<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย รับรางวัล UNIATF Award ผ่านผลงานเด่น “ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล” ชี้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องลด 17.7 % </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ในวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาผ่านระบบออนไลน์ (Web conference) โดยรางวัลที่ได้เป็นรางวัลขององค์การสหประชาชาติที่มอบให้แก่หน่วยงาน/องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากทั่วโลก ในการผลักดันนโยบาย และขับเคลื่อน ควบคุม และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามกรอบ SDGs ในปีนี้มีหน่วยงาน/องค์กร ที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 19 รางวัล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลในหมวดภาครัฐด้านสาธารณสุข ที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยได้นำผลงานดังกล่าวของกรมอนามัยไปนำเสนอ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านผลการดำเนินนโยบาย และเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ในภาพรวมราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2) เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด และ 3) สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุดพบว่า เครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การบริโภคหวานจนเกินพอดีของคนไทยเป็น 1 ในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs หลายโรคมาก การขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีส่วนช่วยลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและหาซื้อได้ง่ายขึ้นให้กับผู้บริโภค นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินอยู่ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ ปี 2552 สสส. และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน&amp;nbsp;ซึ่งก็มีบุคลากรของกรมอนามัยร่วมเป็นแกนนำ ได้ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมเพื่อลดการบริโภคหวานที่ล้นเกินมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม กฎกระทรวงห้ามเติมน้ำตาลในนมผงสูตรต่อเนื่อง การสื่อสารประเด็น &amp;ldquo;อ่อนหวาน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หวานน้อยสั่งได้&amp;rdquo; มาตรการขอความร่วมมืออุตสาหกรรม ให้ลดขนาดน้ำตาลซองไม่เกิน 4 กรัม นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมสรรพสามิตอย่างเข้มข้น มีการสื่อสารสาธารณะ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายในระดับภาคการเมือง โดยผ่านทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้กับขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ ภาคีเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างหนักหน่วง&amp;nbsp;เป็นหลักฐานยืนยันว่า มาตรการทางภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นนโยบายทางการเงินการคลังที่ช่วยปกป้องสุขภาพประชาชน ลดโอกาสเสี่ยงจากโรค NCDs เช่นเดียวกับการผลักดันมาตรการทางภาษีโซเดียมในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการ เพื่อการกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนทางนโยบายที่เหมาะสมต่อไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117987</URL_LINK>
                <HASHTAG>United Nations Inter-Agency Task Force, United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases, กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, นโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล, ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล, ภาคีเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน, รางวัล UNIATF Award, ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย, สสส., องค์การสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61516bfc45fe4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หมอสุวรรณชัย’ยกผลโพลบี้สถานประกอบการทำความสะอาดทุกชั่วโมง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 &amp;ndash; นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลที่การท่องเที่ยว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แห่งประเทศไทยจะดำเนินการเสนอที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เพื่อพิจารณาแผนสำหรับการเปิดประเทศอีก 