<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป้องกันภาวะสายตาสั้นเทียม เรียนรู้เว้นระยะห่างท่องโซเชียล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เตือนในโลกยุค social media คนไทยใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลต่างๆรวมถึงสิ่งบันเทิงการซื้อของออนไลน์เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง ทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 9 ชั่วโมง พฤติกรรมเช่นนี้ ส่งผลให้มีการกระตุ้นการทำงานของดวงตาเป็นระยะเวลานาน อาจมีอาการตามัวบางขณะ มีอาการปวดตา อาจกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันได้ ลักษณะนี้อาจเป็นสิ่งที่ทางการแพทย์เรียกว่า&amp;nbsp; ภาวะสายตาสั้นเทียม&amp;nbsp; การพบจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจรักษาเพื่อดูแลสุขภาพตา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคภาวะสายตาสั้นเทียมพบมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมในการใช้ social media ทางสมาร์ทโฟน แท็บเลต การใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ใช้สายตาในการเพ่ง หรือจ้องที่มากเกินไป มีผลกระทบต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อในตาอย่างมาก ก่อให้เกิดความผิดปกติในการมองเห็นได้โดยมีอาการมองไม่ชัดค่อนข้างจะทันที หลังจากการใช้สายตาในระยะใกล้เป็นเวลานาน ซึ่งจะมีอาการเป็นชั่วคราวในรายที่มีอาการมากอาจปวดตา ปวดหัว บางครั้งมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้ในรายที่เป็นมาก อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ร้ายแรงได้ ในกรณีเช่นนี้ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจรักษา รับคำแนะนำการดูแลดวงตาที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นพ.เกรียงไกร&amp;nbsp; นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันและการดูแลโรคภาวะสายตาสั้นเทียมนั้นสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยหลังการทำงานใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนในระยะใกล้เป็นเวลาต่อเนื่องนานเกิน 30 นาที&amp;nbsp; ควรพักสายตาเป็นเวลา 5 นาที ด้วยการมองไกล ๆ&amp;nbsp; สำหรับในเด็กอายุต่ำกว่า&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ปี ไม่แนะนำให้ใช้อุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์เลย&amp;nbsp; และในเด็กที่มีอายุมากกว่า&amp;nbsp; 2 ปี ไม่ควรใช้มากกว่า&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ชั่วโมงต่อวัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภาวะสายตาสั้นเทียมพบได้ในบุคคลกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีสายตาปกติในช่วงอายุ&amp;nbsp; 15-30&amp;nbsp; ปี และบุคคลที่อ่านหนังสือในที่แสงสว่างน้อย หรืออ่านในที่มืด&amp;nbsp; วิธีการแก้ไขคือ ควรพักสายตาโดยให้มองออกไปไกลๆ&amp;nbsp; หรือหลับตาเป็นระยะ นอกจากนี้กลุ่มบุคคลที่มีสายตายาวแต่กำเนิด ตั้งแต่อายุ&amp;nbsp; 30&amp;nbsp; ปีขึ้นไป และในบุคคลที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปจะพบภาวะสายตาสั้นเทียมได้บ่อย ในกลุ่มบุคคลนี้การแก้ไข คือ การใช้แว่นสายตาเพื่ออ่านหนังสือ&amp;nbsp; ในส่วนสำหรับการบริหารดวงตา หรือการโยคะกล้ามเนื้อของดวงตาที่มีการแนะนำกันต่อ ๆ มานั้น&amp;nbsp; เป็นการบริหารกล้ามเนื้อกลอกลูกตา&amp;nbsp; จึงไม่ช่วยบรรเทาภาวะสายตาสั้นเทียมนี้ ซึ่งเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อภายในลูกตา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดังนั้นข้อควรพึงระวังหากมีอาการตามัว มองไกลไม่ชัด อย่าเพิ่งคิดเอาเองว่า สายตาเราสั้นเพิ่มขึ้น แล้วไปตัดแว่นสายตา&amp;nbsp; อาจได้แว่นสายตาสั้นที่มากกว่าเดิมมาใส่(เกินความเป็นจริง)&amp;nbsp; แต่ควรได้รับการตรวจเช็คอาการอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ การใช้อาหารเสริมหรือวิตามินต่าง ๆ เพื่อป้องกันหรือรักษาดวงตานั้น&amp;nbsp; ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาได้&amp;nbsp; ภาวะสายตาสั้นเทียมเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวและไม่เป็นอันตราย ดังนั้น การพักสายตาหรือการใช้แว่นสายตา สามารถบรรเทาอาการได้ ซึ่งภาวะนี้ถือว่าไม่เป็นอันตราย กรณีอาการดังกล่าวนี้สามารถตรวจเพิ่มเติมได้กับจักษุแพทย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีคำถามชวนสงสัยว่าเป็นสายตาสั้นเทียมแล้วต่อไปกลายเป็นสายตาสั้นจริงได้หรือไม่ มีคำตอบจากแพทย์จักษุว่า เป็นไปได้สูงมากจึงต้องพยายามอย่าให้เป็นสายตาสั้นเทียมอยู่นาน ดังนั้น หากมีอาการสายตาผิดปกติแนะนำให้พบจักษุแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117885</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องโซเชียล, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, สายตาสั้น, ออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61500f2a4e950.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.