<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 17:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. ซักซ้อมความเข้าใจฉีดวัคซีนนักเรียน เผยไม่บังคับไปรร. หากผู้ปกครองกังวล ให้ลูกเรียนออนไลน์ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 ก.ย.64-นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวในการเสวนา &amp;ldquo;ศบค.ศธ.พบสภาผู้ปกครอง และครูแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 ให้กับนักเรียนอายุ 12-17 ปี ตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงหารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมควบคุมโรค และกรมอนามัย เพื่อวางแผนการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน และครู รวมถึงการจัดทำมาตรการป้องกันต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของกลุ่มนักเรียนนั้นได้กำหนดที่จะฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับนักเรียน ประมาณ 4.5 ล้านคนอายุตั้งแต่ 12-17 ปี ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.การเตรียมการฉีดวัคซีน ซึ่งจะต้องมีการสร้างความเข้าใจกับนักเรียน และผู้ปกครอง จากนั้นจะให้ผู้ปกครองยื่นความประสงค์เพื่อให้ลูกเข้าฉีดวัคซีน ก่อนจะมีการยื่นข้อมูลและตัวเลขให้สาธารณสุขจังหวัดเพื่อขอรับการจัดสรรวัคซีนจากส่วนกลางต่อไป 2.การฉีดวัคซีน กำหนดจัดฉีดที่โรงเรียน และ3.หลังการฉีดวัคซีน จะต้องดูแลว่าเด็กมีอาการที่ไม่พึงประสงค์ โดยสรุปก็คือการดำเนินงานครั้งนี้เราจะดูแลนักเรียน ตั้งแต่ก่อนฉีดจนกระทั่งหลังฉีด และหากเป็นไปตามแผนที่วางไว้เราจะสามารถเปิดเรียนภาคเรียนที่ 2 แบบ Onsite ได้ทันในเดือนพฤศจิกายนนี้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม หากเราจะเปิดเรียนแบบ Onsite ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ได้นั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในนักเรียนและครูให้มีภูมิป้องกันมากที่สุด แต่ สพฐ.ไม่ได้บังคับว่าผู้ปกครองจะต้องให้ลูกมาเรียนที่โรงเรียนทุกคน หากยังมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยอยู่อยากให้ลูกเรียนรูปแบบ Online ที่บ้านก็ยังสามารถทำได้&amp;quot;เลขาฯ กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้าน นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ศธ.และ สธ. ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการกำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียน ที่เรียกว่า Sandbox Safety Zone in School โดยนำร่องในโรงเรียนประจำ ซึ่งได้ผลดี ครูในโรงเรียนได้รับวัคซีนร้อยละ 80 ขึ้นไป โรงเรียนมีการจัดพื้นที่ปลอดภัย มีจัดกิจกรรมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แยกกัน มีการคัดกรองที่ได้ผล ทำให้พบผู้ติดเชื้อ และแยกกัก ส่งตัวรักษา และควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นความสำเร็จของ ศธ. และเป็นตัวอย่างให้สถานประกอบการประเภทอื่น ๆ นำไปใช้เป็นตัวอย่าง ส่วนการนำร่องในโรงเรียนไปกลับนั้น โรงเรียนต้องเน้นกิจกรรมที่ลดความเสี่ยงให้มากที่สุด โดยจะมีการประเมินร่วมกันระหว่างคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด กับสถานศึกษาอีกครั้ง เพื่อให้การจัดการศึกษาปลอดภัยที่สุด สำหรับวัคซีนที่จะให้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปนั้น ขณะนี้ทั่วโลกอนุมัติให้ใช้วัคซีนชนิด mRNA และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย อนุมัติให้ฉีดได้ จะเป็นวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งจะเข้ามาในประเทศไทยและเริ่มฉีดต้นเดือน ต.ค.