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี (เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ) จังหวัดเพชรบุรี (อำเภอชะอำ) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (อำเภอหัวหิน) จังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอเมือง อำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม และอำเภอดอยเต่า) และกรุงเทพมหานคร สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว พร้อมตรวจหาเชื้อก่อนขึ้นและลงเครื่องเพื่อให้ท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ได้แบบไม่กักตัว ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว กรมอนามัยร่วมกับสวนดุสิตโพลได้สำรวจ Anamai Event Poll ในประเด็น &amp;ldquo;ความคิดเห็นของประชาชนหลังปรับมาตรการของวันที่ 1 กันยายน 2564 และสิ่งสนับสนุนที่ต้องการ&amp;rdquo; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการมีมาตรการพิเศษเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิต โดยเห็นด้วยกับมาตรการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคสถานประกอบการทุกชั่วโมงมากที่สุด 87% ซึ่งสามารถทำได้ทันที รองลงมาคือพนักงานและลูกค้ามีบัตรการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม &amp;nbsp;86.4%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อให้สามารถเปิดบริการได้ คือให้มีการจัดสรรโควตาการฉีดวัคซีนให้พนักงาน ผู้ประกอบการมากที่สุด 33% รองลงมาคือ จัดให้มีเงินทุนดำเนินธุรกิจ &amp;nbsp;26% และสนับสนุนชุดตรวจ ATK แก่ร้านค้า 18.4% ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอความร่วมมือให้สถานประกอบการ กิจการ สถานบริการสาธารณะที่ให้บริการประชาชนในทุกกลุ่มวัย ยังคงต้องคุมเข้มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทั้งการประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม TSC 2 Plus และให้มีพนักงาน ลูกค้า ประเมินความเสี่ยงผ่านระบบไทยเซฟไทย พร้อมจัดให้มีจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย จุดบริการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสที่มีการสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู ปุ่มกดในลิฟต์ ราวบันได ลดความแออัดของผู้ใช้บริการ รวมทั้งประชาชนยังคงต้องเฝ้าระวังและป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยเฉพาะแหล่งชุมชนหนาแน่น หรือมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ตลาด เป็นต้น รวมทั้งประชาชนต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ และรักษาระยะห่างระหว่างกันไม่น้อยกว่า &amp;nbsp;1-2 เมตรอยู่เสมอ&amp;rdquo;อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117495</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ศบค., ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, อธิบดีกรมอนามัย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614aa57b94a58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัสเตอร์ฟันน้ำนม&#039; ติดเชื้อสะสม 3 หมื่นคน กทม.สูงสุด แนะคัดกรองครูผู้ดูแลเด็กด้วย ATK</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค.64 - ​นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หลังจากพบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลขึ่ง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยการติดและแพร่ระบาดครั้งนี้มาจากผู้ดูแลเด็ก เบื้องต้นพบเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงกว่า 70 คน พบผู้ป่วยเป็นเด็กเล็กจำนวน 11 คน อายุต่ำสุด 4 เดือน นั้น จากกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเคยเกิดการระบาดในลักษณะกลุ่มก้อนเช่นนี้มาก่อน และกลุ่มเด็กเล็กเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังหลังพบแนวโน้มระบาดในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายงานสถานการณ์โควิด-19 เด็กปฐมวัย (0-5 ปี) พบเด็กติดเชื้อตั้งแต่ 1 เม.ย. &amp;ndash; 14 ส.ค.2564 จำนวน 26,513 คน เป็นคนไทย 22,982 คน ต่างชาติ 3,531 คน เสียชีวิตสะสม 5 คน และจากข้อมูลล่าสุด 21 ส.ค. 2564 พบจำนวนเด็กติดเชื้อเพิ่มขึ้น 5,298 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน คิดเป็นร้อยละ 3.7 เป็นคนไทย 4,773 คน ต่างชาติ 525 คน และเสียชีวิตเพิ่ม 4 คน&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน คิดเป็นร้อยละ 33 ส่งผลให้มียอดรวมเด็กติดเชื้อสะสม ณ วันที่ 21 ส.