<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชมรมแพทย์ชนบทตรวจโควิดชุมชนในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลวันสุดท้าย ขณะที่ พอช.หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง-เตรียมสมุนไพรสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดตรวจที่โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย หนูน้อยกลัวสำลีแยงจมูก&amp;nbsp; ทีมแพทย์ต้องช่วยกันปล้ำ (ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมแพทย์เชียงรายตรวจโควิดถึงบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่ออกมาจุดตรวจไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ /&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบทปิดปฏิบัติการตรวจโควิดเชิงรุกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นวันสุดท้าย &amp;ldquo;ไม่เสร็จ&amp;nbsp; ไม่เลิก&amp;nbsp; ไม่หมด&amp;nbsp; ไม่กลับ&amp;nbsp; กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยเปิดจุดตรวจวันนี้ 26 จุด&amp;nbsp; รองรับผู้ตรวจประมาณ 50,000 ราย&amp;nbsp; คาดพบผู้ติดเชื้อ 5,000 ราย&amp;nbsp; โดยจะแจกยาและให้การรักษาทันที &amp;nbsp;เพื่อลดภาวะเตียงล้น-บุคลากรรองรับไม่พอ&amp;nbsp; ขณะที่ พอช.เตรียมระดมความช่วยเหลือจากภาคเอกชน&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง&amp;nbsp; จัดเตรียมยาสมุนไพรสู้ภัยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามที่ชมรมแพทย์ชนบทจากทั่วประเทศระดมกำลังประมาณ 400 คน&amp;nbsp; กว่า&amp;nbsp; 40 ทีม&amp;nbsp; เข้ามาตรวจโควิดเชิงรุกครั้งที่ 3 ในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 6-10 สิงหาคม&amp;nbsp; ตั้งเป้าเปิดจุดตรวจทั้งหมด 174 จุด&amp;nbsp; รองรับชุมชนได้ประมาณ 300 ชุมชน&amp;nbsp; ผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 250,000 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดจุดตรวจที่ พอช.รองรับประชาชน 1,500 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยวันนี้ (10 สิงหาคม)&amp;nbsp; เป็นการตรวจวันสุดท้าย&amp;nbsp; facebook ชมรมแพทย์ชนบทโพสต์ข้อความว่า &amp;ldquo;ปิดแผนปฏิบัติการวันนี้ &amp;nbsp;วันสุดท้าย กู้ภัยโควิดกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ปักหลัก 26 จุดตรวจ &amp;nbsp;กระจายทั่วกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;รวมปริมณฑล จังหวัดนครปฐมและสมุทรปราการอีก 2 จุดบริการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป้าหมายตรวจคัดกรอง 5 หมื่นราย &amp;nbsp;คาดหมายว่าจะพบผู้ติดเชื้อ 5 พันราย &amp;nbsp;เข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาล &amp;nbsp;แต่ละจุดตรวจวันนี้เปิดรับประชาชนในชุมชนโดยรอบ &amp;nbsp;รวมถึงประชาชนบริเวณใกล้เคียงที่ Walk-in เข้ามาขอตรวจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เราจะตรวจให้กับทุกคน &amp;nbsp;เพราะเรามาเพื่อตรวจคัดแยกผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; ทุกทีมกำลังขนสัมภาระ &amp;nbsp;ล้อหมุนไปยังพื้นที่จุดหมาย &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา&amp;nbsp; 6.30 น.&amp;rdquo;&amp;nbsp; และ &amp;ldquo;เปิดยุทธการ&amp;nbsp; ทิ้งทวน&amp;nbsp; วันสุดท้าย&amp;nbsp; ไม่เสร็จ&amp;nbsp; ไม่เลิก&amp;nbsp; ไม่หมด&amp;nbsp; ไม่กลับ&amp;nbsp; กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนมาลงทะเบียนตรวจโควิดที่ พอช. ตั้งแต่เช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยในวันนี้ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ถนนนวมินทร์&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ชมรมแพทย์ชนบทมาเปิดบริการจุดตรวจ&amp;nbsp; โดยทีมแพทย์จากสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจิตรและนครสวรรค์ &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 16 คนร่วมเป็นทีมตรวจ&amp;nbsp; มีอาสาสมัครจาก พอช. ประมาณ 30 คน&amp;nbsp; ร่วมสนับสนุนการตรวจของทีมแพทย์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ลงทะเบียนผู้ตรวจ&amp;nbsp; จัดคิว&amp;nbsp; และอำนวยความสะดวกต่างๆ&amp;nbsp; โดยมีประชาชนทั่วไปเข้ารับการตรวจประมาณ 1,500 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ นพ.ยงยศ &amp;nbsp;ธรรมวุฒิ &amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทได้มาเยี่ยมจุดตรวจที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยงยศ &amp;nbsp;ธรรมวุฒิ &amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ที่ 2 จากซ้าย) เยี่ยมจุดตรวจที่ พอช.