ซึ่งยืนยันว่ามีเพียงพอที่จะฉีดให้กับเด็ก โดยเริ่มมีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปในกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัว เพราะเด็กลุ่มนี้หากติดเชื้อโควิดจะมีความรุนแรงมากกว่าเด็กปกติ &amp;nbsp;โดยพบว่า กลุ่มเด็ก อายุ 12-19 ปี มีอัตราการติดเชื้อร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ใหญ่ และเสียชีวิต ร้อยละ 0.03 แม้จะเป็นจำนวนน้อย แต่ส่วนใหญ่เด็กที่เสียชีวิต จะมีโรคประจำตัวด้วย จึงจำเป็นต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่มีโรคประจำตัวให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนนั้น คณะผู้เชี่ยวชาญของ สธ. อย. และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ เห็นตรงกันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยในส่วนของวัคซีนไฟเซอร์นั้น ทั่วโลกมีข้อมูลพบอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ในเด็กผู้ชาย และพบในโดส ที่ 2 มากกว่าโดสที่ 1 สำหรับประเทศไทยพบเพียง 1 คน เท่านั้นและมีอาการไม่มาก ขณะนี้รักษาหายเป็นปกติแล้ว ส่วนวัคซีนเชื้อตาย ได้แก่ วัคซีนซิโนฟาร์ม ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำมาฉีดให้กับเด็กนักเรียน นั้น เป็นขั้นตอนการศึกษาวิจัย ส่วนการนำไปฉีดในเด็กทั่วไปนั้น ขณะนี้ อย. ไทย ยังไม่อนุมัติ&amp;quot;รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117420</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #สพฐ., ฉีดวัคซีนนักเรียน, นพ.สราวุฒิ บุญสุข, อัมพร พินะสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ea539ca8f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. ซักซ้อมความเข้าใจฉีดวัคซีนนักเรียน เผยไม่บังคับหากผู้ปกครองกังวลให้ลูกเรียนออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 ก.ย.64-นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวในการเสวนา &amp;ldquo;ศบค.ศธ.พบสภาผู้ปกครอง และครูแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 ให้กับนักเรียนอายุ 12-17 ปี ตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงหารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมควบคุมโรค และกรมอนามัย เพื่อวางแผนการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน และครู รวมถึงการจัดทำมาตรการป้องกันต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของกลุ่มนักเรียนนั้นได้กำหนดที่จะฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับนักเรียน ประมาณ 4.5 ล้านคนอายุตั้งแต่ 12-17 ปี ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.การเตรียมการฉีดวัคซีน ซึ่งจะต้องมีการสร้างความเข้าใจกับนักเรียน และผู้ปกครอง จากนั้นจะให้ผู้ปกครองยื่นความประสงค์เพื่อให้ลูกเข้าฉีดวัคซีน ก่อนจะมีการยื่นข้อมูลและตัวเลขให้สาธารณสุขจังหวัดเพื่อขอรับการจัดสรรวัคซีนจากส่วนกลางต่อไป 2.การฉีดวัคซีน กำหนดจัดฉีดที่โรงเรียน และ3.หลังการฉีดวัคซีน จะต้องดูแลว่าเด็กมีอาการที่ไม่พึงประสงค์ โดยสรุปก็คือการดำเนินงานครั้งนี้เราจะดูแลนักเรียน ตั้งแต่ก่อนฉีดจนกระทั่งหลังฉีด และหากเป็นไปตามแผนที่วางไว้เราจะสามารถเปิดเรียนภาคเรียนที่ 2 แบบ Onsite ได้ทันในเดือนพฤศจิกายนนี้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม หากเราจะเปิดเรียนแบบ Onsite ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ได้นั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในนักเรียนและครูให้มีภูมิป้องกันมากที่สุด แต่ สพฐ.ไม่ได้บังคับว่าผู้ปกครองจะต้องให้ลูกมาเรียนที่โรงเรียนทุกคน หากยังมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยอยู่อยากให้ลูกเรียนรูปแบบ Online ที่บ้านก็ยังสามารถทำได้&amp;quot;เลขาฯ กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้าน นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ศธ.และ สธ. ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการกำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียน ที่เรียกว่า Sandbox Safety Zone in School โดยนำร่องในโรงเรียนประจำ ซึ่งได้ผลดี ครูในโรงเรียนได้รับวัคซีนร้อยละ 80 ขึ้นไป โรงเรียนมีการจัดพื้นที่ปลอดภัย มีจัดกิจกรรมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แยกกัน มีการคัดกรองที่ได้ผล ทำให้พบผู้ติดเชื้อ และแยกกัก ส่งตัวรักษา และควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นความสำเร็จของ ศธ. และเป็นตัวอย่างให้สถานประกอบการประเภทอื่น ๆ นำไปใช้เป็นตัวอย่าง ส่วนการนำร่องในโรงเรียนไปกลับนั้น โรงเรียนต้องเน้นกิจกรรมที่ลดความเสี่ยงให้มากที่สุด โดยจะมีการประเมินร่วมกันระหว่างคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด กับสถานศึกษาอีกครั้ง เพื่อให้การจัดการศึกษาปลอดภัยที่สุด สำหรับวัคซีนที่จะให้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปนั้น ขณะนี้ทั่วโลกอนุมัติให้ใช้วัคซีนชนิด mRNA และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย อนุมัติให้ฉีดได้ จะเป็นวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งจะเข้ามาในประเทศไทยและเริ่มฉีดต้นเดือน ต.ค.ซึ่งยืนยันว่ามีเพียงพอที่จะฉีดให้กับเด็ก โดยเริ่มมีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปในกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัว เพราะเด็กลุ่มนี้หากติดเชื้อโควิดจะมีความรุนแรงมากกว่าเด็กปกติ &amp;nbsp;โดยพบว่า กลุ่มเด็ก อายุ 12-19 ปี มีอัตราการติดเชื้อร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ใหญ่ และเสียชีวิต ร้อยละ 0.03 แม้จะเป็นจำนวนน้อย แต่ส่วนใหญ่เด็กที่เสียชีวิต จะมีโรคประจำตัวด้วย จึงจำเป็นต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่มีโรคประจำตัวให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนนั้น คณะผู้เชี่ยวชาญของ สธ. อย. และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ เห็นตรงกันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยในส่วนของวัคซีนไฟเซอร์นั้น ทั่วโลกมีข้อมูลพบอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ในเด็กผู้ชาย และพบในโดส ที่ 2 มากกว่าโดสที่ 1 สำหรับประเทศไทยพบเพียง 1 คน เท่านั้นและมีอาการไม่มาก ขณะนี้รักษาหายเป็นปกติแล้ว ส่วนวัคซีนเชื้อตาย ได้แก่ วัคซีนซิโนฟาร์ม ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำมาฉีดให้กับเด็กนักเรียน นั้น เป็นขั้นตอนการศึกษาวิจัย ส่วนการนำไปฉีดในเด็กทั่วไปนั้น ขณะนี้ อย. ไทย ยังไม่อนุมัติ&amp;quot;รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117419</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #สพฐ., ฉีดวัคซีนนักเรียน, นพ.สราวุฒิ บุญสุข, อัมพร พินะสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ea539ca8f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย เผยรร.ผ่านเกณฑ์ Sandbox  48 แห่ง  จากที่ขอเข้าร่วม 68แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.64-&amp;nbsp;นพ.สราวุฒิ &amp;nbsp;บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการที่ได้มีจัดทำแนวทาง Sandbox Safety zone in School เพื่อให้โรงเรียนและนักเรียนปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2564 กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย ได้ประชุมร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีโรงเรียนที่เข้าร่วม Sandbox Safety zone in School จำนวน 68 โรงเรียน พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน 48 แห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;แต่มีการเปิดเรียนโดยหย่อนมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ที่พบบ่อยได้แก่ 1.โรงเรียนประจำยังมีบุคลากรภายนอก เข้า - ออกภายในโรงเรียน รวมทั้งยังพบครู ยังเดินทางไป-กลับ ไม่มีการคัดกรองความเสี่ยง 2.โรงเรียนไม่มีการจัดระบบ Sandbox Safety zone in school ที่มีประสิทธิภาพ และ 3.อาคารหอพักค่อนข้างแออัด ระยะห่างของเตียงนอนยังไม่ถึง 1 เมตร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเน้นย้ำมาตรการ DMHTT อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา แม้อยู่ในหอพัก&amp;quot;นพ.สราวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.