์ กว่า 2,000 แห่ง โดยสอนการจัดการขยะติดเชื้อ ช่วยแปลผล ให้คำแนะนำ ช่วยลงผลตรวจ และช่วยประสานระบบการดูแลรักษา รวมถึงสามารถดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาลในการวางแผนการเข้าถึงชุดตรวจของประชาชน ช่วยแจกจ่ายชุดตรวจ สนับสนุนการเฝ้าระวังในพื้นที่ คัดกรองผู้ติดเชื้อในชุมชน และช่วยติดตามการตรวจหรือต่อเนื่องในกลุ่มที่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตามมีการนำร่องฝึกอบรมโดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 2 จ.พิษณุโลกแล้ว และจะขยายการฝึกอบรม อสม.นักวิทย์ 5 พันคนทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไป โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 15 ศูนย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการฝึกอบรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การให้ความรู้ ทั้งแนวทางและข้อควรระวังการใช้ชุดตรวจ ATK วิธีการใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง การอ่านและแปลผล การลงข้อมูลผลการตรวจ การปฏิบัติตนหลังทราบผล การสวมและถอดชุดป้องกันส่วนบุคคล และการกำจัดขยะติดเชื้อ โดยมีการประเมินความรู้เบื้องต้น โดยแบบทดสอบ และ 2.การฝึกปฏิบัติภาคสนาม ทั้งในพื้นที่ ตลาดสด และชุมชน ฝึกให้ความรู้ คำแนะนำ แก่ประชาชนในชุมชน เฝ้าระวังผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ร่วมตรวจ ATK ในกลุ่มเปราะบาง ฝึกลงข้อมูลผลตรวจในแอปพลิเคชัน ประเมินทักษะโดยเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ และยังมีการจัดทำคู่มือเพื่อประกอบการดำเนินงานให้แก่ อสม.ด้วย&amp;rdquo; นพ.ศุภกิจ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114916</URL_LINK>
                <HASHTAG>การใช้ชุดตรวจ ATK, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, ฝึกอบรม, อสม., อสม.นักวิทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612b1fe8adb77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบโควิดสายพันธุ์ย่อย &#039;เดลต้า&#039; ในไทยมากกว่า 27 ตัว อาการป่วยไม่ได้ต่างจากสายพันธุ์หลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;24 ส.ค.64 - กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวการเฝ้าระวังสายพันธุ์และการกลายพันธุ์โควิด 19 โดยนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบตัวอย่างเชื้อโควิด19 กว่า 2,000 ตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลตากว่า 2,132 ตัวอย่าง สายพันธุ์แอลฟ่ากว่า 100 ตัวอย่าง และสายพันธุ์เบตาที่จำกัดวงกระระบาดอยู่ในโซนภาคใต้ที่เขตสุขภาพ 11 และ12 ประมาณ 29 ตัวอย่าง พบมากสุดในจ.นราธิวาส รองลงมาคือ กระบี่ ภูเก็ต สงขลา ถ้าหากมีการควบคุมได้สายพันธุ์เบตาก็จะหายไปจากไทย ดังนั้น ณ ขณะนี้สายพันธุ์หลักที่กระจายในประเทศไทยคือเดลตากว่า 93% ขณะที่ในกรุงเทพฯพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 97% และสายพันธุ์อัลฟ่าเพียง 3% ในส่วนภูมิภาคพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 85%&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลเว็บไซต์ศูนย์จีโนมได้วิเคราะห์สายพันธุ์ย่อยของเดลตาที่เกิดขึ้นไทย ซึ่งสายพันธุ์เดลตา หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ B.1.617.2 ที่ระบาดในไทยเป็นหลักและทั่วโลก แต่เนื่องจากมีการระบาดอย่างกว้างขวางมากขึ้นก็เกิดสายพันธุ์ย่อย ที่พบว่ามีการระบาดประเทศไทย รวมไปถึงเดนมาร์ก อังกฤษ สเปน เป็นต้น โดยกรมวิทยฯได้ตรวจ โฮล จีโนม หรือการตรวจพันธุกรรมทั้งตัว ซึ่งเป็นการสุ่มตรวจสัปดาห์ละกว่า 400-500 คนจากคนไข้ที่มีอาการในระดับต่างๆ&amp;nbsp;ทำให้พบว่ามีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ย่อยเดลต้า ซึ่งอาการไม่ได้แตกต่างจากสายพันธุ์เดลต้าหลัก อาจจะเพราะจำนวนการติดเชื้อยังน้อย จึงต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และหากพบมีการกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ไทยขึ้นมาในอนาคต