&amp;nbsp; โดยมีผู้บริหาร พอช.ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิบัติการ &amp;ldquo;ดับไฟที่ต้นทาง&amp;rdquo;&amp;nbsp; พบติดเชื้อแล้วร้อยละ 10.8 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกรียงศักดิ์ &amp;nbsp;วัชรนุกูลเกียรติ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา&amp;nbsp; ซึ่งยกทีมจำนวน 36 คนมาตรวจโควิดเชิงรุกในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ทีมแพทย์ทั้งหมดจะใช้ชุดตรวจ Rapid &amp;nbsp;Antigen Test &amp;nbsp;Kit &amp;nbsp;(ATK หรือชุดตรวจแบบเร็ว) สามารถรู้ผลตรวจแต่ละคนภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยคนที่มีผลเป็นลบ &amp;nbsp;แพทย์จะให้กลับบ้านได้เลย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนผู้ที่มีผลบวกให้รอตรวจ RT-PCR อีกครั้ง&amp;nbsp; เพื่อยืนยันผลตรวจ&amp;nbsp; หากผลติดเชื้อแน่นอน&amp;nbsp; ทีมแพทย์จะนำรายชื่อเข้าสู่ระบบการรักษาแบบ Home Isolation ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และจ่ายยารักษาเบื้องต้นตามอาการที่พบก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวก จะได้รับยาฟ้าทะลายโจร &amp;nbsp;หรือฟาวิพิราเวียร์ตามอาการที่พบมากน้อยจากการวินิจฉัย &amp;nbsp;และเชื้อจากการสวอปเพื่อตรวจ RT- PCR ของทุกทีมจะถูกรวบรวมส่งไปตรวจที่แล็ปของ รพ.มหาราชนครราชสีมาวันละ 3&amp;nbsp; รอบ ซึ่งจะรู้ผลภายในวันเดียว &amp;nbsp;โดยผู้ติดเชื้อสามารถเข้าไปดูผลได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือในวันรุ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางชุมชนที่มีความคับแคบ&amp;nbsp; ทีมแพทย์ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าไปตรวจให้แก่ผู้สูงอายุหรือเจ็บป่วย &amp;nbsp;(ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้จากการสรุปผลปฏิบัติการบุกกรุง 5&amp;nbsp; วัน&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 4-8&amp;nbsp; สิงหาคม 2564&amp;nbsp; ตรวจคัดกรองด้วย ATK ทั้งสิ้น&amp;nbsp; 96,087&amp;nbsp; ราย &amp;nbsp;พบผลบวก 10,357 ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp; 10.8 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ที่มีผลบวกเก็บตัวอย่างส่ง RT-pcr 9,790 ราย&amp;nbsp; คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp; 94.5&amp;nbsp; ผลตรวจ RT-pcr ยืนยันตรงกัน &amp;nbsp;มีผลบวกลวงเพียงร้อยละ&amp;nbsp; 0.55&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเมินระดับความรุนแรง &amp;nbsp;แดง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร้อยละ 2.5 &amp;nbsp;เหลือง &amp;nbsp;ร้อยละ &amp;nbsp;27.3&amp;nbsp; และ เขียว&amp;nbsp; ร้อยละ 70.2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมแพทย์ให้การรักษาโดยจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp;4,792 ราย (รวม 239, 600 เม็ด) คิดเป็นร้อยละ 46.3 ของผู้ที่ตรวจพบเชื้อให้ผลบวก &amp;nbsp;และให้การฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;เข็มแรก &amp;nbsp;จำนวน 3,047 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปฏิบัติการบุกกรุงครั้งที่ 3 ของชมรมแพทย์ชนบทครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งเป้าตรวจทั้งหมด 250,000 ราย&amp;nbsp; ประเมินว่าผลบวกจะอยู่ที่ประมาณ 10-15% &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นจะพบผู้ที่มีเชื้อโควิดที่จะเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาจำนวน 25,000-32,500 คน ซึ่งจะสามารถตัดตอนการระบาดไปได้พอสมควร &amp;nbsp;และสามารถช่วยลดภาระเตียงล้นของโรงพยาบาลใน กทม.ลงได้ &amp;nbsp;เพราะทีมแพทย์จะพยายามจ่ายยาฟาร์วิพิราเวียร์ให้กับผู้ติดเชื้อตามเกณฑ์ที่ควรรับยาทุกคน &amp;nbsp;เพื่อลดโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์&amp;nbsp; ยังเปรียบเทียบว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;กรุงเทพฯ คือต้นเพลิงที่ไฟกำลังลุกลามไปถึงทุกจังหวัด&amp;nbsp; จึงต้องมาช่วยดับไฟโควิดที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เพื่อปลุกเจ้าของพื้นที่ให้ลุกตื่นขึ้นมาจัดการดับไฟให้เร็วที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง-เตรียมสมุนไพรสู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; โดยขณะนี้รัฐบาลได้ขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัด เพิ่มขึ้นเป็น 29 จังหวัด ขณะเดียวกันสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ได้สนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ จัดทำโครงการเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พอช.