<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33388</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชนชราเสี่ยงจมน้ำไม่น้อยกว่าเด็ก แนะจัดที่อยู่อาศัยพร้อมคนดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากเด็กแล้ว ปัญหาผู้สูงอายุจมน้ำก็พบได้ค่อนข้างบ่อยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคุณตาคุณยายมีปัญหาสุขภาพอย่างโรคอัลไซเมอร์ที่เสี่ยงต่อการพลัดตกน้ำ หรือการเป็นลม และเดินเซตกลงไปในแม่น้ำลำคลอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนที่ใกล้กับลำคลอง หนอง บึง หรือมีแม่น้ำล้อมรอบที่อยู่อาศัย ดังนั้นการดูแลเอาใจใส่จากบุตรหลานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มาให้ข้อมูลการป้องกันผู้สูงอายุจมน้ำเสียชีวิตไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ให้คำแนะนำว่า &amp;ldquo;ผู้สูงอายุโดยทั่วไปมีความเสี่ยงในการจมน้ำเช่นเดียวกันกับเด็ก เช่น การลื่น อีกทั้งเรื่องของการทรงตัวที่ไม่ดี เสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย รวมถึงการเป็นลม และการตัดสินใจบางอย่าง เนื่องจากภาวะสติปัญญาต่ำจากโรคประจำตัวอย่างอัลไซเมอร์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นวัยที่เหมือนกับเด็ก เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องออกแบบสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย เนื่องปัจจุบันประเด็นของการดูแลผู้สูงอายุเป็นที่ให้ความสนใจ และเป็นเรื่องที่สำคัญมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทั้งนี้ หากผู้สูงวัยอาศัยอยู่บ้านใกล้แหล่งน้ำ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยจัดเตรียมให้มีอุปกรณ์ช่วยบางตัว เช่น ราวเกาะ และรั้วกั้น ที่สำคัญลูกหลานต้องคอยดูแลผู้สูงวัยที่มีปัญหาเรื่องความทรงจำเสียหาย ซึ่งต้องการดูแลเพิ่มมากขึ้น หรือไม่ให้ท่านออกจากบ้านโดยลำพัง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหาทางแก้ไข หรือแม้แต่ผู้ดูแลคนสูงอายุที่เป็นวัยกลางคน ซึ่งบางครั้งต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จึงมีเวลาดูแลคนแก่น้อยลง หรือถูกบริษัทและองค์กรที่ทำงานกดดัน ซึ่งอาจทำให้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ได้ลดน้อยลง ก็ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือแม้แต่แนวคิดที่ว่า ในคอนโดมิเนียม 1 แห่ง ที่มีประมาณ 1,200 ยูนิต จำเป็นต้องบังคับว่าควรมียูนิตสำหรับผู้สูงอายุอยู่ชั้นล่าง 1 ยูนิต ที่ถูกจัดให้เป็นห้องเอนเตอร์เทนเมนต์ และมีคนดูแลวัยเก๋าให้ ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ในค่าสาธารณูปโภค หรือเป็นค่าใช้จ่ายรวมกันของทุกคนที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งนี้ เช่น ถ้าหากว่าคุณมาอยู่คอนโดมิเนียมนี้ต้องดูแลผู้สูงอายุร่วมกัน (คล้ายกับการเปิดศูนย์ดูแลเด็กเล็กขององค์กรที่ดูแลบุตรหลานของพนักงาน หรือจะรวมศูนย์ดูแลเด็กและผู้สูงวัยเข้าไว้ด้วยกัน เพราะถ้าหากจัดให้เป็นลักษณะของบ้านพักสำหรับดูแลผู้สูงวัยโดยเฉพาะ อาจทำให้ผู้สูงวัยบางคนรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง หากเป็นคนในสังคมตะวันออก) ตอนเช้าก่อนไปทำงานให้ลูกหลานพาท่านลงมาอยู่ชั้นล่าง มีคนดูแลให้ หรือจะมีศูนย์เด็กเล็กรวมอยู่ด้วยก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนตอนเย็นก็มารับกลับขึ้นไป ถ้ามีผู้สูงอายุยังสามารถเดินได้ด้วยตัวเอง ก็สามารถเดินขึ้น-ลงคอนโดมิเนียมได้ ทั้งนี้ ไอเดียการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสามารถป้องกันคนจมน้ำได้ เพราะมีคนดูแล อีกทั้งคนวัยเก๋ามีพื้นที่ขยับตัว ป้องกันการหกล้ม กระตุ้นพัฒนาการของผู้สูงอายุ และภายในคอนโดฯ ก็มีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับสถานพยาบาลข้างเคียง หรือถ้าเป็นในชุมชนชนบทก็สามารถใช้โรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อร่วมกันดูแลคนวัยเก๋าให้ปราศจากปัญหาการจมน้ำ หรือได้รับภัยต่างๆ ตลอดจนให้ผู้สูงอายุได้ความผ่อนคลายจากกิจกรรมที่ทางโรงเรียนผู้สูงอายุ แม้ว่าจะจัด 3 วันต่ออาทิตย์ ก็เป็นไอเดียที่ดีและน่าสนใจครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ลูกหลานจำเป็นต้องดูแลใกล้ชิด เพื่อป้องกันเดินพลัดหลงและจมน้ำในที่สุด หรือให้ท่านทำกิจกรรมที่อยู่ในสายตาของบุตรหลาน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.