<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.ได้รับการจัดชั้นเป็นองค์กรเกรด A</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
1ก.ย.64-นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (ผู้จัดการ กสศ.) กล่าวว่า จากการประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ปรากฏว่า กสศ. ได้คะแนน 93.56 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดิม 8.89 คะแนน และได้รับการจัดเป็นองค์กรที่มีคุณธรรมและความโปร่งใส เกรด A ซึ่งดีขึ้นกว่าปี 2563 ที่ได้ 84.67 คะแนน และได้เกรด B ผลคะแนน ITA ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ เป็นผลมาจากนโยบายด้านธรรมาภิบาลที่ชัดเจนของคณะกรรมการบริหาร กสศ. ความตั้งใจและความร่วมมือของภาคีทุกภาคส่วน ตลอดจนบุคลากรในองค์กร ทั้งผู้บริหารและพนักงานในการพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น ทั้งนี้ จากตัวชี้วัดสำคัญ 10 ด้านที่ใช้ในการประเมินดังกล่าว กสศ.ได้รับคะแนนเต็ม100 คะแนนใน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการเปิดเผยข้อมูล และด้านการป้องกันการทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับแนวทางการพัฒนาการทำงานในปี 2565 นั้น กสศ.เตรียมวางแผนพร้อมจัดทีมทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเรียนรู้เพื่อที่จะปรับปรุงจุดอ่อนในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายรวมทั้งการสร้างความไว้วางใจที่เพิ่มมากขึ้น (Building more trust) รวมทั้งการผนวกเรื่องการควบคุมภายใน (Internal Control) เข้ากับงานประจำ เน้นย้ำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร เพื่อแสดงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ ต่อไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน&amp;quot;ผู้จัดการ กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115322</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., นพ.สุภกร บัวสาย, ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f6315a855d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 20:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 20:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.เร่งติดตาม กลุ่ม นร.รอยต่อที่ยังไม่กลับสู่ระบบการศึกษาราว 60,000 คน  เผยโดนตัดงบฯปี65 กระทบแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ค.64-นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า หลังจากที่มีเปิดภาคเรียนการศึกษา 1/2564 ได้ระยะเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว กสศ.และหน่วยงานต้นสังกัด ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ได้ร่วมกันเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนรายบุคคลระหว่างปีการศึกษา 2/2563 และ 1/2564 เพื่อติดตามเฝ้าระวังปัญหานักเรียนยากจนพิเศษหรือนักเรียนทุนเสมอภาคที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา หลังคณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนทุนเสมอภาคเพิ่มเติมให้นักเรียนกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ ได้แก่ อนุบาล 3 ป.6 ม.3 ครอบคลุม 3 สังกัด ได้แก่ สพฐ. อปท. และบช.ตชด. และ ม.6 เฉพาะสังกัด บช.ตชด. คนละ 800 บาท จำนวนราว 3 แสนคน รวมงบประมาณมากกว่า 235 ล้านบาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย นักเรียนทุนเสมอภาคในช่วงเปิดเทอมที่ค่อนข้างสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลงหรือขาดหายไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มรอยต่อที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนย้ายสถานศึกษา เสี่ยงหลุดออกนอกระบบมากกว่าช่วงชั้นอื่นๆ โดยมีนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อมากกว่า 5,000 คน ที่แจ้ง กสศ. ตั้งแต่เทอม 2/2563 ว่า ไม่สามารถเรียนต่อในปีการศึกษา 2564 อีกต่อไป เพราะปัญหายากจนและความจำเป็นของครอบครัวต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซึ่งหลังจากมีตรวจสอบฐานข้อมูลรายบุคคลล่าสุดพบว่า นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อสังกัด สพฐ.