ได้จัดทำโครงการ &amp;lsquo;การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;rsquo; ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล งบประมาณเบื้องต้น 30 ล้านบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้ได้อนุมัติโครงการเพื่อสนับสนุนชุมชนแล้ว จำนวน &amp;nbsp;50&amp;nbsp; เครือข่ายเขต/เมือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม &amp;nbsp;416 &amp;nbsp;ชุมชน&amp;nbsp; ผู้รับผลประโยชน์&amp;nbsp; 83,574ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;งบสนับสนุนรวม &amp;nbsp;18,650,000 บาท &amp;nbsp;แยกเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการระดับเครือข่ายเมือง/เขต &amp;nbsp;5 ล้านบาทโครงการระดับชุมชน 11.4 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;ถุงยังชีพแจกจ่ายกลุ่มเปราะบางของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ &amp;nbsp;2 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และล่าสุดจากการประชุมผ่านระบบ Zoom ร่วมกันระหว่างผู้นำชุมชนต่างๆ กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พบว่าสิ่งที่ชุมชนต้องการเร่งด่วนในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้&amp;nbsp; คือ 1.จัดตั้งครัวกลางหรือศูนย์อาหารชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้บริการทั้งแบบทำอาหารรายวัน &amp;nbsp;แจกจ่ายของแห้งกลับบ้าน &amp;nbsp;หรือตั้งคลังอาหารให้สมาชิกในชุมชนมาเบิกอาหารไปปรุงเอง&amp;nbsp; 2. จัดหายาสมุนไพรรักษาโควิดให้ชุมชนให้ได้อย่างน้อย 1,000 ชุด (ประมาณเบื้องต้นชุดละ 500 บาท/คน &amp;nbsp;สำหรับยา&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ตำรับ&amp;nbsp; กินยา&amp;nbsp; 5วัน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำใจจากพี่น้องเครือข่ายชุมชนในต่างจังหวัด&amp;nbsp; ส่งสมุนไพรเพื่อใช้อบตัวหรือต้มสูดดมเพื่อช่วยให้ระบบหายใจดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.จัดหายาสมุนไพรสำหรับรักษาเด็กที่ติดเชื้อ&amp;nbsp; (หมอสมุนไพรแนะนำยาเขียวหอม แคปซูลละ 4 บาท) 4.ประสานงานกับสำนักงานเขต&amp;nbsp; กทม.&amp;nbsp; และ สปสช. &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนการจัดทำ Home isolation และ Community isolation&amp;nbsp; 5.รณรงค์ให้มีการบริจาคยาและเงินช่วยเหลือการจัดการโควิดของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.จัดหาชุด ppe &amp;nbsp;เพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.จะมีบทบาทพอช. 1.การประสานหน่วยงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเอกชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;บุคคล&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อระดมเงินและข้าวของช่วยเหลือครัวต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ประสานเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ชนบทเพื่อซื้อข้าวสาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาหาร&amp;nbsp; ผัก สมุนไพร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นำส่งครัวชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;สช. ใช้ &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo; ปลุกเครือข่ายสมัชชาสุขภาพรับมือโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากข้อเสนอจากผู้นำชุมชนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดประชุมเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด และสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ผ่านระบบ Zoom เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย มา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวว่า&amp;nbsp;สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าประเทศอยู่ระหว่างวิกฤต &amp;nbsp;โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ได้ทะลุ 2 หมื่นคน &amp;nbsp;เสียชีวิตมากกว่าวันละ 200 ราย&amp;nbsp; และจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมกำลังเดินหน้าสู่ 1 ล้านคนในระยะเวลาอันใกล้ &amp;nbsp;ซึ่งคาดการณ์ว่าสถิติจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงกลางเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฉะนั้นทุกภาคส่วนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประทีป กล่าวต่อว่า หากพิจารณาสถานการณ์การระบาด&amp;nbsp; จะพบว่าเชื้อโควิด-19 ได้ขยายออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp;กระจายตัวจนใกล้เป็น &amp;ldquo;วิกฤตของระบบสาธารณสุขระดับพื้นที่&amp;rdquo; ทั่วประเทศไปแล้ว &amp;nbsp;และจากตัวเลขประชาชนที่ทยอยเดินทางออกจาก กทม. กลับไปรักษาตัวตามภูมิลำเนาที่เพิ่มขึ้นทุกวันตามนโยบายส่งกลับผู้ติดเชื้อเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระเตียงของโรงพยาบาลใน กทม. เชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์การติดเชื้อของแต่ละจังหวัดจะไม่ต่างจาก กทม. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์เช่นนี้ตอกย้ำว่า เป้าหมายและกลยุทธ์รับมือโควิด-19 ระลอก 4 จะอยู่ที่ตำบลและชุมชน &amp;nbsp;โดยมีการดูแลรักษาที่บ้าน หรือ Home Isolation&amp;nbsp;และศูนย์พักรักษาที่ชุมชน หรือ Community Isolation &amp;nbsp;ที่จัดการโดยประชาชนในพื้นที่ จะเป็นระบบบริการหลัก &amp;nbsp;และมีจังหวัด &amp;nbsp;อำเภอเป็นฐานอำนวยการ &amp;nbsp;สนับสนุน &amp;nbsp;และรับรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการหนัก &amp;nbsp;รวมทั้งมีพระและวัดเป็นที่พึ่งด้านจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต&amp;rdquo; เลขาธิการ คสช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;การประชุมผ่านระบบ Zoom ของ สช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประทีป กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;มีตัวอย่างพลังภาคีเครือข่ายภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และจิตอาสาของจังหวัดนครปฐม ได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้การสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัด และนายก อบจ. เกิดมาตรการของชาวนครปฐม &amp;nbsp;จนเป็นต้นแบบการจัดระบบการจัดการโควิด-19 ระดับจังหวัด &amp;nbsp;เกิดเป็น &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo;&amp;nbsp;ที่มีรูปธรรมการจัดการ&amp;nbsp;กิจกรรม และนวัตกรรมทางสังคมระดับพื้นที่ที่หลากหลาย โดยล่าสุด 4จังหวัดภาคอีสาน คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ &amp;nbsp;บุรีรัมย์ และสุรินทร์ หรือ นครชัยบุรินทร์&amp;rsquo; &amp;nbsp;และ 5 จังหวัดของ กขป. เขต 10 คือ อุบลราชธานี &amp;nbsp;ศรีสะเกษ &amp;nbsp;ยโสธร &amp;nbsp;มุกดาหาร &amp;nbsp;และอำนาจเจริญ ได้นำโมเดลดังกล่าวไปต่อยอดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.สำเริง แหยงกระโทก &amp;nbsp;อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;และแกนนำสมัชชาสุขภาพเขตนครชัยบุรินทร์ กล่าวว่า &amp;nbsp;หากถอดบทเรียนเรื่องมาตรการของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่ จาก &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo; จะพบว่ามีอยู่ 4 ประเด็นสำคัญที่แต่ละจังหวัดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การตั้งศูนย์ประสานงานภาคประชาชนสู้ภัยโควิด-19 ประจำจังหวัด &amp;nbsp;ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานและทำงานร่วมกับภาครัฐ ซึ่ง จ.นครราชสีมา ได้ดำเนินการแล้ว &amp;nbsp;2. การจัดตั้งกองทุนเพื่อระดมปัจจัยสนับสนุน ซึ่งมีตัวอย่างจาก &amp;lsquo;กองทุนลมหายใจ&amp;rsquo; ของ จ.นครปฐม &amp;nbsp;3. การบริหารสิ่งสนับสนุนทั้งทางการแพทย์และทางสังคมเข้าไปสู่ HI และ CI ในชุมชนพื้นที่ &amp;nbsp;และ 4.การสร้างและพัฒนาทักษะการจัดการ HI และ CI ของแกนนำ และอาสาสมัครในชุมชน ภายใต้การเป็นพี่เลี้ยงของระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ใช้วัดเป็นสถานที่พักคอยผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปฏิภาณ &amp;nbsp;จุมผา &amp;nbsp;รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวเสริมว่า &amp;nbsp;นอกจากมาตรการของภาคประชาชนแล้ว &amp;nbsp;บทบาทของพระสงฆ์และวัดที่มีอยู่ทุกพื้นที่มีความสำคัญมากในการเป็น &amp;lsquo;ผู้นำชุมชน และสถานที่พักพิง&amp;rsquo; รับมือกับวิกฤตครั้งนี้ &amp;nbsp;ดังที่ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ &amp;nbsp;เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ได้แสดงพระธรรมเทศนา ไว้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีเนื้อตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ทุกภาคส่วนล้วนนำเอาความดีและความเชี่ยวชาญมารวมเป็นพลังสำคัญช่วยเหลือเกื้อกูลกัน &amp;nbsp;คณะสงฆ์ได้จัดตั้งโรงทานตามพระราชดำริของสมเด็จพระสังฆราชฯ สนับสนุนให้ใช้พื้นที่วัดเป็นศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยสีเขียว &amp;nbsp;คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล &amp;nbsp;ร่วมประสานหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดตั้งโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศเพื่อรองรับและสงเคราะห์ผู้ประสบภัยโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รอง ผอ.