จับมือหัวเว่ยด้านวิชาการศึกษา5จีเพื่อบริการสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.64 - ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วย &amp;ldquo;การศึกษาและพัฒนาระบบ 5G Healthcare&amp;rdquo; ระหว่าง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนายเฉียน เหลียว รองประธานกรรมการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า สธ.ให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพระบบบริการสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีการพัฒนาอย่างมาก สามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบคิว ระบบงานบริการของโรงพยาบาล ระบบส่งต่อ และการเชื่อมโยงข้อมูลบริการสุขภาพที่เป็น Big Data &amp;nbsp;เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จ ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องมือ ความเชี่ยวชาญ และการใช้เทคโนโลยี 5G ระดับโลกจากหัวเว่ย ส่งผลให้บริการสุขภาพผ่านเครือข่ายดิจิทัลมีความเร็วสูง เกิดความครอบคลุมทั้งพื้นที่เขตเมืองและชนบท ลดช่องว่างให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม ทันเวลา และทันต่อเหตุการณ์ ถือเป็นการรองรับการแพทย์และสาธารณสุขวิถีใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 ที่ยังต้องเข้มเรื่องรักษาระยะห่าง ดังนั้นความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อศึกษาและและวิเคราะห์การใช้ประโยชน์จากระบบ 5G &amp;nbsp;นำมาประยุกต์ใช้ในกิจการทางการแพทย์ และการให้บริการประชาชน โดยต้องขอบคุณความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีจากหัวเว่ย ที่ได้ให้การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์และทีมที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงมาทำงานร่วมกับกระทรวงฯ และกรมการแพทย์ที่สนับสนุนองค์ความรู้ทางการแพทย์ เป็นการให้บริการทางการแพทย์ทุกที่ทุกเวลา&amp;rdquo;นายอนุทินกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การศึกษาและพัฒนาระบบ 5G Healthcare ประกอบด้วย ระบบการแพทย์ทางไกล 5G และรถพยาบาล 5G ภายใต้กรอบการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ 5 ประเด็น ได้แก่ 1.งานบริการทางการแพทย์ โดยหัวเว่ยสนับสนุนการออกแบบโซลูชั่นด้านสาธารณสุขสำหรับสถาบันทางการแพทย์ ส่งเสริมการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตทางการแพทย์ สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการแพทย์ทางไกล ส่วนกรมการแพทย์สนับสนุน แพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพ &amp;nbsp;ให้บริการการแพทย์เคลื่อนที่ และการแพทย์ทางไกล กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้โดยไม่ละเมิดนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ทำให้ลดภาระการเดินทาง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบการดูแลรักษาได้ง่ายขึ้น 2.งาน 5G เทคโนโลยี บูรณาการใช้เทคโนโลยี 5G เข้ากับบริการทางการแพทย์ ทำให้สามารถขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลในระยะยาวทั่วประเทศไทย ตัวอย่างเช่น พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ 5G เพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากรทางแพทย์ต่อการติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.งานบริการด้านคลาวด์ สำหรับการประยุกต์ใช้ AI มาช่วยบุคลากรทางการแพทย์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น พัฒนาเทคโนโลยีการวินิจฉัยโรคโดยใช้ AI เพื่อการรักษาและวินิจฉัยโควิด 19 ช่วยให้วินิจฉัยโควิด 19 ได้อย่างรวดเร็วภายใน 25 วินาทีต่อเคส ด้วยความปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4. งานส่งเสริมองค์ความรู้ในองค์กร โดยพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทักษะใหม่หรือทักษะที่สูงขึ้น ให้กับบุคลากรทั้งสองฝ่าย ผ่านการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และ 5.งานความร่วมมือกับภาครัฐบาล ร่วมกัน เพื่อค้นคว้า วิจัย และร่วมผลักดันระบบ 5G และบริการคลาวด์ในประเทศไทยให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เพื่อเป็นการรองรับการแพทย์และสาธารณสุขวิถีใหม่ (New Normal Medical Services and Public Health) ซึ่งเป็นระบบบริการทางการแพทย์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (personal-based medical services)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117509</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเฉียน เหลียว, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, อธิบดีกรมการแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614ac1268675e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เชี่ยวชาญ เผยรักษาโควิดหาย แต่ปอดได้รับผลกระทบ อาจพบพังผืดในปอด มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร สถาบันโรคทรวงอก และสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;การฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19&amp;rdquo; เพื่อเป็นองค์ความรู้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด19 ขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น Vuca world ที่มีความซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงที่เร็ว ถ้าหากจะตามให้ทันโรคต้องอาศัยความเร็ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลที่ต้องมีการใส่หน้ากากอนามัยในชีวิตประจำวัน หรือในทางการรักษาทั้งในโรงพยาบาล ตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการปรับมาทำ ARI Clinic เพื่อคัดกรองโรค หอผู้ป่วยรวม(cohort ward) &amp;nbsp;ที่สามารถรับคนไข้ได้ 10-20 คน และมีช่วงที่ห้องไอซียูไม่เพียงพอ ก็ทำห้องไอซียูโมดูลาร์&amp;nbsp;
ส่วนการรักษานอกโรงพยาบาลตั้งแต่ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นจนจำนวนเตียงไม่เพียงพอรองรับก็มีการทำ HI/CI และคาดว่าจะมีการทำแฟคตอรี่ ไอโซเลชั่น โฮเทล ไอซูเลชั่น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรักษาโควิดหายแล้ว จากการรายงานต่างประเทศหรือในไทยเองพบว่า &amp;nbsp;ผู้หายป่วยโควิดยังมีอาการคงค้างอยู่ ซึ่งทางกรมการแพทย์ก็ได้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของคนที่เคยป่วยโควิด19 ในภาพรวมทุกอาการไม่ใช่เพียงแค่ปอดเท่านั้น เพื่อรวบรวมข้อมูล ในการประเมินปัญหาและหาแนวทางการรักษาดูแลต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด19 ภาพรวมของประเทศที่มีจำนวนลดลงแล้ว ก็ยังคงเฝ้าระวัง จากการลองคาดการณ์ว่าสถานการณ์แย่ที่สุด หากคนไข้มียอดกลับมาติดเชื้อเป็น 30,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจจะเพิ่มขึ้นถึง 5,500 คน โดยจะใช้การตั้งรับแบบเชิงรุก ทั้งแนวทางการรักษา ยาต้านไวรัสต่างๆ เพราะผู้ติดเชื้ออาจจะกลับขึ้นมาสูงขึ้นอีกได้ &amp;rdquo; นพ.สมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนไข้ที่ได้รับเชื้อโควิด19 ซึ่งจะมีปัญหากับปอดนั้นไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่ป่วยเท่านั้น แต่หลังจากหายแล้วก็อาจจะมีผลระยะยาวเพราะเชื้อไวรัสยังคงอยู่ จากข้อมูลการศึกษาในแถบยุโรป พบในคนที่ติดเชื้อโควิด19 ต้องนอนโรงพยาบาลประมาณ 50-60% และข้อมูลจากของไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;คนติดเชื้อโควิดเกือบ 1.4ล้านคน &amp;nbsp;ในจำนวนนี้กว่า 30% ที่มีอาการปอดอักเสบ โดยกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องปอดมาก คือ กลุ่มผู้สูงอายุ เพราะปอดจะเสื่อมลงตามวัย กลุ่มคนที่มีโรคเรื้อรัง ส่งผลให้สมรรถภาพปอดแย่ลง &amp;nbsp;และกว่าปอดจะหายต้องใช้เวลาถึง 36 เดือน และนานมากขึ้นในกลุ่มคนไข้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเข้าใจในการดูแลและฟื้นฟูปอด ดังนั้นการจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสื่อให้ความรู้ทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ในการฝึกสมรรถภาพปอดของตนเองไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโควิด19 หรือผู้ที่ไม่ป่วย รวมไปถึงแพทย์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า โควิดเป็นไวรัส RNA ที่มีโครงสร้างพันธุกรรมในการกลายพันธุ์ได้ค่อนข้างสูง และง่าย รวมไปถึงการระบาดข้ามสิ่งมีชีวิต ความเร็วในการกลายพันธุ์เฉลี่ยใน 1 เดือน อาจจะกลายพันธุ์ 1 ตำแหน่งของพันธุกรรม และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเชื้อไวรัสข้าสู่ร่างกาย และระบาดในพื้นที่ใดนานๆ ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายเชื้อไวรัสก็จะสร้างตัวใหม่ขึ้นมา หรือมีการแปรเปลี่ยนของรหัสพันธุกรรม ทำให้เกิดสายพันธุ์แปลกๆขึ้น อย่างในปี 2563 ไทยพบแต่พบการติดเชื้อเฉพาะสายพันธุ์อู่ฮั่น จนในปี 2564 ก็เริ่มมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ที่พบในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น อัลฟ่า เบตา แกรมมา และเดลตาที่ระบาดหนักในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.เจษฎา กล่าวต่อว่า ดังนั้นการกลายพันธุ์ที่มีผลกระทบกับมนุษย์ ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) จะพิจารณา 3 ข้อ คือ 1.การระบาดเร็วขึ้นหรือไม่ &amp;nbsp;2.มีความรุนแรงของโรค 3.การดื้อต่อวัคซีน ซึ่งหากจะให้ประเมินโควิดจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหน ก็ต้องดูจากการประเมินของ WHO ที่ได้แบ่งลำดับชั้นของโควิด ได้แก่ ชั้นสายพันธุ์ที่มีความน่ากังวล ชั้นสายพันธุ์ที่มีความน่าสนใจ และชั้นสายพันธุ์ที่น่าจับตา ซึ่งสายพันธุ์อัลฟ่า เบตา แกรมมา เดลตา ก็ยังคงอยู่ในชั้นของความน่ากังวล เพราะมีการแพร่กระจายเร็ว ส่วนสายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจของคนไทยอย่าง สายพันธุ์มิว ที่พบว่ามีการระบาดเพิ่มขึ้นในโคลัมเบีย ส่วนในประเทศอื่นๆที่พบจำนวนยังไม่มาก หรือสายพันธุ์เอปซิลอน ที่มีลักษณะเด่น คือ ดื้อวัคซีน ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้ยังไม่ระบาดเร็วเท่าเดลตา &amp;nbsp;ทางที่ดีก็คือเราต้องปรับตัวอยู่ร่วมกับโควิด และเตรียมรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้ววิธีการป้องกันคือ การดูแลตัวเองใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบัน กลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูร กล่าวถึงเชื้อโควิด19 ที่ส่งผลกระทบต่อปอดว่า ตั้งแต่เริ่มรับเชื้อโควิดจะมีการฝังตัวอยู่ประมาณ 3-5 วัน และจะเริ่มมีอาการไข้ ครันเนื้อครันตัว ปวดเมื่อย ไอ &amp;nbsp;และหลังจากนั้นใน 1 สัปดาห์ เชื้อจะเริ่มลงไปยังระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอด จึงทำให้เกิดอาการอักเสบ ซึ่งจะพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการไอมากขึ้น จากนั้นช่วง 2-4 สัปดาห์ อาการเหนื่อย ไอก็จะเพิ่มขึ้นจากการที่ไวรัสไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ทำให้หลั่งสารเคมีบางอย่างออกมา ซึ่งสารเคมีตัวนี้ต้องการที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส แต่อาจจะเป็นผลเสียหากมีมากเกินไป หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สมดุล จึงทำให้เกิดการอักเสบของปอดรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก จึงทำให้คนไข้เริ่มมีอาการเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจติดขัด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในผู้ป่วยประมาณ 3-5% อาจจะมีอาการปอดอักเสบรุนแรงมากจนกระทั่งระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใส่เครื่องฟอกเลือด &amp;nbsp;เพื่อลดภาวะของการอักเสบ อย่างการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโควิด 2 ราย ที่หายกลับบ้านแล้วในวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา คนแรก เพศหญิงอายุ 59 ปี ป่วยตั้งแต่ช่วง 27 ก.ค. มีปอดอักเสบทั้งสองข้าง หลังจากรักษาหายและกลับบ้านไปกว่า 2-3 เดือน &amp;nbsp;แต่ยังต้องใช้เครื่องออกซิเจนอยู่ เมื่อมาติดตามผลการรักษาพบว่าปอดคนไข้มีพังผืดหรือมีเศษซากของเชื้อคงค้าง &amp;nbsp; แต่เชื้อโควิด19ตาย ไปหมดแล้ว อีกรายในเพศหญิง อายุ 72 ปี ที่ป่วยโควิดตั้งแต่ 24 มิ.ย. ซึ่งมีอาการปอดอักเสบรุนแรง จากการติดตามผลการรักษาก็ยังมีอาการเหนื่อยหอบ ทั้ง 2 ราย ปอดยังไม่กลับคืนสู่สภาพปกติ ทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวในการหายใจไม่เต็มที่และเหนื่อยหอบ จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูคุณภาพปอด&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ กล่าวเสริมว่าว่า ผู้ป่วยโควิดที่ปอดอักเสบรุนแรง ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มผู้สูงอายุ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และในกลุ่มผู้ที่โรคหัวใจ โรคปอด โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น จากข้อมูลประเทศไทยในการระบาดระลอกที่ 3 หรือระลอกที่ 4 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. พบว่าคนไข้ที่เป็นปอดอักเสบต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 30-50% ซึ่งใน 100 คน เฉลี่ย 10% จะต้องให้ออกซิเจน และอีก 3% ต้องใช้เครื่องไฮโฟลว์ หรือจนถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในกลุ่มนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1% มีเพียง 2% ที่รักษาหาย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ปอดอาจจะได้รับผลกระทบหลังรักษาโควิดหาย ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ซึ่งหลังจากออกจากโรงพยาบาลไป 3 เดือน ระยะปอดอักเสบจากเชื้อโควิดก็จะเริ่มหมด และจะถูกแทนที่ด้วยพังผืดถาวร เรียกว่า ระยะปอดเป็นผัดผืดจากโควิด ซึ่งขณะนี้ก็กำลังมีการติดตามผลของผู้ที่หายป่วยแล้วไม่พบเชื้อ หรือพบเพียงซากเชื้อ แต่ก็ยังคงมีอาการปอดอักเสบที่ลุกลาม ทั้งนี้ผู้ที่หายป่วยแล้วยังไม่ต้องตื่นตระหนกกับการเป็นพังผืดที่ปอดเ พราะในไทยยังไม่มีการพบ และคาดว่าอาจจะพบในจำนวนที่ไม่มาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นก.นภาพร แววทอง นักกายภาพบำบัดชำนาญการ กล่าวถึงการฟื้นฟูปอดว่า เมื่อหายป่วยจากโควิด19 ต้องฟื้นฟูทั้งร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ หลอดเลือดและปอด รวมไปถึงระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายสามารถกลับไปใช้งานได้ ซึ่งในคนไข้โควิดส่วนใหญ่จะมีอาการเหนื่อยน้อยลงหลังจากหายแล้ว แต่จะเป็นอาการล้ามากกว่า ดังนั้นเมื่อกลับไปฟื้นฟูตัวเองที่บ้านวิธีการแรกคือต้องเรียนรู้วิธีการหายใจเข้า-ออกอย่างช้าๆ เพื่อลดการหอบเหนื่อย หากหายใจลำบากต้องมีการปรับท่านอนโดยเอาหมอนหนุนศีรษะให้สูง เพื่อให้กล้ามเนื้อท้องทำงานได้ดี หรือการนั่งอาจจะนอนฟุบไปที่โต๊ะ หากยังไม่รู้สึกดีให้นั่งเอาศอกไว้ที่หน้าตักและโน้มตัวไปข้างหน้า หรือการยืนหลังพิงกำแพง ขาห่างกำแพง 2 ฟุต เพื่อให้กล้ามเนื้อหายใจบริเวณลำคอเกิดการผ่อนคลาย โดยทุกท่าต้องมีการควบคุมการหายใจเหมือนการนั่งสมาธิ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นก.นภาพร กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลกยังได้ระบุระดับของการออกกำลังกาย 5 ขั้น คือ 1.เตรียมความพร้อม สำรวจอาการเหนื่อยของตนเอง 2.ทำกิจกรรมเบาๆ อาทิ เดิน หรือทำงานบ้าน &amp;nbsp;3.การใช้แรงระดับปานกลาว อาทิ วิ่งหรือว่ายน้ำ 4.การทำงานระดับปานกลาง เช่น การเต้น และ5.การกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ปกติ &amp;nbsp;ส่วนการออกกำลังกายอาจจะเริ่มด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การทรงตัวด้วยการจับขาที่งอไว้ด้านหลัง หากเดินไม่ไหวให้นั่งและยกขาสลับขึ้นลง หรือเหยียดขาพร้อมกับกระข้อเท่าขึ้นสลับไปมา การยกขวดย้ำสลับข้างเพื่อกล้ามเนื้อส่วนแขน โดยการออกกำลังกายผู้หายป่วยโควิดสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อฟื้นฟูร่างกายในเบื้องต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116593</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร, พังผืดในปอด, สถาบันโรคทรวงอก, สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย, สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f42c3079de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการแพทย์พร้อมจอง‘โมลนูพิราเวียร์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.2564 - นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในสถานการณ์โควิด19 การวินิจตรวจคัดกรองในปัจจุบันนอกจากทำด้วยวิธี PCR ก็มีวิธีเพิ่มเติมคือ Antigen Test Kit หรือ ATK โดยเมื่อวานนี้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้จัดซื้อชุดตรวจ &amp;nbsp;ATK ประมาณ 8 ล้านชุด ได้ราคาที่ต่ำกว่า 100 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีการกระจายไปยังบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าและประชาชน และขณะนี้อย่างที่ทราบว่าผู้ที่ตรวจด้วย ATK หากผลเป็นบวก ไม่ต้องยืนยันผลอีกครั้ง สามารถเข้าสู่ระบบการรักษา Home Isolation(HI) ได้เลย อย่างไรก็ตามหากผู้ติดเชื้อไม่สามารถรักษาแบบ HI ได้ เนื่องจากบ้านไม่เหมาะสม เมื่อต้องการจะเข้าสู่ระบบ Community Isolation(CI) อาจจะต้องมีการแยกการกักตัว พร้อมกับทำการตรวจ PCR ขณะนี้ศูนย์พักคอยในกรุงเทพฯกว่า 10 แห่ง ที่สามารถทำ PCR ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการรักษาผู้ป่วยโควิด19 ก็มีการนำฟ้าทะลายโจรมาประกอบการรักษา รวมไปถึงเกณฑ์การให้ยาฟาวิพิราเวียร์ หรือยาอื่นๆที่ใช้รักษาโควิด19 &amp;nbsp;ในส่วนของยาประเภทใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้รักษา อย่าง ยารีเจนเนอรอน (Regeneron) ชื่อภาษาไทยคือ ยาภูมิต้านทานลบล้างฤทธิ์ ซึ่งนำเข้ามาในไทยแล้ว แต่ด้วยราคาสูง โดยยารีเจนเนอรอน 1 โดสอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาท จึงยังไม่ได้มีการนำไปประกอบเป็นส่วนยาในการรักษาโควิด อีกหนึ่งตัวยาคือ โมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเป็นกลุ่มยาแอนตี้ไวรัส ได้มีการทดลองผ่านเฟส 2 แล้ว และกำลังดำเนินการเฟสที่ 3 ในต่างประเทศ หากมีการเปิดจองประเทศไทยก็จะร่วมเข้าจองด้วยในทันที
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112942</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ยารีเจนเนอรอน, อธิบดีกรมการแพทย์, โมลนูพิราเวียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_61136c90da535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. ขอโทษปชช.ปมเลื่อนเวลาจองฉีดวัคซีนบางซื่อ ยันแก้ปัญหาแออัดเรียบร้อยแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;29 ก.ค.64 - นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงกรณีภาพความแออัดศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ว่า ก่อนอื่นกราบขออภัยพี่น้องประชาชนสำหรับภาพความแออัดของสถานีกลางบางซื่อที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสังคมออนไลน์ และก่อให้เกิดความไม่สบายใจหลายฝ่าย โดยสาเหตุหลักที่มีความแออัด เกิดจากการเปิดวอล์กอินฉีดวัคซีนรอบเก็บตก สำหรับกลุ่ม 602 ได้แก่ 1.กลุ่มผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป 2.ผู้มีน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัม และ 3.กลุ่มสตรีมีครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ส่งผลให้ควบคุมจำนวนคนที่จะมารับวัคซีนไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;โดยที่ผ่านมาศูนย์ฉีดกลางบางซื่อได้เริ่มเปิดให้บริการฉีดตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. โดยเริ่มแรกทดลองระบบกับบุคลากรกระทรวงคมนาคม ได้แก่ กลุ่มคนขับรถสาธารณสุข ต่อมาในวันที่ 5 ก.ค. ได้เริ่มเปิดให้คนอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้ารับการฉีดวัคซีน ซึ่งก็มีความหนาแน่นของประชาชน จึงได้ปรับวอล์กอินเฉพาะคนอายุ 75 ปีขึ้นไป ในวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลดจำนวนคนมาฉีดวัคซีนลง เมื่อฉีดไปได้ค่อนข้างมากแล้ว จึงเปิดให้กลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเริ่มฉีด ยืนยันว่าพยายามปรับระบบการฉีดวัคซีนเพื่อแก้ไขความแออัดมาตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ล่าสุดได้ดำเนินมาตรการลดความแออัดเพิ่ม 6 แนวทาง ดังนี้ 1.