<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุคลากรทางการแพทย์ขอนแก่นนับหมื่นคนเตรียมบูสเตอร์วัคซีนต้นเดือน ส.ค.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

16 ก.ค.64 - ที่สำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น นพ.สมชายโชติ&amp;nbsp; ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้แผนการของการบูสเตอร์โดสวัคซีนให้กับบุลากรทางการแพทย์ ที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 26 อำเภอของจังหวัด ซึ่งจัดเป็นกลุ่มด่านหน้าของการควบคุม ป้องกันและเฝ้าระวังโควิด-19&amp;nbsp; โดยที่เข็มแรกที่บุคลากรทางการแพทย์ฉีดนั้นคือในวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมาซึ่งแผนการบูสเตอร์โดสวัคซีนให้กับ บุคลากรทางการแพทย์ขอนแก่นที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนประมาณ 22,000 คน&amp;nbsp; ซึ่ง กระทรวงสาธารณสุขจะทยอยส่งมอบวัคซีนให้กับแต่ละจังหวัด ตามแนวทางการที่กำหนดโดยมี แผนการกระตุ้นที่ชัดเจนคือการใช้แอสตร้าเซเนเก้า บูสอีก 1 เข็มให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคแล้ว 2 เข็ม&amp;nbsp; ซึ่งทุกคนที่ได้รับวัคซีนมาแล้ว2 เข็มจะต้องเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์ถึจะสามารถเข้ารับการบูสเตอร์โดสได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ขณะนี้ขอนแก่นได้เตรียมวัคซีนชิโนแวค 1 คนต่อ 2 เข็ม&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้จากการสำรวจพบว่าหลายคนยังคงยืนยันขอรับการฉีดตามแผนเดิม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นการบริหรจัดการวัคซีนในจังหวัด ที่กำหนดไว้คือภายในเดือน ก.ย.คนขอนแก่นจะต้องได้รับวัคซีนเข็มแรกครอบคลุมประชากรร้อยละ 70จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป แต่สิ่งที่พบในขณะนี้คือ เริ่มมีการขอผลัดหรือขอเลื่อนการรับวัคซีนออกไป โดยเฉพาะกับการรับวัคซีนชิโนแวคเข็มที่ 1&amp;nbsp; ดังนั้นทีมแพทย์จะต้องแนะนำและทำความเข้าใจกับประชาชนตามแผนงานที่กำหนด คือการให้ผู้ที่ได้รับการยืนยันการเข้ารับวัคซีนได้เข้ารับวัคซีนตามที่กำหนด&amp;nbsp; คือรับวัคซีนชิโนแวค เข็มที่ 1 เมื่อครบ 3 สัปดาห์ก็ให้เข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 ตามที่กำหนด ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมชายโชติ กล่าวต่ออีกว่า&amp;nbsp; ถ้าหากทุกคนยอมรับเฉพาะแนวทางการฉีดชิโนแวคเข็มที่ 1 และแอสตร้าเซเนก้า เข็มที่ 2 ก็จะทำให้วัคซีนชิโนแวคจะเหลือ ได้ ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันนี้ขอนแก่นมีวัคซีนชิโนแวคอยู่ประมาณ 10,000&amp;nbsp; โดส ซึ่งเป็นวัคซีนที่จะเตรียมสำหรับการฉีดให้กับเข็มที่&amp;nbsp; 2 ที่จะเข้าสู่ช่วงการฉีดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ค. อีกทั้งจังหวัดจะได้รับการจัดสรรวัคซีนอีกประมาณ 22,000 โดส ในระยะนี้&amp;nbsp; หากนำมาฉีดเป็นเข็มที่ 1 อย่างเดียว ก็ยังไม่ทราบว่าหากนำแอสตร้าเซเนก้า มาฉีดเป็นเข็มที่ 2 ให้นั้น จะทำอย่างไร และบางคนก็ปฎิเสธที่จะรับชิโนแวคทั้ง 2 เข็ม ซึ่งก็มีเกิดขึ้นแล้ว เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นหน่วยบริการวัคซีนของทุกพื้นที่จะต้องทำความเข้าใจ ว่า วัคซีนที่ดีที่สุดวันนี้ คือวัคซีนทุกคนจะต้องได้รับได้เร็วที่สุด และปฎิบัติตัวด้วยความเข้าใจดำเนินการตามแผนงานที่ฝ่ายสาธารณสุขและแพทย์กำหนด&amp;nbsp; การป้องกันตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าฉีดวัคซีนแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ไม่มีการป้องกันเป็นิส่งที่ไม่สมควรทำ อย่างไรก็ตามสำหรับการบูสเตอร์วัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งจังหวัดหากนับรวมระยะเวลาในการฉีดเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 และระห่างในภาพรวมนั้น ชุดแรกที่จะได้รับการบูสเตอร์วัคซีนก็จะสามารถเข้ารับการฉีดได้ในช่วงต้นเดือน ส.ค.&amp;rdquo;นพ.สมชายโชติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109906</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมชายโชติ  ปิยวัชร์เวลา, บูสเตอร์วัคซีน, วัคซีนซิโนแวค, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f0ebf5d4387.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอนแก่นเข้ม!หลังผู้ติดเชื้อใหม่ขยับขึ้นสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2564 - ที่สำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า จากจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ที่ตรวจพบในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ล่าสุด 33 ราย ทั้งหมดเดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ควบคุม ซึ่งผู้ป่วยได้ถูกส่งต่อการรักษามาที่ รพ.สนาม และ รพ.อำเภอเรียบร้อยแล้ว และจากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยดังกล่าว สามารถแยกออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มคลัสเตอร์แรงงานที่เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ และกลับบ้านที่ อ.สีชมพู และ อ.ภูเวียง กลุ่มร้านอาหารชื่อดัง หลังมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่พบผู้ป่วยเข้าไปใช้บริการและมีการสัมผัสต่อเนื่องหลายคน และสุดท้ายคือกลุ่มคนต่างจังหวัดที่เข้ามาในพื้นที่ ทำให้ขณะนี้ ทีมสอบสวนโรคและทีมควบคุมโรค ได้ตรวจคัดกรองผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงขณะนี้ คือ ที่ อ.สีชมพู 117 ราย อ.ภูเวียง 55 ราย และร้านอาหารชื่อดังหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประมาณ 30 ราย โดยจะรู้ผลการตรวจในช่วงบ่ายของวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรามีระบบดักจับที่เข้มงวด ทุกคนที่เดินทางเข้ามาในขอนแก่นจะต้องรายงานตัวผ่านระบบคิวอาร์โค้ดไทยชนะ หรือรายงานตัวกับ อสม.หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เน้นหนักพื้นที่เสี่ยง 10 จังหวัดที่จะต้องแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ทราบทุกคน เพื่อเข้าสู่การคัดกรอง กักตัวและ รักษาตัว ได้อย่างรวดเร็วและลดการแพร่ระบาดของเชื้อ ขณะที่บุคคลใดหลบ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม.รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านการควบคุมโรคจะไปเคาะประตูบ้านซึ่งทุกคนจะถูกดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคอย่างเขัมงวดทันทีโดยไม่มีละเว้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมชายโชติ กล่าวต่ออีกว่า ตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้หลังจากการมีการประกาศล็อกดาวน์ พบว่ามีคนเดินทางเข้ามาในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ผ่านระบบรายงานตัว 946 ราย ทุกรายถูกกักตัว 14 วัน ขณะที่กลุ่มคนที่ลงทะเบียนผ่านระบบอำเภอ หรือ อสม. จะมีการส่งข้อมูลมายังส่วนกลางได้รับทราบเพื่อตรวจติดตามและประเมินแบบวันต่อวัน อย่างไรก็ตามขณะนี้ ได้มีการเปิดสายด่วน 3 เลขหมายสำหรับการให้คนขอนแก่นที่อยู่ต่างจังหวัดหรือในพื้นที่เสี่ยงได้ประสานข้อมูลการเดินทางหรือเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนที่ถูกต้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สายด่วน 3 เลขหมายที่จัดทำขึ้นประกอบด้วยหมายเลข 099-1692554,081-2604433 และ 094-2891345 จะเป็นสายด่วนด่านหน้าที่ยอมรับว่าขณะนี้สายแทบไหม้ ที่มีประชาชนสอบถามมาอย่างต่อเนื่องทั้งการติดต่อประสานงานการเดินทางเข้าพื้นที่ การส่งต่อการรักษา การประสบปัญหาไม่มีเตียงจากพื้นที่ระบาดและขอกลับมารักษาที่บ้าน รวมไปถึงการแจ้งข้อมูลเบาะแสต่างๆ ตามมาตรการควบคุมโรคจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นหากประชาชนคนขอนแก่นที่ต้องการกลับมารักษาตัวที่บ้าน หรือคนต่างพื้นที่ต้องการเข้ารับการรักษาตัวที่ขอนแก่นขอให้มีการประสานงานมาตั้งแต่ต้นทางอย่าเดินทางมาโดยพลการเด็ดขาด โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อที่รอเตียง ที่ขอให้มีการแจ้งมาตั้งแต่ต้นทางเพื่อที่ระบบสาธารณสุขจะเข้าไปรับตัวและส่งต่อการรักษาที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดีคนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกันจะพร้อมใจกันรับคนขอนแก่นกลับบ้าน ที่กลับมาอย่างถูกต้องถูกหลักสาธารณสุขและเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนของฝ่ายการแพทย์ โดยในการเดินทางกลับมานั้นคาดว่าประมาณ 1 สัปดาห์การเดินทางก็จะเบาบางลงแต่เราต้องไม่ประมาทการ์ดอย่าตก ปฎิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างดเข้มงวดทุกวัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108166</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา, นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น, ผู้ป่วย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc175aa0ab3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2021 12:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2021 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ขอนแก่น’พบติดเชื้อใหม่18รายส่วนใหญ่พันคลัสเตอร์สถานบันเทิง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เม.ย.2564 - &amp;nbsp;นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางจังหวัดพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีก 18 รายส่วนใหญ่มีประวัติสัมผัสเกี่ยวข้องกับคลัสเตอร์สถานบันเทิงในพื้นที่เสี่ยงและผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อรายเดิม ซึ่งทีมสอบสวนโรค ได้ลงพื้นที่สอบสวนโรคและรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อข้อมูลเพิ่มเติมตามระเบียบและขั้นตอนของการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างรัดกุมแล้ว โดยผู้ป่วยรายใหม่ 18 ราย ประกอบด้วย รายที่ 78 &amp;nbsp;เป็นหญิง อายุ 32 ปี อาชีพพนักงานธนาคารแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ภูมิลำเนา อยู่ที่ อ.หนองสองห้อง &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น มีอาการไอแห้งๆ พบมีประวัติเสี่ยงคือ เป็นผู้สัมผัสผู้ป่วยยืนยันโควิด ที่ กรุงเทพฯรายที่ 79 เป็นหญิง อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษา ภูมิลำเนา อ.หนองสองห้อง มีอาการไอมีเสมหะ มีประวัตเสี่ยงคือ เป็นผู้สัมผัสผู้ป่วยยืนยันโควิดจากการรับประทานอาหารร่วมกัน ที่กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 80 เป็นหญิง อายุ 45 ปี อาชีพ ค้าขาย ภูมิลำเนา อ.เมือง ขอนแก่น ไม่มีอาการ มีประวัติเสี่ยง เดินทางจากพื้นเสี่ยง คือที่กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 81 เป็น อายุ 20 ปี อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว ภูมิลำเนา อ.เมืองขอนแก่น มีอาการเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ประวัติเสี่ยง เป็นผู้สัมผัสผู้ป่วยยืนยันโควิด ที่ กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 82 เป็นหญิงไทย อายุ 35 ปี อาชีพ พนักงานบริษัท ที่ กรุงเทพฯ ภูมิลำเนา อ.แวงน้อยมีอาการเจ็บคอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ประวัติเสี่ยง สัมผัสเคสยืนยันในที่ทำงาน ที่กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 83 เป็นหญิง อายุ 25 ปี อาชีพ นักศึกษา ภูมิลำเนา อ.เมืองขอนแก่น มีอาการไอเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำมูก เสมหะ ประวัติเสี่ยง ไปเที่ยวผับ Dirty bar ที่ทองหล่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 84 เป็นชาย อายุ 23 ปี อาชีพ ช่างแต่งหน้า ภูมิลำเนา อ.เมืองขอนแก่น มีอาการ ไอ ประวัติเสี่ยง สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 86 ขอนแก่น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 85 เป็นชาย อายุ 28 ปี อาชีพ พนักงานบริษัท ภูมิลำเนา อ.เมืองขอนแก่น ไม่มีอาการประวัติเสี่ยง สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 86 ขอนแก่น) ที่สถานบริการชื่อดังริม ถ.มิตรภาพ จ. ขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 86 เป็นชาย อายุ 24 ปี อาชีพ You tuber ภูมิลำเนา อ.เมืองจันทร์ จ.ศรีสะเกษ มีอาการ ไอเจ็บคอ ประวัติเสี่ยง มีอาชีพ เป็นนักแสดง เดินทางไปแสดงตามผับและ สถานบันเทิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 87 เป็นชาย อายุ 33 ปี ไม่ทราบอาชีพ ภูมิลำเนา กรุงเทพฯ ไม่มีอาการ มีประวัติเสี่ยงสัมผัสผู้ป่วยยืนยัน รายที่ 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 88 เป็นหญิง อายุ 45 ปี อาชีพค้าขาย ภูมิลำเนา อ.เมืองขอนแก่น ไม่มีอาการ ประวัติเสี่ยง
สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน รายที่ 87&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 89 เป็นหญิง อายุ 21 ปี ไม่ทราบอาชีพ ภูมิลำเนา อ.หนองเรือ &amp;nbsp;ไม่มีอาการประวัติเสี่ยงสัมผัสผู้ป่วยยืนยัน รายที่ 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 90 เป็นชาย อายุ 35 ปี ไม่ทราบอาชีพ ภูมิลำเนา จ.กาญจนบุรี ไม่มีอาการ ประวัติเสี่ยงสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายที่ 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 91 เป็นชาย อายุ 53 ปี อาชีพรับราชการ ภูมิลำเนา อ.เมืองขอนแก่น ไม่มีอาการ ประวัติเสี่ยงสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายที่ 60&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 92 เป็นหญิงอายุ 37 ปี ไม่ทราบอาชีพ ภูมิลำเนา อ.เมืองขอนแก่น ไม่มีอาการ ประวัติเสี่ยงไปในพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 93 เป็นชาย อายุ 39 ปี ไม่ทราบอาชีพ ภูมิลำเนา จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไม่มีอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายที่ 94 เป็นชาย อายุ 39 ปี ไม่ทราบอาชีพ ภูมิลำเนา อ.เมืองขอนแก่น ไม่มีอาการ ประวัติเสี่ยงสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายที่ 74&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และรายที่ 95 เป็นหญิง อายุ 29 ปี ไม่ทราบอาชีพ ภูมิลำเนา อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ไม่มีอาการประวัติเสี่ยงคือไปร้านคาราโอเกะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมชายโชติ กล่าวต่ออีกว่าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการที่ประขาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทีมสอบสวนโรคได้ดำเนินการตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขและสอบสวนโรคเชิงลึกทั้งหมดแล้ว ทำให้ขณะนี้ขอนแก่นพบผู้ติดเชื้อสะสมระลอกใหม่ &amp;nbsp;ตั้งแต่15 ธ.ค. 2563 &amp;ndash; 13 เม.ย. 2564 จำนวน 95 รายและระลอกใหม่ครั้งนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งขณะนี้ได้สั่งการพื้นที่เตรียมความพร้อมยา เวชภัณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องและเตรียมพร้อมโรงพยาบาลสนามต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99461</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอนแก่น, นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา, นายแพทย์สาธารณสุข, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210414/image_big_6076810dacfa2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2021 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอนแก่นพร้อมฉีดวัคซีนล็อตแรก 1 หมื่นโดส เผยบัญชีผู้รับ 4 กลุ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค.64 -&amp;nbsp;นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้การตั้งคณะกรรมการพิจารณาการรับวัคซีนโควิด-19 ในระดับจังหวัดได้ทำการพิจารณารายชื่อของผู้ที่จะได้รับวัคซีนเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่รัฐบาลได้มีมติพิจารณาวัคซีนซิโนแวค จำนวน 10,000 โดสให้กับขอนแก่น ซึ่งจัดเป็น 1 ใน 8 จังหวัดของกลุ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยวัคซีนดังกล่าวที่รัฐบาลจัดสรรนั้นจะมาถึงจังหวัดในช่วงเดือน เม.ย. และจะเข้าสู่ขั้นตอนของการฉีดให้กับ 4 กลุ่ม ที่ประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์,กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ครอบคลุมกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน เส้นเลือดในสมอง และผู้ป่วยมะเร็ง รวมไปถึงกลุ่มผู้สุงอายุ และกลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เดิมเรากำหนดแผนในการฉีดวัคซีนในรอบเดือน มิ.ย.ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด แต่ขณะนี้เมื่อสัญญาณจากรัฐบาลในการจัดสรรวัคซีนซิโนแวค มาให้กับทางจังหวัดเป็นลอตแรก แผนงานที่เราเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยแล้วตามที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้กำหนดแผนดำเนินงานอย่างละเอียดในช่วงที่ผ่านมา จึงพร้อมต่อการดำเนินงานตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ในทันที ทั้งในเรื่องของสถานที่การจัดเก็บวัคซีน บัญชีรายชื่อผู้รับวัคซีน ทั้ง 4 กลุ่ม โรงพยาบาลที่จะใช้ในการให้บริการวัคซีนและสถานที่ของการตรวจติดตามและให้บริการที่ต้องเป็นไปตามาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีทันทีที่จังหวัดได้รับการส่งมอบวัคซีนซิโนแวคลอตแรก 10,000 โดสจากรัฐบาลก็จะเข้าสุ่ขั้นตอนของการให้บริการวัคซีนตามบัญชีรายชื่อที่จังหวัดกำหนดไว้ทันที&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมชายโชติ กล่าวต่ออีกว่า การให้บริการวัคซีน นั้นจะใช้จุดหลักคือโรงพยาบาลของรัฐ ในทุกอำเภอ ครอบคลุมทั้ง 26 อำเภอของจังหวัด โดยจากแผนงานที่กำหนดนั้น 10,000 โดสจะสามารถให้บริการแล้วเสร็จภายใน 7 วัน หรือการกำหนดการให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนจะเข้ารับวัคซีนได้เฉลี่ยวันละ 1,500-2,000 คน เนื่องจากแต่ละคนนั้นใช้เวลาการรับวัคซีนประมาณ 40 นาทีเพื่อเฝ้าดูอาการ ขณะทีวัคซีนลอตที่สองจากแอสต้าซิเนกา นั้นยังคงกำหนดการรับวัคซีนในเดือน มิ.ย.เช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายที่ 14 ซึ่งเป็นชายชาวนอว์เวย์ อายุ 74 ปี ที่ขณะนี้เข้ารับการรักษาที่ รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาการดีขึ้นตามลำดับ โดยทีมแพทย์ยังคงให้การรักษาตามขั้นตอน และอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะกับผู้ที่เดินทางมากับผู้ป่วยรายดังกล่าวด้วยสายการบินไทยสมายล์ เที่ยวเวลา 12.40 น. วันที่ 20 มี.