พอช.สรุปในตอนท้ายว่า&amp;nbsp; ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19&amp;nbsp; มีหลายพื้นที่ที่วัดและพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญ เช่น &amp;nbsp;1.การดูแลด้านสุขภาพกันเองของพระสงฆ์ และการร่วมดูแลชุมชน&amp;nbsp; 2.การสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้ง CI ซึ่งเป็นได้ทั้ง CI ของพระด้วยกันเอง &amp;nbsp;หรือการใช้พื้นที่วัดเป็นฐานเพื่อจัดตั้ง CI ของชุมชน&amp;nbsp; 3. การระดมปัจจัยและสิ่งสนับสนุนในพื้นที่&amp;nbsp; 4. การช่วยเหลือญาติโยมในช่วงท้ายของชีวิต และการ &amp;ldquo;ปลุก-ปลอบ&amp;rdquo; เยียวยาจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย และเป็น &amp;ldquo;เสาหลักทางจิตวิญญาณ&amp;rdquo; เพื่อให้ทุกคนก้าวผ่านความยากลำบากครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ส่วนหนึ่งของทีมแพทย์ชนบทจากทั้งหมดประมาณ 400 คนที่มาบุกกรุงครั้งที่ 3 (ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112856</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK หรือชุดตรวจแบบเร็ว, Home Isolation, Rapid  Antigen Test  Kit, กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพฯ-ปริมณฑล, จัดตั้งครัวกลาง, ชมรมแพทย์ชนบท, ดับไฟที่ต้นทาง, ตรวจโควิดชุมชน, ทีมแพทย์จากสาธารณสุขจังหวัด, นครปฐมโมเดล, นครสวรรค์, นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ, นพ.ยงยศ  ธรรมวุฒิ, นพ.สำเริง แหยงกระโทก, นพ.เกรียงศักดิ์  วัชรนุกูลเกียรติ, นายปฏิภาณ  จุมผา, บุคลากรรองรับไม่พอ, พอช., พิจิตร, ฟาวิพิราเวียร์, ยาฟ้าทะลายโจร, ลดภาวะเตียงล้น, วิกฤตของระบบสาธารณสุขระดับพื้นที่, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สมุนไพรสู้โควิด, สสจ., สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, ไม่เสร็จ  ไม่เลิก  ไม่หมด  ไม่กลับ  กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611252397a508.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 19:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ร่วมกับภาคีเครือข่าย ‘รวมพลังพลเมืองตื่นรู้  หนุนช่วยรัฐสู้ภัย COVID-19’  ขณะที่เครือข่ายกองทุนสวัสดิการฯ ร่วมกับ รพ.สต.-อสม. เฝ้าระวังประชาชนกลุ่มเสี่ยง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ / พอช.ร่วมกับภาคีเครือข่าย &amp;lsquo;รวมพลังพลเมืองตื่นรู้&amp;nbsp; หนุนช่วยรัฐสู้ภัย COVID-19&amp;rsquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยใช้เครือข่ายและขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศร่วมขับเคลื่อนผ่านแผนพัฒนาตำบล&amp;nbsp; เศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ขณะที่เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ร่วมใจต้านภัย COVID-19&amp;nbsp; โดยช่วยกันผลิตหน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ให้ความรู้ด้านสุขภาพ&amp;nbsp; และเฝ้าระวังประชาชนกลุ่มเสี่ยง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์เชื้อไวรัส COVID-19 เริ่มแพร่กระจายไปทั่วประเทศไทย&amp;nbsp; ทำให้หน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัสเกิดความขาดแคลน&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จึงร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชนและภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; ทั่วประเทศ&amp;nbsp; ผลิตหน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อเพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชน&amp;nbsp; ขณะที่กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; และจังหวัดปริมณฑล&amp;nbsp; เริ่มมีมาตรการปิดห้างร้าน&amp;nbsp; ทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวเดินทางกลับภูมิลำเนา&amp;nbsp; กระทรวง มหาดไทยจึงมีคำสั่งให้จังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; เฝ้าระวังการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; รวมทั้งหน่วยงานด้านสุขภาพต่างๆ&amp;nbsp; ได้ร่วมมือกันต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ (24 มีนาคม) มีการประชุมหารือ &amp;lsquo;มาตรการหนุนช่วยรัฐสู้ภัย COVID-19&amp;rsquo; ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)&amp;nbsp; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เครือข่ายหมออนามัย 7 องค์กร&amp;nbsp; &amp;nbsp;สช.&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมี นพ.