จำนวน 271,792 คน ในปีการศึกษา 2/2563 ที่แจ้งว่าจะเรียนต่อในภาคเรียน 1/2564 ได้กลับมาแสดงตนลงทะเบียนเข้าศึกษาต่อในสังกัด สพฐ.จำนวน 214,202 คน หรือ ร้อยละ 78.81 ไม่พบในฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 57,590 คน หรือ ร้อยละ 21.19 ทำให้เด็กเยาวชนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา ภายในสัปดาห์นี้ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาจะเร่งหารือถึงมาตรการและแนวทางการติดตามช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มที่ยังไม่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนระดับอนุบาล 3 จำนวนมากกว่า 1,000 คน ที่ควรจะเข้าเรียนชั้น ป.1 และ นักเรียน ป.6 จำนวนมากกว่า 25,000 คน ที่ควรจะเข้าเรียนชั้น ม.1 ในปีการศึกษา 2564 นี้ ทั้งนี้ กสศ. จะเร่งประสานจัดส่งฐานข้อมูลนักเรียนทั้งหมดไปยังหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป เพื่อเร่งติดตามช่วยเหลือให้นักเรียนได้กลับมาเรียนตามปกติ&amp;rdquo; ผู้จัดการ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุภกร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้ประเมินผลกระทบจากการปรับลดงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2565 ที่คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้เสนอคณะรัฐมนตรีไปที่ 7,635.67 ล้านบาท แต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับลดงบประมาณ 2 ครั้งตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณ เหลือ 5,652.29 ล้านบาท รวมการปรับลดทั้ง 2 ครั้งมากกว่า 2,000 ล้านบาท จะมีผลกระทบต่อเด็กเยาวชนในครัวเรือนยากจนด้อยโอกาสมากกว่า 700,000 คนที่มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษาภายใต้สถานการณ์ โควิด-19 นี้ คณะกรรมการบริหาร กสศ. จึงมีมติเห็นชอบให้เสนอขอแปรญัตติงบประมาณกลับคืนมา 904 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้รองรับจำนวนกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นราว 300,000 คน และป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อราว 400,000 คน ระหว่างปีการศึกษา 2564-2565 โดยปัจจุบันคณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สภาผู้แทนราษฎร ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้กับ กสศ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109400</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., นพ.สุภกร บัวสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eaf29dc8d6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.ปรับแผนเร่งใช้งบฯ หวั่นโควิดทำเด็กหลุดออกระบบเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
30มี.ค..63-&amp;nbsp;กสศ. ปรับแผนการใช้งบฯเข้าช่วยเหลือ กลุ่มเป้าหมาย ให้เร็วชึ้น &amp;nbsp;ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 หวั่นจะมีผลทำให้เด็ก ออกนอกระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้นในช่วงเปิดเทอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เพื่อให้ กสศ.สามารถดำเนินภารกิจช่วยเหลือ กลุ่มเป้าหมายในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงที โดย กสศ. จะเร่งเบิกจ่ายเงินอุดหนุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 711,536 คน ครอบคลุมสถานศึกษาจำนวน 27,805 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่เปิดเทอม 1/2563 นอกจากนี้ที่ประชุมยังอนุมัติปรับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น โดยจะช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน ให้ได้รับการฝึกอาชีพหรือเตรียมส่งกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยเหลือเด็กปฐมวัยในครอบครัวยากจนหรือด้อยโอกาสให้เข้ารับบริการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวนไม่น้อยกว่า 40,000 คน ให้มีการปรับอัตราเงินช่วยเหลือเด็กปฐมวัยให้ใกล้เคียงกับทุนเสมอภาคอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุภกร กล่าวต่อว่า เด็กเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั้งในด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจ ครอบครัวของเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างรายวัน คาดการณ์ ว่า หากสถานการณ์โรคโควิด-19 รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกิดการสูญเสียรายได้เป็นเวลานาน จะมีแนวโน้มออกจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้นในช่วงเปิดเทอม ดังนั้นในปีการศึกษา 2563 กสศ. ได้ขยายความช่วยเหลือการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศในสังกัด สพฐ. อปท. และ ตชด. โดยเฉพาะนักเรียนเข้าใหม่ ป.1 ม.1 และกลุ่มใหม่ในแต่ละระดับชั้นที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อไม่ให้มีเด็กและเยาวชนคนใดตกหล่น ซึ่งจากที่ กสศ. และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประมาณการค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเฉลี่ยต่อนักเรียนของครัวเรือนยากจนในสถานศึกษารัฐ ในเดือนแรกของการเปิดภาคเรียน จำแนกตามระดับการศึกษาและรายการใช้จ่าย พ.ศ. 2560 (บาท/คน) พบว่า ครัวเรือนที่ยากจนที่สุด ร้อยละ 10 แรกของประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมการศึกษาที่รัฐออกให้ค่อนข้างสูง โดยระดับประถมศึกษามีค่าใช้จ่าย 1,796 บาทต่อคน ระดับมัธยมต้น 3,001 บาทต่อคน ระดับมัธยมปลาย 3,738 บาทต่อคน ระดับอาชีวะ 4,829 บาทต่อคน ซึ่งหากคิดเทียบเฉลี่ยต่อรายได้ของครัวเรือนกลุ่มนี้พบว่าครัวเรือนยากจนในชั้นรายได้ที่ 1 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2,020 บาทต่อเดือนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ครัวเรือนยากจนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมเกือบทั้งหมดของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ได้รับ ในขณะที่ครัวเรือนที่มีบุตรหลานอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาสายสามัญและอาชีวศึกษา ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของเดือนแรกของการเปิดภาคเรียนมากกว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ได้รับ เมื่อสถานการณ์การระบาดที่มีแนวโน้มรุนแรง ทำให้ครอบครัวของเด็กกลุ่มนี้ขาดรายได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกหลานได้ จะทำให้ตัวเลขเด็กหลุดนอกระบบของประเทศก้าวกระโดดขึ้นในช่วงอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้&amp;rdquo;ผู้จัดการ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61424</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., #โควิด-19, นพ.สุภกร บัวสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d15ddfac943e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2019 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2019 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.ปลื้มช่วยเด็กนอกระบบ 20จังหวัดต้นแบบ 2.3หมื่นคน จะสำรวจต่อไปอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24ธ.ค.62- นพ. สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ตามที่ กสศ.ดำเนินโครงการช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาของ 20 จังหวัดต้นแบบสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี ยะลา ขอนแก่น อำนาจเจริญ มหาสารคาม นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี นครนายก ระยอง และกาญจนบุรี รวม 155 อำเภอ โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 พบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาชุดแรกจำนวน 23,382 คน จากการเก็บข้อมูลรายบุคคลพบเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จำนวน 13,263 คน จากการสำรวจเราพบปัญหาหลักๆ 4 ด้าน ดังนี้ 1.