ก็จะมีการรายงานและสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกคนรับทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้านศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการพบสายพันธุ์ย่อยของเดลตาในไทย ว่า จากฐานข้อมูลโควิดโลก GISAID ที่ได้มีการประมวลผลการถอดรหัสจีโนมทั่วโลก โดยมีสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ระบาดในอู่ฮั่น แต่ด้วยการกระจายเชื้อเข้าสู่คนทำให้ระบาดอย่างรวดเร็วเชื้อไวรัสจึงได้วิวัฒนาการ แตกย่อยสายพันธุ์ออกไป โดยในไทยพบการกลายพันธุ์ของไวรัสในสายพันธุ์อัลฟา หรือ B.1.1.7 11%, สายพันธุ์เบตา หรือ B.1.351 14%, สายพันธุ์เดลตา หรือ B.1.617.2 71% ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่จะมีการกระจายแตกตัวออกเป็นสายพันธุ์ย่อยอีกถึง 27 สายพันธุ์และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ B.1.617.2.1-B.1.617.2.22 หรือเรียกให้สั้นว่า AY.1-AY.22&amp;nbsp; ในไทยพบสายพันธุ์ย่อยของเดลตามากสุดคือ&amp;nbsp;AY.4 หรือ B.1.617.2.4 3% พบในเขตปทุมธานีจำนวน 4 คน รองลงมาคือ&amp;nbsp; AY.6 หรือ B.1.617.2.6 1% พบจำนวน 1 คน,&amp;nbsp; AY.10 หรือ B.1.617.2.10 1% พบในเขตกทม. จำนวน1 คน,&amp;nbsp; AY.12 หรือ 5.1.617.2.15 1% พบในเขตกทม. ย่านพญาไทจำนวน 1 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;โดยสายพันธุ์ย่อย AY.4 AY.6 AY.10&amp;nbsp;AY.12 ซึ่งมีการพบครั้งแรกในประเทศแถบยุโรป ซึ่งอาจจะไปได้ว่าทั้งหมดอาจจะกลายพันธุ์มาจากอินเดียแล้วกระจายไปทั่วโลก และไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจุดเริ่มต้นมาไทยไม่ว่าจะมาจากสถานที่กักตัว หรือสนามบินดอนเมือง แต่จากฐานข้อมูลบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นลูกหลานที่แตกย่อยของสายพันธุ์เดลตาหลักที่ระบาดอยู่ในไทย ซึ่งจะต้องมีการควบคุมดูแลเพิ่มขึ้นในอีกระดับหนึ่ง เพื่อติดตามเฝ้าระวังการระบาดและอาจจะเกิดการกระจายเชื้อเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สายพันธุ์ย่อยดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ดื้อกับวัคซีนมากกว่าสายพันธุ์หลักหรือน้อยกว่าสายพันธุ์หลัก&amp;rdquo; ดร. วสันต์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กล่าวเสริมว่า สายพันธุ์ย่อย&amp;nbsp;AY.1-AY.22 ของเดลตานั้น ยังคงคุณสมบัติของเชื้อที่แพร่กระจายรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดกว้างขวาง เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล&amp;nbsp;หากพบว่าติดเชื้ออาการค่อนข้างรุนแรงและมีการดื้อวัคซีน และในสายพันธุ์ย่อยเองก็จะมีการกลายพันธุ์ในตัวเพิ่มอีกเป็นสายพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp;อย่างเชื้อที่เรียกว่า เดลตา พลัส ที่ประเทศอินเดียเคยบอกว่าอาจจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือสายพันธุ์เดลตา พลัสที่กลายพันธุ์เป็น K417N ซึ่งยังไม่พบในไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.สุรัคเมธ กล่าวต่อว่า โดยกระบวนการทางกรมวิทย์ฯจะมีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม เป็นการนำตัวไวรัสมาถอดรหัสพันธุกรรมใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน ล่าสุดจากการถอดรหัส 1,955 ตัวอย่างที่สุ่มตั้งแต่เดือนพ.ค. พบเป็นสายพันธุ์อัลฟ่า 71% สายพันธุ์เดลตา 23% ในจำนวนนี้ทำให้พบสายพันธุ์ย่อยของเดลตาด้วยจากการตรวจสุ่มในจ.ปทุมธานี 9 ตัวอย่าง พบสายพันธุ์ย่อย AY.4 จำนวน 4 ตัวอย่าง และบุรีรัมย์ กำแพงเพชร เชียงใหม่ สมุทรปราการ ชลบุรี จังหวัดละ 1 คน, AY.6,AY.10&amp;nbsp;พบที่กรุงเทพฯ 1 ตัวอย่าง, AY.12&amp;nbsp;พบที่กรุงเทพฯ 1 ตัวอย่าง และสุราษฎร์ธานี 2 ตัวอย่าง ทั้งหมดพบในช่วงมิ.ย.-ส.ค.64 ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังเพราะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า มีลักษณะความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ในส่วนของการแพร่กระจายยังคงจำกัดในพื้นที่ และกรมวิทย์ฯจะดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไปจนถึงสิ้นปี 2564 จำนวนกว่า 6,000 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114371</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124a3454a960.