<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการแพทย์แนะสารพัดวิธี ป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการแพทย์ โดยสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ ชี้ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าที่คิด อาจเกิดอาการบาดเจ็บเล็กน้อยหรือบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แนะเลือกรองเท้าที่เหมาะสม ใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าคนวัยอื่นๆ และผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่ายเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย การหกล้มเกิดจากการสูญเสียการทรงตัว ทำให้อวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา ศีรษะ ฯลฯ เกิดการกระแทก และมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยหรือบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการหกล้มในผู้สูงอายุ คือ ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านสายตา การเปลี่ยนแปลงข้อต่อและเอ็น ระบบทางเดินปัสสาวะ โรคประจำตัว รวมถึงการใช้ยาบางตัวมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม เช่น ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น ปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้สูงอายุ ประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมในบ้านและนอกบ้าน เช่น พื้นบ้าน แสงสว่าง บันได ห้องน้ำ ห้องครัว รองเท้าของผู้สูงอายุ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุด คือการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกและข้อต่อ ช่วยเรื่องการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกายได้คล่องแคล่วมากขึ้น ทำให้อัตราการหกล้มลดลง แต่ต้องเลือกท่าทางให้เหมาะกับบุคคลด้วย สำหรับแนวทางป้องกันการเสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ 1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า พื้นรองเท้ามีดอกหรือไม่ลื่น วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี 2.ใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและรอบบ้านมีผลต่อการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ เช่น วัสดุพื้นบ้าน แสงสว่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ควรเลือกให้เหมาะสมต่อการใช้งาน นอกจากนี้ การให้ความรู้เกี่ยวกับการหกล้มของผู้สูงอายุแก่ผู้ดูแล เพื่อให้เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงตามวัย การกินยาที่ถูกต้อง ทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายผู้สูงอายุ การสังเกตอาการข้างเคียง หากพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54454</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1c50b1c837b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนโรคภัยผู้สูงอายุมากับหนาว ระบบทางเดินหายใจและปวดข้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว อาจเจอโรคระบบทางเดินหายใจ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และอาการปวดข้อ ที่อาจเกิดขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้เบื้องต้น โดยการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็น ออกกำลังกายเป็นประจำ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง และหากที่ผู้สูงอายุต้องการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัวในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ควรเตรียมความพร้อมของร่างกาย ยาประจำที่ใช้ และยาที่จำเป็นให้พร้อมก่อนออกเดินทาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับผู้สูงอายุในช่วงหน้าหนาว ได้แก่ 1.โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดง่าย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น ควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการได้รับเชื้อโรคจากผู้อื่น ถ้ามีอาการไอหรือมีไข้สูงเกิน 3 วันควรรีบไปพบแพทย์ 2.ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ได้แก่ ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอักเสบและคัน โดยเฉพาะหน้าหนาวซึ่งอากาศแห้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจะยิ่งชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไปอีก ควรเลือกสบู่ชนิดที่ไม่ล้างไขมันออกมากเกินไป และอาจใช้สบู่ฟอกเป็นบางครั้ง หรือฟอกเฉพาะส่วนข้อพับแขนและขาหนีบก็เพียงพอ จากนั้นควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้โลชั่นประเภทที่ใช้กับผิวเด็กอ่อน และควรทาวันละหลายๆ ครั้ง ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ไม่ควรเลียริมฝีปาก แนะนำให้ทาลิปสติกมันบ่อยๆ&amp;quot; คุณหมอกล่าว และยังมีโรคต่อไปคือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผู้สูงอายุจึงควรดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่รับประทานอาหารรสจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีอาการรุนแรงขึ้น เช่น บวม รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือเจ็บแน่นหน้าอก 4.อาการปวดข้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง อากาศที่หนาวเย็นอาจจะกระตุ้นให้โรคข้อเกิดการอักเสบขึ้นได้ เช่น โรคเกาต์ ดังนั้นการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ลูกหลานมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ของลูกหลานยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48620</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daeef12996ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรัง ต้นเหตุ&quot;ซึมเศร้า&quot;ในผู้สูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์ชี้โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจ ทำให้หม่นหมอง สิ้นหวัง ไร้ค่า และอาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย ลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุควรเข้าใจภาวะโรคซึมเศร้า รับฟังเรื่องราว อดทนในการดูแล และรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง หากมีปัญหาในการดูแลหรือปรับตัวกับผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าสามารถเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจ ทำให้รู้สึกไม่มีความสุข ซึมเศร้า จิตใจหม่นหมอง หมดความกระตือรือร้น เบื่อหน่าย แยกตัวเอง ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว ท้อแท้ บางครั้งมีความรู้สึกสิ้นหวัง มองชีวิตไม่มีคุณค่า เป็นภาระต่อคนอื่น ถ้ามีอาการมากจะมีความรู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากตายหรือคิดฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ สาเหตุของโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุมักเกิดจาก โรคทางกาย เช่น การเจ็บป่วยเรื้อรังจากโรคประจำตัว ทำให้ใช้ชีวิตไม่ได้ตามปกติและยากลำบากขึ้น จากยา เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจบางชนิด ยารักษามะเร็งบางชนิด ยารักษาโรคพาร์กินสันบางชนิด นอกจากนี้ยังพบสาเหตุทางจิตใจและสังคม ได้แก่ สูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก ไม่มีงานไม่มีรายได้ สูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเหมือนเช่นเดิม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ &amp;nbsp;กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ค่อนข้างสูงกว่าวัยอื่น นอกจากอาการด้านจิตใจคือ ซึมเศร้า ไม่อยากทำอะไร ไม่ใส่ใจตนเอง รู้สึกตนเองไร้ค่า แล้วอาจมาด้วยอาการทางกาย ดังนี้ &amp;nbsp;1.นอนไม่หลับ หรือหลับมากกว่าปกติ 2.มีอาการปวดตามที่ต่างๆ หลายๆ ที่พร้อมกัน เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง หรือ ไม่สบายตามร่างกาย 3.มีอาการอ่อนเพลียรู้สึกไม่มีแรง 4.มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับถ่ายอุจจาระกะปริดกะปรอย แต่เมื่อไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพกลับไม่พบความผิดปกติใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวิธีการรักษาโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ได้แก่ การรักษาด้วยยา ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะเห็นผลการรักษา ซึ่งไม่ควรซื้อยากินเองแต่ควรปรึกษาแพทย์ เพราะยาแก้โรคซึมเศร้าอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายหากใช้ไม่ถูกวิธี การทำจิตบำบัดแบบประคับประคองด้านจิตใจ พฤติกรรมบำบัด เพื่อแก้ไขความคิดในด้านลบต่อตนเอง การรักษาทางด้านจิตใจ เช่น ให้คำปรึกษา และการรักษาด้วยไฟฟ้าในผู้ป่วยเฉพาะรายที่อาการหนักไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาอื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุควรเข้าใจภาวะโรคซึมเศร้าก่อน ยินดีรับฟังเรื่องราวที่ผู้สูงอายุเล่าให้ฟัง มีความอดทนในการดูแลอย่างเพียงพอ เพราะผู้สูงอายุบางรายอาจมีลักษณะอารมณ์กลับมาเป็นเด็กหรืออาจหงุดหงิด จึงควรพูดคุยด้วยท่าทีที่อ่อนโยน รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง ทั้งนี้ สามารถเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46878</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190929/image_big_5d90a015d1b0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44422</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคท้องผูก...