<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 11:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พิมรี่พาย’ไม่รอดอย.ส่งให้ปคบ.สอบแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.64 - นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)​เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏว่า แม่ค้าออนไลน์ชื่อดัง พิมรี่พาย - พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กขายน้ำแร่ 1 ขวด ปริมาณ 300 ซีซี โดยระบุว่า &amp;ldquo;&amp;hellip; น้ำแร่คิตตี้ เพื่อนอาจจะหากินที่ไหนก็ได้ แต่น้ำแร่ที่นี่ ซื้อน้ำแร่ 1 ขวด แถมชุดตรวจโควิดแบบที่ขายในร้านยาค่ะ เพราะว่า อย. ไม่ให้ขายในออนไลน์ค่ะ เราก็ไม่ทำการละเมิดกฎแต่อย่างใด &amp;hellip; ราคาขายในร้านขายยา 350 ค่ะ ของเราไม่ขายนะคะ เราไม่ขายนะคะ ร้านขายยา 350 ราคาส่ง 200 กว่าบาท เราไม่ขายนะคะ เราขายน้ำแร่ 120 บาท น้ำแร่ 1 ขวด แถมชุดตรวจโควิด 1 ชิ้นค่ะ &amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการไลฟ์สดดังกล่าวได้แชร์ทางสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมากนั้น อย.ได้ตรวจสอบพบว่าการไลฟ์สดแจกชุดตรวจโควิด COVID-19 Antigen test Kit (ATK)​ ดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้ตามกฎหมาย การจำหน่าย จ่าย แจก มีความหมายเท่ากับเป็นการขายทั้งหมด ทั้งนี้ชุดตรวจ ATK นั้น อย. อนุญาตให้มีการขายในสถานพยาบาลและร้านขายยาที่มีเภสัชกรเท่านั้น การโฆษณาต้องมีการขออนุญาตจาก อย. ก่อน ตรวจสอบเบื้องต้นผลิตภัณฑ์ ที่นำมาไลฟ์ขายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. จึงน่าเป็นห่วงในเรื่องคุณภาพมาตรฐานของชุดตรวจที่อาจทำให้เกิดการแปลผลที่ผิดพลาดได้ และการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษสูงสุดคือจำคุก 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ อย. จะส่งหนังสือไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อสืบข้อเท็จจริงตามกรณีที่ปรากฏในไลฟ์สด และสืบหาตัวผู้นำเข้าและขายผลิตภัณฑ์ชุดตรวจโควิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม อย. ไม่ได้ห้ามเรื่องการโฆษณา สามารถโฆษณาได้ แต่ต้องมาขออนุญาตโฆษณาก่อน ซึ่งผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ที่จะอนุญาตให้โฆษณานั้น ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวว่าเหตุผลที่ชุดตรวจหาATK ด้วยตนเองนี้ ต้องวางจำหน่ายในสถานพยาบาล และร้านขายยาที่มีเภสัชกรเท่านั้น เพื่อจะได้ให้คำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการแปลผล ข้อปฏิบัติตัวหลังทราบผลการตรวจ ขอให้ผู้บริโภคสังเกตที่ฉลากของชุดตรวจจะมีข้อความภาษาไทยระบุว่า &amp;ldquo;บุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้&amp;rdquo; และเลขที่ประเมินเทคโนโลยีที่ได้รับอนุมัติจาก อย. ปรากฏบนฉลากหรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ด้วย ซึ่งชุดตรวจดังกล่าวจะเป็นการเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกด้านหน้าหรือน้ำลาย โดยภายในชุดตรวจจะมีคู่มืออธิบายถึงงวิธีการใช้ &amp;nbsp;และวิธีการแปลผลฉบับภาษาไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ชุดตรวจนี้เป็นการตรวจเบื้องต้นถ้าเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงควรกักตัว 14 วัน และถ้าตรวจแล้วมีผลลบควรตรวจซ้ำภายใน 3 - 5 วัน หรือถ้ามีอาการ โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบชุดตรวจที่ได้รับอนุญาตจาก อย. ได้ทางเว็บไซต์กองโดยควบคุมเครื่องมือแพทย์ https://www.fda.moph.go.th/sites/Medical/SitePages/test_kit_covid19.aspx สำหรับผู้ประกอบการที่จะโฆษณาจำหน่ายชุดตรวจต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ก่อน หากฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113704</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK, นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์, พิมรี่พาย, รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c8b01ec433.