สำเริง แหยงกระโทก &amp;nbsp;ผู้ช่วย รมว.สธ. เป็นประธาน &amp;nbsp;เพื่อกำหนดมาตรการร่วมกันของหน่วยงานด้านสุขภาพและด้านสังคมในส่วนกลาง &amp;nbsp;และเครือข่ายประชาสังคมในพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเตรียมความพร้อมของประชาชนในการดูแลสุขภาพตัวเอง &amp;nbsp;ครอบครัว และหนุนช่วยมาตรการต่างๆ ของภาครัฐเพื่อต่อสู้กับไวรัส COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การประชุม &amp;lsquo;มาตรการหนุนช่วยรัฐสู้ภัย COVID-19&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สำเริง แหยงกระโทก &amp;nbsp;ผู้ช่วย รมว.สธ. กล่าวว่า &amp;nbsp;สถานการณ์วิกฤตของประเทศจากภัยดังกล่าว &amp;nbsp;หน่วยงานภาคียุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สช. &amp;nbsp;สปสช. สสส. สวรส. สรพ. สพฉ. &amp;nbsp;และด้านสังคม &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ThaiPBS &amp;nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;ต่างเห็นพ้องกันว่าทุกหน่วยงานจะต้องรวมพลังเป็นเอกภาพร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ สถาบันวิชาการ &amp;nbsp;ธุรกิจเอกชน &amp;nbsp;และภาคประชาสังคมในพื้นที่ &amp;nbsp;จับมือรวมพลังแสดงบทบาทร่วมรับผิดชอบและหนุนช่วยมาตรการต่างๆ ของรัฐอย่างเป็นระบบและเป็นเอกภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อรับมือกับการระบาดของไวรัสนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยทุกหน่วยงานจะต้องบูรณาการภารกิจ &amp;nbsp;เครื่องมือ &amp;nbsp;ทรัพยากรและงบประมาณของแต่ละองค์กรเข้าด้วยกันเพื่อไปสนับสนุนบทบาทของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และหนุนช่วยหน่วยงานภาครัฐและองค์กรชุมชนในระดับตำบลและหมู่บ้าน&amp;nbsp; เพื่อ&amp;nbsp; ร่วมกันขับเคลื่อนยกระดับการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน &amp;nbsp;เปลี่ยนจากประชาชนที่ตื่นกลัว &amp;nbsp;เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ในการดูแลตนเอง &amp;nbsp;ครอบครัว &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมกำหนดมาตรการต่างๆ ของชุมชนพื้นที่ในการสู้ภัย COVID-19 &amp;nbsp;เพราะการรับรู้และบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญสุดที่จะช่วยประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.สำเริงกล่าว และว่า&amp;nbsp; การขับเคลื่อนร่วมกันในครั้งนี้เป็นไปภายในหลักการ&amp;nbsp; &amp;lsquo;รวมพลังพลเมืองตื่นรู้ &amp;nbsp;หนุนช่วยรัฐสู้ภัย COVID-19&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ประทีป &amp;nbsp;ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) &amp;nbsp;กล่าวถึงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ &amp;nbsp;&amp;lsquo;รวมพลังพลเมืองตื่นรู้ &amp;nbsp;หนุนช่วยรัฐสู้ภัย COVID-19&amp;rsquo; ว่า&amp;nbsp; จะมีแนวทางและมาตรการต่างๆ ดังนี้&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1. เครือข่ายหน่วยงานส่วนกลาง &amp;nbsp;ร่วมกันกำหนดแผนงาน &amp;nbsp;และแนวทางดำเนินการร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนของภาคีเครือข่ายและหน่วยงานในพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และจัดตั้งศูนย์ประสานงานสนับสนุนการสู้ภัย COVID-19 &amp;nbsp;โดยมีสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) &amp;nbsp;และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นหน่วยงานประสานงานกลาง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;และกรมการปกครอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;จะสนับสนุนให้คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ของทุกอำเภอภายใต้งบประมาณสนับสนุนเดิมของ สสส. ประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ &amp;nbsp;เพื่อกำหนดเรื่องการสู้ภัย COVID-19 &amp;nbsp;เป็นประเด็นสำคัญของอำเภอ &amp;nbsp;และให้มีการสร้างทีมวิทยากรพี่เลี้ยงอำเภอที่ประกอบด้วยสาธารณสุขอำเภอ และแกนนำภาคประชาสังคมในพื้นที่ &amp;nbsp;ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการในตำบลและชุมชนหมู่บ้าน &amp;nbsp;โดยมีเครือข่ายหมออนามัย 7 องค์กรเป็นแกนประสานงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก &amp;nbsp;อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; นำหน้ากากอนามัยแจกประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ทีมวิทยากรพี่เลี้ยงอำเภอ &amp;nbsp;ภายใต้การสนับสนุนวิชาการและงบประมาณเพิ่มเติมจาก สสส. สปสช. และ สช. ดำเนินการและสนับสนุนให้ รพ.