ค.2564 ซึ่งนั่ง 3 แถวหน้า 3 แถวหลังใกล้เคียงกับผู้ป่วยนั้นขณะนี้ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองทั้งหมดแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97434</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดขอนแก่น, นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605eb31c88561.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2021 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2021 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ขอนแก่น’พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายที่ 12เป็นชายอายุ63ปีชาวมหาสารคาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ.2564 - ที่ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น นพ.สมชายโชติ &amp;nbsp;ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ จ.ขอนแก่น ได้รับการยืนยันจาก รพ.ขอนแก่น ว่าได้รับการส่งต่อผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จาก รพ.เอกชนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อเข้ารับการรักษาตามขั้นตอน โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวเป็นชาย อายุ 63 ปี เป็นชาว จ.มหาสารคาม โดยไม่มีประวัติใดๆที่ขอนแก่น ซึ่งญาติได้นำตัวผู้ป่วยจาก จ.มหาสารคาม มาเข้ารับการรักษาที่ รพ.เอกชน แห่งหนึ่งที่ จ.ขอนแก่น หลังพบมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย มีเสมหะ แต่ไม่มีอาการไข้แต่เมื่อมีการตรวจหาเชื้อพบว่าผลเป็นบวกจึงมีการส่งต่อตัวผู้ป่วยเข้าสู่ขั้นตอนทางการแพทย์ที่เข้มงวดทันที พร้อมทั้งส่งทีมสอบสวนโรคเข้าประสานการทำงานร่วมทุกฝ่ายเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังสูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ป่วยรายดังกล่าวมีประวัติสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายสำคัญในพื้นที่ จ.มหาสารคาม โดยในวันที่ 25-26 ม.ค.ได้นั่งรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.มหาสารคาม จากนั้นในวันที่ 29 ม.ค.จากนั้นได้เข้ารับการตรวจคัดกรองและตรวจหาเชื้อพบว่าเป็นปกติ และเข้าทำการกักตัว 14 วันตามที่แพทย์กำหนด จากนั้นในวันที่ 3 ก.พ.ได้เข้ารับการตรวจอีกครั้งก็ยังคงพบว่าเป็นปกติและไม่มีอาการบ่งชี้ใดๆเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 4-9 ก.พ.ผู้ป่วยรายดังกล่าวยังคงเปิดร้านตามปกติโดยไม่ได้เดินทางไปที่ใด แต่ที่น่าห่วงคือในช่วงเทศกาลตรุษจีน &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 10-13 ก.พ. ที่มีการรวมญาติและทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ก่อนที่วันที่ 14 ก.พ.ผู้ป่วยจะมีอาการป่วยครอบครัวจึงนำตัวส่ง รพ.เอกชนที่ขอนแก่น จนกระทั่งผลตรวจยืนยันติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงเช้าของวันที่ 15 ก. รพ.เอกชนดังกล่าว จึงส่งต่อตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ที่ รพ.ขอนแก่น ตามขั้นตอนทางการแพทย์ทันที รวมทั้งการสอบสวนโรคที่ขณะนี้ครอบครัวที่เดินทางมาด้วยยืนยันว่าไม่ได้แวะหรือทำกิจกรมใดๆในเขต จ.ขอนแก่น ทำให้ขณะนี้คนในครอบครัวของผู้ป่วยได้ถูกส่งกลับไปทำการกักตัวที่บ้าน ที่ จ.มหาสารคาม และการสอบสวนโรค รวมทั้งข้อมูลต่างๆที่ได้รับได้มีการส่งต่อไปที่ สสจ.มหาสารคาม เรียบร้อยแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.สมชายโชติ กล่าวต่ออีกว่า จังหวัดยังคงไม่ปิดกั้นให้คนมหาสารคาม เดินทางเข้ามาในพื้นที่ขอนแก่น แต่ขอให้กลุ่มคนที่เดินทางมาจากจังหวัดกลุ่มเสี่ยงและจังหวัดทีเป็นพื้นที่สีแดงนั้นได้รายงานตัวผ่านระบบที่กำหนด เพื่อให้การติดตามตัวหรือการตรวจสอบข้อมูลต่างๆนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่ผู้ป่วยรายที่ 12 ของการระบาดระลอกใหม่นั้น มีการปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัดคือเมื่อรู้ว่าตนเองนั้นสัมผัสกับผู้ป่วยในพื้นที่ จ.มหาสารคาม จึงทำการกักตัวที่บ้านและทำการตรวจหาเชื้อตามระยะเวลาที่กำหนด จนกระทั่งมาแสดงอาการเมื่อครบ 14วัน ทำให้การควบคุมและป้องกันเป็นไปอย่างรวดเร็วและรัดกุม อย่างไรก็ตามยังคงยืนยันในจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ขอนแกนของการระบาดระลอกใหม่นั้นรวมทั้งหมด 12 คน รักษาหายแล้ว10 คน โดยรายที่ 11 ยังคงรักษาตัวที่ รพ.ศรีนครินทร์ ขณะนี้อาการดีขึ้นตามลำดับ และรายล่าสุดคือรายที่ 12 เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ขอนแก่น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93311</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอนแก่น, นพ.สมชายโชติ  ปิยวัชร์เวลา, นายแพทย์สาธารณสุข, โควิด-19, ไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210217/image_big_602c7e5549ac7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยํ้า!วัคซีนมาตามแผน &#039;บิ๊กตู่-เสี่ยหนู&#039;แจงหลังตปท.เริ่มวุ่น/สธ.ผวาชายแดนมาเลย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ลั่นทำทุกวิถีทางให้ได้วัคซีนตามแผน หลังบางบริษัทอ้างการผลิตไม่เป็นไปตามแผนส่งมอบ ยันยึดหลักการกระจายวัคซีนอย่างเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; หวังผู้ผลิตวัคซีนจากยุโรปส่งมอบภายใน &amp;nbsp;ก.พ. ศบค.เผยติดเชื้อใหม่ 829 ราย มาจากค้นหาเชิงรุก &amp;nbsp;731 ราย ลุยตรวจสมุทรสาครต่อเนื่อง สธ.ห่วงผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ชายแดนไทย-มาเลเซียนำไปสู่การแพร่ระบาดในครอบครัว อว.มั่นใจมหาวิทยาลัยพร้อมเปิดเรียนในสถานที่ตั้งแต่ 1 ก.