ครอบครัว/สังคม 2.เศรษฐกิจ 3.พฤติกรรม และ4.สุขภาพ โดยแบ่งกลุ่มการช่วยเหลือเป็น 1.ความต้องการเตรียมความพร้อมหรือฟื้นฟูเยียวยาก่อนเข้าศึกษาต่อ/ฝึกอาชีพจำนวน 7,845 คน 2. ต้องการศึกษาต่อจำนวน 4,250 คน และ3.ต้องการฝึกอาชีพจำนวน 3,923 คน ขณะนี้ทั้ง 20 จังหวัดอยู่ระหว่างจัดทำแผนช่วยเหลือรายกรณีโดยทีมสหวิชาชีพ เพราะเด็กแต่ละคนมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ กสศ.จะสนับสนุนทุนการศึกษาและพัฒนาอาชีพเบื้องต้นกรณีละ 4,000 บาท รวมถึงมีระบบพี่เลี้ยงติดตามการช่วยเหลือรายคน เพื่อป้องกันการหลุดออกนอกระบบซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุภกร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนคาดว่าทั้ง 20 จังหวัดจะสำรวจพบตัวเด็กนอกระบบทั้งหมดได้ภายในกลางปี 2563 การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบนั้นเป็นงานที่ยาก เพราะปัญหามีความซ้ำซ้อน เด็กจำนวนมากไม่ได้อาศัยอยู่ตามทะเบียนบ้าน เร่ร่อน ไม่เป็นหลักแหล่ง ต้องอาศัยกลไกพื้นที่ และทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและมีความเข้าใจในตัวเด็กสูง โดยเป้าหมายในการดูแลเด็กนอกระบบของ กสศ.และ 20 จังหวัดนำร่อง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.เด็กปฐมวัย 2-6 ปีที่ยากจน สามารถเข้ารับการดูแลโดยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือหรือโรงเรียนในพื้นที่ 2.เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ให้เข้าศึกษาต่อในกศน. หรือ โรงเรียนที่มีระบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น และมีระบบแนะแนวเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบซ้ำ 3. เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ประสงค์จะได้รับการฝึกอาชีพ ให้สามารถหารายได้ดูแลตนเองและครอบครัว ด้วยการฝึกทักษะอาชีพ โดยกลไกจังหวัดจะประสานความร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษา พัฒนา ฝีมือแรงงาน วิทยาลัยการอาชีพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53173</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., นพ.สุภกร บัวสาย, เด็กนอกระบบการศึกษา20จังหวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d15ddfac943e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จะลดเหลื่อมล้ำได้ไง !กสศ.โดนตัดงบฯขอไป 5,000 ล้านเหลือ 3,000ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
12พ.ย.62-ตามที่ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ได้พิจารณารายงานประจำปี 2561 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยนพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า กองทุนเพื่อความเสอมภาคทางการศึกษาไม่ใช่กองทุนที่ทำงานเป็นปกติเหมือนราชการ เป็นกองทุนเดียวที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญ เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่หน่วยงานของรัฐจะไปทำให้โอกาสนี้ลดน้อยลง ในครั้งแรกก็เข้าใจข้อจำกัดเรื่องงบประมาณนี้ว่าอาจจะจัดสรรไม่ได้ถึง 25,000 ล้านบาท แต่ถ้าคำนวณ 25,000 ล้านต่อปี ดูแลเด็กและเยาวชนที่เลือกเกิดไม่ได้ 4 ล้านคน คำนวณตกเดือนละไม่เกิน 600 บาท &amp;nbsp;เป็นปัญหามากมายมหาศาลทุกขั้นตอน ปี 2563 เรายังจัดสรรเงินที่ 5,000 ล้าน จาก 25,000 ล้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดเหลือ 3,000 ล้าน หน่วยงานที่ตัดงบประมาณ คือหน่วยงานไหน มีเหตุผลอะไร มีความคิดอะไร &amp;nbsp;เรื่องไหนสำคัญกว่ากัน &amp;nbsp;สาธารณะน่าจะมีส่วนร่วมรับทราบเรื่องนี้ การช่วยคนยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่มีเงินมีอำนาจจะทำสำเร็จ ตนเห็นว่า กสศ. ได้ถูกออกแบบ ผ่านการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เป็นระบบ ด้วยงานวิจัยจากต่างประเทศ มีความเชื่อว่าการจัดงบประมาณลักษณะนี้จะทำให้เข้าถึงโอกาส ทำให้ทุกคนเสมอภาคกัน แต่พอเริ่มช่วยได้ไม่กี่แสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมไม่โทษกองทุนฯ เพราะเงินได้มาแค่นี้ กองทุนต้องทำงานหนัก อย่าท้อถอย เร่งทำงานให้สังคมเห็นความสำคัญ เพราะลงทุน 1 บาทวันนี้ จะได้เงิน 7 บาทในอนาคต เพราะคนเหล่านี้ไม่เป็นภาระ วัยแรงงาน ซึ่งลดจำนวนเงินช่วยเหลือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโตไปเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพาตัวเองได้ คนเหล่านี้พัฒนาศักยภาพ เป็นแรงงานฝีมือเสียภาษีให้รัฐ รัฐก็ลดเงินกู้มาโปะงบประมาณ สามารถสร้างการแข่งขันระดับประเทศ คนเหล่านี้จะเคลื่อนทัพมาเรื่อยๆ กสศ.ต้องช่วยตัวเองในการทำให้สาธารณะข้าใจเรื่องนี้ ต้องร่วมกันสนับสนุน ทำงานใช้เงินคุ้มค่า ลดความซ้ำซ้อน&amp;rdquo;นพ.เฉลิมชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กสศ.ได้จัดระบบฐานข้อมูลและมีการออกระเบียบข้อบังคับให้ระบบงาน กสศ.มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใสมากที่สุดเท่าที่ทำได้ &amp;nbsp;กสศ.เป็นองค์กรขนาดเล็กมีบุคลากรเพียง 50 คน เน้นแนวทางการทำงานร่วมกับองค์กรที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก กสศ.เป็นแนวหนุนมากกว่าจะไปดูแลเยาวชนด้วยตัวเอง ซึ่งได้รับความร่วมมือย่างดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งที่ผ่านมา กสศ.มีระบบติดตามผลลัพธ์นักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาค โดยจากการติดตามพบว่าทำให้เด็กไม่ขาดเรียน มาเรียนได้ถึงร้อยละ 98 อีกทั้งมีฐานข้อมูลตามดูผลการเรียนรายบุคคล เมื่อได้รับทุนจาก กสศ.แล้วผลการเรียนก้าวหน้าอย่างไร สำหรับเรื่องฐานข้อมูลถือเป็นการลงทุนที่ช่วยเหลือประชาชน มีการแชร์ฐานข้อมูลกับกระทรวงการคลังอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 2 ล้านคน ลงลึกข้อมูลเชิงประจักษ์ &amp;nbsp;ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการวิเคราะห์นโยบายระดับชาติ &amp;nbsp;วิเคราห์ระดับโรงเรียน นักเรียนคนไหน เข้าเรียนน้อย มาก มีความสม่ำเสมอหรือไม่ &amp;nbsp;ในส่วนความซ้ำซ้อน &amp;nbsp;เมื่อมีฐานข้อมูลที่ดีก็มั่นใจได้ว่า ปัญหาการให้ทุนซ้ำซ้อนจะลดลงไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50114</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., งบประมาณกสศ., นพ.สุภกร บัวสาย, เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dca720cb6c0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.ควานเจอตัวเด็กหลุดนอกระบบการศึกษาแล้วกว่า6หมื่นจากตั้งเป้า2.1แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;

11พ.ย62- สสศ. ปลื้ม เจอตัวเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาแล้ว กว่า 6 หมื่นคน จากเป้าหมายในการสำรวจค้นหา 2.1 แสนคน &amp;ldquo;หมอสุภกร&amp;rdquo; เผย กสศ. และเครือข่าย มุ่งเน้นวางแผนการช่วยเหลือรายกรณี หวัง ไม่ให้เด็กกลุ่มนี้หลุดออกนอกระบบซ้ำอีก

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ตามที่ กสศ. ได้ดำเนินการโครงการตัวแบบการดูแลเด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอายุระหว่าง 3-21 ปี ใน 20 จังหวัด 115 อำเภอ โดยมีเป้าหมายในการสำรวจค้นหาทั้งหมด 218,895 คน &amp;nbsp;ล่าสุดสำรวจพบเจอตัวเด็กและเก็บข้อมูลสภาพปัญหาแล้ว 60,941 คน &amp;nbsp;เบื้องต้นด้วยงบประมาณจำกัดในปี 2562 &amp;nbsp;กสศ.จะช่วยเหลือได้ไม่น้อยกว่า 5,000 คน หรือประมาณร้อยละ 2.28 โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีในพื้นที่ในการนำเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยมีการทำงาน 3 ด้าน สำคัญ คือ 1.เดินหน้าด้วยกลไกจังหวัดที่มีทั้งความร่วมมือจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด &amp;nbsp;สาธารณสุขจังหวัด &amp;nbsp;ท้องถิ่นจังหวัด สมัชชาการศึกษาจังหวัด เครือข่ายประชาสังคม มูลนิธิ สมาคมต่างๆ &amp;nbsp;2.ระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในพื้นที่กับส่วนกลาง ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลเด็กนอกระบบรายบุคคล และ3.ตัวแบบมาตรการความช่วยเหลือเด็กนอกระบบ ที่มีการให้ความช่วยเหลือดูแลอย่างต่อเนื่อง มีแผนดูแลรายกรณี เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาซ้ำอีก รวมถึงเงินช่วยเหลือเบื้องต้น