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อย.’เตือนอย่าซื้อฟาวิพิราเวียร์มากินเองเสี่ยงถึงชีวิต!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.2564 - &amp;nbsp;นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)​เปิดเผยถึงกรณีการซื้อยาฟาวิพิราเวียร์มากินเองว่า ประชาชนอย่าซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจได้ยาปลอมที่ไม่มีตัวยาสำคัญอยู่เลย หรือได้รับยาที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐานทำให้เสียโอกาสในการรักษา และอาจได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อน รวมถึงการซื้อยาผ่านอินเตอร์เน็ตผู้ป่วยอาจไม่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการใช้ยา ซึ่งปัจจุบันเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 และเข้ารับการรักษาในระบบที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้จะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุรโชค กล่าวว่ายาฟาวิพิราเวียร์จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องสั่งจ่ายและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จำเป็นต้องติดตามอาการข้างเคียงและผลการรักษาระหว่างการใช้ยา การใช้ยาในผู้ป่วยบางกลุ่มจำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ และความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่จะตามมาโดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ &amp;nbsp;นอกจากนี้จำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำ การใช้ยาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่าย ส่งผลให้ใช้ยาไม่ได้ผลเมื่อเกิดการติดเชื้อเป็นเหตุให้ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีผู้ไม่หวังดีหลอกขายยาให้แก่ประชาชน ทั้งมีการลักลอบนำยาของผู้ป่วยมาขาย หรือเจตนาปลอมให้เชื่อว่าเป็นยาฟาวิพิราเวียร์หลอกขายตามอินเทอร์เน็ต &amp;nbsp;ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากประชาชนสงสัยว่ายาฟาวิพิราเวียร์ที่ได้รับเป็นยาปลอมสามารถสอบถามและแจ้งเบาะแสที่สายด่วน 1556&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112164</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, ยาฟาวิพิราเวียร์, รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a1559e306a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2021 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่อยโล่ง ! ยาฟาวิพราเวียร์ 2.2ล้านเม็ด ถึงไทยจันทร์ 26เม.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24เม.ย.64-นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้มอบนโยบายและกำชับให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งจัดหายาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir)&amp;nbsp; จำนวน 2.2 ล้านเม็ดนั้น ขอแจ้งข่าวดีว่า จากการดำเนินงานอย่างเต็มที่โดย อย. ได้ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ในการประสานงานจัดหายาฟาวิพิราเวียร์กับประเทศญี่ปุ่น สามารถเร่งรัดจนได้ยาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะนำเข้ามาถึงประเทศไทยในวันที่ 26 เมษายน 2564 นี้&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนไทย และทางรัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่พร้อมจัดหายาสำรองเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100577</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., #โควิด-19, นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, ฟาวิพิราเวียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efadc98e1d1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2021 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย. ยันขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิดไม่ล่าช้า หลังเพิ่งอนุมัติ &#039;บ.