พ. พร้อมกำชับใช้มาตรการป้องกันการระบาดอย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ เวลา 15.55 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;nbsp;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ระบุว่า &amp;quot;ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีความวุ่นวายเกิดขึ้นกับกำหนดการส่งมอบวัคซีนของหลายประเทศทั่วโลก หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตวัคซีนออกมาเปิดเผยว่าการผลิตวัคซีนไม่เป็นไปตามแผน &amp;nbsp;ถึงขั้นที่บางบริษัทออกมาชี้แจงว่าจำนวนวัคซีนที่จะส่งมอบให้ผู้สั่งจองจะได้ไม่ถึงครึ่งนึงของจำนวนที่วางแผนไว้ด้วยซ้ำ ส่งผลให้หลายประเทศต้องรื้อแผนการฉีดวัคซีน และหลายประเทศอาจจะไม่สามารถดำเนินการฉีดวัคซีนได้ถึงเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ในปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราต้องยึดแนวทางที่ทำมาตั้งแต่ต้น ที่พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเป็นแนวทางที่ได้ผลถูกต้อง คือดำเนินการเชิงรุกอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้น ควบคุมและป้องกันไม่ให้โควิดเข้ามาในประเทศไทย และหากเจอเล็ดลอดเข้ามาเราต้องจัดการโดยทันที คนไทยทุกคนต้องร่วมมือกัน แบบนี้คือหนทางที่จะช่วยทำให้เราอยู่ในสถานการณ์ที่พอจะสามารถใช้ชีวิตและทำมาหากินกันได้บ้างในระดับหนึ่ง แทนที่จะเลือกใช้ชีวิตกันแบบสบายๆ แล้วฝากความหวังไว้ว่าวัคซีนจะมาแก้ปัญหา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า &amp;quot;นี่คือแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็นแล้วว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการมีโควิดสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และอาจเกิดขึ้นใหม่ได้อีก ผู้เชี่ยวชาญในหลายประเทศยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า วัคซีนปัจจุบันจะสามารถปกป้องเราจากโควิดทุกสายพันธุ์ใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้น อาวุธสำคัญที่จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดอยู่ในมือของเรา นั่นคือทุกคนต้องทำหน้าที่เพื่อชาติ คือสวมหน้ากากอนามัย ปฏิบัติตามแนวทางสาธารณสุข และอย่าปกปิดข้อมูล ขอให้ทุกท่านอย่าคิดว่าการไม่ทำตามมาตรการบ้างนิดๆ หน่อยๆ จะไม่เป็นอะไรนะครับ สิ่งเล็กๆ ที่ทุกคนทำมีผลต่อประเทศทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่พวกเราได้ทำกันมา ช่วยทำให้วันนี้พวกเราไม่ต้องเจอกับปัญหาแบบที่ประเทศอื่นยังต้องเผชิญกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการล็อกดาวน์ ปิดร้านค้า หรือห้ามออกจากบ้าน &amp;nbsp;ผมขอให้ทุกคนตระหนักและร่วมมือกันต่อไปครับ ในขณะเดียวกันรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และจะยังคงต้องพยายามทำทุกวิถีทางให้ประเทศไทยได้รับวัคซีนตามแผน&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมอบแนวทางเกี่ยวกับการบริหารวัคซีนโควิด-19 ยึดหลักให้มีการกระจายวัคซีนอย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติจะบริหารแผนการฉีดวัคซีนและกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะติดตามประเมินผลการฉีดวัคซีนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนคนไทยคนแรกได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 2/2564 ได้มีการรายงานลำดับกลุ่มเป้าหมายการให้วัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงที่วัคซีนมีปริมาณจำกัด ดำเนินการในพื้นที่ที่มีการระบาด เพื่อลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต รักษาระบบสาธารณสุขของประเทศ จะดำเนินการฉีดวัคซีนโควิดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ผู้มีโรคประจำตัว 6 โรคกำหนด คือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง &amp;nbsp;เบาหวาน และโรคอ้วน ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย&amp;nbsp;
หวัง ก.พ.ได้วัคซีนตามแผน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระยะที่ 2 ช่วงที่มีวัคซีนเพิ่มขึ้น ขยายพื้นที่ครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อรักษาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ โดยกำหนดฉีดวัคซีนโควิดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่นอกเหนือจากด่านหน้า เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโควิด ผู้ประกอบอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสกับคนจำนวนมาก และผู้เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ และระยะที่ 3 ช่วงที่วัคซีนมีปริมาณเพียงพอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระดับประชากร จะดำเนินการฉีดวัคซีนโควิดให้แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อฟื้นฟูให้ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า นายกฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแผนปฏิบัติงานในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแผนปฏิบัติการฉีดวัคซีนให้ประชาชนแต่ละกลุ่มในรายละเอียด รวมทั้งการขนย้าย การขนส่งและการจัดเก็บวัคซีนเพื่อรักษาประสิทธิภาพวัคซีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่สหภาพยุโรป (EU) มีคำสั่งห้ามส่งออกวัคซีนโควิด-19 ออกนอก EU ว่า ประเด็นดังกล่าวมีการหารือกับทีมผู้ผลิตต่างประเทศแล้ว ซึ่งทีมผู้ผลิต กำลังหาทางช่วยเหลืออยู่ ก็หวังว่าจะได้วัคซีนในเดือนกุมภาพันธ์ตามแผนล่าสุดที่วางไว้ คาดว่าการนำเข้าวัคซีน น่าจะประสบความสำเร็จ เพราะประเทศไทยได้ตกลงเรื่องการจัดหากับผู้ผลิตไว้ตั้งแต่ก่อนที่ EU จะมีคำสั่งห้ามส่งออกวัคซีน ตรงนี้น่าจะใช้เป็นเหตุผลที่รับฟังได้ อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่ได้หารือกับผู้ผลิตวัคซีนเพียงเจ้าเดียว &amp;nbsp;ดังนั้นหากวัคซีนแบรนด์หนึ่งไม่สามารถนำเข้าไทยได้ทันเดือนกุมภาพันธ์ ก็ยังมีโอกาสจากผู้ผลิตรายอื่นอยู่ ส่วนความคืบหน้าในการจัดหาวัคซีนจากประเทศจีน ล่าสุดองค์การเภสัชกรรมกำลังทำเอกสารการจัดซื้อ ในขณะที่ อย.กำลังรอเอกสารด้านความปลอดภัยจากประเทศต้นทาง &amp;nbsp;ประเทศไทยพยายามเตรียมทุกอย่างเพื่อให้การจัดหาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวด้วยว่า กรณีที่หลายประเทศได้รับวัคซีนไปก่อนหน้าไทยนั้น ต้องดูด้วยว่าแต่ละประเทศมีการระบาดหนักมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย สำหรับประเทศไทยการจัดหาวัคซีนสิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุด คือเรื่องของความปลอดภัยเป็นสำคัญ และสถานการณ์ในไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติที่จะต้องรีบจัดหาวัคซีนเข้ามาอย่างเร่งด่วน &amp;nbsp;ประเทศไทยยังควบคุมการระบาดได้ดี ทำให้มีโอกาสเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อมาให้บริการคนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;quot;คนไทยกับวัคซีนโควิด-19&amp;quot; &amp;nbsp;จำนวน 1,570 คน สำรวจวันที่ 22-29 มกราคม 2564 พบว่า สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ ผลข้างเคียงของวัคซีน ร้อยละ &amp;nbsp;82.71 โดยต้องการจะฉีดวัคซีน แต่ขอดูผลข้างเคียงก่อน &amp;nbsp;ร้อยละ 65.99 ทั้งนี้ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าเมื่อฉีดวัคซีนแล้วจะป้องกันโควิด-19 ได้ ร้อยละ 63.88 และหลังจากฉีดวัคซีนแล้วจะยังดูแลสุขภาพตัวเองเหมือนช่วงที่ผ่านมา ร้อยละ &amp;nbsp;60.83
