<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กุมารแพทย์ฟันธงวัยรุ่นลิ้มยาเสพติดไอคิว EFต่ำสมองพัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รมช.ดร.สาธิตไขปมเคนมผงยาเสพติดชนิดใหม่มาแรง &amp;nbsp;เด็กวัยรุ่นอยากรู้อยากลอง เตือนอยู่ในขอบเขต บุหรี่เหล้าเป็นต้นทางยาเสพติดชนิดอื่น เน้นครอบครัวมีบทบาทสำคัญยุติปัญหา กุมารแพทย์จี้จุดวัยรุ่นแค่ลิ้มลองยาเสพติด ส่งผลต่อสมองความคิดระดับสูงพังพินาศ ไอคิวต่ำลงทุกปี พัฒนา EF ต่ำ คบมิตรที่ดีนำสู่กัลยาณมิตร มิตรชั่วดิ่งลงนรก&amp;nbsp; แพทย์ สบยช.ปรึกษายาเสพติดสายด่วน 1165 ยาเคนมผงอันตรายยิ่งกว่าโควิด วันเดียวเสพถึงตาย 7 ศพและยังมีต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานแถลงข่าวและเสวนาออนไลน์เรื่องพฤติกรรมวัยรุ่นกับสารเสพติด &amp;ldquo;บุหรี่ต้นทางสู่ยาเสพติดกับกรณีเคนมผง&amp;rdquo; ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ณ ห้องรัตนโกสินทร์ชั้น 1 โรงแรมเดอะสุโกศล ดำเนินรายการโดย พชรพารษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย, รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ และ ผอ.ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผอ.สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.กระทรวงสาธารณสุข และรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแถลงข่าวออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) และเฟซบุ๊กสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า จากกรณีที่พบผู้เสียชีวิต 9 ราย จากการรวมกลุ่มเสพเคนมผงซึ่งมีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ด้วยนั้น สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีการเฝ้าระวังการรวมกลุ่มหรือจัดกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลทำให้บุคลากรสาธารณสุขต้องมีภาระเพิ่มขึ้นในการรักษาโรคจากการเสพยาเสพติดของเด็กและเยาวชน จากข้อมูลการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 ถึงวันที่ 31 พ.ค.2562 พบผู้ป่วยทั้งหมด 3,803 คน เป็นเพศชาย 3,256 คน และเพศหญิง 547 คน กลุ่มผู้ป่วยที่มากที่สุดอยู่ในช่วงวัยรุ่น อายุระหว่าง 20-24 ปี 726 คน รองลงมาได้แก่ช่วงอายุระหว่าง 25-29 ปี 692 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.กระทรวงสาธารณสุข และรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า เรื่องธุรกิจสีเทานั้นช่วยกันทำให้ดีขึ้น แต่คงไม่หมดไปจากสังคมไทย เราต้องชี้ให้เห็นถึงโทษและผลกระทบที่เกิดขึ้น ยาเสพติดชนิดใหม่รุนแรงถึงกับเสียชีวิต มีผลกระทบมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งมีการลงลึกในเรื่องตัวเลขที่จะต้องรวบรวมประเด็นปัญหานำไปสู่การแก้ไข ด้วยการสร้างความตระหนักรู้ การพึ่งพาตัวเอง ยาเสพติดส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ครอบครัว ทุกคนทราบดีว่ายาเสพติดเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าวัยรุ่นที่เสพยาเขาคิดอย่างไร ครอบครัวแตกแยก หาที่พึ่งไม่ได้ เราต้องช่วยกันคิดหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เรื่องสิ่งแวดล้อมสำคัญมาก มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละฝ่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;เด็กและเยาวชนเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากทดลองยาเสพติด แต่จะทำอย่างไรให้การอยากรู้อยากลองเป็นอยู่ในขอบเขตของความถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่วนราชการมีนโยบายการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มีการจับกุมดำเนินกับผู้จำหน่าย และการให้ความรู้ผ่านสถานศึกษาหรือกิจกรรมต่างๆ สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบดูแลบุตรหลาน ซึ่งอาจเริ่มต้นได้จากการสร้างความตระหนักรู้จากการไม่สูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เป็นต้นทางสู่ยาเสพติดชนิดอื่นๆ ของวัยรุ่นไทย เห็นได้จากรายงานการสำรวจของศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ ปี 2547 พบว่า นักเรียนที่สูบบุหรี่ กว่า 100 คน จะมีพฤติกรรมเสี่ยงใช้ยาเสพติดสูงถึง 10 คน&amp;rdquo; ดร.สาธิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนที่ติดยาเสพติดเป็นคนกลุ่มเดิมๆ ที่อยากทดลองของใหม่ ในสภาพจิตใจของคนที่ใช้ยาเสพติดทดลองสิ่งที่เป็นโทษ บ้าน โรงเรียน วัด สังคม เป็นเกราะป้องกันสิ่งแวดล้อม คนใกล้ชิดที่สุดคือคนในครอบครัว ที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา ครอบครัวแตกแยกเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน ช่วยกันบำบัดให้บังเกิดผล เราต้องสร้างรั้วให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันคนเข้าไปทดลองยาเสพติด ทำงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือ สร้างฝันให้เขาเป็นจริงได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราต้องช่วยกันทุกภาคส่วน การบังคับใช้ กม. ผมเชื่อมั่นว่าครอบครัว จิตใจ แก้ไขจะนำไปสู่ความยั่งยืน สังคมมีความหลากหลาย จึงมีความจำเป็นยิ่งในสถานการณ์โควิดมีผลกระทบ ขอให้ติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโควิด ในสังคมโลกเป็นโอกาสของสังคมในโลกนี้ที่ประชาชนในโลกต้องศึกษาข้อมูล การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดไม่ใช่เป็นไม้เท้ากายสิทธิ์แล้วทุกอย่างจะสิ้นสภาพไป เราไม่สามารถหยุดล้างมือได้ กระทรวงสาธารณสุขต้องเดินหน้าควบคุมโรค การควบคุมโรครวดเร็วกว่านี้ แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหา ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดวันละ 200 ลดลงมา 100 กว่า แต่ยังไว้ใจไม่ได้ ยังมีความเปราะบางอยู่ เราเดินตามหลัง Time Line ผู้ติดเชื้อ เดินไล่หลังผู้สอบสวนโรค การพูดทุกอย่างต้องมีข้อมูล เมื่อหมดรอบ 2 ผมเชื่อว่ามีรอบ 3 จะมา เพราะเป็นธรรมชาติของโรคระบาด เราทำได้สำเร็จคือการป้องกันตัวเอง เป็นเรื่องง่ายที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชีวิตไม่ได้มีอะไรง่ายๆ ปวดหัวกินยาแก้ปวดหัว กินยาพาราฯ ก็สะสมอยู่ที่ไต มีเอฟเฟ็กต์ต่อร่างกาย เราต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง โควิดช่วยทำให้เราเปรียบเทียบข้อมูลในการใช้ดุลพินิจในการคิด แทนที่จะฉีดวัคซีน 2 โดสเป็นเงิน 10 ล้าน เราหาวัคซีนให้ประชากรครึ่งหนึ่ง ให้ 30 ล้านคน ฉีดโดสครั้งเดียวให้หมด ฉีดอีกโดส มีการเปรียบเทียบกันด้วยเหตุผลนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง วัคซีน sinovac ที่จีนเป็นผู้พัฒนาสูตรเมื่อทดลองฉีดแล้วมีประสิทธิภาพ 50% วัคซีนแอสตราเซเนกาก็ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ และ ผอ.ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า วัยรุ่นมีพลัง แต่ถ้าข้องแวะยาเสพติด สมองมีจุดเปลี่ยน Big Cleaning ปฐมวัยภาครัฐลงทุนเต็มที่ วัยรุ่นเป็นจุดเปลี่ยนในแง่สมอง ถ้าเราทำความรู้สึกวัยรุ่นให้เขามีคุณภาพจะเป็นที่ 1 แต่เมื่อใดที่วัยรุ่นข้องแวะยาเสพติด ไอคิวต่ำ อารมณ์ระเบิด ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ กล้าได้ไม่กลัวเสีย วงจรสมองชอร์ตจุดไฟติด สมองพังพินาศ พฤติกรรมเสพติดที่อุบัติใหม่มีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นและเยาวชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าเราตัดภาพขวางของสมอง เรามี 5 นิ้ว ใช้ 4 นิ้วโอบเสมือนเป็นสมองของคนเรา นิ้วโป้งเสมือนหนึ่งเป็นคันเร่ง 4 นิ้วเสมือนเป็นเบรก เมื่อสิบปีก่อนได้มีการประชุมแพทย์เฉพาะทางหมอวัยรุ่นทั่วโลกที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ องค์การอนามัยโลก (WHO) วินิจฉัยให้แพทย์ทั่วโลก โรคเสพติดเกม มีพฤติกรรมเสพติดปรากฏการณ์ให้วัยรุ่นและเยาวชน ถ้าไม่ปลูกเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโตงอกงาม เมื่อถึงขั้นปฐมวัยให้ต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขาเจริญงอกงาม ต้องคิดถึงเพื่อให้ต้นไม้สวยงามมากยิ่งขึ้น ถ้าระบบสมองจัดการ Big Cleaning เกิดขึ้นในช่วงปฐมวัย เด็กก้าวสู่วัยรุ่น 12-14 ปี เจริญงอกงามเต็มที่ จากนั้นจะลดลง 10% ทุกปี ถ้าสมองวัยรุ่นเข้าไปข้องแวะกับยาเสพติด ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ใช้ ความคิดวิเคราะห์ไม่ได้ใช้เสมือนหนึ่งต้นไม้ไม่มีกิ่งก้าน กิ่งก้านที่ควรจะมีการพัฒนาถูกตัดออกเมื่อลดลง 1% ทุกปี ไอคิวจะต่ำลงทุกปี EFต่ำลงพัฒนาการเรียนรู้ก็ต่ำลงไปเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเด็กเล็กเบรกเกอร์ทำงานไม่ได้ดี