ค.2564 จำนวน 31,811 คน เป็นคนไทย 27,755 คน ต่างชาติ 4,056 คน เสียชีวิตรวม 9 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจังหวัดกรุงเทพมหานครพบมีการติดเชื้อสูงสุด 5,806 คน รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรสาคร 2,324 คน และ จังหวัดชลบุรี 1,993 คน สาเหตุที่ติดเชื้อมากที่สุดคือสัมผัสกับคนใกล้ชิดที่เป็นผู้ป่วยยืนยันมากที่สุด 18,807 คน โดยการติดและแพร่เชื้อในเด็กเล็กที่ผ่านมามักไม่ต่างไปจากการติดเชื้อในผู้ใหญ่ แต่เด็กอาจจะมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากผู้ป่วยเด็กคนนั้นมีภาวะอ้วน เป็นโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก เบาหวาน หอบหืด หัวใจพิการแต่กำเนิด หรือภาวะผิดปกติทางระบบประสาทในบางรายส่งผลให้อันตรายถึงชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ขอให้ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยที่ยังเปิดให้บริการอยู่เข้าประเมินตนเองผ่าน&amp;nbsp;Thai Stop COVID Plus พร้อมยกระดับการคุมเข้มขั้นสูงสุดโดยมีการทำความสะอาดสถานที่ สิ่งของเครื่องใช้ จุดสัมผัสต่าง ๆ รวมถึงยานพาหนะที่ใช้รับส่งให้สะอาด ปลอดภัย มีการกำหนดจุดรับ-ส่งเข้าออกเฉพาะจุดเท่านั้น และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาบริเวณพื้นที่ภายในของศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย มีการกำหนด&amp;nbsp; จุดคัดกรอง วัดไข้ จุดล้างมือล้างเท้าชัดเจน ด้านครูผู้ดูแลเด็กจะต้องสังเกตอาการตนเองหรือคนใกล้ชิดอยู่เสมอ หากมีไข้ ไอ เหนื่อยหอบ หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้หยุดงานทันที รวมทั้งควรเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนปฏิบัติงานทุกครั้ง สวมหน้ากากอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการจัดกิจกรรมควรให้เด็กอยู่ภายในกลุ่มตัวเองหรือแยกเป็นรายบุคคล ไม่ให้ข้ามกลุ่มไปมา เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรค รวมทั้งการกินอาหารและการนอน ต้องเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร หรือมีฉากกั้นระหว่างบุคคล และหากพบว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ต้องยกระดับการป้องกันโควิด-19 ด้วยการคัดกรองครูผู้ดูแลเด็กด้วยการตรวจ Antigen Test Kit (ATK)​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้านพ่อแม่ ผู้ปกครอง เมื่อมารับเด็กกลับบ้าน ไม่ควรแวะตามสถานที่เสี่ยงต่างๆ ขอให้รีบกลับบ้าน และให้เด็กอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเมื่อถึงบ้าน อีกทั้งเพื่อเป็นการจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สู่ครอบครัว ขณะอยู่บ้านขอให้สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติ ดังนี้ 1) เว้นระยะห่างระหว่างกัน จำกัดการเดินทางเท่าที่จำเป็น และไม่ไปในที่มีคนหนาแน่น 2)สวมหน้ากากตลอดเวลา ยกเว้นเฉพาะเวลากินอาหาร และไม่กินอาหารร่วมกัน หากจำเป็นต้องดูแลให้เด็กกินอาหารผู้ปกครองควรแยกหรือเหลื่อมเวลาการกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ และ 4)ผู้ปกครองควรทำงานที่บ้าน และประเมินความเสี่ยงตนเองผ่าน &amp;quot;ไทยเซฟไทย&amp;rdquo; ทุกวัน หากสังเกตอาการมีไข้สูงกว่า 37.8 องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูกหายใจไม่สะดวก อาจมีปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องเสีย และถ้ามีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยที่ยืนยันว่าติดเชื้อควรตรวจและคัดกรองตนเองด้วย ATK เช่นกัน&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115056</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, คลัสเตอร์ฟันน้ำนม, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, เด็กปฐมวัย, เด็กเล็ก, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612ca3554b671.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย แนะโรงงานพบพนง.