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 829 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 822 ราย โดยมาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 91 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 731 ราย &amp;nbsp;ในจำนวนนี้มาจากการค้นหาเชิงรุกใน จ.สมุทรสาคร 722 &amp;nbsp;ราย, มหาสารคาม 4 ราย, กทม. 1 ราย, ชลบุรี 1 ราย, &amp;nbsp;ปทุมธานี 1 ราย, ระยอง 1 ราย และสมุทรสงคราม 1 ราย &amp;nbsp;นอกจากนี้เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 7 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 18,782 ราย หายป่วยสะสม 11,615 &amp;nbsp;ราย อยู่ระหว่างรักษา 7,090 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ยอดสะสมคงที่ 77 ราย ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 103,132,381 ราย เสียชีวิตสะสม 2,229,405 &amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;
เขตดอนเมืองใส่หน้ากากต่ำ 90%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.พรรณประภากล่าวว่า หากดูจากแผนที่ประเทศไทยจะพบว่าสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค. มีจังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อเหลือเพียง 12 จังหวัด แตกต่างจากสัปดาห์ที่หนึ่งและสัปดาห์ที่สี่ของเดือน ม.ค.ที่มีจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อถึง 63 &amp;nbsp;จังหวัด อย่างไรก็ตาม สำหรับ จ.สมุทรสาครจะยังทำการค้นหาเชิงรุกต่อเนื่อง โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน โดยจะค้นหาเชิงรุกให้ได้มากที่สุด และจะมีการปรับมาตรการของแต่ละพื้นที่ในจังหวัดให้เหมาะสมกับการแพร่ระบาด เพราะการระบาดในแต่ละอำเภอมีความแตกต่างกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.พรรณประภากล่าวด้วยว่า ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ได้รับรายงานเรื่องการวิจัยของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) &amp;nbsp;กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ได้มีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ในการประเมินการใส่หน้ากากอนามัย หรือ ระบบ AIMASK โดยใช้กล้องซีซีทีวีตามเขตพื้นที่ต่างๆ ทำการวิเคราะห์การใส่หน้ากากอนามัยของประชาชน โดยทำใน 15 เขตของ กทม.ก่อน &amp;nbsp;โดยพบว่าในช่วงระหว่างวันที่ 21-27 ม.ค. ภาพรวมของ &amp;nbsp;กทม. ใส่หน้ากากถูกต้อง 97.53% ใส่ไม่ถูกต้อง 1.42% &amp;nbsp;และไม่ใส่หน้ากาก 1.05% แต่พบว่าที่เขตดอนเมือง ใส่หน้ากากน้อยกว่า 90% นอกจากนี้ยังพบอีกว่าประชาชนมีแนวโน้มใส่หน้ากากไม่ถูกต้องและใส่หน้ากากน้อยลงในช่วงเย็น และกลุ่มที่ใส่หน้ากากไม่ถูกต้องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเสาร์-อาทิตย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค &amp;nbsp;กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังไม่ดีขึ้น มีผู้ติดเชื้อราว 500,000 คนต่อวัน ขณะที่ประเทศในเอเชียยังมีการแพร่ระบาดที่รุนแรง เช่น อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น รวมทั้งมาเลเซียและเมียนมา ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ราววันละ 3,000 คน สำหรับประเทศไทยวันนี้มีผู้เชื้อรายใหม่ 829 ราย ส่วนมากเป็นการคัดกรองเชิงรุก พบมากที่จังหวัดสมุทรสาคร โดย สธ.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งเป้าคัดกรองเชิงรุกให้ได้ 10,000 รายต่อวัน &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์ภาพรวมในต่างจังหวัดพบว่าดีขึ้นมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ สธ.กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดกับการระบาดในประเทศมาเลเซีย ที่ในประเทศมีการล็อกดาวน์ยาวนาน มีการปล่อยผู้ต้องขังที่ไม่ใช่คนมาเลเซียกลับประเทศ ทำให้มีการเดินทางกลับเข้ามายังไทยแล้วส่วนหนึ่ง และเข้าสู่ระบบกักกันหลายคนแล้ว แต่ยังมีคนไทยหลายคนลักลอบเข้ามาตามด่านพรมแดน ตัวอย่างหญิงไทยอายุ 31 ปี ทำงานที่สถานบันเทิงในมาเลเซีย มีอาการป่วยเมื่อวันที่ 14 &amp;nbsp;ม.ค. เดินทางเข้ามาวันที่ 27 ม.ค. แต่ไม่เข้าตามช่องทางปกติ ร่วมกับเพื่อนอีกสองคน ตามไทม์ไลน์พบว่ามีการเดินทางไปยังที่ต่างๆ เมื่อตรวจพบเชื้อโควิดจึงต้องกลับมารักษาที่จังหวัดสมุทรปราการ จึงอยากสื่อสารให้คนไทยที่มีญาติอยู่มาเลเซีย ช่วยสื่อสารให้พวกเขาเข้ามาตามช่องทางที่ถูกกฎหมาย รัฐบาลไทยและ สธ.พร้อมดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทุกอย่างเป็นอย่างดี และจากกรณีหญิงวัย 31 ปีนี้ยังทำให้ผู้เป็นสามีติดเชื้อด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีผู้ติดเชื้อ 21 รายที่จังหวัดสมุทรปราการ &amp;nbsp;คลัสเตอร์ใหญ่เป็นการติดเชื้อภายในบริษัทแห่งหนึ่ง จากการตรวจหาเชื้อในพนักงาน 281 ราย พบเชื้อ 18 ราย &amp;nbsp;เกี่ยวเนื่องกับ 2 เหตุการณ์ ในจำนวนนี้เป็นเมียนมา 15 &amp;nbsp;ราย ไทย 2 ราย กัมพูชา 1 ราย ซึ่งถือว่าควบคุมได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำผู้ติดเชื้อทั้งหมดเข้าไปอยู่ในสถานที่กักตัวแล้ว แต่ถ้าหากผู้ใดที่อยู่ในชุมชนที่มีการแพร่ระบาดดังกล่าว ให้ขอเข้ารับการกักตัวโดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีการติดเชื้อของพนักงานในร้านอาหาร ที่ไอคอนสยามพบ 7 ราย ขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว&amp;nbsp;