วัยรุ่นมีจุดอ่อน เด็กก้าวสู่วัยรุ่นมีฮอร์โมนเพศหลั่งออกมา คันเร่งมีประสิทธิภาพแรงม้าเยอะขึ้น ใครมองหน้านิดเดียวยกพวกตีกันได้เลย เด็กเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นอยู่คนเดียวไม่มีความเสี่ยง ถ้าอยู่กันเป็นกลุ่มจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และจะค่อยๆ ลดลงตามวุฒิภาวะ จนในที่สุดเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กวัยรุ่นเมื่ออยู่คนเดียวใช้สมองส่วนความคิด&amp;nbsp; วัยรุ่นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใช้สมองส่วนอารมณ์ มิตรที่ดีคือกัลยาณมิตร พาไปสู่เส้นทางที่ดี ถ้ามิตรไม่ดีย่อมพาไปลงนรก ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ เราพัฒนาเด็กให้มีวุฒิภาวะสูงขึ้นหรือแย่ลง &amp;ldquo;กล้าได้ไม่กลัวเสีย&amp;rdquo; เบรกนิ้วโป้งไม่ให้บ้ามุทะลุออกมา มีเพื่อนฝูงเป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือกัน เวลาเด็ก-ผู้ใหญ่เล่นการพนัน เล่นได้เล่นเสียใครจะออกอาการมากกว่ากัน เมื่อเล่นแล้วเสียผู้ใหญ่จะออกอาการมากกว่า แต่ถ้าเล่นแล้วได้เด็กจะออกอาการ เพื่อนเฮให้เป็นฮีโร่ สมองวัยรุ่นมีวุฒิภาวะอ่อนแอ มีสารออกซิเดชัน อารมณ์กล้าได้ไม่กลัวเสีย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นไม้ของสมองและประสาทกำลังเจริญเติบโตในวัยรุ่น ตัดวงจรที่ใช่ไม่ใช่วงจรที่มีประสิทธิภาพไว้ สมองฝึกจิตสำนึกในการคิดวิเคราะห์รู้จักการแยกแยะ แต่ถ้าวัยรุ่นเข้าสู่สารเสพติด วงจรนี้ก็จะพังสูญเสียทั้งชีวิต ส่งผลกระทบต่อสมองตลอดชั่วชีวิต&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคนมผง-บุหรี่สารนิโคตินสารเสพติดทุกประเภท สารเคมีในสมอง ถ้ามีสารเสพติดเข้าไปสมองมีวงจรแห่งการเสพติด วงจรหาความสุข นิโคตินระดับอ่อนๆ น้อยมาก เมื่อทดลองสารพวกนี้ไม่ถึง 10 วินาทีถึง 0 วินาที ทำให้ระดับโดปามีนเพิ่มขึ้น กดสมองคิดชั้นสูง ปรากฏการณ์ธรรมชาติวัยรุ่นมีฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะเห็นได้ว่าผู้ใหญ่ทะเลาะกับวัยรุ่นได้ตลอดเวลา สารเสพติด 3 ปรากฏการณ์ สมองคิดชั้นสูงจะถูกกดไว้ กระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ตอบสนองไวต่อสิ่งเร้า วัยรุ่นปกติที่ไม่ได้ข้องแวะกับยาเสพติดก็หัวร้อนอยู่แล้ว เมื่อถูก Short Cercuit วงจรสุกงอมขึ้นมาประตูบานแรกสู่สารเสพติดทุกประเภท วงจรสมองชอร์ตจุดติดได้ง่าย สารเสพติดทุกประเภท ยาเคนมผงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายเท่านั้น ยังส่งผลต่อไอคิว EQ ขาดวุฒิภาวะ กล้าได้ จุดติดได้ง่าย ในที่สุดสมองพังพินาศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หมอไม่อยากให้วัยรุ่นข้องแวะกับยาเสพติด ครอบครัวที่เด็กไว้วางใจปู่ย่าตายายพ่อแม่ ช่วยกันดูแลเด็กเยียวยาสภาพจิตใจ เพราะการใช้ยาเสพติดเป็นการทำลายสมอง จากงานวิจัยร่วมกับ ป.ป.ส. เด็กในสถานพินิจส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดทั่วประเทศ เมื่อเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ ช่วยกันป้องกันให้ห่างไกลยาเสพติด ยึดหลัก 4 ต้อง ถอดรหัสแต่ละโครงการ เด็กต้องมีสัมมาอาชีพ เด็กวัยรุ่นพลาดแล้วต้องออกไปเรียนนอกระบบ ต้อง drop out ทำให้ไม่มีอนาคต. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;(ล้อมกรอบ) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผอ.สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ยาเคนมผงอันตรายและมีผลกระทบยิ่งกว่าการตายจากโควิดเสียอีก วันเดียววัยรุ่นที่เสพก็เสียชีวิตถึง 7 ราย ในเมืองไทยมีการใช้ยาเค ยาบ้า เหล้า สุรา ปัญหาใหญ่ของเมืองไทยสังคมไทย 80-90% มียาเคอยู่ด้วย ออกฤทธิ์หลอนประสาท ยาม้าออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทั้งหมดออกฤทธิ์ต่อสมอง ประสาทส่วนกลาง บิดเบือนการรับรู้ รู้คิดต่างๆ เห็นภาพหลอน ประสาทหลอน หลงทิศ หูแว่ว เคลิบเคลิ้ม ล่องลอยเหมือนหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่าง หลุดไปอยู่กับโลกแห่งความฝัน มีความสุขความสบายใจ ยาเคออกฤทธิ์หลอนประสาทระดับสารเคมีมีความคลาดเคลื่อนจากการทำงานปกติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บุหรี่เป็นต้นทางสู่ยาเสพติด และเคนมผง ผงสีขาว เป็นเรื่อง demand supply