ติดเชื้อเกิน 10% ไม่ควรปิดบัง ให้แจ้งภายใน 3 ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.64 - ​นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ยังเกิดคลัสเตอร์โรงงานกระจายในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;ซึ่งกรมอนามัยได้ขอความร่วมมือโรงงานขนาดใหญ่ที่มีคนงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป จำนวน 3,300 แห่ง ประเมินผ่าน Thai Stop COVID Plus (GOOD FACTORY PRACTICE) โดยโรงงานที่ยังไม่พบพนักงานติดเชื้อ ขอให้ยังคุมเข้ม มาตรการที่ 1-3 ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มาตรการด้านการป้องกันโรค มีการคัดกรองวัดอุณหภูมิ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้บริการ ลดความแออัด&amp;nbsp; การเว้นระยะห่าง ติดตามข้อมูลของผู้ปฏิบัติงาน จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้บริการ รวมถึงการให้ผู้ที่อยู่ในโรงงานปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส การจัดการขยะมูลฝอย จัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม หอพักสำหรับผู้ปฏิบัติงานต้องสะอาด ไม่แออัด และหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม หากมีรถรับ-ส่ง ต้องมีการทำความสะอาด สำหรับการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงอาหาร ต้องกำหนดเส้นทางการเดิน จุดนั่ง เดิน ยืน หรือที่พักรอ&amp;nbsp;ให้ชัดเจน แยกสำรับอาหาร และไม่ใช้แก้วน้ำ จาน ชาม ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการเสริมสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ ต้องมีกลไกการจัดการและแผนเผชิญเหตุ เมื่อเกิดเหตุกรณีพบพนักงานติดเชื้อต้องมีการซักซ้อมแผน หากมีแรงงานต่างด้าวต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และสำหรับโรงงานขนาดใหญ่&amp;nbsp;ต้องเข้มเรื่องการคัดกรองผู้ปฏิบัติงานและผู้มาติดต่อ โดยใช้ระบบประเมินตนเองผ่านเว็บไซต์ &amp;ldquo;ไทยเซฟไทย&amp;rdquo; ก่อนเข้าปฏิบัติงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงรายบุคคล กรณีมีรถรับ-ส่ง ให้พนักงานสวมหน้ากากตลอดเวลา เว้นระยะห่าง วัดอุณหภูมิก่อนขึ้นรถ และเช็ดฆ่าเชื้อในรถหลังใช้งาน ทำความสะอาดฆ่าเชื้อในพื้นที่ส่วนกลาง และจุดสัมผัสร่วมให้เปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติ เช่น ประตู ก๊อกน้ำ เป็นต้น เพื่อเป็นการลดการสัมผัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากโรงงานพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าร้อยละ 10 ของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด ไม่ควรปิดบัง ให้ใช้มาตรการหลักที่ 4 คือ มาตรการเมื่อพบผู้ติดเชื้อแจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สั่งการและคำแนะนำ หลังจากนั้นให้พิจารณาปิดพื้นที่หรือสถานที่และทำความสะอาดพื้นผิวทันที โดยจัดการแบบ Bubble and Seal เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินการต่อไปได้ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ให้ส่งตรวจเชื้อและกักตนเองทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้เสี่ยงต่ำให้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำหรับแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงาน และแนวทางการปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อ โดยให้ผู้ประกอบการต้องประเมินตนเองอย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์ สำหรับพนักงานทุกคนยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน D-M-H-T-T อย่างเคร่งครัด พร้อมยกระดับคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงด้วยชุดตรวจ ATK&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114596</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, โควิด, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_61271cc73e568.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัยวอนสังคมอย่ารังเกียจผู้ป่วยกักตัวที่บ้าน14วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.64 &amp;ndash; นพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของประเทศไทย แม้จะพบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน แต่การรักษาของผู้ป่วยก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยเช่นกัน ซึ่งตามกระบวนการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับการรักษาจนหายป่วยแล้ว แพทย์จะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นหรือกักตัวต่อที่บ้านจนครบ 14 วัน นับจากวันตรวจพบเชื้อ จึงขอความร่วมมือให้ชุมชน เพื่อนบ้านทำความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจไม่รังเกียจผู้ที่ติดเชื้อจากโควิด19 พร้อมสนับสนุนดูแลผู้ที่กลับมากักตัวต่อที่บ้าน เช่น อาหาร สิ่งของจำเป็น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ 70% เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า ผู้ที่ออกจากโรงพยาบาลหรือศูนย์แยกกักตัวในชุมชนกลับไปกักตัวที่บ้านต่อจนครบ 14 วัน ให้ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.