ขอนแก่นวุ่น! กักตัว 8 บุคลากร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น และคณะแถลงข่าวหลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ของจังหวัด ซึ่งรายที่ 11 &amp;nbsp;เป็นชาย อายุ 57 ปี ชาว จ.มหาสารคาม ขณะนี้เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้ท่อช่วยหายใจและเครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากปอดมีอาการติดเชื้อลุกลามจากปอดด้านขวาไปซ้าย ขณะนี้อาการดีขึ้นตามลำดับและอยู่ในการดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์อย่างใกล้ชิด ในส่วนของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชนซึ่งรับตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาภายในโรงพยาบาลนั้น มีบุคลากรที่มีความเสี่ยงต่ำจำนวน 6 คน ขณะนี้ได้เข้าสู่กระบวนการสังเกตตัวเองและรายงานต่อทีมงานทุกวัน ขณะเดียวกันยังคงมีบุคลากรที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 8 คน ซึ่งโรงพยาบาลได้มีคำสั่งกักตัว &amp;nbsp;14 วัน และเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อทั้งหมดแล้ว ตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีดีเจชื่อดังติดโควิดและในไทม์ไลน์มีการเปิดเผยเรื่องการเข้าร่วมปาร์ตี้ โดยบางคนในกลุ่มปกปิดไทม์ไลน์ว่า ตาม &amp;nbsp;พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นผับบาร์ต้องปิด ร้านอาหารเปิดได้ถึง 3 &amp;nbsp;ทุ่ม และห้ามให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คลัสเตอร์นี้ ผิดข้อไหนต้องให้กระบวนการทางกฎหมายจัดการ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องปกปิดข้อมูลขอให้คำนึงถึงส่วนรวมให้มาก &amp;nbsp;และขอให้เชื่อมั่นในจรรยาบรรณบุคลากรด้านสาธารณสุข &amp;nbsp;ที่จะช่วยดูแลข้อมูลของประชาชนอย่างดีที่สุด สำหรับผู้ที่ปกปิดข้อมูลขอให้ทราบไว้ โทษนั้นมีทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตสาทรเข้าลงบันทึกประจำวันกับตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อขอให้ตรวจสอบความผิดดีเจมะตูมและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่จัดงานปาร์ตี้วันเกิดจนเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดภายในโรงแรมบันยันทรี เขตสาทร เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชัยพันธุ์ เพ็ชรสดศิลป์ ผู้กำกับการ สน.ทุ่งมหาเมฆ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเบื้องต้นฝ่ายสืบสวนได้เริ่มตรวจสอบไปบางส่วนแล้ว เช่น ภาพวงจรปิดที่จะบอกช่วงเวลาที่เกิดเหตุว่า โรงแรมเปิดให้บริการเกินเวลาหรือไม่ ส่วนเรื่องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องรอสอบสวนพนักงานเสิร์ฟที่ทำงานในวันดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกักตัว 14 วัน คาดว่าจะครบกำหนดช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนการดำเนินคดีกับดีเจมะตูมและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องรอเอกสารสอบสวนโรค จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสอบปากคำอีกหลายปาก &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังต้องเรียกสอบปากคำดีเจมะตูม เพื่อซักถามข้อเท็จจริงในวันเกิดเหตุด้วย แต่หากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ชัดเจนแล้ว ก็จะออกหมายเรียกดีเจมะตูมเข้ารับทราบข้อกล่าวหาทันที ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด คาดว่าจะชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้เตรียมการเปิดการเรียนการสอนในสถานที่ได้ตามมาตรการของ ศบค.แล้วตั้งแต่วันที่ 1 &amp;nbsp;กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ซึ่ง อว.ได้ดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;2019 อย่างต่อเนื่อง โดยได้มอบนโยบายให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งดูแลช่วยเหลือนักศึกษาอย่างเต็มที่ และให้เตรียมความพร้อมเพื่อจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ที่มีการผ่อนคลายตามที่ ศบค.กำหนด โดยกำชับให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง เรียนแบบไหน ห่างไกลโควิด &amp;nbsp;กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,079 &amp;nbsp;ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 28-30 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า จำนวนมากหรือร้อยละ 47.8 ระบุ เรียนที่สถาบันการศึกษา แบบเดิม เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย นักเรียน นักศึกษาเสี่ยงจะติดโควิด-19 ระดับมากถึงมากที่สุด รองลงมาคือ &amp;nbsp;ร้อยละ 25.6 ระบุ การเรียนแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์กับสลับไปโรงเรียน นักเรียนนักศึกษาเสี่ยงจะติดโควิด-19 มากถึงมากที่สุด และร้อยละ 11.7 ระบุ การเรียน ออนไลน์ที่บ้านอย่างเดียว นักเรียน นักศึกษาเสี่ยงจะติดโควิด-19 มากถึงมากที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91585</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา, นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์, นพดล กรรณิกา, พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016be5bc05ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบไอ้หื่นบุกรพ. ปล้ำพยาบาลเฝ้าไข้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไอ้หื่นนุ่งกางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวขึ้นไปบน รพ.กลางดึก ปลุกปล้ำขยำอกพยาบาลสาวขณะเข้าเวรตึกผู้ป่วยโดยพยายามจะข่มขืน แต่เหยื่อสู้สุดฤทธิ์พร้อมกรีดร้อง ญาติผู้ป่วยได้ยินเข้าช่วยเหลือก่อนที่คนร้ายจะเผ่น ตำรวจปูพรมตามรวบได้ พบประวัติเคยติดคุกคดีลักทรัพย์ รับของโจร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัดขอนแก่นได้มีการเผยแพร่ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่โพสต์ภาพคนร้ายเป็นชาย สูงประมาณ 175-180 เซนติเมตร ถอดเสื้อมาคลุมใบหน้าและศีรษะมิดชิด นุ่งกางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียว ไม่สวมรองเท้า เข้ามาภายในโรงพยาบาลภูผาม่าน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ประมาณตี 4 ของวันที่ 5 ก.