ยาเคหาได้ยาก ทำให้ขาดตลาดตลอด ส่งผลให้ราคาสูงขึ้น มีวิธีทำการตลาดด้วยการเอาสารอื่นๆ มาผสม สารมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน บดมาแล้วเป็นสีขาว โรเช (ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาเสียสาว) กดระบบประสาทส่วนกลางเหมือนกับเหล้าและเฮโรอีน แอมเฟดจริงๆ ไม่ใช่สีขาว ยาไอซ์เป็นคริสตรัลสีใสๆ เอาสารมาบดกันจะทำให้เพิ่มปริมาณสารมากขึ้น ลูกค้าบอกว่าไม่เคจริงนะ ต้องให้กลไกกดฤทธิ์ประสาทมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่ผู้เสพเคนมผงแล้วเสียชีวิต ส่วนผสมของเคนมผงนั้นไม่มีสูตรตายตัว ผสมจากวัตถุดิบที่มีอยู่ ทำให้ผู้เสพเกิดความรู้สึกที่หลากหลาย บางคนมุ่งหวังให้กดประสาทผ่อนคลายค่อยๆ ล่องลอย ให้ยาออกฤทธิ์หลากหลายตอบสนองต่อความต้องการ ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีกลไก เมื่อดูข้อมูลของการระบาด ผลของการชันสูตร คนไข้ที่ไม่ตายเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลมีตั้งแต่อายุ 15-30 ปี คนที่เสียชีวิตเมื่อตรวจปัสสาวะและร่างกาย เสียชีวิตจากการเสพยาหัวใจหยุดเต้นเนื่องจากยานอนหลับที่เพิ่มมากขึ้น บางรายเสพร่วมกับสุรา ใช้ยาเสพติดหลายๆ อย่าง วัตถุออกฤทธิ์ สารเสพติดเคตามีน ยานอนหลับร่วมกันเป็นปาร์ตี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอแนะนำวัยรุ่น ต้องไม่อยากรู้ และอย่าทดลองเด็ดขาด ปฏิกิริยาของเด็ก 2 คนต่อสิ่งเสพติดมีผลแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน เด็กสองคนเสพติดเท่ากัน แต่คนหนึ่งเสียชีวิต เป็นเพราะพักผ่อนน้อย ร่างกายไม่แข็งแรง ในขณะที่เด็กอีกคนไม่มีอาการใดๆ ขณะนี้ สบยช.รพ.หลายแห่งให้คำปรึกษา มีสายด่วนทุกปัญหาเรื่องยาเสพติด 1165 ไม่มีค่าใช้จ่าย โทร.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ได้ทั่วประเทศ&amp;rdquo; นพ.สรายุทธ์ให้ข้อคิดปิดท้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;(ล้อมกรอบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แพทย์หญิงปองขวัญ ยิ้มสะอาด นักวิชาการสำรวจประชากรศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;จากการสำรวจปี 2562 ประชากรไทยอายุ 12-65 ปีจำนวน 50 ล้านคน ใช้สารเสพติดในรอบ 1 ปี จำนวน 1.9 ล้านคน จำนวน 3.9% ของประชากรที่สำรวจเฝ้าระวัง กลุ่มใช้บ่อย 5วัน : สัปดาห์ 4.5 แสนคน สารที่ใช้มากที่สุด กัญชา ยาบ้า กระท่อม การแก้ไขปัญหา จากสถิติภาคสำรวจ 10 ปี มีการใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้นในทุกสาร ยาไอซ์เพิ่มมากขึ้น ยาเค ปี 2562 ขึ้นมาเป็นลำดับ 1 ใน 10 การใช้สารเสพติดก็มี Trend เมื่อ 10 ปีก่อนการใช้ยาเคยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมกัน แต่ 10 ปีต่อมา เป็นที่นิยมในอันดับต้นๆ มีการผสมสาร น้ำมันกัญชา ยกเว้นในบุหรี่ไฟฟ้า ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ ทำให้เกิดปัญหาในการรักษา คนไข้มาหาเราเพราะใช้ยาตัวนี้ แต่เมื่อกลับไปแล้วไม่ได้ใช้ยาตัวนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เราต้องให้ความรู้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยง การให้ความรู้พัฒนาทักษะ เข้าไปในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้วย เพื่อให้เข้าถึงการบำบัดรักษา ลดการตีตราของสังคม เราต้องช่วยกันปลูกฝังว่าการใช้ยาเสพติดนั้นเป็น Moral ที่ไม่ดี เพื่อให้คนเริ่มต้นทดลองใช้ยา ไม่กล้ามาเปิดเผยตัว ทำให้ยากแก่การรักษา เราต้องมีความเข้าใจในวัยรุ่นมีพัฒนาการทางสมองที่มีความแตกต่างกัน จึงต้องมีการเรียนรู้พัฒนาโปรแกรมคำนึงถึงพัฒนาการด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหายาเสพติดแก้ไขได้ด้วยการสร้างครอบครัวที่มีความอบอุ่น พ่อแม่เป็น role model เมื่อเด็กเห็นพ่อแม่สูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติของครอบครัว เด็กก็จะทำตามอย่างพ่อแม่ในการสูบบุหรี่ด้วย บาง รร.เมื่อเด็กพัวพันกับยาเสพติดทาง รร.จะไล่ออกจึงเป็นเรื่องพลาดโอกาสสำคัญๆ ในชีวิต แต่ถ้า รร.