งดออกจากบ้านทุกกรณี จนกว่าจะครบ 14 วัน ยกเว้นการเดินทางไปโรงพยาบาบโดยการนัดหมาย &amp;nbsp;2.ให้แยกห้องนอนจากผู้อื่น ถ้าไม่มีห้องนอนแยก ให้นอนห่างจากผู้อื่นให้มากที่สุดอย่างน้อย 3-5 เมตร และต้องเป็นห้องที่เปิดให้อากาศระบายได้ดี ผู้ติดเชื้อนอนอยู่ด้านใต้ลม 3.ถ้าแยกห้องน้ำได้ควรแยก ถ้าแยกไม่ได้ ให้ผู้ติดเชื้อใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายและทะทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาล้างห้องน้ำ หรือผงซักฟอก หลังการใช้ทุกครั้ง 4.การดูแลสุขอนามัย ให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากถ่ายปัสสาวะ หรืออุจจาระ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ 70% 6.ไม่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น 7.หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในระยะไม่เกิน 2 เมตร การพบปะกันให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 8.ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่สุก สะอาด และมีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และ 9.หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นใหม่ หรือมีอาการ เช่น ไข้สูง ไอมาก เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ หายใจไม่สะดวก เบื่ออาหาร ให้ติดต่อสถานพยาบาล และหากต้องเดินทางมาสถานพยาบาล แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยระหว่างเดินทางตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า ผู้ที่กักตัวครบ 14 วันแล้ว สามารถอยู่ร่วมกับคนในบ้านได้ตามปกติ ไม่ต้องตรวจเชื้อซ้ำแต่อย่างใด แต่ยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือให้สะอาด เว้นระยะห่าง และหลีกเลี่ยงงสถานที่แออัดหรือสถานที่ที่ระบายอากาศไม่ดี เพราะจากข้อมูลของการแพร่เชื้อโควิด19 ซึ่งเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ที่มีการติดต่อผ่านฝอยละอองขนาดเล็กจากผู้ติดเชื้อ การแพร่เชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการอยู่ใกล้ชิดกัน มีกิจกรรมร่วมกัน มีการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน รวมทั้งมักเกิดภายในสถานที่แคบ แออัด ระบบการระบายอากาศไม่ดี หรือมีคนจำนวนมากอยู่รวมกันโดยไม่มีการป้องกันตัวเอง เช่น ไม่ใส่หน้ากากหรือใส่หน้ากากไม่ถูกวิธี นอกจากนี้ หลังจากที่ผู้ป่วยโควิด19 รักษาหายแล้ว 3 เดือน ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิดเพื่อลดความเสี่ยงในการ ติดเชื้อโควิด19 ซ้ำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113703</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว 14 วัน, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผู้ป่วย, อธิบดีกรมอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c89192b78d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!ยอดผู้สูงอายุสังเวยโควิด19พุ่งสูง65.2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.64 &amp;ndash; นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน &amp;ndash; 8 สิงหาคม 2564 พบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 727,642 ราย เป็นผู้สูงอายุติดเชื้อ 56,397 ราย คิดเป็น 7.8% ส่วนผู้ติดเชื้อเสียชีวิตทั้งหมด 6,110 ราย เป็นผู้สูงอายุที่เสียชีวิตสูงถึง 3,981 ราย คิดเป็น &amp;nbsp;65.2% ซึ่งสาเหตุของการติดเชื้อมากที่สุดคือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อยืนยัน โดยผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะสัมผัสและติดเชื้อจากบุคคลในครอบครัว หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ สำหรับการรับวัคซีนในผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุรับวัคซีนเข็มแรกไปแล้ว 20.87% ส่วนการรับวัคซีนครบทั้งสองเข็มมีเพียง 4.