เปิดประตูศูนย์ฉีดกลางบางซื่อ ให้ผู้รับบริการผ่านโดยไม่ต้องวัดความดัน ยกเว้นกลุ่มผู้ที่มีความกังวลใจและมีปัญหาด้านดังกล่าวจริง ๆ ทั้งนี้ หากสังเกตที่ผ่านมาจะมีความหนาแน่นของจำนวนประชากร เฉพาะเวลาก่อน 08.00 น. หลังจากนั้นจะเบาบางลง ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยระบายประชาชนจากด้านนอก เข้าสู่ด้านในอาคารมากขึ้น 2.ปรับระบบการเข้าแถวให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ให้หางแถวในแต่ละประตูชนกัน 3.ย้ายที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ (ประตู 4) และรถสุขาออกจากพื้นที่ เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้รับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.สมศักดิ์​ ยังกล่าวอีกว่า 4.ประสานการระบายผู้รับบริการทุกประตูในภาพรวม (ไม่แยกบริหารจัดการ)​ 5.มอบหมายผู้รับผิดชอบในแต่ละประตูอย่างชัดเจน 6.ประชาสัมพันธ์และจัดระเบียบให้ประชาชนยืนบนสติกเกอร์ที่นำมาติด 2,400 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ส่วนกรณีเลื่อนการลงทะเบียนฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดกลางบางซื่อที่แต่เดิมเปิดจองเวลา 09.00 น. วันนี้ (29 ก.ค.) เป็น 11.00 น. เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายแผนสนับสนุนวัคซีน ดังนั้นจึงต้องมีการพูดคุยกันภายในก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน เพื่อให้พอดีกับจำนวนผู้ที่จอง ซึ่งต้องกราบขอภัยในความไม่สะดวกแก่ประชาชนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111543</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ, สถานีกลางบางซื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61027e06bf81d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2021 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผยผู้ป่วยโควิดตอบรับมาตรการกักตัวที่บ้าน และการกักตัวในชุมชนเข้าร่วมแล้ว400-500 ราย คาดจะเพิ่มขึ้นอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.64- &amp;nbsp;ที่ศูนย์แถลงข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมด้วยนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงข่าวประเด็น &amp;ldquo;การแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการกักตัวในชุมชน (Community Isolation) นายแพทย์สมศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้นำ 2 มาตรการ คือ การแยกกักตัวที่บ้าน และการกักตัวในชุมชนมาใช้ เนื่องจากผู้ติดเชื้อโควิด 19 มีจำนวนมากขึ้น อัตราการครองเตียงของกทม.และปริมณฑลเพิ่มจากเดือนที่ผ่านมาถึง 10,000 ราย จากวันที่ 9 มิถุนายน 2564 มีผู้ป่วย 19,629 ราย เพิ่มเป็น 30,631 รายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 โดยเป็นผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก (สีเขียว) ร้อยละ 76, อาการปานกลาง (สีเหลือง) ร้อยละ 20 และอาการหนัก (สีแดง) ร้อยละ 4 ซึ่งผู้ป่วยสีแดงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 714 ราย เป็น 1,206 ราย ทำให้บุคลากรแบกรับภาระงานหนักมาก และการเพิ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทำได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการแยกกักตัวที่บ้านและแยกกักตัวในชุมชนนั้น ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์ของผู้ติดเชื้อ ต้องสมัครใจและสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้, สถานที่เหมาะสม ใช้จุดแข็งของไทยคือ บวร (บ้าน วัด โรงเรียน) โดย Home Isolation บ้านต้องมีห้องนอนแยก ส่วน Community Isolation ใช้วัด หรือโรงเรียน มีช่องทางสื่อสารผ่านเทเลคอนเฟอเรนซ์ วิดีโอคอล ติดตามอาการทุกวัน โดยแพทย์ พยาบาล วันละ 2 ครั้ง และมีช่องทางติดต่อกรณีฉุกเฉิน รวมทั้งต้องลงทะเบียนกับสถานพยาบาล (มีแผนขยายไปยังชุมชนอบอุ่น และสถานพยาบาลใกล้บ้าน) ผู้ติดเชื้อจะได้รับเครื่องวัดไข้และเครื่องวัดออกซิเจนในเลือด และแนะนำวิธีทดสอบง่าย ๆ กรณีสงสัยว่าปอดมีปัญหาหรือไม่ โดยให้วัดออกซิเจนในเลือดก่อนออกกำลังกายลุกนั่ง 1 นาที และวัดซ้ำหลังทำ หากปริมาณออกซิเจนลดลงมากกว่า 3 % จะรับมารักษาที่โรงพยาบาล และมีระบบรีเฟอร์ผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์สมศักดิ์กล่าวต่อว่า การแยกกักตัวที่บ้านคือการ admit ผู้ป่วยรายใหม่ไว้ดูแลที่บ้านก่อน หากอาการแย่ลงจะรับมาดูแลรักษาที่โรงพยาบาล และเป็นการบริหารจัดการเตียงให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จากที่ผู้ป่วยต้องอยู่โรงพยาบาล 14 วัน จะนำผู้ป่วยที่รักษา 7 &amp;ndash; 10 วันแล้วอาการดีขึ้น ออกไปแยกกักตัวที่บ้าน จะช่วยให้มีเตียงเพิ่มอีกประมาณ 40 &amp;ndash; 50% &amp;nbsp;เพื่อรับผู้ป่วยใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับการแยกกักตัวในชุมชน กรมการแพทย์ กทม. โรงเรียนแพทย์ ได้เตรียมสถานที่แล้ว