สอ. ร่วมกับ อบต./เทศบาล &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;ภาคประชาสังคม &amp;nbsp;อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และอาสาสมัครอื่นๆ &amp;nbsp;ร่วมกันจัดเวทีขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงร่วมของประชาชนหรือธรรมนูญประชาชนสู้ภัย COVID-19 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ของแต่ละตำบลและชุมชนหมู่บ้าน &amp;nbsp;โดยการสนับสนุนงบประมาณจากหมวดบริหารของกองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต./เทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ข้อตกลงร่วมของประชาชนหรือธรรมนูญประชาชนสู้ภัย COVID-19 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่เกิดจากฉันทมติของหน่วยงานและประชาชนของแต่ละตำบลและชุมชนหมู่บ้าน &amp;nbsp;จะประกอบด้วยมาตรการทั่วไปที่ทุกพื้นที่ควรมี และมาตรการเสริมเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ &amp;nbsp;โดยแต่ละมาตรการจะกำหนดบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงาน &amp;nbsp;กลุ่มประชาชน &amp;nbsp;ครอบครัว และประชาชนเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนเป็นสัญญาประชาคมที่ง่ายในการปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. หน่วยงานต่างๆ แกนนำองค์กรชุมชน &amp;nbsp;กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน &amp;nbsp;และกลุ่มประชาชนในพื้นที่ &amp;nbsp;ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมตามมาตรการต่างๆ ที่เป็นสัญญาประชาคมเพื่อสู้ภัย COVID-19 ในพื้นที่ของตน &amp;nbsp;โดยการสนับสนุนงบประมาณจากหมวดป้องกันโรคระบาดหรือภัยพิบัติของกองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต./เทศบาล &amp;nbsp;หรือกองทุนอื่นๆ ในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. สนับสนุนให้ทุกตำบลและชุมชนหมู่บ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการสรุปบทเรียนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;และพัฒนายกระดับเป็นข้อตกลงร่วมของประชาชนหรือธรรมนูญตำบล และชุมชนหมู่บ้านสู้ภัยพิบัติ&amp;nbsp; และสถานการณ์ฉุกเฉินอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงร่วมของประชาชนหรือธรรมนูญประชาชนสู้ภัย COVID-19 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทุกตำบล&amp;nbsp; ชุมชนหมู่บ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จะเริ่มภายในเดือนเมษายนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในกรุงเทพมหานครอาจดำเนินการนำร่องที่สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของพื้นที่ &amp;nbsp;เพื่อเป็นตัวอย่างในบางชุมชน&amp;nbsp; พื้นที่&amp;nbsp; หรือบางเขต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปฏิภาณ&amp;nbsp; จุมผา&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากสถานการณ์การแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 &amp;nbsp;พอช.ซึ่งทำงานในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ&amp;nbsp; มีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนที่จัดตั้งทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 5,997 กองทุน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนรวมกันประมาณ&amp;nbsp; 15,000 ล้านบาท&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 7,789 &amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; 1,133&amp;nbsp; โครงการ/พื้นที่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จึงได้มีการประชุมผู้แทนเครือข่ายเหล่านี้ในการรับมือกับภัย COVID&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปฏิภาณ&amp;nbsp; จุมผา&amp;nbsp; รอง ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เบื้องต้นเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมกับภาคีต่างๆ ในจังหวัด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; รพ.