ค.63 เดินเพ่นพ่านภายในโรงพยาบาล และพยายามจะก่อเหตุข่มขืนพยาบาลที่เข้าเวรในขณะนั้น แต่มีญาติผู้ป่วยมาช่วยได้ทันจนคนร้ายวิ่งหลบหนีไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้โพสต์ระบุรายละเอียดว่า &amp;ldquo;ขอใช้พื้นที่นี้ #เตือนภัยสังคมค่ะ น่ากลัวมาก คือเราเป็นพยาบาล รพช. เล็กๆ แห่งนึง ที่ต้องขึ้นเวรกะดึก เหตุการณ์คือในเวรดึกมีเรา พี่พยาบาลอีกคน และผู้ช่วยเหลือคนไข้ (แค่ 3 คนเท่านั้น) โดยช่วงเวลาตี 4 มีชายฉกรรจ์ สูง 175-180 เซน ถอดเสื้อ ใช้ผ้าปิดหน้า สวมบ็อกเซอร์ลายตารางเล็กๆ สีน้ำตาล ไม่ใส่รองเท้า ชายคนนี้ผ้าที่ผูกปิดหน้ารองมือ (คงกลัวฝากลายนิ้วมือไว้) และผลักประตูตึกผู้ป่วยในเข้ามา และเดินมาเรื่อยๆ จนถึงห้องทำงานพยาบาล nurse&amp;#39;s station ซึ่งมีเราและพี่พยาบาลอยู่ข้างใน ขณะนั้นคือเรากำลังงีบหลับ มันใช้มือค่อยๆ เปิดผ้าที่เราห่มอยู่ แต่เรารู้สึกตัวพอดี มันจึงใช้มือข้างเดียวจับข้อมือเราและมืออีกข้างของมันล้วงหน้าอกเราอย่างเเรง!!! มันเกิดขึ้นเร็วมาก เรากรี๊ดร้องและดิ้น แต่มันไม่ยอมปล่อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นมันได้กระชากและลากเราออกจากห้องทำงานมาตามทางเดินซึ่งเราเสียท่า ทำอะไรมันไม่ได้เลย มันเลือกตำแหน่งใต้กล้องวงจรปิด พยายามจะกระชากดึงกางเกงเราออก ดึงเสื้อด้านหลังขาด...เหมือนพยายามจะข่มขืนเราให้ได้ คือมันแรงเยอะมากกก ตัวใหญ่ เราหาจังหวะถีบมันได้ครั้งนึงและกรี๊ดไม่หยุด แต่มันก็พยายามเข้าถึงตัวเรา โชคดีที่มีญาติคนไข้ซึ่งเป็นผู้หญิงออกมาช่วยดึงมันออกจากเรา ทุกคนต่างล้มลุกคลุกคลาน มันจึงรีบวิ่งหนีไปทางประตู ออกไปตามทางเดิน ญาติคนไข้ก็วิ่งตามออกไป เราก็วิ่งตามออกไปกรี๊ด ขอความช่วยเหลือ จังหวะนั้นคิดอะไรไม่ออกจริงๆ กรี๊ดอย่างเดียวค่ะ มันรีบวิ่งออกไปตรงบันไดเล็กๆ ด้านหลังและหายเข้าไปตรงที่มืดระหว่างบ้านพักเจ้าหน้าที่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง รพ.ภูผาม่าน พบพยาบาลเวรและทีมแพทย์ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ จากการสอบถามพยาบาลที่เข้าเวร ได้รับคำชี้แจงว่าไม่อยู่ในเหตุการณ์จึงไม่ทราบรายละเอียด ขณะที่ นพ.เอกวิทย์ เรืองไชยวุฒิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูผาม่าน ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เพื่อนพยาบาลคนหนึ่งเปิดเผยว่า พยาบาลที่ประสบเหตุยังอยู่ในอาการเสียขวัญ เพราะถูกผู้บริหารโรงพยาบาลตำหนิที่นำคลิปเหตุการณ์ไปโพสต์ในโซเชียล ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ต้องเข้าเวรกะกลางคืนต่างก็หวั่นเกรงว่าจะเกิดหตุการณ์ซ้ำรอย ซึ่งเมื่อ 2 ปีก่อนก็เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วและก็ยังจับกุมคนร้ายไม่ได้ ทั้งนี้ อยากได้กล้องวงจรปิดในตึกที่เข้าเวรยาม ส่วน รปภ.นั้น รพ.ภูผาม่านเป็น รพ.ขนาดเล็ก ไม่มีการจ้าง รปภ. เพราะในทุกขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีการวางแผนงานเอาไว้ จึงยังไม่มีการจ้าง ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่และบุคลากรต่างช่วยกันดูแลในทุกๆ ด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านญาติผู้ป่วยที่เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า ขณะนั้นได้ยินเสียงผู้หญิงร้องกรี๊ดดังสนั่นตึกผู้ป่วยใน แต่ก็ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไร จนกระทั่งมีญาติผู้ป่วยอีกคนได้เข้าไปช่วยดึงแขนคนร้ายออกจากพยาบาล จากนั้นญาติผู้ป่วยคนอื่นๆ ก็พากันวิ่งออกมาช่วยเหลือ จนคนร้ายวิ่งหลบหนีออกไปทางบ้านพักแพทย์และพยาบาล ซึ่งขณะนี้คนในโรงพยาบาล รวมทั้งคนในชุมชนอยู่ในอาการหวาดกลัว และอยากให้ทางตำรวจจับกุมตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ลงพื้นที่ให้กำลังใจพยาบาลสาวผู้ประสบเหตุ และได้นำข้อความของผู้บริหารกระทรวง ทั้งรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาให้กำลังใจ พร้อมดูแลเรื่องสภาพจิตใจแล้ว เบื้องต้นให้พยาบาลสาวคนดังกล่าวได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากทราบว่าเพิ่งคลอดบุตร ส่วนเรื่องความขัดแย้งกับผู้บริหาร รพ.ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ยืนยันว่าไม่มี คงเป็นความเข้าใจผิด เพราะทาง รพ.ห่วงกังวลเรื่องความปลอดภัย คนร้ายอาจกลับมาทำร้ายได้ และล่าสุดทราบว่าทางตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว เป็นชายอายุ 21 &amp;nbsp;ปี มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน ยืนยันว่าเรื่องแบบนี้ทางกระทรวงจะไม่มีการยอมความแน่นอน ส่วนรายละเอียดทราบว่าอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ภูผาม่าน กล่าวว่า คนร้ายที่จับกุมได้คือนายสมชาติ บุตรจันทร์ อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74 หมู่ 4 บ้านห้วยม่วง ต.ห้วยม่วง อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ซึ่งมีบ้านพักอยู่ห่างจาก รพ.ภูผาม่านประมาณ 10 กม. จากการสอบสวนล่าสุดเจ้าตัวให้การรับสารภาพแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ต้องหาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจากบ้านพัก มาจอดไว้ข้างถนนแล้วเดินเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อก่อเหตุดังกล่าว โดยไม่ได้วางแผนว่าเหยื่อที่จะก่อเหตุนั้นเป็นใคร เลือกเอาช่วงเวลาที่สะดวกเพื่อหวังจะข่มขืน แต่พยาบาลรู้สึกตัวและเรียกร้องให้คนช่วยจนต้องวิ่งหนี และถูกตำรวจควบคุมตัวดังกล่าว ส่วนพยานหลักฐานต่างๆ นั้นมีทั้งวงจรปิดที่ผู้ต้องหาขับขี่รถจักรยานยนต์ตามเส้นทาง ส่วนข้อหาที่จะถูกดำเนินคดีก็คือข้อหาบุกรุกเคหสถาน สถานที่ราชการ และข้อหาอนาจาร ซึ่งจะถูกควบคุมตัวทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุในเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ก.ค.&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.รัฐพลกล่าวว่า นายสมชาติเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ จับกุม ดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์และรับของโจรเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2562 ถูกศาลตัดสินจำคุก 11 เดือน พ้นโทษมาเมื่อปลายปี 2562 จากนั้นก็เลิกกับภรรยา ทิ้งให้พ่อตาแม่ยายเลี้ยงลูกอยู่บ้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70673</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา, นพ.เอกวิทย์ เรืองไชยวุฒิ, พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม, สมชาติ บุตรจันทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f031bcaa5b69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