รักษาเด็กกลุ่มนี้ให้เรียนอยู่ในระบบ ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นด้วย เราต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีปัญหา ต้องเปิดใจคุยกับลูก เปิดโอกาสให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เด็กต้องมีอนาคต ต้องมีสัมมาอาชีพ โครงการมูลนิธิพระดาบสสร้างจิตอาสาในการพัฒนา เพื่อให้เด็กคิดดี เด็กจำนวนไม่น้อยเรียนในระบบไม่ได้ ไม่สามารถทำมาหากินได้ การศึกษานอกระบบทำให้เด็ก Drop out เข้าถึงสัมมาอาชีพได้ หมอเป็นหมอวัยรุ่น เด็กดมกาวข้างถนนเข้าคุก ศิลปินฝึกให้เขาละเลงภาพบนกำแพงจนได้สตางค์ คุณค่าทางศิลปะแปรรูปเป็นเม็ดเงิน ไม่ต้องเข้าสู่วงการมิจฉาชีพ เด็กต้องการมีคุณค่าในชีวิต เด็กทุกคนล้วนมีค่าทั้งสิ้น รู้จักตัวตนรู้จักคุณค่ามีจิตอาสา มีน้ำใจแบ่งปัน อาชีวะสร้างบ้าน ให้ใจมีพลังและเขาไม่ใช่เศษขยะของแผ่นดิน เขากลายเป็นคนที่มีคุณค่า&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กต้องการมีทักษะ มีแบบฝึกหัดชีวิตที่สำคัญ พ่อแม่ลูกคุยกันรู้ทักษะไม่ถูกล่อลวง คุยกับลูกใช้คำถามปลายเปิด ถ้าลูกเกิดปัญหานี้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ใช้คำถามในเชิงสั่งสอนลูก เด็กต้องมีแบบอย่างที่ดี ครอบครัวที่บ้านแตกจะต้องมีผู้ใหญ่ใจดีเป็นเจ้าภาพ เป็นโมเดลเพื่อจะฝากชีวิตไว้ด้วย ในโมเดลต้นแบบต่อให้ชุมชนติดยาเสพติดก็ต้องมีผู้ใหญ่ใจดีสร้างความอบอุ่น สร้างอนาคต สร้างทักษะให้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90681</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สาธิต ปิตุเดชะ, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600ab09bb282f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาดองคางคก ผสมเมทานอล ต้นเหตุคร่าชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์ระบุยาดองคางคกคร่า 2 ศพ สาหัสอีก 4 ต้นเหตุมาจากเจ้าของสูตรใช้เมทานอล หรือเมทิลแอลกอฮอล์กินถึงตาย ส่วนสารพิษในคางคกมีผลต่อหัวใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมนี้ นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการผู้ป่วยดื่มยาดองเหล้าผสมคางคก และมีผู้เสียชีวิต 2 คน อาการสาหัส 4 คน ว่า ขณะนี้อาการผู้ป่วยยังทรงตัว ต้องติดตามใกล้ชิดเนื่องจากหายใจไม่สะดวก อีกทั้งบางคนต้องใช้เครื่องฟอกไตร่วมเพื่อกำจัดสารพิษ ส่วนผลการตรวจสอบ ยืนยันชัดเจนแล้วว่า อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทั้งหมดมาจากผลของเมทานอล ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม ใช้ในการผสมกับทินเนอร์ กาว ไม่ใช่การผสมเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งไม่ทราบว่าคนที่ผสมให้ทุกคนดื่มนั้นทราบหรือไม่ ส่วนอันตรายจากฤทธิ์ของคางคกจะมีผลกับหัวใจและทำให้คลื่นไส้ ซึ่งก็ได้รักษาตามอาการ และผู้ป่วยที่ได้รับอันตราย คาดว่าไม่น่าจะเกิดจากคางคก แต่เกิดจากเมทานอลมากกว่า สำหรับการแยกสีและกลิ่นของเมทานอลนั้น ยอมรับว่าทำได้ยากเนื่องจากคล้ายกับแอลกอฮอล์ทั่วไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สุราออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อดื่มเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมและกระจายไปทุกส่วนของร่างกาย เข้าไปทำลายตับ เยื่อบุกระเพาะ และลำไส้อักเสบ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร การดื่มสุราปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษเฉียบพลัน อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ และหากมีการนำสุราไปดองกับสัตว์มีพิษต่างๆ เช่น ตะขาบ แมงป่อง คางคก แล้วนำมาดื่ม ตามคำกล่าวอ้างในเรื่องสรรพคุณทางการรักษาโรคหรือเพื่อบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง อันตรายมาก ร่างกายจะได้รับพิษจากสัตว์เหล่านั้น เกิดอาการพิษทางร่างกายอย่างรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า คางคกมีต่อมขับน้ำเมือก และผิวหนังที่มีพิษขับเมือกพิษออกมาที่ต่อมเล็กๆ ที่ผิวหนัง ใบหน้า ใต้ตา และระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นสารกลุ่มดิจิทาลอยด์ มีลักษณะทางเคมีและการออกฤทธิ์คล้ายกับสารกลุ่มคาร์ดิแอก ไกลโคไซด์ มีผลต่อหัวใจ ซึ่งมีกลไกออกฤทธิ์ทำให้หัวใจบีบตัวมากขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีสารแอลคาลอยด์อื่นและสารระคายเคืองร่วมด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบริโภคคางคกทั้งนำมาทำเป็นอาหาร การให้ความร้อนหรือนำไปดองกับสุรา ไม่ทำให้พิษคางคกหายไป