<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เปิดฉีดวัคซีนเข็ม 2 ที่รพ.ใกล้บ้าน สำหรับผู้มีใบนัดสถานีกลางบางซื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;18 ส.ค.64 - นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชนทั้งใน กรุงเทพ​มหานคร​ปริมณฑล และคนในต่างจังหวัดที่เคยมาฉีด ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2564 ถึงปัจจุบันรวมกว่า 1.2 ล้านโดส ซึ่งจะถึงกำหนดรับวัคซีนเข็ม 2 ในช่วงปลายเดือนส.ค.-ก.ย.นี้ โดยเฉพาะสำหรับประชาชนต่างจังหวัดที่เดินทางมาฉีด เมื่อถึงกำหนดรับเข็มสองไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ กระทรวงสาธารณสุขได้อำนวยความสะดวก โดยสามารถยื่นใบนัดฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ที่ได้รับจากศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ก่อนวันนัดฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และมารับวัคซีนเข็มที่ 2 ที่โรงพยาบาลที่แจ้งความจำนงไว้ ตามวัน เวลา ที่โรงพยาบาลแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.สุระ กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมความพร้อม โดยมีหนังสือชี้แจงแนวทางไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้หน่วยบริการในจังหวัดรองรับการจัดบริการ โดยรวบรวมรายชื่อประชาชนที่ประสงค์รับวัคซีนเข็มสองที่โรงพยาบาลใกล้บ้านและจำนวนวัคซีนมายังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดต้นสังกัด เพื่อรวบรวมข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนดส่งมายังกรมควบคุมโรค ในการจัดสรรวัคซีนเข็มสองลงมายังหน่วยบริการเพื่อฉีดตามวันและเวลาที่แจ้งนัดไว้กับประชาชน โดยภายหลังการฉีดวัคซีนให้หน่วยบริการบันทึกการฉีดเข็มที่สองลงในระบบตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;การจัดบริการฉีดวัคซีนเข็มสองของศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้านนั้น ครอบคลุมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ช่วยให้ประชาชนมีความสะดวก ลดการเดินทางไกลข้ามจังหวัดที่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด 19 ขณะนี้โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในส่วนภูมิภาคมีการเตรียมความพร้อม ประชาชนสามารถยื่นใบนัดได้ ขอให้ความมั่นใจว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนเข็มสองใกล้บ้านแน่นอน ไม่มีตกหล่น&amp;rdquo; นพ.สุระกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113759</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน, นพ.สุระ วิเศษศักดิ์, วัคซีนโควิด, ศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ, สถานีกลางบางซื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611ce7592dd22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.แจงวัคซีนไฟเซอร์1.5ล้านโดสจัดสรร4กลุ่ม ยันไม่มีฉีดวีไอพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค. 64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงถึงความก้าวหน้าการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์&amp;nbsp; โดย นพ.สุระ วิเศษศักดิ์&amp;nbsp; รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า เมื่อ 2-3 วันที่แล้วมีกรณีการะแสในสังคมค่อนข้างมากเรื่องการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์สำหรับฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป เมื่อเช้าวันนี้ ทาง สธ.