<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยากรอดต้องอยู่บ้าน!แพทย์ยืนยันต้องรอยานำเข้าตั้งเป้าสำรอง1ล้านเม็ดรองรับผู้ป่วยโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.63- ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วย COVID-19 และการดูแลของหลายประเทศ ในการแถลงข่าวว่า ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง คล้ายไข้หวัด 65 % ไม่มีอาการ 20 % ปอดอักเสบไม่รุนแรง 12 % ปอดอักเสบรุนแรง 3 % ซึ่งกลุ่มไม่มีอาการต้องสังเกตอาการในโรงพยาบาล 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นย้ายไปที่พัก หรือโรงแรมที่จัดไว้ (Hospitel) 7 วัน, อาการไม่รุนแรงคล้ายไข้หวัด รักษาตามอาการ ก่อนย้ายไป Hospitel จนครบ 14 วัน เมื่อกลับบ้านต้องแยกตัว ส่วนกลุ่มปอดอักเสบไม่รุนแรงให้ยาต้านไวรัส ยังไม่ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ หากอาการไม่แย่ลง และกลุ่มปอดอักเสบรุนแรงจะได้ยาทุกตัว และต้องอยู่ใน ICU ซึ่ง 2 กลุ่มนี้จะไม่ย้ายไป Hospitel&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับการบริจาคยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อสอบถามพบว่า บริษัทฯ ต้องการศึกษาวิจัยทั่วโลก และให้ฟรีเฉพาะการศึกษาวิจัยคนไข้หลักร้อย ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยทุกคน ซึ่งยาดังกล่าวมีรายงานจากการรักษาว่า ได้ผลจริง แต่ญี่ปุ่นต้องการศึกษาเปรียบเทียบกรณีต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งไทยใช้มากที่สุดวันละ 2,000 เม็ด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่ได้ยาฟาวิพิราเวียร์ 5-10 วัน โดย 10 วัน จะใช้ 70 เม็ดต่อคน หากไทยได้ยาเพิ่มอีก 200,000 เม็ด แพทย์ก็จะสบายใจขึ้น โดยพรุ่งนี้คณะผู้เชี่ยวชาญจะทบทวนแนวทางการรักษาว่าให้ยายิ่งเร็วยิ่งดี พิจารณาให้ในกลุ่มที่มีอาการปอดอักเสบแม้จะไม่รุนแรง ซึ่งแนวทางนี้ประมาณการว่า 1 เดือนจะใช้ยา 70,000-80,000 เม็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ไทยได้เตรียมพร้อมและจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น 5,000 เม็ด ได้รับบริจาคจากประเทศจีน 2,000 เม็ด และเดือนมีนาคมจัดซื้อรวม 87,000 เม็ด มีผู้ป่วยต้องใช้ยา 515 คน ขณะนี้เหลือยาฟาวิพิราเวียร์ 38,126 เม็ด โดยสั่งซื้อจากประเทศจีนเพิ่ม 100,000 เม็ด ส่งมอบวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) และสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่นอีก 100,000 เม็ด ยืนยันว่า จะกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ และขอใช้อย่างมีเหตุผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า โรคติดเชื้อ COVID-19 ต้องใช้ยา 7 รายการ ส่วนใหญ่สามารถผลิตได้ในประเทศ และสำรองเพียงพอ ยกเว้นยาฟาวิพิราเวียร์ที่ต้องนำเข้า ซึ่งจีนทดลองใช้และพบว่าได้ผลดี ซึ่งไทยพยายามหายาดังกล่าวตั้งแต่เดือนม.ค.2563 แต่ได้มาจำนวนไม่มากนัก เพราะเป็นที่ต้องการจากทั่วโลก ทั้งที่ตั้งเป้าให้มีสำรองถึง 1 ล้านเม็ด เพราะมีผู้ป่วยเพิ่มวันละหลักร้อยคน ป่วยสะสม 2,169 คน เสียชีวิต 23 คน หากไม่ใช้ยาดังกล่าวอาจจะมีตัวเลขเสียชีวิตมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฟาวิพิราเวียร์มีแหล่งผลิตแค่ที่จีนกับญี่ปุ่น พยายามจัดซื้อให้ได้มากที่สุด แต่ละล็อตได้มาแค่แสนเม็ด ทั้งที่อยากได้เป็นล้านเม็ด เราไม่สามารถรอของบริจาคได้ กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนหยุดอยู่บ้าน เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้กลุ่มเสี่ยงป่วยและต้องใช้ยาจำนวนมาก&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62169</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์, ยาฟาวิพาราเวียร์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6aef31a4051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2019 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.