ไม่ใช่เรื่องเล็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชอบมากเลยค่ะ เวลาเดินทางไปไหนมาไหนแล้วไม่ต้องทุรนทุราย กระมิดกระเมี้ยนมองหาห้องสุขาเพื่อปลดทุกข์หนัก นั่นเพราะมีอาการประจำตัวคือธาตุแข็ง หรือท้องผูกเป็นกิจวัตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่พออายุมากขึ้นสิคะ อาการท้องผูก ถ่ายไม่ออก และไม่สามารถบริหารจัดการเวลาได้นี่ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่คุณหมอถึงกับมองลอดแว่น และถามว่าอยู่ได้ยังไงครับป้า??!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณหมออบรมเสียยืดยาวว่า.. ท้องผูก คือ อาการที่มีความยากลำบากในการถ่ายอุจจาระ ต้องใช้เวลาในการถ่ายมาก มีการเบ่งถ่ายอุจจาระ ลักษณะอุจจาระแข็งมาก ถ่ายแล้วแต่ยังมีความรู้สึกว่าถ่ายยังไม่หมด หรือปวดท้องอยากถ่ายอยู่ตลอดเวลา และมีความถี่ของการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นปัญหาที่พบได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย และผู้สูงอายุ ซึ่งการได้รับใยอาหารไม่เพียงพอจะทำให้เกิดภาวะท้องผูก อึดอัด เบื่ออาหาร อาจทำให้เกิดโรคลำไส้ใหญ่โป่งพอง ริดสีดวงทวาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ เส้นเลือดขอด นิ่วในถุงน้ำดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โอ้โฮ!!! แค่ท้องผูกนี่ ไม่น่าเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ตามมาเป็นพวงเป็นช่อกันเลยทีเดียว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้ หรือปล่อยอาการท้องผูกสร้างโรค นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ บอกว่าลองสำรวจกันหน่อยนะคะว่าคุณอยู่ในจำพวกไหน แล้วแก้ให้ถูกจุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการท้องผูกมีสาเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ กินอาหารที่มีกากน้อยหรือเส้นใยน้อยมาก ดื่มน้ำในปริมาณน้อย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา หรือกลั้นอุจจาระบ่อยๆ การกินยาเพื่อรักษาโรคประจำตัว การกินยาบางชนิด เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด และยาลดกรด เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ คำแนะนำในการดูแลที่ทำให้อาการท้องผูกดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่ 1.ปรับเปลี่ยนลักษณะการกินอาหาร ควรมีการปรับแต่งอาหารของผู้สูงอายุให้ประกอบด้วยผักและผลไม้มากขึ้น ถ้าผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องฟัน ควรเลือกผักที่นิ่มเพื่อทำให้ทานง่ายขึ้น 2.ดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ประมาณ 6-8 แก้ว 3.ฝึกการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา และที่สำคัญอย่ากลั้นอุจจาระ 4.ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม 5.ผู้สูงอายุไม่ควรซื้อยาระบายกินเองเป็นประจำ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ในภายหลัง ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและรักษาค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลองหันกลับมามองตัวเองแล้ว สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การรับประทานอาหารประเภทเส้นใยน้อยมาก นั่นเพราะชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้ต้องกินจังก์ฟู้ดอยู่บ่อยครั้ง เพราะมันง่ายและเอาอยู่เรื่องความอิ่มหนำสำราญ แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าหมู่นี้ท้องอืดบ่อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กอีกต่อไปนะจ๊ะ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44422</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สกานต์ บุนนาค, ป้าเอง, มองมุมสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;การกลืน&quot;เรื่องที่ต้องใส่ใจ เมื่อเปลี่ยนเป็นผู้สูงอายุ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการแพทย์ชี้ปัญหาการกลืนอาหารพบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างและหน้าที่การทำงานของช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร และกลไกของระบบประสาทที่ควบคุมการกลืน ส่งผลให้ความสามารถในการกลืนของผู้สูงอายุลดลง แนะทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและมีรสจืดในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้งจะช่วยลดอาการสำลักได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การกลืนปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายเลื่อมลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการกลืนในวัยสูงอายุ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างและหน้าที่การทำงานของช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร และกลไกของระบบประสาทที่ควบคุมการกลืน ส่งผลให้ความสามารถในการกลืนของผู้สูงอายุลดลง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะกลืนลำบากยิ่งขึ้น กลไกในการกลืนในผู้สูงอายุแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ระยะช่องปาก ผู้สูงอายุไม่มีฟันและกำลังกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวลดลง ทำให้บดเคี้ยวได้ไม่ละเอียด กำลังและการประสานการทำงานของริมฝีปากและลิ้นลดลง ทำให้กระบวนการเตรียมอาหารและการส่งผ่านอาหารใช้เวลานานขึ้น ต้องมีการกลืนหลายครั้งกว่าอาหารจะหมดจากช่องปาก ร่วมกับผู้สูงอายุบางรายอาจมีอาหารเหลือค้างในปากเป็นแหล่งสะสมของเชื้อก่อโรคเสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก 2.ระยะคอหอย การกลืนที่คอหอยจะเกิดช้ากว่าวัยอื่น กล่องเสียงยกตัวขึ้นมารับกับฝาปิดกล่องเสียงช้า ความแรงในการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยลดลง หูรูดของหลอดอาหารส่วนต้นเปิดช้า ทำให้อาหารอยู่ในระยะคอหอยนาน ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงในการเกิดสำลักอาหารเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ จึงเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุ 3.ระยะหลอดอาหาร ระยะเวลาที่หูรูดของหลอดอาหารส่วนต้นเปิดจะสั้นลง จึงมีอาหารเหลือค้างที่คอหอยเสี่ยงต่อการสำลักเข้าทางเดินหายใจ แรงบีบไล่อาหารของหลอดอาหารลดลง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะไส้เลื่อนกระบังลมมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นกลไกการกลืนจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ระยะ และมีส่วนสัมพันธ์กับระบบประสาทสั่งการและการควบคุมการหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของภาวะกลืนลำบากที่พบได้บ่อยของความผิดปกติของช่องปากและคอหอยในวัยสูงอายุคือ โรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อม แต่อาจมีสาเหตุจากภาวะอื่นๆ ได้แก่ โรคทางระบบประสาท โรคทางจิตเวช รวมถึงโรคพาร์กินสันที่ทำให้กล้ามเนื้อมีภาวะเกร็ง ทำให้การกลืนอาหารยากขึ้น และวิธีแก้ปัญหาภาวะกลืนลำบาก ควรปรับอาหารผู้สูงอายุหรือผู้ใกล้ชิดเลือกชนิดของอาหารที่ใช้ในการฝึกกลืนอย่างเหมาะสม ได้แก่ อาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและมีรสจืด โดยรับประทานปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง และเลือกใช้ช้อนที่มีขนาดเล็กลงและหลุมไม่ลึก ทำให้ปริมาณการรับประทานอาหารต่อคำลดลง รวมถึงปริมาณน้ำที่น้อยลงในแต่ละคำจะช่วยลดอาการสำลักได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีนวัตกรรมสารเพิ่มความหนืดที่ผสมได้ทั้งอาหารเหลวและของเหลว เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากมีความปลอดภัยมากขึ้น และการใช้เทคนิคช่วยกลืนคือจัดท่าให้ศีรษะและลำตัวของผู้สูงอายุสามารถชดเชย กลไกการกลืนที่บกพร่องไปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการรับประทานอาหารทางปากมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพช่องปากเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการสำลัก โดยพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอและเช็ดทำความสะอาดช่องปากและลิ้นหลังอาหารทุกมื้อ ดูแลเอาอาหารที่ค้างในปากออกให้หมดเพื่อเลี่ยงการเกิดเชื้อราในช่องปากและช่วยให้ผู้สูงอายุมีรอยยิ้มที่สดใส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43969</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.สกานต์ บุนนาค, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d356fca69a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมอง...ต้องออกกำลัง เพื่อป้องกันอัลไซเมอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ&amp;nbsp; กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรหมั่นออกกำลังกายสมอง เพื่อกระตุ้นการทำงานด้วยวิธีปรับความเคยชินจากสิ่งเดิมๆ หากเดินทางให้บริหารสมอง หรือแม้แต่ขณะทำงาน เพื่อป้องกันสมองเสื่อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โดยปกติเซลล์ประสาทของมนุษย์มีการเจริญเติบโตจนถึงอายุ 5-6 ปี หลังจากนั้นจะไม่มีการเพิ่มจำนวนของเซลล์ประสาท แต่สามารถเพิ่มจำนวนของแขนงเซลล์ประสาทได้ตลอดชีวิต ทำให้มีการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทมากขึ้น แขนงเหล่านี้ทำหน้าที่ในการรับและส่งสัญญาณประสาทไปยังเซลล์ต่างๆ รอบเซลล์ประสาทเพื่อให้การทำงานของสมองเป็นไปตามปกติ การเพิ่มจำนวนของแขนงเซลล์ประสาทเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ถ้าเรามีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้น จะมีการแตกแขนงของเซลล์ประสาทมากขึ้น ถ้าเรามีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำอะไรซ้ำซาก จะเป็นการกระตุ้นให้สมองมีการแตกกิ่งก้านสาขาเพิ่มขึ้น การทำงานของสมองจะดีขึ้น ดังนั้นผู้สูงอายุสามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยการหมั่นออกกำลังกายสมองเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุต้องหมั่นออกกำลังกายสมองเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมอง โดยวิธีการออกกำลังสมองแบบง่ายๆ ได้แก่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1) ถ้าอยู่บ้าน ลองเปลี่ยนความเคยชินในการรับข้อมูลจากประสาทสัมผัสเดิมๆ เป็นการใช้ประสาทสัมผัสในด้านอื่น เช่นหลับตาแล้วใช้มือคลำวัตถุว่าเป็นอะไร เพื่อกระตุ้นประสาทในส่วนสัมผัส สลับกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำตั้งแต่ตื่นนอน เช่น จากที่อาบน้ำก่อนกินข้าวเปลี่ยนเป็นกินข้าวก่อนอาบน้ำ จะทำให้สมองใช้พลังงานในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าตอนที่ทำกิจกรรมเดิมๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2) ระหว่างเดินทางให้บริหารสมองโดยไม่เปิดแอร์ แต่เปิดกระจกขณะขับรถ เลือกบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น&amp;nbsp; เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน หรือเปลี่ยนวิธีการเดินทาง เพราะวิวทิวทัศน์ กลิ่นและเสียงของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นสมองให้สร้างแผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นในสมอง เป็นการเพิ่มการทำงานของสมองให้มากกว่าปกติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3) ขณะทำงานสามารถฝึกสมองได้ โดยเปลี่ยนตำแหน่งสิ่งของบนโต๊ะทำงานเพื่อสร้างภาพใหม่ๆ ในสมอง เพิ่มการทำงานของสมองให้มากขึ้น เพราะไม่คุ้นชินทำให้สมองต้องเรียนรู้มากขึ้น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย โดยจำใบหน้า น้ำเสียง หรืออุปนิสัยส่วนตัว เพื่อเติมข้อมูลใหม่ๆ ให้กับสมอง ทั้งนี้รวมถึงการชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ นอกจากนี้ ควรหากิจกรรมสนุกๆ ทำ เพื่อพัฒนาสมองทั้งซีกขวาและซีกซ้าย เช่น วาดรูป สเกตช์ภาพต่างๆ จะเป็นการฝึกด้านจินตนาการให้กับสมอง ทำงานฝีมือ หรือประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ฟังเพลงภาษาต่างๆ เพื่อฝึกความสามารถด้านภาษาของสมองเพิ่มเติม หรือแม้แต่การเล่นปริศนาอักษรไขว้. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42145</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190728/image_big_5d3d9827daa37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะสมของเก่า..ได้ประโยชน์ ทั้งสมองและการเข้าสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่สะสมของเก่าจะช่วยฝึกสมองและกระตุ้นการเข้าสังคมได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การสะสมของเก่า&amp;rdquo; ในผู้สูงอายุถือเป็นประโยชน์ในเชิงสุขภาพที่น่าสนใจ เพราะนอกจากของสะสมดังกล่าวจะมีคุณค่าทางจิตใจแล้ว นานวันข้าวของชิ้นนั้นย่อมมีมูลค่าทบเท่าทวีคูณ หรือบางอย่างก็ไม่อาจวัดค่าได้ ที่สำคัญยังก่อให้เกิดผลดีกับสมองอีกด้วย ดังนั้นหากผู้สูงอายุในครอบครัวมีความรักและสนใจเกี่ยวกับของเก่าสะสม ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ รถเก่า, ของใช้โบราณ, โคมไฟ, เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า, รูปภาพบรรยากาศสมัยเก่า ฯลฯ สิ่งสำคัญนั้นลูกหลานควรให้การสนับสนุนท่านทำในสิ่งที่ชอบ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ เพราะความสุขที่แท้จริงจะต้องมาจากการทำในสิ่งที่รักและเลือกด้วยตัวเอง งานนี้ นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ มีคำแนะนำเกี่ยวกับคนวัยเก๋าที่สะสมของเก่าไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(นพ.สกานต์ บุนนาค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.