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เร่งศึกษาฉีดวัคซีน 25% เข้าชั้นผิวหนัง กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ใกล้เคียงกับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.64 - นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวว่า การตรวจภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สูตรฉีดไขว้สลับชนิด โดยเฉพาะการต่อสู้และกำจัดสายพันธ์เดลต้า (อินเดีย) ซึ่งเป็นการศึกษาจากเชื้อสายพันธุ์เดลต้าจริง กับเลือดของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนในสูตรต่างๆ ดังนี้วัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม สามารถกำจัดไวรัสในหลอดทดลอง ค่าเฉลี่ยภูมิคุ้มกันขึ้นไป 24-25 ถือว่าจัดการกับไวรัสได้ แต่ภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงตามระยะเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสลับสูตรแอสตร้าเซนเนก้า เข็มแรก ตามด้วยซิโนแวค เข็มที่ 2 พบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ที่ 25 ไม่แตกต่างไปจากการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม การสลับสูตรแบบนี้ ไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่มขึ้น จึงไม่แนะนำให้ฉีด ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดเข็มที่ 2 ผ่านไป 2 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันขึ้นไป 76 เท่า สูงกว่าซิโนแวค2 เข็ม และการสลับสูตร ซิโนแวคเข็มแรก และแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2&amp;nbsp;พบว่าค่าเฉลี่ยขึ้นไปที่ 78 เหนือกว่าแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มอยู่เล็กน้อย แต่มีข้อได้เปรียบที่ใช้เวลาสั้นลงเพียง 5 สัปดาห์ และใช้ต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตาที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่าผลการตรวจภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดส ดังนี้ บูสเตอร์ด้วยซิโนฟาร์ม หลังฉีดซิโนแวค 2 เข็ม แต่สูตรนี้เก็บตัวอย่างน้อย มีเพียง 14 คน ภูมิคุ้มกันขึ้นมาที่ 61 ซึ่งไม่มากเท่าไร เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อตายเหมือนกัน ทำให้กระตุ้นภูมิได้ไม่สูงมาก และฉีดซิโนแวค 2 เข็ม และบูสเตอร์เข็มที่ 3 ด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันขึ้นไปที่ 271 สามารถกำจัดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าได้ดีมาก และมีภูมิคุ้มกันมากกว่าการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม 10 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ยังต้องติดตามว่าภูมิคุ้มกันที่ขึ้นสูงจะอยู่ได้นานอย่างไร รวมถึงการตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนไฟเซอร์ และประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อสู้กับเชื้อสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) โดยการศึกษาวิจัยของกรมวิทย์ฯ จะให้คำตอบว่าวัคซีนบูสเตอร์โดสจำเป็นอย่างไร และต้องฉีดในระยะเวลาห่างกันอย่างไร เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงตามระยะเวลา ทั้งนี้ประชาชนไม่จำเป็นต้องไปตรวจภูมิคุ้มกัน เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ว่าสามารถป้องกันเชื้อแต่ละสายพันธุ์ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังเร่งศึกษาการฉีดวัคซีนโควิดเข้าชั้นผิวหนัง ประสบการณ์การฉีดวัคซีนในอดีตพบว่า ใช้วัคซีนเพียง 25% สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงพอ กับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่ต้องใช้วัคซีน 100% หากผลการวิจัยมีผลสำเร็จ จะมีโอกาสเพิ่มจำนวนคนที่จะได้รับวัคซีนได้มากขึ้น 4-5 เท่า ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับการบริหารจัดการวัคซีนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้คงต้องรอผลทางวิทยาศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113880</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ฉีดวัคซีนไขว้, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e388a3d3e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เดลต้า&#039; ลามทั่วไทย 74 จังหวัด กทม.