ได้มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้มีมติเห็นชอบในการนำเสนอความก้าวหน้าการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์คงเป็นข้อกังวลตั้งแต่วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า จะจัดสรรให้กับใครได้บ้าง โดยมีการชี้แจงในวันนั้นว่าใครจะได้รับวัคซีนบ้าง จึงมีประเด็นในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในการดูแลคนไข้อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด19 มีทั้งเจ้าหน้าที่ระดับตำบล หรือเจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุกต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ จะได้รับวัคซีนหรือไม่ ก็ขอยืนยันว่า วัคซีนไฟเซอร์จะครอบคลุมบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโควิด19 โดยตรง และผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับการบริจาคจากสหรัฐอเมริกาประมาณ 1.5 ล้านโดส จะมีจัดสรรกระจายให้กับ 4 กลุ่ม คือ 1.บุคลากรบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโควิด19 ที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ช่วยงาน หรือพนักงานเก็บศพ จำนวน 700,000 โดส&amp;nbsp; 2.จังหวัดที่มีการระบาด มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จำนวน 13 จังหวัด 645,000 โดส 3.ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทยและชาวไทยผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ เช่น นักเรียน นักศึกษา รวม 150,000 โดส และ 4.ทำการศึกษาวิจัย จำนวน 5,000 โดส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในกลุ่มอื่นๆ กรณีที่คิดว่าจะมีประเด็นปัญหาว่าจะตกหล่น ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ หรือหน่วยบริการทุกหน่วย สามารถเสนอผ่านมาทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ให้ส่งข้อมูลมาที่กรมควบคุมโรคได้ ในกรณีที่ต้องส่งเพิ่มเติม ส่วนที่สอง พื้นที่ 13 จังหวัดที่มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้ติดต่อทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพราะสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด คงจะมีการกระจายวัคซีนไปยังจุดฉีดที่สำคัญในพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเสี่ยงได้มารับวัคซีนจากการนัดหมายล่วงหน้า ซึ่งกรุงเทพฯ ให้ประสานกับสำนักอนามัย สำหรับส่วนต่างวัคซีนที่เหลือหลังจากจัดสรรให้ตามกลุ่มเป้าหมาย คณะทำงานด้านบริหารจัดการวัคซีนจะมีการปรึกษากันอีกครั้งในการจัดสรรต่อไป โดยต้องดูถึงความจำเป็นเพื่อลดภาระการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด&amp;rdquo; นพ.สุระ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ส่วนการกำหนดการจัดสรรวัคซีน ในกลุ่มที่เป็นประเด็นในสังคม&amp;nbsp; ก็ได้มีมิติการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 4/2564 ในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 เรื่อง คำแนะนำการให้วัคซีนโควิด19 ของ Pfizer ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข มีรายละเอียดดังนี้ คำแนะนำแนวทางการให้วัคซีน Pfizer สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า โดยกลุ่มเป้าหมาย: บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทุกคนที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิดจากการปฏิบัติงานทั่วประเทศ รวมทั้งนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิดจากการปฏิบัติงาน หรือการเรียนการสอน เช่น แผนกผู้ป่วยนอก แผนกผู้ป่วยใน คลินิกทางเดินหายใจ ห้องฉุกเฉิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลสนาม เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สอบสวนโรค เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสถานที่กักกันหรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 