ส่วนใหญ่ใช้สถานที่โล่งๆ เช่น ศาลาวัด หรือหอประชุมโรงเรียน นอกจากนี้ยังสามารถใช้แคมป์คนงานหรือหมู่บ้านที่มีที่แยกตัวให้กับผู้ติดเชื้อ และไม่ควรเกิน 200 คนเพื่อลดแออัด และสิ่งแวดล้อมถูกสุขลักษณะ แยกน้ำเสียหรือขยะออกจากชุมชนได้ โดยรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย ที่ไม่ต้องใช้ออกซิเจน ซึ่งขอขอบคุณภาคประชาสังคม และเพจต่าง ๆ ที่ช่วยประสานรวบรวมจำนวนผู้ป่วยมาขึ้นทะเบียน สนับสนุนอาหารให้ผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเกณฑ์พิจารณาผู้ป่วย Home Isolation จะต้องเป็นผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ อายุไม่เกิน 60 ปี อยู่คนเดียวหรือมีผู้อยู่ร่วมที่พักไม่เกิน 1 คน ไม่มีภาวะอ้วน ไม่มีโรคร่วม เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ และยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเอง โดยสถานพยาบาลจะประเมินผู้ติดเชื้อตามดุลยพินิจของแพทย์ ลงทะเบียน แนะนำการปฏิบัติตัว ติดตามประเมินอาการ และรับส่งผู้ป่วยมารักษาในสถานพยาบาลหากมีอาการรุนแรงขึ้น ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มทำแล้วที่โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 20 ราย ได้ผลดี ทุกรายอาการดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขณะนี้ มีผู้ขึ้นทะเบียน Home Isolation ที่รพ.ราชวิถี รพ.เลิดสิน และรพ.นพรัตน์ราชธานี 200 กว่าราย และขึ้นทะเบียน Community Isolation อีกกว่า 200 ราย และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมแล้วประมาณ 400 &amp;ndash; 600 ราย เพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว ซึ่งสปสช.สนับสนุนงบประมาณค่าอาหารให้กับผู้ป่วยทุกราย สำหรับผู้ติดเชื้อที่ต้องการร่วมโครงการ ติดต่อได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1330&amp;rdquo; นายแพทย์สมศักดิ์กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนต้องการตรวจหาเชื้อและพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสบส. จึงประชุมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดยอนุญาตให้ใช้การตรวจ Rapid Antigen Test &amp;nbsp;เพื่อให้ตรวจหาเชื้อได้เร็วขึ้น ตามสถานการณ์เปลี่ยนไป และหากตรวจพบผู้ติดเชื้อ มีระบบการดูแล 2 แนวทาง แนวทางที่ 1 หากโรงพยาบาลเอกชน มีเตียง และประเมิน
ผู้ติดเชื้อเบื้องต้น พบว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ควรรักษาในโรงพยาบาล เช่น อาการหนัก อายุมาก เป็นกลุ่มเสี่ยง ให้หาเตียงรองรับ แนวทางที่ 2 หากผู้ติดเชื้อแข็งแรงดี ไม่มีอาการ สถานพยาบาลเอกชนสามารถดำเนินมาตรการ &amp;ldquo;แยกกักตัวที่บ้าน&amp;rdquo; ได้ทันที โดยได้รับความยินยอมและสมัครใจจากผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์ธเรศกล่าวต่อว่า ขณะนี้ ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสถานพยาบาลอื่นซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เฉพาะผู้ป่วยโรคติดต่ออันตรายตามด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ณ ที่พำนักของผู้ป่วย (Home Isolation) เป็นการชั่วคราว และทำหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายการแยกกักตัวที่บ้าน เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลติดตามอาการอย่างรวดเร็ว ดูแลค่าใช้จ่าย ไม่ให้เป็นภาระ โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของกรมการแพทย์ ในการแยกกักตัวที่บ้าน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องจากใช้ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งเป็นจุดเด่นของประเทศไทย ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายเข้มแข็ง เช่น กทม. มีคลินิกอบอุ่น ศูนย์อนามัย กทม. ส่วนพื้นที่ภูมิภาค มี รพ.สต. และ อสม. เบื้องต้นพบว่าสถานพยาบาลภาคเอกชนแทบทุกแห่ง มีระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้านอยู่แล้ว เช่น Telemedicine ที่ได้การรับรองมาตรฐาน, ระบบการเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน Home Health care&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอความร่วมมือสถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ได้ตรวจหาผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ ขอให้ใช้วิธีการแยกกักตัวที่บ้านหรือ Home Isolation ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการตรวจหาเชื้อ เข้ารับการรักษา และทราบวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นในครอบครัวและชุมชน&amp;rdquo; นพ.ธเรศกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109265</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #โควิด19, กักตัวที่บ้าน, กักตัวในชุมชน, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210710/image_big_60e97f9684095.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2021 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2021 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เผยมาตรการดูแลผู้ป่วยโควิดที่บ้าน แก้วิกฤติขาดเตียง รับไม่ไหวแล้วกทม.