สราวุฒิ กล่าวอีกว่า ขอให้โรงเรียนที่มีการเปิดการเรียนการสอนปฏิบัติตามแนวทาง Sandbox Safety zone &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; in School ด้วยการจำกัดบุคคลเข้าออกโรงเรียนอย่างชัดเจน และจะมีการคัดกรองโดยใช้วิธี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; Rapid Antigen Test เน้นการทำกิจกรรมในรูปแบบ Bubble and Seal ต้องปฏิบัติตามมาตรการของ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;Thai Stop COVID Plus มีระบบติดตามเข้มงวดของครูและบุคลากรพร้อมเฝ้าระวังสุ่มตรวจทุก 14 วัน หรือ 1 เดือนต่อภาคการศึกษา ด้านครู บุคลากรทางการศึกษามีการประเมินความเสี่ยงผ่าน Thai save Thai สม่ำเสมอ และเข้มมาตรการด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการทางสังคม เพื่อให้เด็กปลอดภัยจากโรคโควิด-19 และในกรณีที่โรงเรียนมีการเปิดเรียนแล้ว แต่ต้องปิดเรียนเนื่องจากมีการติดเชื้อภายในโรงเรียนต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ สำหรับแนวทางในการจัดการวัคซีนในกลุ่มนักเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปีถึง 17 ปี ต้องมีการคำนึงถึงหลักฐานทางวิชาการ ประโยชน์ ข้อควรระวัง และความปลอดภัยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงความพอเพียงของวัคซีนที่จะดำเนินการในกลุ่มเป้าหมายให้ทันช่วง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เดือนตุลาคมด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115803</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, นพ.สราวุฒิ บุญสุข, โรงเรียนแซนด์บ๊อกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135dc630dd98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย หนุนเอกชนตั้งศูนย์พักคอยรุ่งตะวัน ผู้ป่วยโควิดแยกกักตัวในชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.64 - นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม &amp;ldquo;ศูนย์พักคอยรุ่งตะวัน (Community Isolation)&amp;rdquo; ณ บริษัท รุ่งตะวัน เนอร์สซิ่งแคร์ จำกัด กรุงเทพมหานคร ได้กล่าวว่า กรมอนามัยได้สนับสนุนภาคเอกชนในการจัดตั้งศูนย์พักคอยรุ่งตะวัน เป็น Community Isolation แนวตั้งในชุมชนเมือง ซึ่งมีการประสานความร่วมมือระหว่าง บริษัท รุ่งตะวัน เนอร์สซิ่งแคร์ จำกัด บริษัท Symphony communication PCL บริษัท Zim Integrated Shipping Service Limited และคลินิกเวชกรรม&amp;nbsp;ณัชชนกคลินิก เกิดเป็นโมเดล Community Isolation รูปแบบ Social Enterprise ที่ดำเนินการเพื่อสังคมดูแลผู้ป่วยโควิด19 ที่ยังไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย แยกออกจากครอบครัวเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค มีระบบการจัดการในเรื่องการสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อประสิทธิภาพของการดูแลรักษา และเน้นความปลอดภัยและคลายความกังวลต่อชุมชนรอบข้าง โดยจัดให้มีระบบการดูแลด้วยการใช้ นวัตกรรม ลดการสัมผัส มีห้องความดันลบ (Negative pressure) กรองอากาศโดยใช้ HEPA Filter ที่มีประสิทธิภาพ วางระบบการฝอกไตกรณีดูป่วยไตวายโดยผ่านระบบผู้เชี่ยวชาญ มีการสร้างความรอบรู้ให้กับผู้ป่วย ญาติ และชุมชน&amp;nbsp;ตลอดจนมีการจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลที่ได้มาตรฐาน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สำคัญประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1) ด้านการจัดการขยะติดเชื้อ ผู้ปฏิบัติงานเก็บรวบรวมขยะติดเชื้อต้องสวมชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสมจัดให้มีภาชนะบรรจุ (ถุงแดง) และภาชนะรองรับมูลฝอยติดเชื้อ (ถังแดง) อย่างเพียงพอ มีการเก็บรวบรวมและเคลื่อนย้ายขยะติดเชื้อตามเส้นทางและเวลาที่กำหนด จัดให้มีที่พักรวมขยะติดเชื้อที่แยกเฉพาะและสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ รวมถึงประสานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาเก็บขนไปกำจัดอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ด้านการกำจัดน้ำเสีย