สังกัดกรมการแพทย์ ประกาศงดใช้พลาสติก ทั้งแก้วน้ำและโฟมใส่อาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ม.ค.62-นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ &amp;nbsp;กล่าวในงานแถลงข่าว &amp;rdquo;กรมแพทย์ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม &amp;rdquo; ว่า เนื่องจากสถานการณ์สิ่งแวดล้อมกำลังเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกและประเทศไทย &amp;nbsp; อีกทั้งขยะพลาสติก เป็นขยะที่มีการย่อยสลายยาก นานกว่า 450 ปี จึงได้เตรียมขอความร่วมมือกับประชาชน และผู้ป่วยที่มาใช้บริการโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ ลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ขวดน้ำพลาสติก และกล่อมโฟมบรรจุอาหาร หันมาใช้ปิ่นโต กล่องข้าวใส่อาหาร แก้วน้ำ แทนขวดพลาสติก &amp;nbsp; &amp;nbsp; พร้อมให้โรงพยาบาลในสังกัดมีการคัดแยกขยะ จัดตั้งธนาคารขยะ ซึ่งเริ่มทำแล้วในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี &amp;nbsp;ทั้งนี้ทางรพ.ในสังกัดกรมการแพทย์ ได้มีการทำข้อตกลงกับ ผู้ประกอบร้านอาหารและเครื่องดื่มในโรงพยาบาล ว่า หากประชาชนนำแก้วนำมาเองจะลด 2 บาท หากนำภาชนะปิ่นโตมาใช้ใส่อาหารจะลดราคา 5 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนผลการดำเนินการลดการจ่ายถุงพลาสติกใส่ยา ให้ผู้ป่วยหันมาใช้ถุงผ้า พบว่า ผลตอบรับดี ซึ่งหากทำได้ในทุกโรงพยาบาลจะช่วยลดขยะพลาสติก 2-3 &amp;nbsp;แสนกิโลกรัม เพราะแค่ที่รพ.นพรัตนราชธานี. สามารถลดขยะพลาสติก ได้ถึง 30,000 กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีมาตรการคัดแยกขยะในหน่วยงานโดยจะมีการแบ่งประเภทของถังขยะออกเป็นทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะเปียก ขยะรีไซเคิลและขยะอันตราย อาทิ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้มีการจัดตั้งธนาคารขยะ &amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในสังกัดรู้จักการคัดแยกขยะเพื่อง่ายต่อการจัดเก็บและสามารถนำขยะรีไซเคิลกลับมาใช้ตามความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำคัญในการลดถุงพลาสติกหูหิ้วที่กรมการแพทย์ได้ดำเนินการไปแล้วคือโครงการพกถุงผ้าใส่ยากลับบ้าน โดยโรงพยาบาลและสถาบันต่างๆของกรมการแพทย์ ยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว100 % ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันปัญหาจากสิ่งแวดล้อมและกรมการแพทย์ได้ดำเนินมาตรการสำคัญต่อมาโดยจะเป็นหน่วยงานที่ปลอดจากขยะพลาสติก 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่เข้ามารับบริการโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์นำถุงผ้าหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ใส่ของมาจากบ้านเพื่อใช้ใส่ยากลับบ้านแทนถุงพลาสติกหูหิ้ว เพื่อเป็นการร่วมกันทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยจากสิ่งแวดล้อม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25762</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล่อมโฟม, นพ. สมศักดิ์  อรรฆศิลป์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์, ลดภัยสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2f15ebab121.