เมื่อนำมาบริโภคหรือดื่มจะทำให้ได้รับพิษจากคางคก ช่วงแรกจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง หากบริโภคในปริมาณมากจะทำให้รู้สึกสับสน เพ้อ ง่วงซึม มีอาการทางจิตประสาท ชัก และหมดสติ จำเป็นต้องพาผู้ป่วยมารักษาทันที เนื่องจากผู้ป่วยจะมีหัวใจเต้นช้าลงและหัวใจเต้นผิดจังหวะจนทำให้เสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวได้ และขณะนี้ในทางการแพทย์ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันถึงประโยชน์และสรรพคุณทางยาของคางคก ย้ำเตือนกลุ่มที่กำลังจะทดลองดื่มสุราดองคางคก หรือสัตว์พิษอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความอันตรายต่อสุขภาพให้มาก ฤทธิ์รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้&amp;rdquo; นพ.สรายุทธ์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48636</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.มานัส โพธาภรณ์, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์, ยาดอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daefda5830e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนดวดเหล้าเร็วๆอันตรายถึงเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอเตือนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในเวลาสั้นๆ อันตรายถึงตาย เริ่มจากเกิดอาการสับสน พูดไม่ชัด อาเจียน หายใจผิดปกติหรือช้าลง ตัวเย็น ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง หมดสติหรือรู้สึกตัวแต่ไม่อาจตอบสนอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2561 พบผู้เข้ารับการบำบัดรักษาอาการติดสุราของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) มากเป็นอันดับที่ 2 ของประเภทยาเสพติดที่ใช้เสพ โดยมีจำนวน 1,050 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.94 ของผู้ป่วยทั้งหมด แบ่งเป็นเพศชาย 937 คน คิดเป็นร้อยละ 89.24 และเพศหญิง 113 คน คิดเป็นร้อยละ 10.76 ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 40-44 ปี รองลงมา ได้แก่ ช่วงอายุระหว่าง 45-49 ปี และช่วงอายุระหว่าง 35-39 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมและกระจายไปทุกส่วนของร่างกายภายในเวลา 5 นาที จะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง มีผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย การดื่มแอลกอฮอล์ช่วงแรกจะทำให้ร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ประมาณ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้ผู้ดื่มเกิดอาการสับสน มากกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดอาการง่วง สับสน ซึม มึนงง และถ้ามากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อาจทำให้สลบ และทำให้เสียชีวิตได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษเฉียบพลัน อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งอาจมีสัญญาณบ่งบอกและอาการเตือนภาวะสุราเป็นพิษ เช่น เกิดอาการสับสน พูดไม่ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่องอย่างหนัก อาเจียน จังหวะการหายใจผิดปกติหรือหายใจช้าลง ตัวเย็นผิดปกติ ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง หมดสติ ไม่รู้สึกตัว หรือรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถตอบสนองการรับรู้ได้ ในกรณีที่ภาวะสุราเป็นพิษรุนแรงอาจส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการโคม่า สมองถูกทำลาย และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากพบเพื่อนหรือบุคคลอื่นๆ มีอาการอาการดังกล่าว ให้รีบโทร.แจ้ง 191 หรือ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือนำส่งโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์อย่างเร่งด่วน และสามารถให้การดูแลเบื้องต้นโดยการพยายามปลุกให้ตื่นและพยุงให้อยู่ในท่านั่ง ให้ดื่มน้ำเปล่าในกรณีที่สามารถดื่มได้ พยายามทำให้ร่างกายอบอุ่น หากผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ให้จัดนอนในท่านอนตะแคง คอยสังเกตอาการจนกว่ารถพยาบาลจะมารับ&amp;quot; นพ.สรายุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า การใช้สารกดประสาทร่วมกันและเกินขนาด ทำให้ส่วนของสมองที่คุมการปั๊มหายใจถูกกดจนทำให้สั่งงานไม่ได้ ดังมีสัญญาณอันตรายของภาวะกดทางเดินหายใจดังต่อไปนี้ คือ มึนงง สับสน, เพลียหมดแรง, คลื่นไส้-อาเจียน, มีเสียงเฮือกหรือถอนหายใจ, ซีดหรือเห็นสีม่วงที่ริมฝีปาก-นิ้วมือหรือนิ้วเท้า, หายใจตื้น, หายใจช้าลง, หยุดหายใจ ภาวะหายใจล้มเหลว ดังนั้นสิ่งที่พึงระวังคือการใช้สารต่อไปนี้ที่มีสิทธิเสี่ยงทำให้หยุดหายใจ คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ยานอนหลับ-ยาระงับอาการวิตกกังวล เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะเซพีนส์ หรือยากลุ่มบาร์บิทูเรตส์ (Barbiturates) ที่ใช้คลายกังวล (sedative hypnotic) หรือใช้เป็นยากันชัก แต่มีผลข้างเคียงได้ 2.ยาที่ใช้ทางวิสัญญีวิทยา 3.ยากันชัก อย่างฟีโนบาร์บิทัล 4.เอทานอล หรือแอลกอฮอล์ ก็คือเมรัยในแก้วดื่มทั้งหลาย หากเอามาผสมกับยานอนหลับ หรือยาที่มีฤทธิ์ให้หลับอื่นๆ เช่น ยากลุ่มบาร์บิทูเรต หรือคลอรัลไฮเดรต (Chloral hydrate) 5.ยาแก้ปวด ฝิ่น, อนุพันธ์ฝิ่น, มอร์ฟีน, ทรามาดอล, เฟนตานิล, เฮโรอีน 6.สารเสพติด เช่น ยาบ้า, โคเคน, ยาเสียสาว (Gamma Hydroxy Butyrate, GHB).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46528</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กฤษดา ศิรามพุช, นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d8a1d2774f41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กินน้ำมันกัญชา หามส่งห้องฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อายุรเพทย์ รพ.วิชัยยุทธโพสต์เตือนอันตรายจากการใช้น้ำมันกัญชาเกินขนาด เผยพบผู้ป่วยใช้ 40 หยดจนประสาทหลอนต้องส่งห้องฉุกเฉิน เชื่อเคสนี้จะทวีจำนวนมากขึ้น อธิบดีกรมการแพทย์วอนผู้ใช้ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ชี้ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลรักษาได้ทุกอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ และหัวหน้าห้องฉุกเฉิน รพ.วิชัยยุทธ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีพบผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากการใช้น้ำมันกัญชาเกินขนาดจนต้องเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของ รพ. ว่า ตั้งแต่มีข่าวประโยชน์ของกัญชาในการรักษาสารพัดโรค ซึ่งบางโรคยังไม่มีข้อมูลยืนยันผลการรักษาทางการแพทย์ เริ่มมีคนไข้เข้าห้องฉุกเฉินในเวลากลางดึก เนื่องจากกินน้ำมันกัญชาเกินขนาดหลายคนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีผู้ป่วยชายไทยอายุ 28 ปี มีปัญหานอนไม่หลับ และดื่มแอลกอฮอล์ทุกวัน ไม่เคยใช้กัญชามาก่อนในชีวิต เพิ่งไปรับน้ำมันกัญชาครั้งแรกมา 1 ขวด ขนาด 5 มิลลิลิตร เที่ยงคืนแล้วยังนอนไม่หลับ จึงทดลองหยดน้ำมันกัญชาใต้ลิ้น 1 หยด รอสักพักไม่หลับ หยดต่ออีก 2 หยด เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย จึงหยดต่อไปเรื่อยๆ รวมแล้วประมาณ 40 หยด ใช้ไปประมาณ 2 มิลลิลิตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนตี 3 เริ่มมีประสาทหลอน เห็นนรกมาเอาตัว เห็นภาพภรรยาเป็น 2 คน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แขนขาเกร็ง ลุกยืนเดินไม่ได้ มีคลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว ภรรยาเรียกรถฉุกเฉินมาส่งโรงพยาบาล ตรวจเลือดเม็ดเลือดขาวในเลือดขึ้นสูง 20, 100 ได้ให้น้ำเกลือและให้นอนพักใน รพ. รักษาแบบประคับประคอง เพราะไม่มียาต้านพิษกัญชาโดยตรง คนไข้อาการดีขึ้นเอง แต่หลังจากนอนตื่นขึ้นมา จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ครบถ้วน คนไข้รายนี้ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับน้ำมันกัญชา ยิ่งทำให้ผลข้างเคียงของน้ำมันกัญชาโดยเฉพาะจากสารเคมี THC เพิ่มสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ทุกวันจะมีคนไข้หลายคนขอใบรับรองแพทย์จากหมอ เพื่อยืนยันว่าป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับและโรคอื่นๆ เพื่อไปขอรับกัญชา ถึงแม้จะไม่มีรายงานว่ากินน้ำมันกัญชาเกินขนาดทำให้ถึงตาย แต่ก็ทำให้ป่วยถึงขั้นเข้า รพ.ได้ ในอนาคตเชื่อว่าจะมีคนไทยที่กินน้ำมันกัญชาเกินขนาดมาเข้า รพ.แบบฉุกเฉินมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าถ้ากินน้ำมันกัญชาเกินขนาดอาจเกิดผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายมากหากต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร ถ้าจะทดลองใช้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เริ่มวันแรก 1 หยด ค่อยๆ ปรับช้าๆ ใช้เวลาหลายๆ วัน ปรับขึ้นทีละ 1-2 หยด ไม่ใช่ใช้มากตั้งแต่วันแรกอย่างผู้ป่วยรายนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันตรายอีกอย่างหนึ่งของการหยดน้ำมันหลายๆ หยดใต้ลิ้นในเวลาเดียวกัน (ไม่เฉพาะแต่น้ำมันกัญชา) แล้วล้มตัวลงนอน คือการสำลักน้ำมัน เพราะน้ำมันเบากว่าน้ำ น้ำมันอาจเล็ดลอดไหลลงหลอดลมและปอด โดยเฉพาะคนสูงอายุ โดยคนที่สำลักไม่รู้ตัว การสำลักน้ำมันปริมาณน้อยๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดปอดอักเสบจากการสำลักน้ำมัน (Lipoid pneumonia) เมื่อเป็นปอดอักเสบแล้วรักษายาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเห็นด้วยกับข้อบ่งชี้ของโรคที่เมื่อรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันแล้วไม่ได้ผล ให้ใช้น้ำมันกัญชาได้ 1.โรคมะเร็งระยะสุดท้าย 2.คลื่นไส้อาเจียนจากการรับยาเคมีบำบัด 3.ปวดเรื้อรังจากโรคมะเร็ง 4.กล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคเอ็มเอสปลอกปลายประสาทอักเสบ และ 5.โรคลมชักดื้อยาในเด็ก จากประสบการณ์ของผมในการดูแลรักษาคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายที่ได้น้ำมันกัญชาหลายคน พบว่าน้ำมันกัญชาสามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนและปวดได้บ้าง แต่ไม่สามารถยืดชีวิตผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายได้ ไม่ควรใช้น้ำมันกัญชากับคนที่ป่วยด้วยโรคที่ปัจจุบันมียารักษาได้ผลอยู่แล้ว อย่างเช่นโรคติดเชื้อเอชไอวี จะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยหากหยุดยาต้านไวรัสแล้วเปลี่ยนมากินน้ำมันกัญชาแทน เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาอีกด้วย&amp;quot; นพ.มนูญระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวภายหลังเปิดการอบรมกัญชาการแพทย์รุ่น 2 กับแพทย์และเภสัชกร ว่า ได้เน้นย้ำเรื่องการสั่งจ่ายและการใช้กัญชาทางการแพทย์ หลังเกิดปัญหาคนทดลองใช้กัญชาจนเกิดอาการวูบ หัวใจเต้นเร็ว และได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยมีอาการจากพิษของกัญชา ทั้งหัวใจเต้นเร็ว &amp;nbsp;วูบ และอยากทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ผู้ที่ใช้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่ร่วมด้วย เนื่องจากองค์ความรู้ของการใช้กัญชายังไม่แน่ชัดถึงความเหมาะสมในการใช้ ทำให้บางคนมีอาการได้รับผลข้างเคียงจากฤทธิ์ของกัญชา เพราะกัญชายังจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 อยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า การอบรมใช้กัญชาทางการแพทย์เน้นการดูแลใน 4 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคลมชักในเด็ก, แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด บรรเทาอาการปวด กรณีที่ไม่สามารถใช้ยาแก้ปวดอื่นได้ และปลอกประสาทเสื่อมเท่านั้น ไม่ได้สามารถรักษาได้ทุกโรค เพราะกัญชาไม่ใช่ยาครอบจักรวาลรักษาได้ทุกอย่าง และไม่ได้รักษาได้ถึง 39 โรคอย่างที่มีการแชร์และส่งต่อในระบบไลน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถานบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ บรมราชชนนี กล่าวว่า กัญชายังเป็นยาเสพติดประเภท 5 แน่นอนว่าย่อมมีฤทธิ์ทั้งกดประสาทและกระตุ้น ทำให้ผู้ได้รับกัญชามีตั้งแต่นอนหลับ สลบไสล ตื่นตัว กังวล หัวใจเต้นเร็ว มีอาการทั้งทางกายและใจครบ การใช้น้ำมันกัญชาเพื่อหยดรักษาในขณะนี้ ควรทำภายใต้กรอบการดูแลของแพทย์ ไม่ใช่ทดลองใช้ตามลำพัง เพราะฤทธิ์ของกัญชาในการใช้ในแต่ละคน การแสดงอาการแตกต่างกัน บางคนอาจไม่มีอาการมาก บางคนรุนแรง ซึ่งเมื่อมีอาการเกิดขึ้นแล้ว ใจสั่น หวิว วูบ ควรรีบพบแพทย์ทันที และต้องแจ้งแพทย์ด้วยว่าเพิ่งใช้กัญชามา เพื่อให้สามารถถอนพิษกัญชาได้อย่างรวดเร็ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36635</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, รพ.วิชัยยุทธ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce69a84435f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