อื่นๆ ตามการพิจารณาของสถานพยาบาล / หน่วยงานต้นสังกัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า โดยมีหลักการให้วัคซีนดังนี้ 1. บุคลากรที่ได้รับวัคซีน Sinovac หรือ Sinopharm ครบ 2 เข็มพิจารณาให้วัคซีน Pizer กระตุ้น 1 เข็ม 2. บุคลากรที่ได้รับวัคซีนใด ๆ มาแล้วเพียง 1 เข็มพิจารณาให้วัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 2 โดยกำหนดระยะห่างระหว่างโดสตามชนิดของวัคซีนเข็มที่ 1 เป็นหลัก เช่น เข็มที่ 1 ฉีดไปแล้ว มีกำหนดฉีดเข็มที่ 2 ใน&amp;nbsp; 3 สัปดาห์ ก็ให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 3. บุคลากรที่ไม่เคยได้วัคซีนใด ๆ มาก่อนพิจารณาให้วัคซีน Pfizer 2 เข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ ตามมาตรฐานที่กำหนด 4. บุคลากรที่เคยติดเชื้อโควิดและไม่เคยได้รับวัคซีนพิจารณาให้วัคซีน Pizer 1 เข็มโดยมีระยะห่างจากวันที่พบการติดเชื้ออย่างน้อย 1 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เคยได้รับวัคซีนดังต่อไปนี้ 1. วัคซีน Sinovac เข็มแรกและวัคซีน Astrazeneca เข็มที่ 2 หรือ 2. วัคซีน AstraZeneca 2 เข็มหรือ 3. วัคซีน Sinovac 2 เข็มและได้รับเข็มกระตุ้นด้วย Astrazeneca 1 เข็ม 3 กลุ่มดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาขณะนี้ยังไม่แนะนำให้วัคซีน Pizer เป็นเข็มกระตุ้นเพราะบุคลากรดังกล่าวยังมีภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่สูงเพียงพอ เนื่องจากเพิ่งฉีดวัคซีนมาไม่นาน และยังไม่มีข้อมูลวิชาการที่จะสนับสนุนว่าจะฉีดวัคซีนกระตุ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามบุคลากรกลุ่มนี้ให้ขึ้นทะเบียนรายชื่อไว้ และจะมีการพิจารณาข้อมูลวิชาการและดำเนินการให้วัคซีน Pfizer ตามข้อมูลวิชาการและจำนวนวัคซีนที่จะเข้ามาเพิ่มในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีกลุ่ม VIP&amp;nbsp; ออกมาโพสทางสื่อว่าได้รับวัคซีนไฟเซอร์แล้ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะวัคซีนที่ได้จากสหรัฐอเมริกา กระทรวงสาธารณสุขมีการตรวจสอบอย่างไร นพ.โอภาส กล่าวว่า อย่างที่ทราบว่าวัคซีนไฟเซอร์ เพิ่งได้รับมาจากสหรัฐอเมริกา ลงเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนตีสี่ ของวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 จากนั้นมีการนำเข้าไปเก็บที่ คลังบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา(ประเทศไทย) จำกัด ในอุณหภูมิ -70 องศา ขณะนี้วัคซีนทั้งหมดยังคงเก็บอยู่ที่คลัง ยังไม่ได้มีการกระจายออกไป เนื่องจากจะมีระบบการควบคุมอุณหภูมิ ดังนั้นกระแสข่าวที่มีกลุ่มบุคคลได้รับวัคซีนไฟเซอร์จากที่ไหนอย่างไร ยืนยันว่าไม่ใช่วัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการจัดสรรในรอบนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่พยาบาล หรือทุกคนที่เสี่ยงในการดูแลผู้ป่วยโควิด19 ด่านหน้าทุกคน&amp;nbsp; รวมไปถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ด้วยเหตุที่เชื้อไวรัสมีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ตลอด จึงต้องมีชุดความรู้เกิดขึ้นใหม่ ไม่มีตำราไหนกำหนดไว้ และทำให้การต่อสู้เป็นไปยากลำบาก และผู้บริหารที่พิจารณา ทั้งด้านวิชาการ และบริบทของประเทศไทยเพื่อประโยชน์สูงสุดของบุคลากรและประชาชน จนเกิดแนวทางที่เป็นการป้องกันประชาชนด้วยวัคซีนไฟเซอร์ และเป็นความท้าทายในการตัดสินใจ ซึ่งต้องกราบเรียนว่า การตัดสินใจบางอย่างอยู่ในพื้นฐานหลักฐานที่มีทางวิชาการ บางอย่างอยู่ในความเป็นไปได้ที่คิดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นความเสี่ยงเพราะทุกอย่างเป็นสิ่งใหม่ เป็นเหตุให้พวกเราทุกคนต้องร่วมใจกันติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะของสภาวิชาชีพทั้ง 7 สภาวิชาชีพ ขอบคุณคณะกรรมที่ฟังเสียงจากส่วนรวมทุกฝ่ายทุกข้อมูล จนทำให้เกิดการดำเนินการในครั้งนี้ และให้วัคซีนไฟเซอร์ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะจะมีระบบแท็กติดตาม ในขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด อีกทั้งยังกำหนดให้มีการติดตามบุคลากรที่มีการลงทะเบียน 3 กลุ่มสุดท้ายที่เพิ่งมีการรับวัคซีน ถ้ามีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุน มั่นใจได้ว่าจะมีการคุ้มครองโดยปลัด สธ. ที่มีความห่วงใยกลุ่มนี้เป็นพิเศษ จะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ในอนาคตอย่างแน่นอน หากมีข้อมูลทางวิชาการหรือมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยกว่า สำหรับสมาชิกแพทยสภาที่ลงทะเบียนวัคซีนแอสตร้าเซนิก้าไว้ในเข็ม 3 จำนวน 200 คน หากต้องการปรับเปลี่ยนสามารถแจ้งในเฟสบุ๊ค แพทยสภา จะมีการดำเนินการให้ สุดท้ายต้องขอบคุณทุกคนที่ห่วงใยบุคลากรด่านหน้า ซึ่งปลัด สธ. ย้ำเสมอว่า บุคลากรด่านหน้าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสู้โควิด19 และต้องชนะไปด้วยกัน&amp;rdquo; นพ.อิทธพร กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111940</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุระ วิเศษศักดิ์, นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์, วัคซีน, สธ., ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_61078e777f6e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. แจงระบบขนส่งวัคซีนไฟเซอร์ เก็บในตู้เย็น 2-8 องศาได้นาน 30 วันคุณภาพคงที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64 - นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานด้านบริหารจัดการการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กรณีวัคซีนโควิดไฟเซอร์ กล่าวถึงการเก็บและขนส่งวัคซีนไฟเซอร์ในประเทศไทย 1.5 ล้านโดส ว่า จากการประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา รายงานเรื่องการเก็บวัคซีนที่ทางบริษัทแจ้งมา คือการขนส่งวัคซีนในตู้คอนเทรนเนอร์มานั้นจะอยู่ในอุณหภูมิ - 60 องศาฯ ถึง -&amp;nbsp;90 องศาฯ จะเก็บได้ค่อนข้างนาน เมื่อมาถึงประเทศไทยผ่านการตรวจสอบต่างๆ แล้วจะขนส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยควบคุมอุณหภูมิที่ -25 ถึง -&amp;nbsp;15 นั้น เก็บได้ 2 สัปดาห์ และเมื่อถึงพื้นที่แล้วสามารถเก็บในตู้เย็นปกติที่ความเย็น&amp;nbsp;2-8 องศาฯ สามารถเก็บวัคซีนไฟเซอร์ได้ 30 วัน และเมื่อดูดออกมาใส่เข็มฉีดยาแล้วจะเก็บได้ 6 ชั่วโมง ดังนั้นเราจึงไม่ได้มีการปรับเรื่องระบบการทำความเย็นใหม่แต่อย่างใด สามารถใช้ตู้เย็นปกติในการเก็บได้ รวมถึงกรณีวัคซีนไฟเซอร์ที่สั่งซื้ออีก 20 ล้านโดส ก็ใช้ระบบเดียวกัน ไม่ต้องปรับปรุงระบบใหม่ ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพของวัคซีน คุณภาพยังคงที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ขณะนี้มีหลายกลุ่มกังวลว่าจะมีการนำวัคซีนไฟเซอร์ไปให้กับกลุ่มวีไอพี แย่งโควตาของคนที่จำเป็นต้องฉีดจริงๆ เช่นบุคลากรการแพทย์ ที่จะใช้เป็นวัคซีนบูสเตอร์โดส นพ.สุระ กล่าวว่า ยืนยันว่าบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าต้องได้รับวัคซีนบูสเตอร์โดสแน่นอนทั้งไฟเซอร์ และแอสตราเซเนกา มีการสำรวจตัวเลขกันอยู่ และจะมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 29 ก.