นพ.สุภกร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีกลุ่มเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษา ราว 670,000 คน ซึ่งระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเป็นคำตอบของปัญหาเด็กนอกระบบ เพราะหากส่งเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าระบบการศึกษาแบบเดิม โดยโรงเรียนไม่เปลี่ยนแปลงเด็กกลุ่มนี้จะหลุดออกจากระบบอีก ดังนั้นการดำเนินงานของ กสศ.และ 20 จังหวัด มุ่งเน้นวางแผนการช่วยเหลือรายกรณี เด็กแต่ละคนมีปัญหาต่างกัน ควรแก้ไขด้วยวิธีการอย่างไร รวมถึงการทำงานร่วมกับโรงเรียนที่มีความพร้อมในการปรับวิธีการเรียนการสอน ปรับเวลาการเรียนการสอน ให้มีความยืดหยุ่นเหมาะกับสภาพปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ด้วย ขณะที่เด็กนอกระบบบางกลุ่มอาจไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ทาง กสศ.ก็จะหาทางเลือกอื่นที่เหมาะสม เช่น การสามารถเก็บสะสมชั่วโมงการฝึกอาชีพเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การทำงานของกลไกจังหวัดทั้ง 20 จังหวัด จะเกิดทั้งตัวแบบการดูแลช่วยเหลือเด็กนอกระบบรายกรณี และโรงเรียนนำร่องที่มีระบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นพร้อมไปกับระบบการดูแลช่วยเหลือไม่ให้เด็กกลุ่มนี้หลุดออกนอกระบบซ้ำอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49985</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., นพ.สุภกร บัวสาย, เด็กออกนอกระบบการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d15ddfac943e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2019 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2019 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.อภิปรายงบฯ&quot;กสศ.&quot;ได้งบฯน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับภารกิจลดเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8พ.ย.62-ส.ส. อภิปราย งบฯ กสศ. รับงบประมาณน้อย เมื่อเทียบกับภารกิจงาน ด้าน &amp;ldquo;หมอสุภกร&amp;rdquo; เผย งบฯ เป็นคำตอบแค่ครึ่งเดียว ไม่สำคัญเท่ากับเงินจำนวนนี้ไปเติมที่จุดไหน ย้ำ บอร์ด กสศ. ไม่ได้คิดเรียกร้องเงินจำนวนมาก แต่ต้องหาวิธีการใช้งบฯ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ชี้ โครงการแต่ละอย่างต้องตกผลึกและทำได้จริง ไม่เป็นสเกลใหญ่

จากที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีวาระรับทราบรายงานประจำปี 2561 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายประเด็นที่ กสศ.ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับภารกิจงานที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เช่น การจัดสรรให้นักเรียนยากจนพิเศษ 5 แสนราย เงินอุดหนุน 1,600 บาทต่อปี หรือวันละ 4.50 บาท เงินจำนวนเท่านี้จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ไหม หรือ กสศ. ได้รับงบประมาณน้อย ทั้งที่เป็นกองทุนที่ดีมาก อยากให้ช่วยจัดสรรงบให้เพียงพอตามที่กองทุนนี้ต้องการ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่กองทุนบรรลุเป้าหมาย แต่การลดความเหลื่อมล้ำยังช่วยเติมความฝันเด็กนักเรียนในประเทศไทย เป็นต้น