เจอ 86.2% ส่วนเบต้า มากสุดในยะลา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4ส.ค.64- นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ เครือข่ายห้องปฏิบัติการว่า แนวโน้มในภาพรวมของประเทศจากข้อมูลการเฝ้าระวังระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 30 กรกฎาคม 2564 ว่า &amp;nbsp;จากการสุ่มตรวจผู้ติดเชื้อทั้งหมด 2,547 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) จำนวน 1,993 ราย (78.2%) สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) จำนวน 538 ราย (21.2%) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) จำนวน 16 ราย (0.6%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครสุ่มตรวจ จำนวน 1,229 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา จำนวน 1,059 ราย (86.2%) สายพันธุ์อัลฟาจำนวน 170 ราย (13.8%) ส่วนสายพันธุ์เบตาไม่พบผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภูมิภาคสุ่มตรวจ จำนวน 1,318 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา 934 ราย (70.9%) สายพันธุ์อัลฟา 368 ราย (27.9%) และสายพันธุ์เบตา 16 ราย (1.2%)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112210</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, สายพันธุ์เดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a560a1702e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรมวิทย์ฯเผยคนไทยมีภาวะ &#039;VITT&#039; หลังได้รับวัคซีนเพียง 1 รายใน 5 ล้านคน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23ก.ค.64-นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากการที่มีรายงานพบผู้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับหลอดเลือดอุดตัน หรือภาวะ VITT หลังการได้รับวัคซีนโควิด 19 ชนิด Viral vector vaccine เช่น AstraZeneca และ Johnson &amp;amp; Johnson/Janssen ในต่างประเทศ อาจทำให้ประชาชนเป็นกังวล ไม่กล้าฉีดวัคซีนชนิดนี้นั้น เบื้องต้นขอให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่เริ่มฉีดวัคซีนจนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2564 มีการฉีดวัคซีน AstraZeneca ในคนไทยไปแล้ว 5,360,745 โดส และมีผู้ป่วยยืนยันอาการ VITT โดยคณะผู้เชี่ยวชาญเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังการได้รับวัคซีน จำนวน 1 ราย เป็นเพศหญิง อายุ 26 ปี มีโรคประจำตัว คือ ไมเกรน มาด้วยอาการปวดศีรษะมากขึ้นกว่าเดิม ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่า มีค่าเกล็ดเลือดต่ำ ค่า D-dimer สูง และ Anti PF4/heparin antibody เป็นบวก อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับการรักษาด้วยยา intravenous immunoglobulin (IVIG) แล้ว ก็มีอาการดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะ VITT ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์น้อยกว่าต่างประเทศมาก คือ 1 : 5,000,000 ในขณะที่ต่างประเทศมีอุบัติการณ์ประมาณ 1 : 125,000 &amp;ndash; 1 : 1,000,000 ซึ่งถือว่ามากกว่าประเทศไทยถึง 5-40 เท่า แม้จะเป็นภาวะที่อาจเกิดอาการรุนแรง แต่หากได้รับการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วก็จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลทั่วประเทศไทยสามารถตรวจเกล็ดเลือดได้ทุกแห่ง และมีห้องปฏิบัติการอย่างน้อย 78 แห่งที่มีความพร้อมในการตรวจ D-dimer หากแพทย์ พบว่า มีค่าเกล็ดเลือดต่ำ และ D-dimer สูง จะส่งตัวอย่างเลือด เพื่อยืนยันอีกครั้ง ด้วยวิธีที่เรียกว่า Anti PF4/heparin antibody และ Platelet activation assay ตามแนวทางของสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทนโดยทั้งหมดนี้อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ&amp;rdquo; นพ.