สต. อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; ร่วมกันผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อไวรัส&amp;nbsp; เพราะกองทุนสวัสดิการชุมชนฯ มีกองทุนอยู่แล้ว&amp;nbsp; ไม่ต้องรองบประมาณจากที่ไหน&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ผลิตหน้ากากอนามัยในพื้นที่ 43 จังหวัด&amp;nbsp; รวม 165&amp;nbsp; กองทุน&amp;nbsp; ผลิตได้แล้ว&amp;nbsp; 446,835 ชิ้น&amp;nbsp; จากเป้าหมายทั้งหมดกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; โดยเราจะใช้การผลิตหน้ากากอนามัยนี้เป็นเครื่องมือในการรวมพลังชุมชนเพื่อขับเคลื่อนร่วมกับองค์กรอื่นๆ ในการต่อสู้กับภัย COVID ต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายปฏิภาณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; นอกจากการร่วมกันจัดทำหน้ากากอนามัยดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังมีแผนงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับตำบลและท้องถิ่น&amp;nbsp; รวมทั้งแผนงานการสร้างรายได้ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้&amp;nbsp; โดยจะขับเคลื่อนผ่านแผนกิจกรรมต่างๆ ที่กำหนดเอาไว้ในปี 2563 นี้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แผนพัฒนาตำบลในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม 1,300 ตำบล/สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; พื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน&amp;nbsp; 500 ตำบล&amp;nbsp; พื้นที่รูปธรรม 700 ตำบล&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; 1,175 ตำบล&amp;nbsp; โดยเฉพาะโครงการบ้านพอเพียงฯ ซึ่งเป็นการซ่อมสร้างบ้านเรือนให้แก่ครัวเรือนที่ยากจนนั้น&amp;nbsp; สามารถใช้เป็นโครงการจ้างงานให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการประชุมร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางแล้ว&amp;nbsp; ในระดับภูมิภาค&amp;nbsp; โดยเฉพาะกองทุนสวัสดิการตำบลในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)&amp;nbsp; อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ร่วมกันวางมาตรการในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสหลังจากที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑลมีคำสั่งปิดห้างต่างๆ ทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเดินทางกลับภูมิลำเนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบ้านส้อง นำ อสม.และเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ตรวจวัดไข้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวัฒน์&amp;nbsp; ดาวเรือง&amp;nbsp; ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบ้านส้อง&amp;nbsp; อ.เวียงสระ&amp;nbsp; จ.สุราษฏร์ธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ขณะนี้กรรรมการกองทุนสวัสดิการฯ ร่วมกับกำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; และ อสม. ติดตามประชาชนที่เดินทางกลับเข้ามาในตำบล&amp;nbsp; โดยจะเข้าไปพูดคุย&amp;nbsp; จดบันทึก&amp;nbsp; เพื่อส่งรายงานให้กับ รพ.สต.&amp;nbsp; หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต.จะเข้ามาตรวจวัดไข้ประชาชนที่กลับจากพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; และให้คำแนะนำการใช้ชีวิต&amp;nbsp; การดูแลตัวเอง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; หากพบผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อจะส่งรายงานให้ทางอำเภอดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ขณะนี้ในเขตเทศบาลตำบลบ้านส้องยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัส&amp;nbsp; แต่ทุกหน่วยงานได้ร่วมกันป้องกันโดยการให้ความรู้ด้านสุขภาพ&amp;nbsp; และร่วมกันผลิตหน้ากากอนามัย&amp;nbsp; มีเป้าหมายทั้งอำเภอประมาณ&amp;nbsp; 80,000 ชิ้น&amp;nbsp; (แจกจ่ายประชาชนคนละ 2 ชิ้น) ขณะนี้ผลิตได้แล้วประมาณ 50,000 ชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับที่ กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; คณะกรรมการกองทุนฯ&amp;nbsp; ร่วมกับ อสม.เข้าไปตรวจเยี่ยมผู้ที่เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ประมาณ 20 คน&amp;nbsp; โดยการวัดไข้&amp;nbsp; แต่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้มอบหน้ากากอนามัยที่กองทุนฯ ร่วมกับ อสม.ผลิตจำนวน 1,500&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชิ้นให้แก่ประชาชนในตำบลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ตำบลท่าผา&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าผา&amp;nbsp; ได้มอบเงินกองทุนฯ&amp;nbsp; จำนวน 20,000 บาท &amp;nbsp;ให้กับ อสม.ตำบลท่าผาทั้ง10หมู่บ้าน &amp;nbsp;เพื่อไปจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ป้องกันไวรัส COVID-19&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60772</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระทรวงสาธารณสุข, กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโนนข่า, นพ.สำเริง แหยงกระโทก, รวมพลังพลเมืองตื่นรู้, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200324/image_big_5e79edda6c372.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