นพ.สุภภร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กสศ. เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา ที่เห็นว่าจุดอ่อนมากที่สุด เรื่อง หนึ่งของประเทศ คือ ความเหลื่อมล้ำและความไม่เสมอภาค โดยมีข้อเสนอรัฐบาล 2 เรื่อง คือ การจัดตั้ง กสศ. เพื่อเป็นกลไกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และถ้าจะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมเท่าไหร่ ซึ่งไม่ใช่เพิ่มเติมที่ใดก็ได้ ต้องชี้เป้าให้ถูก ทางคณะกรรมการอิสระได้เสนอว่าควรจะใช้งบประมาณร้อยละ 5 ของงบประมาณด้านการศึกษาปัจจุบัน จนเป็นที่มางบที่ตั้งไว้ 25,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนงบประมาณเป็นคำตอบแค่ครึ่งเดียว ไม่สำคัญเท่ากับเงินจำนวนนี้ไปเติมที่จุดไหน ไม่จำเป็นต้องเข้าที่ กสศ. ทั้งหมด เข้ามาเป็นส่วนน้อยก็ได้ โดยมีข้อแม้ 2 ข้อ คือ เน้นเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะไม่ใช่จับจ่ายเหมือนงบปกติหลายแสนล้าน และต้องเติมงบประมาณให้ผูกกับผู้เรียน เป็นดีมานด์ไซด์ไฟแนนซิ่งโดยมีเงื่อนไขต้องเปลี่ยนผู้เรียนให้ได้ ไม่ได้เติมไปในระบบราชการปกติที่เป็นฝั่งซัพพลายไซด์

นพ.สุภกร กล่าวต่อว่า กลุ่มเป้าหมายของ กสศ. ตามมาตรา 5 เริ่มตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงวัยเรียนทั้งในระบบและนอกระบบ ไปจนถึงทรัพยากรมนุษย์ที่พ้นวัยเรียนแล้ว รวมทั้งหมดประมาณ 4 ล้านคน แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้ทำให้ต้องหาวิธีการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด คณะกรรมการบริหาร กสศ. ไม่ได้คิดเรียกร้องเงินจำนวนมาก โดยทาง กสศ. ได้ศึกษางานขององค์กรวิจัยระดับโลก ล่าสุดศึกษาจากผู้ได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ ปี 2562 ว่าจะทำอย่างไรให้ใช้เงินคุ้มค่าเกิดผลกระทบกว้าง และในเร็วๆ นี้จะมีนักวิจัยเจ้าของรางวัลโนเบลมาช่วย กสศ. ทำงานว่าจะทำอย่างไรให้เงินที่ได้รับคุ้มค่ามากที่สุด ที่สำคัญ กสศ. ใช้งานวิจัยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มุ่งเน้นการวิจัยตีพิมพ์ เพราะถ้าจะทุ่มงบให้ประชาชนทุนคนต้องใช้งบประมาณหลายสิบเท่าที่ได้รับในปัจจุบัน หน้าที่ กสศ. จึงต้องชี้เป้าหมายว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศลดเหลื่อมล้ำการศึกษาจะใช้แบบใดถึงสำเร็จ ส่วนเรื่องการประเมินผล เช่น โครงเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ซึ่งในปี 2561 ครอบคลุมงบกว่าร้อยละ 90 ปี 62 ครอบคลุมงบประมาณ ร้อยละ 70 ซึ่ง กสศ. วางระบบประเมินไว้จากฐานงานวิจัย 4 โครงการ 1.ธนาคารโลก ซึ่งได้ประเมินว่าระบบมาตรการเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข (CCT) จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี ซึ่ง กสศ. ใช้แนวทางนี้ในการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ ว่าเมื่อรับเงินอุดหนุนแล้วต้องมาโรงเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 2.วิจัยบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทย ว่าควรเติมงบประมาณให้กับเด็กกลุ่มนี้เท่าไหร่ 3.การวิจัยปฏิรูประบบการคัดกรองความยากจน สามารถชี้วัดดัชนีความยากจนตั้งแต่จนน้อยสุดถึงจนมากสุด ซึ่งนักเรียนที่มารับทุนต้องมีความยากจนร้อยเปอร์เซ็นต์ และ 4.การวิจัยด้วยระบบสารสนเทศ ซึ่งแอปพลิเคชั่นในการติดตามประเมินผล จะตามดูเรื่องผลการเรียน อัตราการเจริญเติบโต น้ำหนักส่วนสูง ถือเป็น KPI ที่ติดตั้งในระบบของ กสศ.

&amp;ldquo;กสศ.เน้นเรื่องคุณภาพไม่เน้นเรื่องปริมาณ อย่างทุนสายอาชีพเราช่วยได้เพียงรุ่นละร้อยละ 1 ของเด็กรุ่นเดียวกันที่มีความยากจน ถ้าไม่เน้นคุณภาพอาจต้องใช้เงินจำนวนมากและอาจไม่ได้ผล นอกจากนี้โครงการต่างๆ ของ กสศ. จะเน้นเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะว่าการจัดงบประมาณอาจเสียเงินไป ดังนั้นการคิดโครงการแต่ละอย่างต้องตกผลึกและทำได้จริงไม่เป็นสเกลใหญ่&amp;rdquo;ผู้จัดการ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49835</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., งบประมาณ กสศ., นพ.สุภกร บัวสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191108/image_big_5dc52e5bc2353.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