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมแพทย์ชี้กินยาแก้ปวด-อ้วนมากเสี่ยงสะโพกเสื่อม  เผย 5 สัญญาณร้ายรีบรักษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคข้อสะโพกเสื่อมจัดเป็นข้ออักเสบรูปแบบหนึ่ง พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวและพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ จากหลายปัจจัย เช่น ความผิดปกติข้อสะโพกแต่กำเนิด ข้อสะโพกเสื่อมตามวัย การรับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะยาแก้ปวด โรคติดเชื้อบางอย่าง น้ำหนักตัวมาก อุบัติเหตุ รวมถึงความผิดปกติทางพันธุกรรม เป็นต้น ทั้งนี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ ได้แก่ ปวดรอบๆข้อสะโพก ปวดช่วงขาหนีบ รู้สึกข้อสะโพกขัดในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน มีเสียงภายในข้อสะโพก ข้อสะโพกติดขัด อาจเป็น5สัญญาณเตือนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา อย่างไรก็ตามควรถนอมข้อสะโพกโดยใช้งานอย่างถนอมและถูกวิธี หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อสะโพกโดยไม่ยกของหนัก ตลอดจนไม่ทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายที่ใช้งานข้อสะโพกอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมพงษ์ ตันจริยภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กล่าวว่า การรักษาโรคข้อสะโพกเสื่อมแบ่งเป็น การรักษาโดยไม่ผ่าตัด ด้วยวิธีพักการใช้งานข้อสะโพก ทำกายภาพตามโปรแกรมแบบเบาๆ ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของข้อสะโพก ทานยาแก้อักเสบชนิดที่ไม่มีสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการปวด ในรายที่มีน้ำหนักตัวมากควรลดน้ำหนัก และการรักษาโดยการผ่าตัด หากข้อสะโพกเสื่อมมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มเจ็บข้อสะโพกแม้พักอยู่เฉยๆในตอนกลางคืน หรือข้อสะโพกผิดรูปอย่างมาก แพทย์จะแนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมบริเวณที่เป็นหัวและเบ้าแทนข้อสะโพกเดิม ซึ่งจะรักษาความเจ็บปวดและช่วยพัฒนาการเดิน ทั้งนี้ภายหลังการผ่าตัดผู้ป่วยควรทำกายภาพบำบัด เนื่องจากเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของข้อสะโพกและกล้ามเนื้อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14889</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์, รพ.เลิดสิน, สมพงษ์ ตันจริยภรณ์, โรคข้อสะโพกเสื่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b6941b65b7dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการแพทย์รักษ์โลกสั่งรพ.ในสังกัดเลิกใช้ถุงพลาสติกรับยา แจกถุงผ้าให้ใส่แทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4มิ.ย.61 -กรมการแพทย์ สั่งโรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัดเลิกใช้ถุงพลาสติกใส่ยา&amp;nbsp;&amp;nbsp;หันมาใช้ถุงผ้าแทน เริ่ม 1ต.ค.นี้ เผยรพ.ใช้ถุงพลาสติกใส่ยาปีละกว่า 9 ล้านใบ กลายเป็นขยะ ทำลายสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;มีการแถลงข่าว &amp;ldquo;กรมการแพทย์รักษ์โลก พกถุงผ้าใส่ยากลับบ้าน&amp;rdquo;โดย &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัญหาสำคัญของดลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งแม้ว่าสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง แต่ก็มีความเกี่ยวเนื่องกันเพราะเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยของประชาชน โดยสาเหตุมาจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ มลพิษทางน้ำ ตลอดจนปัญหาจากขยะ และในวันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งในปี 2561ประเด็นหลักในการรณรงค์ คือ &amp;ldquo;Beat Plastic Pollution&amp;rdquo;และมีคำขวัญว่า &amp;ldquo;รักษ์โลก เลิกพลาสติก&amp;rdquo; โดยถุงพลาสติกต้องใช้เวลา 450 ปี ในการย่อสลาย โดยกรมการแพทย์มีการใช้ถุงพลาสติกจำนวน 9 ล้านใบ คิดเป็นเงิน2.5ล้านบาทซึ่งหากสามารถลดการใช้ได้จะสามารถลดปัญหาขยะและค่าใช้จ่ายได้มาก ดังนั้น จึงมีการรณรงค์ให้สถาบัน/โรงพยาบาลของกรมการแพทย์จำนวน 30 แห่ง ให้เลิกใช้ถุงพลาสติก โดยหันมาใช้ถุงผ้าใส่ยากลับบ้านแทน โดยขณะนี้ พบว่า 18 แห่งได้มีการยกเลิกการใช้ไปแล้ว อาทิ โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี และอีก 12 แห่ง กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการ โดยกำหนดว่า ในวันที่ 1 ต.ค.นี้จะต้องมีการยกเลิกการใช้ในทุกหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาขยะถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในขณะที่ตนดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ได้เดินทางไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ. บุรีรัมภ์ เราพบว่ามีการป่วย จากปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ จำพวกจอคอมพิวเตอร์ จอทีวี ที่มีการเอามาทิ้ง จำนวนมากเนื่องจากได้รับพิษจากสารตะกั่ว โดยโรคที่พบจากขยะดังกล่าว เช่นโรคโลหิตจาง โรคผิวหนังจากการปนเปื้อน ภูมิแพ้จากการสัมผัส และหากผิวหนังได้รับสารปรอทเข้าไปสู่ร่างกาย อาจทำให้ตับวาย ไตวาย ได้ นอกจากนี้ในเด็ก จะพบภาวะสมองเสื่อม ชัก เพราะบางทีพ่อแม่ทำงานทาสี แล้วเด็กนำมาเข้าปาก กินบ้าง ทั้งนี้การที่จะไปห้ามประชาชนทำ เป็นสิ่งที่ยาก แม้ว่าชาวบ้านบางส่วนจะรู้ว่าเสี่ยง บางคนก็มีการป้องกันโดยการใส่ถุงมือในการสัมผัส เพราะรายได้จากการนำไปขายดีมาก บางครั้งก็ทำเป็นทอดๆมีการชำแหละแบ่งส่วนกันไปขายอย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะจากพลาสติกหรือขยะ พิษนั้นตัวเลขจริงๆ ยังอยู่ระหว่างรวบรวม เนื่องจากมีการทำงานร่วมกันหลายส่วน ซึ่งได้มอบหมายให้ทาง รพ.นพรัตน์ฯ ประสานขอข้อมูลกับทาง กรมควบคุมโรคแล้ว ซึ่งแม้ว่าจะพบผู้ป่วยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่า เกิดจากอัตราโรคที่เพิ่มขึ้นจริงๆ หรือการเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพที่มากขึ้นจึงทำให้พบมากขึ้นหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับงบในการจัดเตรียมถุงผ้านั้น จากที่ตระเวนตรวจเยี่ยมตาม รพ.ต่างๆในสังกัด พบว่ามาจาก 2 ส่วน คือ 1.รพ.เตรียมเอง โดยในครั้งแรกเป็นการประชาสัมพันธ์ก็จะแจกฟรี แต่หากครั้งต่อไปไม่ได้ถือถุงผ้าที่แจกฟรีมาโรงพบาบาลก็จะต้องเก็บเงินในการให้ถึงผ้าใบใหม่ หรือ 2 . บางทีได้จากการทำจิตอาสา เช่น รพ.ธัญลักษณ์ &amp;nbsp;ให้ผู้ป่วยได้เย็บถุงผ้าเพื่อเป็นการบำบัดฟื้นฟู นอกจากนี้บางแห่งก็มีคนให้การสนับสนุนเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ จากการสำรวจและจัดทำแบบสอบถามภายหลังดำเนินกิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ปี 2560 &amp;ndash; 2561 ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนเข้าใจ เห็นด้วยกับมาตรการนี้ และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10652</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, ถุงพลาสติกใส่ยา, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์, รพ.ทุกสังกัดกรมการแพทย์, รพ.รัฐ, ใช้ถุงผ้าแทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b1506ed4a618.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