ติดเชื้อ 2 พัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ค.64 -&amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม และนพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ร่วมแถลงประเด็นสำคัญด้านการแพทย์และสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องเตียงและสถานที่รองรับผู้ป่วยว่า จำนวนเตียงเฉลี่ยทั้งประเทศยังพอรับได้ แต่ในส่วนของ กรุงเทพฯ ปริมณฑล ที่มีการขยายเตียงโอเวอร์ไปประมาณ 200-300% รวมกับทางภาคใต้ที่มีการระบาดใน 3 จังหวัดบวกกับจ.สงขลา ซึ่งเป็นส่วนที่พยายามเตรียมเตียงเพิ่ม ซึ่งต้องเรียนว่าหากไม่จำเป็นก็ไม่อยากใช้มาตรการ Home Isolation อย่างไรก็ตามเรามีเตียง มีอุปกรณ์พร้อมหมด ขาดเพียงแค่บุคลากรทางการแพทย์ จึงต้องการหมอที่เพิ่งเรียนจบ แพทย์เฉพาะทางอย่าเพิ่งกลับไปใช้ทุนต่างประเทศ ให้มาช่วยกันตรงนี้ รวมทั้งระดมพยาบาลไอซียูจากต่างจังหวัดมาช่วยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กทม.เองก็ไปขยายเตียงสีเหลืองและสีแดงเพิ่ม สีเขียวเอกชนมาร่วม ซึ่งได้ข่าวมาว่าเอกชนหลายแห่งมาขยายสีเขียวเพิ่มอีก 4,000 เตียง นี่เป็นการที่พยายามดึงคนไข้มาไว้ที่โรงพยาบาลก่อน แต่จากการทำงานของคอลเซนเตอร์ทั้ง 1330 และ 1668 1669 ก็พบว่ายังมีคนที่ค้างรอเตียงที่บ้านเป็นจำนวนมาก จึงมีการคิดว่าทำอย่างไรที่คนรอเตียงอยู่จะสามารถไปดูแลที่บ้านได้ จึงมีการคิดมาตรการ Home Isolation ที่โรงพยาบาลสามารถไปดูแลคนไข้ที่บ้านได้ เช่น การวัดปรอทที่บ้าน วัดไข้ วัดออกซิเจนในกระแสเลือด ซึ่งหากค่าออกซิเจนเกิน 3% ก็จะให้มาที่โรงพยาบาล ส่งอาหารให้ทาน 3 มื้อ รวมถึงวิดีโอคอลวันละ 2 ครั้งเพื่อติดตาม เพราะการทำ Home Isolation มีปัญหาแน่นอนในเรื่องของการกลัวว่าสุขภาพของผู้ป่วยจะแย่ลง หากมีการติดตามก็คาดว่าจะไม่มีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การทำ Home Isolation สามารถทำได้แค่กับคนที่มีห้องส่วนตัวที่อยู่คนเดียว เราจึงมีมาตรการการทำ Community Isolation คือการนำผู้ติดเชื้อมาแยกกักตัวที่บางแห่งอาจจะใช้ เป็นศาลาวัด หอประชุมโรงเรียน แม้กระทั่งในโรงงานเอง หากเราสามารถแยกคนไข้ออกมาได้ก็ต้องมีที่ให้เขาอยู่ ทั้งนี้ได้มีภาคสังคมเข้ามาร่วม มีกทม.เจ้าของพื้นที่มาช่วยทำ ขอเรียนว่าสถานการณ์ค่อนข้างตึง ได้รับแจ้งจากผอ.โรงพยาบาลราชวิถี ว่าได้มีการทำห้องฉุกเฉินเพิ่มออกมาจากห้อง ER และเนื่องจากมีหญิงท้องติดโควิดเป็นจำนวนมากแต่โรงพยาบาลต่างๆ ไม่ค่อยรับ ต้องขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลต่างๆ ช่วยกันรับ เพราะเมื่อเด็กคลอดและต้องแยกไปที่โรงพยาบาลเด็กเกิดปัญหาเตียงไม่พอ หากทุกภาคส่วนช่วยกันตนคิดว่าจะเป็นเรื่องที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า 5 เรื่องที่สำคัญในการแก้ไขสถานการณ์ คือนโยบายต้องชัดเจน ประชาชนต้องให้ความร่วมมือ ระบบการควบคุมโรคดี ระบบรักษาพยาบาลเข้มแข็ง และการฉีดวัคซีนครอบคลุม หาก 5 เรื่องนี้ไปด้วยกันดี หากลดจำนวนผู้ป่วยลงการหาเตียงไม่ใช่เรื่องยาก แต่บุคลากรที่อยู่หน้างานขณะนี้ตึงจริงๆ บางคนไม่ได้กลับบ้านมา 2 เดือนแล้ว ส่วนกรณีที่มีการตรวจแต่ไม่รับผู้ป่วยเนื่องจากเตียงไม่พอนั้น จริงๆ ตั้งแต่แรกก็ไม่ได้บอกว่าหากตรวจแล้วต้องรับ บอกแค่ที่ไหนช่วยตรวจแล้วให้ช่วยประสาน ซึ่งในขณะนี้มีมาตรการเรื่อง Home Isolation และ Community Isolation ออกมา คิดว่าส่วนนี้จะผ่อนคลายไปได้ แค่ตรวจแล้วต้องนำเข้าระบบโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า การขยายเตียงแล้วจะสามารถรับผู้ป่วยได้มากน้อยแค่ไหนและจะมีแผนรองรับต่อจากนี้อย่างไรบ้าง นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องการขยายเตียงอาจตอบคำถามได้ไม่ชัดเนื่องจากต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตนคาดการณ์ว่าหากผู้ป่วยในประเทศอยู่ที่ 5,000-6,000 คน ยังพอไปได้หากไม่ขึ้นมากกว่านี้ แต่ภาคพื้นที่ตนเข้าใจว่าในขณะนี้หนักที่ภาคใต้และปริมณฑลบางส่วน ในพื้นที่ภาคใต้ก็มีการพยายามขยายเตียงเพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมการรองรับและหากมาตรการทั้ง 5 นั้นเป็นไปอย่างเคร่งครัด ตนคิดว่าภาคใต้ก็ยังพอไปได้ ในส่วนของกทม. ที่มียอดคนติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 2,000 คน ตนเคยคาดการณ์เอาไว้ว่าหากตัวเลขอยู่ที่ 1,000 คนปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ขยายเตียงไอซียูก็ยังพอไหวแล้ว แต่เมื่อมาแตะ 2,000 คนการขยายเตียงไอซียูก็อาจจะมีปัญหา จึงควรลดจำนวนผู้ป่วยลงก่อนจึงจะสามารถจัดการกับสถานการณ์ในส่วนนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108500</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, ขาดเตียงผู้ป่วยโควิด, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, วัคซีนโควิด, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210703/image_big_60e02a80dbf50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