แอสตร้าฯ&#039; ชี้ยึดหลักปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ม.ค.64 - นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด 19 อย่างเต็มที่ ได้ระดมสรรพกำลังทั้งผู้เชี่ยวชาญภายในและภายนอกมาร่วมพิจารณา เพื่อให้สามารถอนุมัติวัคซีนได้โดยเร็วที่สุด ยึดหลักว่าต้องเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย มีคุณภาพมาตรฐาน และมีประสิทธิผล ไม่สามารถผ่อนคลายกฎเกณฑ์หรือลดหย่อนการกำกับดูแล เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า อย. ได้รับเอกสารการขอขึ้นทะเบียน ในวันที่ 22 ธ.ค. 2563 และได้จัดส่งเอกสารให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลของวัคซีน จนมีการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด 19 ของแอสตร้าเซนเนก้า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 รวมเวลาการพิจารณาประมาณ 1 เดือน ซึ่งวัคซีนที่ อย. รับขึ้นทะเบียนเป็นวัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ที่จะต้องมีระบบการกำกับติดตาม เฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุรโชค กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีผู้มายื่นขออนุมัติวัคซีนโควิด 19 จาก อย. จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด โดยมีองค์การเภสัชกรรมเป็นผู้มายื่นขอ ซึ่ง อย. รอเอกสารเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ยืนยันว่าไม่ปิดกั้นบริษัทใดมายื่นขออนุญาตและพร้อมให้คำปรึกษาหรือตอบข้อสงสัย เพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า การจัดซื้อวัคซีนโควิด 19 จำนวน 2 ล้านโดส จากบริษัทซิโนแวค ประเทศจีน (Sinovac Biotech Limited, People&amp;rsquo;s Republic of China) ซึ่งองค์การฯ ดำเนินการตามที่ได้มอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้ได้แจ้งยื่นขออนุญาตขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไปแล้ว อยู่ระหว่างการประสานรวบรวมข้อมูลประกอบการยื่นขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม โดยการดำเนินการนี้องค์การฯ จะทำหน้าที่จัดซื้อตามจำนวนที่กรมควบคุมโรคแจ้งความต้องการมา เพื่อนำไปฉีดตามแผนการจัดสรรของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด 19 นี้ ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและแข่งกับเวลา ภายใต้สถานการณ์ มีความต้องการใช้ทั่วโลก อีกทั้งวัคซีนที่มีอยู่เพิ่งเสร็จจากงานวิจัยเข้าสู่กระบวนการผลิตของแต่ละบริษัท และทั่วโลกมีความต้องการใช้สูง ทราบมาว่าขณะนี้มีบริษัทเอกชนรายอื่นที่ได้ขอขึ้นทะเบียนวัคซีนจากผู้ผลิตประเทศจีนเช่นเดียวกัน&amp;rdquo; นพ.วิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90761</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์, นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, วัคซีนโควิด, อย., โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210123/image_big_600bda4208584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89726</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอศุภกิจ&quot;แจงกำลังจี้ ขอข้อมูลทดลองวัคซีนจาก&quot;ซิโนแวกซ์&quot; หลังเกิดกระแสไม่มั่นใจประสิทธิภาพ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13ม.ค.64-ในการแถลงความคืบหน้า สถานการณ์โรคไวรัสโควิด19 &amp;nbsp;ของกระทรวงสาธารณสุข มีการแถลงถึงปรเด็นประสิทธิภาพวัคซีนโควิด 19 ที่จะนำเข้าประเทศ &amp;nbsp;โดยนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ &amp;nbsp;กล่าวถึง กระแสวิตกกังวลในประสิทธิภาพวัคซีนซิโนแว็กซ์ ของประเทศจีน ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เนื่องจาก ผลการทดลองระยะ 3 &amp;nbsp;ในบราซิล ที่ประกาศโดยสถาบันบูตันตัน(Butantan Institute) ในบราซิล ที่ออกมาเมื่อวันสองวันที่ผ่านมาระบุว่ามีประสิทธิภาพ 50.4 &amp;nbsp;% &amp;nbsp;ส่งผลเกิดความไม่มั่นใจการนำเข้าซีคซิโนแวกซ์ ที่ไทยจะนำเข้ามา 2 ล้านโดสว่า &amp;nbsp;ขออธิบายความว่า ข้อมูลแถลงของสถาบันบูตันตัน ยังมีค่อนข้างจำกัด ขณะนี้ ทางไทยได้ขอข้อมูลโดยตรงจากซิโนแวกซ์ไปแล้่ว &amp;nbsp;และรอเขาตอบเป็นทางการว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าคืออะไร นอกจากนี้ ในขั้นตอน การขอขึ้นทะเบียนที่กำลังดำเนินการทางเอกสาร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)เขาต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็น ให้เราทราบ
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม การแถลงของทางสถาบันบูตันตัน ของบราซิล ได้ใช้คำว่า ภาพรวมประสิทธิภาพวัคซีนนี้ว่ามีระดับ &amp;nbsp;50% &amp;nbsp;หมายความว่าระหว่างคนที่ฉีด กับคนไม่ฉีด มีอัตราการติดเชื้อแตกต่างกัน ป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเลยแม้แต่น้อยได้ &amp;nbsp; 50.4 % &amp;nbsp;ซึ่งทดลองนี้ เป็นการทดลองในพื้นที่การระบาดสูง &amp;nbsp;ผู้ที่เป็นอาสาสมัครทดลองส่วนใหญ่เป็นบุคคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีโอกาสความเสี่ยงในการติดเชื้่อมากกว่าคนปกติทั่วไป &amp;nbsp;แต่ทางสถาบันบูตันตัน ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกในเรื่องประสิทธิผล 78% เมื่อเทียบระหว่างคนที่ฉีด กับคนที่ไม่ได้ฉีด ในเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงในคนที่ติดเชื้อ ไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจมีมากถึง 78%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; คำถามนี้ ถ้าให้ม้่นใจต้องรอข้อมูลจากซิโนแวกซ์ &amp;nbsp;ผมเรียนว่าไม่ว่าวัคซีนบริษัทใดที่มีผลทดลองเฟส 3 ออกมาแล้ว ล้วนแต่เป็นผลการทดลองในระยะต้นๆ ทั้งสิ้น การทดลองสมบูรณ์แบบเฟสของ &amp;nbsp;3 อาจต้องรอเป็นปีหรือปีครั้ง ขอเรียนอีกว่า ข้อดีของวัคซีนจีน คือ ใช้เทคโนโลยีรูปแบบเชื้อตาย ฉีดเข้าไปในร่างกาย เป็นการทำวัคซีนแบบดั้งเดิม ที่ปกติเคยทำกันในวัคซีนไรัสตับอักเสบบี หรือวัคซีนโรคโปลิโอ &amp;nbsp;เป็นเทคนิคที่เราคุ้นชิน ซึ่งประเทศจีนเอง ได้ฉีดให้ทหารและบุคคลากรทางการแพทย์ของเขาไปแล้วหลายแสนคน ไม่พบผลข้างเคียงที่น่าวิตก &amp;nbsp;เมื่อเทียบกับบางเจ้าวัคซีน ที่พบผลข้างเคียง สุดท้าย การที่เราจะเลือกวัคซีนไหน อยู่ที่ราคา &amp;nbsp;จำนวนที่มีให้เรา &amp;nbsp; บางอันคุณภาพดี แต่ให้เราได้ปลายปี เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาประกอบ &amp;nbsp;อีกประการ ถ้าองค์การอนามัยโลก กำหนดว่าถ้าวัคซีนใดมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;50% ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ และอาการไม่พึงประสงค์ต้องไม่มากก็ถือว่าใช้ได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่าการขึ้นทะเบียน &amp;nbsp;อย.ดู 3เรื่อง คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ว่าเพียงพอหรือไม่ ขณะนี้ &amp;nbsp;อย.ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญวัคซีนทุกคนในประเทศมาช่วยประเมินพิจารณาวัคซีนที่มาขอขึ้นทะเบียน เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการพิจารณาเร็วขึ้น &amp;nbsp;และเพื่อให้การประเมินเกิดขึ้นทุกด้าน ซึ่งตอนนี้มีวัคซีน 2 ราย ที่มายื่นขึ้นทะเบียน แต่ของซิโนแวกซ์ ข้อมูลอาจไม่ครบ แต่เนื่องจาก การระบาดของโควิด เป็นสถานการณ์เร่งด่วน เราจึงอนญาตให้บริษัท มายื่นข้อมูลทีละส่วนได้ และให้ผู้เชี่ยวชาญอ่านประเมินไปเรื่อยๆไก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ อย.ยังเปิดกว้างให้มีการนำเข้าวัคซีน แต่ผู้นำเข้าที่มายื่นขอขึ้นทะเบียน ต้องได้วัคซีนมาจากผู้ผลิตโดยตรง เพื่อป้องกันวัคซีนปลอม &amp;nbsp;และเพื่อให้ผู้นำเข้ารับผิดชอบถ้ามีปัญหาอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ใครก็ตามยื่นขอเป็นผู้นำเข้าวัคซีน โควิด &amp;nbsp;สามารถมาขอขึ้นทะเบียนพร้อมเอกสารกับ อย.ได้ เราพร้อมที่จะพิจารณา เช่น บริษัท เอกฃน หรือบริษัทยา จะยื่นเพื่อนำเข้าก็ได้ทั้งนั้น&amp;quot; รองเลขาธิการอย.กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89726</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., ขึ้นทะเบียนวัคซีน, ซิโนแวค, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5ffebf99de653.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;โควิด&quot;ถ้ามารอบ 2 รองรับผู้ป่วยได้ 1-2 หมื่นคน  สธ.แถลงความพร้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ก.ย.63- &amp;nbsp;ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี &amp;nbsp;นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ. วิทูรย์ อนันกุล ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขฉุกเฉิน และนพ. ธเนศ ดุสิตสุนทรกุล รักษาการผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน ร่วมกันแถลงข่าว &amp;ldquo;การบริหารจัดการสถานการณ์โควิด 19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ. สุรโชค กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโควิด 19 สถานการณ์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 โดยตั้งคณะทำงานด้านการกระจายทรัพยากรและอุปกรณ์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งช่วงแรกอาจยังไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เนื่องจากกำลังการผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ในประเทศยังไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีการบริหารจัดการ และมีโรงงานที่ผลิต 45 โรงงานและมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ต่างๆ เพียงพอรับมือกับโรคโควิด 19 และสำรองไว้ใช้ได้นานถึง 3 เดือน โดยหน้ากาก N95 มีสำรอง 2,430,189 ชิ้น อยู่ที่ส่วนกลาง 1,916,050 ชิ้น ชุด PPE สำรองไว้ 1,471,131 ชิ้น อยู่ที่ส่วนกลาง 607,494 ชิ้น หน้ากากอนามัยสำรองไว้ 43,414,478 ชิ้น อยู่ที่ส่วนกลาง 300,000 ชิ้น กำลังการผลิต 3,418,400 ชิ้นต่อวัน ซึ่งถือว่าเพียงพอ เนื่องจากประชาชนสามารถใช้หน้ากากผ้าควบคู่ไปด้วยได้ ขณะที่ยาฟาวิพิราเวียร์ มีสำรอง 590,680 เม็ด และยาเรมเดซิเวียร์ ขนาด 50 มิลลิกรัมจำนวน 65 ขวด และขนาด 100 มิลลิกรัม จำนวน 330 ขวด รองรับผู้ป่วยได้ 33 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ. สุรโชค กล่าวต่อว่า สำหรับจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนประเทศเมียนมา จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ &amp;nbsp;ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง มีการสำรองเวชภัณฑ์เพื่อรับมือกับโรคโควิด 19 ดังนี้ หน้ากาก N95 จำนวน 29,872 ชิ้น หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ จำนวน 3,831,938 ชิ้น ชุด PPE จำนวน 28,704 ชุด และชุด Surgical Gown จำนวน 15,645 ชุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนพ. วิทูรย์ อนันกุล ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขฉุกเฉิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีระบบติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยโรคโควิด 19 แบบเรียลไทม์ ซึ่งนำข้อมูลดังกล่าวมาบริหารจัดการทรัพยากร อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ทันที ทำให้สามารถรับมือกับโรคโควิด 19 ได้ นอกจากนี้ ในภาพรวมของประเทศมีศักยภาพรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 1-2 หมื่นคน บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนมีความพร้อม และยังคงความเข้มข้นของสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ในหลายรูปแบบ เพื่อไม่ให้คนไทยติดเชื้อจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนนพ.ธเนศ ดุสิตสุนทรกุล รักษาการผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กล่าวว่า สถานการณ์โควิด 19 กระทรวงสาธารณสุขได้รับพระมากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานรถเก็บตัวอย่างตรวจเชื้อชีวนิรภัยพระราชทานในการลงพื้นที่ตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก นอกจากนี้ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับทุกภาคส่วนในสถานการณ์โควิด 19 ทำให้ให้มีผู้ติดเชื้อน้อยลงตามลำดับ ขณะนี้ได้จัดสรรทรัพยากรให้ลงถึงพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นจังหวัดตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่มีการระบาดของโรค ทั้งเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อ รวมทั้งเร่งรัดเบิกจ่ายค่าเสี่ยงภัยเป็นขวัญกำลังใจบุคลากร และงบประมาณที่จำเป็นสำหรับใช้ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77418</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นพ.ธเนศ ดุสิตสุนทรกุล, นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, ระบาดระลอก2, วิฑูรย์ อนันกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f4fcd43bce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.ลั่นพร้อมขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด ทั้งไทยและเทศ ถ้าผลการทดลองในมนุษย์สำเร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30มิ.ย.63-นพ. สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค โตวิด -19 ไปพร้อมกับต่างประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งตามประกาศขององค์การอนามัยโลก (WHO) ขณะนี้ มีรายชื่อวัคซีนที่อยู่ในกระบวนการวิจัยทดลองทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 142 รายการ โดยอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ 13 รายการ และที่เหลืออีกจำนวน 129 รายการ อยู่ในกระบวนการวิจัยในหลอดทดลองและในสัตว์ สำหรับประเทศไทยมีวัคซีนที่อยู่ในรายชื่อตามประกาศขององค์การอนามัยโลกจำนวน 6 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้มีวัคซีนจาก 2 หน่วยงาน ที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนามากที่สุด คือ วัคซีนชนิด mRNA จากศูนย์วัคซีนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวัคซีนชนิด DNA ของบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด โดยมีผลการศึกษาในสัตว์ทดลองขั้นแรกเป็นที่น่าพอใจ และจะเริ่มวิจัยในมนุษย์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อย. ได้เตรียมความพร้อมในการรองรับการขึ้นทะเบียนวัคซีน โดยยึดหลักรวดเร็ว &amp;nbsp;แต่เป็นไปตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องมีความปลอดภัย โดย อย. &amp;nbsp;ได้เข้าไปร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เริ่มโครงการ และมีการติดตามความก้าวหน้าในทุกกระบวนการอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้คำแนะนำ รวมถึงวางแผนไปจนจบกระบวนการผลิตเป็นวัคซีนออกมา &amp;nbsp; เพื่อให้ทุกขั้นตอนถูกต้องและเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม อย. ทราบถึงความจำเป็นของสถานการณ์การแพร่กระจายของโรค ที่ต้องมีวัคซีนมาใช้โดยเร็ว &amp;nbsp;กรณีบางขั้นตอนหากผู้วิจัยคิดว่าอาจจะไม่จำเป็นหรือสามารถข้ามขั้นตอนนั้นไปได้ อย. พร้อมให้การพิจารณาสนับสนุนให้การพัฒนาวัคซีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่เน้นย้ำว่าในการข้ามขั้นตอนนั้นจะต้องมีข้อมูลวิชาการมายืนยัน และต้องมีมาตรฐานไปในทิศทางเดียวกับกติกาสากลขององค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; นอกจากการสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาวัคซีนในประเทศแล้ว อย. ยังได้ติดตามสถานการณ์การพัฒนาวัคซีนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้เตรียมความพร้อมในการรองรับการขึ้นทะเบียนในสถานการณ์เร่งด่วนกรณีที่มีการทดลองวัคซีนในมนุษย์สำเร็จ และขอให้เชื่อมั่นในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติทะเบียนเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค&amp;quot;รองเลขาฯอย.กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70133</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, วัคซีนป้องกันโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efadc98e1d1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