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า ต้องมีการยกระดับมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในสถานดูแลผู้สูงอายุ ด้วยการขอให้สถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุปฏิบัติตามมาตรการของสถานที่และประเมินตนเองใน Thai Stop COVID Plus งดรับผู้สูงอายุรายใหม่ ในกรณีจำเป็นให้แยกที่พักรายใหม่ 14 วัน จัดหาวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุและผู้ดูแล บุคลากรที่ปฏิบัติงานต้องประเมินความเสี่ยงทุกวันกรณีพบว่ามีความเสี่ยงให้ตรวจ Antigen Test Kit ทุก 7-14 วัน แต่หากมีผู้ติดเชื้อให้ทำความสะอาดสถานที่ทันที พร้อมเฝ้าระวังและค้นหาผู้เสี่ยงติดเชื้อรายใหม่ด้วย Antigen Test Kit ส่วนสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุให้ประเมินตนเองซ้ำอีกครั้งใน Thai Stop COVID Plus และจัดหาผู้ดูแลรายใหม่กรณีผู้ดูแลเดิมต้องกักตัว จัดระบบส่งต่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม กรณีมีความพร้อมจัดตั้ง Organization Isolation ให้ประสานโรงพยาบาลหลักเพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;ldquo;สำหรับการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดการติดและแพร่เชื้อ ดังนี้ 1.งดจัดกิจกรรมรวมกลุ่มในบ้าน 2.งดการกินอาหารร่วมกัน 3.จำกัดการเยี่ยมผู้สูงอายุกรณีผู้เยี่ยมที่มาจากพื้นที่เสี่ยง 4.สวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น 5.ทำความสะอาดสถานที่ และพื้นผิวที่สัมผัสร่วมบ่อย ๆ 6. บุคคลในครอบครัวล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ 7.จัดให้มีระบบระบายอากาศในห้องพักที่ถ่ายเทอากาศได้ดี และ 8.กำหนดสัดส่วนของผู้ดูแลต่อผู้สูงอายุให้ลดน้อยลง&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112944</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผู้สูงอายุ, อธิบดีกรมอนามัย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113700babc50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย พบหญิงตั้งท้องติดเชื้อโควิด 898 ราย เสียชีวิต 16 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;22 ก.ค.64 - นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2563 &amp;ndash; 20 ก.ค. 2564 พบมีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ 898 ราย เสียชีวิต 16 ราย ในขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ข้อมูลวัคซีนหญิงตั้งครรภ์ยังมีไม่มาก กรมอนามัยจึงให้ความสำคัญโดยร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญ ผลักดันนโยบายให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลที่เหมาะสมผ่านคลินิกฝากครรภ์ที่หญิงตั้งครรภ์ไปรับบริการอยู่ โดยให้หญิงตั้งครรภ์จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ควรต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว ยังคงต้องป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเป็นพิเศษ โดยงดใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับคนในบ้าน หมั่นล้างมือเป็นประจำ เว้นระยะห่าง งดออกจากบ้านหรือเดินทางเท่าที่จำเป็นเมื่อต้องไปตรวจครรภ์ โดยเฉพาะรายที่มีความเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีโรคประจำตัว อาจโทรปรึกษาแพทย์เพื่อขอเว้นระยะเวลาการไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล&amp;nbsp;โดยให้แพทย์ เป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม&amp;quot;นพ.สุวรรณชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;อีกทั้งกรมอนามัยได้ออกคำแนะนำการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ในสถานการณ์โควิด-19 มีการปรับรูปแบบบริการของหน่วยบริการ ได้แก่ การให้บริการฝากครรภ์และคลินิก เด็กสุขภาพดีแบบวิถีใหม่ เพื่อลดเวลาการอยู่ในโรงพยาบาลของผู้รับบริการให้น้อยลง และนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการสื่อสารกับผู้รับบริการ ออกแนวปฏิบัติในการดูแลเด็กติดเชื้อโควิด-19 แนวปฏิบัติในการเปิดสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศผ่านระบบการประชุมทางไกลโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ การติดตามข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงมีการทบทวนวิเคราะห์สาเหตุการตายมารดาจากโควิด-19 เพื่อหามาตรการป้องกัน โดยมีศูนย์อนามัยที่ 1&amp;ndash;12 ของกรมอนามัย ติดตามการดำเนินงานในพื้นที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110740</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, หญิงตั้งครรภ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f937be1fa3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