ศุภกิจ&amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเดือนกรกฎาคม 2564 จะมีการปรับสูตรวัคซีน ทำให้มีผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca มากขึ้น หากผู้ได้รับวัคซีนคนใดมีอาการบ่งชี้ว่า อาจจะมีหลอดเลือดอุดตัน เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ ปวดหลังรุนแรง ขาบวม เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ตามัว เห็นภาพซ้อน หลังได้รับวัคซีนภายใน 30 วัน ให้รีบปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาล&amp;nbsp; หากผลการตรวจเบื้องต้นเข้ากับภาวะ VITT แพทย์จะพิจารณารักษาทันที ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล ประเทศไทยมีความพร้อมในการตรวจและรักษาภาวะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110817</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด-19, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, ภาวะ VITT, หลอดเลือดอุดตัน, เกล็ดเลือดต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa450f7e04a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดสายพันธุ์เดลต้ากระจายทั่วกทม. 52% สธ. รับมาเร็วกว่าคาดการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5&amp;nbsp;ก.ค.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงความคืบหน้าสายพันธุ์โควิด-19&amp;nbsp;ที่ระบาดในประเทศไทยขณะนี้ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) ว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตรวจสายพันธุ์ในภาพรวมประเทศพบว่าสายพันธุ์เดลตาขึ้นมาเป็น&amp;nbsp;32.2%&amp;nbsp;ส่วนใหญ่ อยู่ในกทม. และจังหวัดปริมณฑล ซึ่งกทม.พบสัดส่วนเพิ่มมากถึง&amp;nbsp;52.2%&amp;nbsp;มากกว่าสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ)&amp;nbsp;ถือว่าเป็นการเข้ามาค่อนข้างเร็วกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย ในขณะที่ต่างจังหวัดก็ขึ้นค่อนข้างเร็วพบแล้ว&amp;nbsp;18%&amp;nbsp;ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยพบใน&amp;nbsp;47&amp;nbsp;จังหวัด อย่างพื้นที่ ภาคใต้เดิมไม่มีเดลตา ล่าสุด ก็พบอยู่ในหลายจังหวัดเช่น สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ขณะที่ภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดอุดรธานีที่พบค่อนข้ามมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เชื้อเดลตาในพื้นที่กทม.&amp;nbsp;52%&amp;nbsp;กระจายอยู่ในทุกเขต ทางตอนเหนือจากแคมป์หลักสี่ ไปทางทิศตะวันตกตอนล่างมากพอสมควรและกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ดังนั้นค่อนข้างจะบอกได้ว่าสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในกรุงเทพฯ ขณะนี้คือ สายพันธุ์อินเดียหรือสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้)&amp;nbsp;สัปดาห์นี้เพิ่มมา&amp;nbsp;50&amp;nbsp;กว่ารายแต่ยังจำกัดวงอยู่ที่จังหวัดนราธิวาสมีกระจายไปจังหวัดใกล้เคียงอยู่พอสมควรที่ สุราษฎร์ธานี มีคอนเฟิร์ม&amp;nbsp;1&amp;nbsp;นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รายกระบี่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ราย ส่วนกรุงเทพฯ เพิ่มอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;รายซึ่งเป็นญาติของรายแรกที่พบการติดเชื้อนี่ หมายความว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่ได้มีการกระจายไปไหนแต่ยังเป็นผู้ที่ติดจากจังหวัดนราธิวาส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108690</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, โควิดสายพันธุ์เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d316d11481d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