สกานต์ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การสะสมของเก่าเป็นกิจกรรมอันหนึ่งของผู้สูงอายุที่มีประโยชน์ทั้งในแง่ของ &amp;ldquo;สมองและกระตุ้นการเข้าสังคม&amp;rdquo; เริ่มจากเรื่องของสมอง เนื่องจากการสะสมของเก่าเป็นกิจกรรมที่ท่านทำเอง และเป็นสิ่งที่คนสูงวัยสนใจและมีใจรัก เพราะในทางปฏิบัตินั้นผู้สูงอายุมักจะปรับตัวเข้าหาสังคมได้ค่อนข้างยาก แต่กิจกรรมนี้เกิดจากการท่านตั้งต้นทำด้วยความชอบและมีใจรัก ก็มักจะทำได้ดีกว่าการที่มีใครเป็นคนกำหนดให้ท่านทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่สองนั้น การสะสมของเก่ามักจะเป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน จึงทำให้ท่านได้ &amp;ldquo;นึกถึงอดีต&amp;rdquo; ซึ่งเป็นเรื่องราวที่อยู่ในยุคของตัวเอง ซึ่งหลักการนี้จะสามารถนำมาปรับใช้ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ที่ผู้ดูแลมักจะต้องมีการจัดสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพเดิม อีกทั้งการที่ท่านได้เห็นสิ่งของที่ตัวเองสะสม และนึกถึงอดีต ก็จะช่วยเรื่องความทรงจำ หรือทำให้จำได้นั่นเอง ที่สำคัญหากการสะสมของในผู้สูงวัยเป็นไปในเชิงของการ &amp;ldquo;เข้าชมรม&amp;rdquo; หรือรวมกลุ่มกันของคนชอบของสิ่งเดียวกัน ก็จะทำให้ท่านมีสังคมและมีเพื่อนตามมาอีกด้วย ตรงนั้นจะเป็นการกระตุ้นการเข้าสังคมแบบ 2 ทาง หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ทูเวย์&amp;rdquo; คือมีการพูดคุยกับผู้อื่นและคิดตาม ซึ่งต่างจากการที่ลูกหลานปล่อยให้ท่านนั่งดูทีวีอยู่กับบ้านเพียงลำพัง ซึ่งนั่นเรียกการสื่อสารแบบ &amp;ldquo;วันเวย์&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ตัวอย่างของสะสมที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ ควรเป็นสิ่งของที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และกระตุ้นให้คนวัยเก๋าอยากเข้าสังคม เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความชอบกับผู้อื่น มากกว่าที่จะเก็บตัวอยู่บ้านเพียงลำพัง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่าการสะสมของเก่านั้น &amp;ldquo;ช่วยฝึกสมองของผู้สูงอายุ&amp;rdquo; เพราะเวลาที่ท่านได้เห็นของเก่าก็จะนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เมื่อนั้นสมองก็จะเกิดการเรียบเรียง หรือเรียงลำดับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น นั่นจึงเป็นการฝึกสมองให้รู้จักการบริหารจัดการด้านความคิดประโยชน์ที่ได้จึงเป็นเรื่องของการฝึกสมอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับคำเตือนเกี่ยวกับการสะสมของเก่าในผู้สูงอายุ อันดับแรกลูกหลานคงต้องช่วยดูว่าเป็นสิ่งของที่อันตรายหรือไม่ เช่น คนสูงวัยบางคนที่สะสมอาวุธ ประกอบกับความคล่องตัว เมื่ออายุมากขึ้นก็มักจะลดน้อยลง อีกทั้งการตัดสินใจก็มักจะไม่ไวเหมือนก่อน พูดง่ายๆ ว่าเมื่อตอนที่ยังหนุ่มสาวมักจะหยิบจับสิ่งของที่ไม่เป็นอันตรายได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นจึงไม่ควรสะสมสิ่งของ เช่น ของมีคมอย่างมีด ที่อาจเสี่ยงต่อการหกล้มมีดบาดมือ และทำให้เกิดแผลติดเชื้อได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผู้สูงวัยไม่ควรสะสมสิ่งของที่เป็นอันตราย และถ้าหากของสะสมชิ้นดังกล่าวไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้สูงวัยเข้าสังคม หรือออกไปพูดคุยกับคนอื่น ที่สำคัญมักจะรู้สึกว่าตัวเองยึดติดสิ่งของนั้นๆ โดยไม่อยากออกไปไหน กระทั่งหมกมุ่นอยู่กับอดีตเก่าๆ หรือทำให้เป็นคนที่เก็บตัวเองมากขึ้น ก็ไม่แนะนำให้สะสมของชิ้นดังกล่าวที่บอกมาแต่อย่างใดครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ของสะสมที่มีประโยชน์ นอกจากฝึกสมอง กระตุ้นการเข้าสังคมแล้ว ต้องไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเองทั้งสุขภาพ และการขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ...งานนี้หากคุณตาคุณยายบวกลบคูณหารแล้ว หากว่าไม่เข้าข่ายของสะสมต้องห้ามแล้วละก็ อย่ารอช้าที่จะหันไปรื้อห้องเก็บของ และนำของสะสมที่เก็บเข้ากรุออกมาตั้งโชว์อวดเพื่อนๆ และคนรุ่นลูกหลานที่สนใจเรื่องเดียวกัน รับรองคุณตาคุณยายจะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกหลากหลายกลุ่ม...เห็นด้วยไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39250</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสะสมของเก่า, คุณภาพชีวิต, นพ.สกานต์ บุนนาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190623/image_big_5d0f72d6dd187.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