ค. อีกครั้ง เพื่อกระจายวัคซีน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีบุคลากรที่ฉีดบูสเตอร์โดสด้วยวัคซีนแอสตราฯ ไปแล้วจำนวนหนึ่ง ส่วนตัวเลขคนที่ฉีดด้วยแอสตราฯ นั้น อยู่ที่กรมควบคุมโรคเป็นผู้รวบรวม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111276</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุระ วิเศษศักดิ์, วัคซีนโควิด, วัคซีนไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffae97d1311.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สธ.&#039;ยอมรับรพ.สระบุรียังกู้ข้อมูลไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.2563 - นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีไวรัสคอมพิวเตอร์โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลสระบุรีว่า วันนี้ที่โรงพยาบาลจะมีการแถลงข่าวถึงเรื่องนี้โดยจะมีผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีมาแถลงด้วย ซึ่งจะรู้รายละเอียดของไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ทำให้เราเข้าไม่ถึงข้อมูล ซึ่งทราบว่ามีการแฮ็กมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้ยังกู้ไม่ได้ใช่หรือไม่ นพ.สุระกล่าวว่า ตอนนี้ทาง รพ.ก็พยายามกู้ไปเรื่อยๆ คือแฮ็กไป กู้ไป การแฮ็กตรงนี้จะทำให้เข้าไปถึงข้อมูลที่เราเก็บเอาไว้ และเราไม่สามารถเอากลับมาใช้ได้ &amp;nbsp;ตอนนี้ต้องใช้ระบบแมนนวลไปก่อน โดยใช้คนเดินแทน เช่นจากเดิมคนไข้เอ็กซ์เรย์แล้ว ผลจะส่งกลับมาหาหมอที่ตรวจคนไข้เลย แต่ตอนนี้หลังจากถูกแฮ็ก เมื่อคนไข้ไปเอ็กซ์เรย์แล้ว หมอจะเดินไปดูผลที่แผนกเอ็กซ์เรย์เอง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหน่อย ทั้งนี้การให้บริการประชาชนยังทำได้เหมือนเดิม แต่อาจจะล่าช้ากว่าเดิม เพราะเราเข้าไม่ถึงข้อมูลทั้งหมดที่เรามีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.สุระกล่าวด้วยว่า กระทรวงสาธารณสุขมีศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ในภาพใหญ่แต่ละโรงพยาบาลจะมีระบบป้องกันคือจะสำรองข้อมูลเอาไว้ในส่วนที่ไม่ต้องเชื่อมโยงทั้งระบบ เพราะเมื่อไหร่ที่เป็นระบบเชื่อม พอไวรัสเข้าไปก็จะไปบล็อกจุดที่หนึ่ง สอง สาม ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ หากเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นปัญหา ดังนั้นแต่ละหน่วย แต่ละโรงพยาบาลจะพยายามแบล็กอัพข้อมูลของตัวเองไว้อยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าตกลงเราต้องจ่ายเงินให้คนที่เข้ามาแฮ็กข้อมูลแล้วเรียกค่าไถ่หรือไม่ นพ.สุระ กล่าวว่า ยังไม่จ่าย เรากำลังเก็บกู้อยู่ ตอนนี้ทางโรงพยาบาล กำลังขอความร่วมมือจากหน่วยที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ซึ่งเป็นกระทรวงหลัก ก็เข้ามาช่วยดูด้วย แต่เรายังไม่ทราบรายละเอียดว่าการแฮ็กข้อมูลตรงนี้มาจากไหนอย่างไร แต่ทั้งนี้ได้มีการเตือนซึ่งทุกโรงพยาบาลทราบแล้ว เพราะจะมีกลุ่มไลน์ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการอยู่แล้ว และหลายที่ก็เคยเกิด แต่ไม่ได้เข้าถึงระบบได้เยอะมาก เพียงแต่เข้าถึงบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าต้องถึงขนาดยกเครื่องระบบเทคโนโลยีของกระทรวงสาธารณสุขใหม่หรือไม่ นพ.สุระ กล่าวว่า ไม่ต้องยกเครื่องใหม่หรอก เพราะระบบเดิมมันมีอยู่แล้ว ทุกโรงพยาบาลจะมีระบบการให้บริการคนไข้ มีคนคอยดูแลในระดับหนึ่งเพราะโรงพยาบาลทุกแห่งก็จ้างนักคอมพิวเตอร์ดูแลระบบเขาอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76923</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุระ วิเศษศักดิ์, ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลสระบุรี, ไวรัสคอมพิวเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f587d1ad2f87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