ควรมีการจัดการน้ำเสียอย่างเหมาะสมก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก มีระบบการฆ่าเชื้อโรคที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลาที่ปล่อยน้ำเสีย &amp;nbsp;และ 3) ด้านการจัดการส้วมและสิ่งปฏิกูล ให้ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม ด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป ทิ้งไว้อย่างน้อย10 นาที เน้นเช็ดถูบริเวณจุดเสี่ยง เช่น ที่รองนั่งโถส้วม ฝาปิดโถส้วม ที่กดชักโครก ราวจับลูกบิด กลอนประตู ด้วยผ้าชุบน้ำยาฟอกขาวที่เตรียมไว้หรือแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.5 เปอร์เซ็นต์ และต้องสวมถุงมือยาง รองเท้ายาง ผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันเชื้อโรคหรือสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาด&amp;rdquo; รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114376</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, นพ.สราวุฒิ บุญสุข, ศูนย์พักคอย, ศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124b05aa7f4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 18:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะเปิดสถานศึกษา 1 ก.พ. ยกเว้นสมุทรสาคร พร้อมออกคู่มือป้องกันโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงข้อเสนอแนวปฏิบัติและการเตรียมความพร้อมการเปิดเรียนรองรับการระบาดระลอกใหม่ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชุดเล็ก ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;ได้มีการพิจารณาจากสถานการณ์การระบาดในเด็กอายุ&amp;nbsp;0-18&amp;nbsp;ปี เปรียบเทียบรอบแรกกับระลอกใหม่ รวมมีเด็กติดเชื้อ&amp;nbsp;278&amp;nbsp;ราย เรายังไม่พบว่าเด็กในกลุ่มนี้ถึงแก่ชีวิตหรือมีภาวะรุนแรงจากการติดเชื้อ และพบว่าส่วนใหญ่เด็กที่ติดเชื้อรอบแรกมาจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ส่วนรอบใหม่มาจากกลุ่มประเทศไทยเอง และติดจากคนในครอบครัว สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ยังไม่พบข้อมูลที่เป็นคุณครู หรือผู้สอนติดเชื้อหรือไม่แพร่ให้นักเรียน จึงเป็นข้อมูลสำคัญนำมาสู่การเสนอ ศบค.ในเรื่องเปิดเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบจากการปิดเรียนนานพบว่าเด็กขาดการเรียนรู้ การเรียนรู้ถูกระงับ เด็กอนุบาลเรียนออนไลน์ไม่ได้ พัฒนาการเด็กล่าช้า ติดเกมมากขึ้น เด็กในเมืองสั่งอาหาร&amp;nbsp;fast food&amp;nbsp;เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;60&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสเสี่ยงกับภาวะอ้วนและเริ่มอ้วนมากขึ้น ขณะที่น่าห่วงเด็กในชนบทกลุ่มที่ห่างไกลเมื่อโรงเรียนปิดไม่ได้รับอาหารกลางวัน เด็กกลุ่มเปราะบางมีแนวโน้มที่จะไม่เรียนต่อและหยุดเรียนถาวร ส่วนผู้ปกครองพบว่าไม่สามารถดูแลบุตรหลานได้เต็มที่ ครอบครัวไม่พร้อมต่อการเรียนออนไลน์ บางพื้นที่เข้าไม่ถึงระบบอินเตอร์เน็ต ปัญหากลุ่มคนยากจนค่าใช้จ่ายมากขึ้น และผลกระทบต่อครูต้องมีการปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ ระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อปฏิบัติที่เราเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายฯในกรณีสถานศึกษาที่ต้องเปิดเรียน ต้องเคร่งและเข้มในมาตรการ เตรียมพร้อมก่อนเปิดเรียนตามมาตรการ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;มิติ คือ&amp;nbsp;1.ความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อ&amp;nbsp;2.การเรียนรู้&amp;nbsp;3.การครอบคลุมถึงเด็กด้อยโอกาส&amp;nbsp;4.สวัสดิภาพและการคุ้มครอง&amp;nbsp;5.นโยบาย และ6.การบริหารทรัพยากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เราได้ออกเป็นแบบประเมินของกรมอนามัย ซึ่งตอนนี้สถานศึกษาทุกสังกัดได้ประเมินตนเองผ่านเข้ามาแล้ว มีความพร้อมส่วนใหญ่อยู่ที่&amp;nbsp;90&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังต้องยกระดับความปลอดภัยมั่นใจไร้โควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งสถานที่การเรียนการสอนต้องจัดสถานที่ให้ปลอดภัย มีมาตรการเสริมเฝ้าระวัง มีการตรวจเช็คคุณครู ผู้ปกครองเองว่ามีความเสี่ยงไปในพื้นที่เสี่ยงมาหรือเปล่า มีอาการที่เข้าได้กับการติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีเรื่องการกำกับ ติดตาม และประเมินผล โดยมีคณะกรรมการร่วมกันในการประเมินผลในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ดูความพร้อมในการเปิดโรงเรียนหรือไม่ และระหว่างเปิดเรียนจะมีการกำกับว่าเปิดแล้วจะส่งผลต่อการระบาดของเชื้อหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีจิตอาสา ผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียนที่มีทุกจังหวัดทำหน้าที่ช่วยดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า&amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุมศบค.ชุดเล็กยังมีแนวทางเห็นพร้องต้องกันว่า จะให้มีการเปิดเรียนได้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.พ.นี้ โดยสถานศึกษาของรัฐบาลหรือเอกชน ทั้งในระบบและนอกระบบซึ่งอยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการเปิดเรียนตามปกติ แต่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด คือ จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;อาจให้ปิดการเรียนการสอนอยู่ แต่ระหว่างที่ปิดให้สถานศึกษากำหนดแนวทางการเรียนการสอนตามแนวทางที่กระทรวงศึกษากำหนด เพื่อไม่ให้เด็กขาดเรื่องการเรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนใน จ.กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม และปทุมธานี ให้เปิดการเรียนการสอนได้แต่ต้องปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันของกระทรวงสาธารณสุขและมาตรการของต้นสังกัดหรือหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ซึ่งเรามีแนวทางออกมาเป็นคู่มือส่งให้ในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมการเรียนการสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการจัดการเรียนการสอนนักเรียนกลุ่ม&amp;nbsp;G&amp;nbsp;หรือกลุ่มเปราะบาง หากเป็นกลุ่มที่พักในประเทศไทยให้อยู่ระยะยาว ไม่ให้เดินทางไป-กลับ ส่วนผู้ที่เดินทางไปกลับให้ใช้ระบบ&amp;nbsp;On Hand&amp;nbsp;(เรียนรู้ผ่านใบงาน) โดยให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือหน่วยงานของต้นสังกัดในพื้นที่ ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าถึงข้อกังวลของผู้ปกครองที่เกรงว่าในห้องเรียนจะแออัด จะสามารถจัดสลับวันเรียนได้หรือไม่ นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นนี้กันพอสมควร โดยในพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีการระบาดสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามนั้น แต่พื้นที่มีความเสี่ยงสีแดงเข้ม และสีแดง ต้องดูจำนวนของนักเรียนไม่ให้มากเกินไป มีระบบการจัดเว้นระยะห่าง มีระบบระบบระบายอากาศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามอีกว่า การรับประทานอาหารร่วมกันมีความเสี่ยงหากนักเรียนทานร่วมกันในโรงอาหารจะมีมาตรการอย่างไร นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ตรงนี้มีคู่มือออกมาให้สถานศึกษานำไปปฏิบัติ โดยเน้นแหล่งที่มาของอาหารต้องมั่นใจว่าปลอดเชื้อ ทำให้สุก ส่วนผู้สัมผัสอาหารอย่างแม่ครัวต้องเช็คตัวเองหากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต้องหยุดทำอาหารให้นักเรียน ส่วนนักเรียนยังเน้น หากเป็นพื้นที่ระบาดมีความเสี่ยงสูงให้เว้นระยะห่าง มีการทำความสะอาดพื้นที่สัมผัสร่วมบ่อยๆ ใช้ช้อนกลาง และไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91209</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข, นพ.สราวุฒิ บุญสุข, สถานศึกษา, เปิดโรงเรียน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210102/image_big_5ff06bd4db394.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
