<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 19:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คร.ระดม&quot;กูรู&quot;ทั้งไทย ระดับโลก สัมมนาไวรัสโคโรนา19  เตรียมพร้อม&quot;ถ้าเกิดสถานการณ์เลวร้าย &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13 ก.พ.63- ที่ห้องประชุมประเมินจันทวิมล กรมควบคุมโรค นพ. สมบัติ แทนประเสริฐสุข นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค และประธานคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาวิชาการ &amp;ldquo;โรคไวรัสโคโรนา 19 รู้รอบ เท่าทัน สื่อสารแม่นยำ&amp;rdquo; ว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 จากประเทศจีน มีการรายงานครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 การระบาดในประเทศจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการป้องกันโรคดังกล่าว กรมควบคุมโรคได้ยกระดับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน เป็นระดับ 3 ตามข้อสั่งการของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีการดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ โดยการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกรมฯ รวมทั้งการสื่อสารและจัดการกับข้อมูลข่าวสารต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาปัญหา ช่องว่าง และโจทย์วิจัย รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการ และประสบการณ์ทำงาน ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ จากกรมฯต่างๆ ในกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ผู้แทนองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานให้ทุนวิจัย โดยมีเป้าหมายการสัมมนาในวันนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน มีความรู้รอบ ทั้งมาตรการป้องกันควบคุมโรค การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การดูแลรักษาผู้ป่วย รู้เท่าทัน กับสถานการณ์ และการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้ง หาช่องว่าง หรือปัญหา ที่ต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และสื่อสารแม่นยำ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ ข้อเท็จจริง และแนวทางการดำเนินงานที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ให้กับประชาชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.สมบัติ กล่าวต่อไปว่า ในอดีตที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้จากการระบาดของเชื้อไวรัส ทั้งโรคซาร์ส ปี 2003 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และโรค MERS-CoV ปี 2012 ซึ่งในการระบาดแต่ละครั้งเราได้บทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะแนวทางและมาตรการควบคุมป้องกันการระบาดแบบใหม่ๆ โดยมีการบูรณาการร่วมกับหลายภาคส่วน เกิดเครือข่ายทั้งภายในและนอกกระทรวงสาธารณสุข และการระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 19 ในครั้งนี้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดี แต่ต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายในอนาคตด้วย นอกจากนี้ก็พร้อมที่จะเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ ประกอบด้วย ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร นักวิชาการจากหน่วยงานในสังกัดกรมฯ รวม 70 คน และผ่านระบบ video conference ไปยังสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ โดยวิทยากรบรรยายได้รับเกียรติจากกองระบาดวิทยา สถาบันบำราศนราดูร สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้แทนองค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57114</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, กรมควบคุมโรค, นพ.สมบัติ แทนประเสริฐสุข, สัมมนาพร้อมรับมือโคโรนาไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e453b5370b0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2018 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2018 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ึ่พึงระวัง !คาดป่วยไวรัสตับอักเสบ อยู่นอกระบบการรักษา1ล้านคน  อีสานมากสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.61- ในการแถลงข่าวสัปดาห์รณรงค์ตับอักเสบโลก &amp;ldquo;ตรวจเร็ว รักษาได้ ห่างไกลมะเร็งตับ&amp;rdquo; โดยนพ.สมบัติ แทนประเสริฐสุข นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)กล่าว ว่า โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย โดยทั่วไปไวรัสตับอักเสบมี 5 ชนิด ได้แก่ ชนิด เอ บี ซี ดี และอี แต่ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในไทย คือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งคาดว่าในไทยจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ประมาณ 2.2 - 3 ล้านราย ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังประมาณ 300,000 - 700,000 ราย ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินนโยบายเพื่อป้องกันควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดอัตราการติดเชื้อ ลดการป่วยตาย และลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งตับผ่านมาตรการต่างๆ อย่างบูรณาการ ขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ได้ฟรี ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.- 3 ส.ค. 2561 ณ โรงพยาบาลในสังกัดของสธ.ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 83 แห่ง ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีประมาณร้อยละ 5-8 และไวรัสตับอักเสบซีประมาณร้อยละ 1-2 พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)และภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่า ประเทศไทยยังมีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่อยู่นอกระบบอีกกว่า 1 ล้านคน สาเหตุเพราะกลุ่มเหล่านี้ไม่แสดงอาการ โดยการประมาณการณ์มากจากการที่ ตนได้ทำงานด้านนี้และลงพื้นที่ทางภาคอีสานมาประมาณ 10 ปีที่แล้ว และพบว่า คนอีสานเดินมา 10 คน จะพบ 1 คนมีเชื้อไวรัสตับอักเสบไม่กลุ่มซี ก็บี ซึ่งเมื่อมีการคาดการณ์กับตัวเลขของแต่ละภาค ทำให้เชื่อว่าในภาพรวมทั้งประเทศจะมีคนที่ไม่รู้ตัวเองว่าติดเชื้ออีกประมาณ 1 ล้าน โดยองค์กรอนามัยโลกได้กำหนดนโยบายให้ทุกประเทศในโลกร่วมมือกันกำจัดไวรัสให้หมดไปในปี 2573 เนื่องจากไวรัสตับอักเสบเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับได้ ซึ่งปัจจุบันอัตราตายสูงสุดของประเทศไทย ที่พบเป็นอันดับ 1ของเพศชาย และเป็นอันดับที่ 3 ในผู้หญิง แต่ทั้งนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมะเร็งตับมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของทั้งหญิงและชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ.พญ.วัฒนา กล่าวอีกว่า โดยหลายคนไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ในร่างกาย จึงจำเป็นที่ต้องคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเสี่ยง เพื่อหากทราบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง จะได้เข้าสู่ขบวนการรักษา ซึ่งรัฐบาลให้การรักษาฟรีทุกกองทุน คือ1.ญาติหรือคนในครอบครัวที่ใกล้ชิด กับผู้ติดเชื้อ 2.กลุ่มที่ได้รับเลือด จากการรับบริการก่อนปี 2535 เนื่องจากมีการจัดระบบการตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบตั้งแต่ปี 2535 3.กลุ่มที่มีการสัก เจาะ 4.กลุ่มผู้ที่ใช้สารเสพติด คนที่อยู่ในคุก และ 5.กลุ่มที่มีประวัติครอบครัวป่วยโรคมะเร็งตับ หรือตับอักเสบหรือมีภาวะตัวเหลือง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่ไปตรวจสุขภาพแล้วพบตับอักเสบ ต้องรีบรักษา ส่วนคนตั้งครรภ์ก็ต้องตรวจด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ภก.คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 นี้ สปสช. ได้กำหนดสิทธิประโยชน์และดำเนินการจัดหายาเพิ่มเติม สำหรับให้บริการผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพิ่มขึ้นอีก 2 สูตร คือ 1.ยาเม็ดรับประทาน Sofosbuvir 400 mg เพื่อใช้ร่วมกับยาฉีด Peginterferon และยาเม็ดรับประทาน Ribavirin สำหรับการรักษาการติดเชื้อตับอักเสบซีเรื้อรังสายพันธุ์ที่ 3 และ 2.ยาเม็ดสูตรผสม Sofosbuvir 400 mg และ Ledipasvir 90 mg สำหรับการรักษาการติดเชื้อตับอักเสบซีเรื้อรังสายพันธุ์อื่นทั้งที่มีหรือไม่มีภาวะตับแข็งร่วมด้วยโดยสูตรยาที่เพิ่มมานี้ จะสามารถลดระยะเวลาในการรักษาลง จาก 24 สัปดาห์ เป็น 12 สัปดาห์ และมีประสิทธิผลการรักษาที่ดีขึ้นกว่าการใช้ยาฉีด Peginterferon และยา Ribavirin สูตรเดิมอย่างเดียว ทั้งนี้ สปสช. ได้ร่วมมือกับเครือข่ายหน่วยบริการโรงพยาบาลราชวิถีและองค์การเภสัชกรรม ดำเนินการจัดหาและกระจายให้กับหน่วยบริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 เป็นต้นมา คิดเป็นมูลค่ายาเม็ดทั้งสิ้น 66,360,000 บาท ซึ่งเป็นการจัดหายาระดับประเทศ ทำให้มีอำนาจในการต่อรองและได้ยาในราคาที่ถูกลงกว่ากระจายให้หน่วยบริการจัดหาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวรายการว่า หลังจากงานแถลงข่าว มูลนิธิรณรงค์เพื่อการรักษาเอดส์ ยื่นหนังสือต่อ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เพื่อให้พิจารณาเพิ่มศักยภาพในการวินิจฉัย-ลดข้อจำกัดในการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาดีในระบบประกันสุขภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวัชรศักดิ์ วิจิตรจันทร์ เจ้าหน้าที่แผนและนโยบายมูลนิธิรณรงค์เพื่อการรักษาเอดส์ กล่าวว่า ปัจจุบันตัวยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีในระบบหลักประกันสุขภาพมีตัวยา โซฟอสบูเวียและเลดิพาสเวียร์ สำหรับรักษาในจัโนไทป์ที่ 1,2,4,5,6 และเพคอินเตอเฟรอน โซฟอสบูเวียร์ ไรบาไวริน สำหรับรักษาจีโนไทป์ที่ 3 แต่ทั้งหมดนี้มีเงี่อนไขและแนวทางกำกับที่ไม่เอื้อต่อการคัดกรอง โดยเฉพาะการระบุว่า รพ.ที่จะทำการวินิจฉัยโรคต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีใบรับรองหรือมีประสบการณ์ด้านทางเดินอาหารไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งในความเป็นจริง รพ. ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ รพ.ในท้องถิ่นทีจำนวนแพทย์ดังกล่าวไม่เพียงพอ หากผู้ป่วยต้องการตรวจวินิจฉัยไวรัสตับอักเสพซีในแต่ละครั้งต้องเดินทางข้ามจังหวัดเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในระบบการรักษาเนื่องจากปัญหาค่าใช้จ่ายและการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ไวรัสตับอักเสบซีเป็นระยะเวลาดำเนินโรคช้า ถือเป็นภัยคุกคามได้เป็น 10 ปี เป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คน แต่การรักษาโรคไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรามียาที่มีประสิทธิภาพดีเสมอไป หากยังไม่เอื้อให้สามารถรับรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ ก็ไม่สามารถทำให้จำนวนผู้ป่วยในประเทศลดลงได้ นอกจากนี้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่า หากผู้ป่วยได้รับยืนยันว่าป่วยจริงแต่ยังไม่เข้าเกณฑ์การรักษาก็ยังไม่สามารถรับยาได้&amp;rdquo;นายวัชรศักดิ์.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13944</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมบัติ แทนประเสริฐสุข, นายวัชรศักดิ์ วิจิตรจันทร์ เจ้าหน้าที่แผนและนโยบายมูลนิธิรณรงค์เพื่อการรักษาเอดส์ ก, พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ, ภก.คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์, สถานการณ์ไวรัสตับอักเสบ, สัปดาห์รณรงค์ตับอักเสบโลกปี61</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55bcb97c94b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