อดิศักดิ์ ทิ้งท้ายสรุปว่า ไอเดียในการดูแลผู้สูงวัยดังกล่าวคล้ายกับการเปิดศูนย์ดูแลเด็กเล็กขององค์กรเอกชน ที่ดูแลบุตรหลานของพนักงานหลังเลือกเรียน หรืออีกไอเดียหนึ่งคือ การรวมศูนย์ดูแลเด็กและผู้สูงวัยเข้าไว้ด้วยกัน เพราะถ้าหากจัดให้เป็นลักษณะของบ้านพักสำหรับดูแลผู้สูงวัยโดยเฉพาะ อาจทำให้ผู้สูงวัยบางคนรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง โดยเฉพาะคนในสังคมโลกตะวันออกอย่างบ้านเรา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากการดูแลด้านร่างกายเพื่อไม่ให้ผู้สูงวัยจมน้ำแล้ว แต่มิติด้านจิตใจอย่างการส่งเสริมให้คนวัยเก๋ามีคนดูแล ทั้งนี้ เพื่อให้มีกิจกรรมที่สนุกสนานทำร่วมกัน เพื่อกระตุ้นพัฒนาการต่างๆ ที่สำคัญยังช่วยคลายเหงา เมื่อลูกหลานต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ย่อมถือเป็นการดูแลสุขภาพที่ครบทุกมิติ...เห็นด้วยไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33388</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190410/image_big_5cadf50f6b1b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดเทอมชีวิตไม่ปิดฉาก รู้ทักษะเอาตัวรอด..จมน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มีนาคม เมษายน และพฤษภาคม&amp;rdquo; ถือเป็น 3 เดือนอันตรายที่เด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำมากที่สุด โดยเฉพาะเดือนเมษายนของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการศึกษาวิจัยและติดตามการเสียชีวิตของเด็กที่เริ่มขึ้นในปี 2543 ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พบว่าเด็กเสียชีวิตสูงที่สุดในช่วงระหว่างวันที่ 12-23 เมษายน (เฉลี่ยเดือนละ 350 ราย) และคิดรวมตลอดทั้ง 3 เดือนอันตราย มีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,000 รายตลอดทั้งปี แม้ว่าตลอดระยะเวลา 19 ปีในการดำเนินงานของสถาบันฯ ได้พบว่าอัตราของเด็กที่เสียชีวิตนั้นมีแนวโน้มลดลงจาก 3,600 คน เหลือเพียง 2,300 คนต่อปี และคาดว่าภายใน 4-5 ปี จำนวนเด็กที่เสียชีวิตจากภัยทางน้ำควรจะลดลงให้เหลือไม่เกินปีละ 250 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในงานกิจกรรม &amp;ldquo;ค่ายเล่นรอบเมือง สร้างพลังการเรียนรู้&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นโดย นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และหน่วยงานภาคี ทั้งนี้เพื่อสร้างพื้นที่จำลองภาพของการปิดเทอมของเด็กที่อายุ 6-12 ปี ซึ่งจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับทักษะ 5 ประการ เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ เพื่อป้องกันเด็กไทยในช่วงวัยดังกล่าวเสียชีวิตในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน โดยกิจกรรมมีนักเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 60 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ เปิดเผยว่า ช่วงอายุของเด็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำมักจะต่ำกว่า 12 ปี โดยอายุ 6 ปีมักจะเสียชีวิตในละแวกบ้าน โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมที่ผู้ปกครองมักให้เด็กโตดูแลเด็กเล็ก ส่วนเด็กอายุระหว่าง 7-9 ปี มีแนวโน้มว่าจะเสียชีวิตจากการจมน้ำที่ลดลง แต่ก็มักจะเสียชีวิตจากการจมน้ำใกล้บ้าน แต่ก็ยังเป็นแหล่งน้ำในชุมชน เพราะเด็กเริ่มโตและเป็นวัยที่พ่อแม่ได้ดูแลใกล้ชิด เพราะเริ่มออกมาวิ่งเล่นนอกบ้านกับเพื่อน อีกทั้งผู้ดูแลมักจะคิดว่าเด็กวัยนี้มีความรู้และสามารถหลีกเลี่ยงภัยได้เอง ซึ่งอันที่จริงการป้องกันเด็กจมน้ำที่ดีที่สุดให้กับเด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เสี่ยงชีวิตทางน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ทักษะ 5 ประการ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นความปลอดภัยทางน้ำที่น้องๆ หนูๆ ควรจะต้องรู้เบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับทักษะทั้ง 5 ประการ เพื่อป้องกันการจมน้ำที่เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป (ป.1) ควรรู้ ได้แก่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.รู้จักและหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้จุดเสี่ยง (พยายามเดินห่างแหล่งน้ำมากที่สุด, เดินตรงกลางของถนนหากมีแม่น้ำลำคลองอยู่ทั้ง 2 ด้าน, ไม่หยอกล้อขณะเดิน เพราะอาจจะทำเด็กตกน้ำได้) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.เด็กสามารถลอยตัวในน้ำได้ 3 นาที &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ว่ายน้ำท่าอะไรก็ได้ซึ่งอย่างน้อยต้องว่ายให้ได้ 15 เมตร เพื่อตะกายเข้าฝั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ช่วยเพื่อนที่กำลังจะจมน้ำ โดยการตะโกนเสียงดังในการขอความช่วยเหลือ และโยนห่วงยาง หรือยื่นไม้ที่มีความยาว เพื่อให้เพื่อนจับและลากเข้าฝั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.ต้องใส่ชูชีพเสมอเมื่อต้องเดินทางทางน้ำ หรือทำกิจกรรมใกล้แหล่งน้ำเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมานั้นทักษะทั้ง 5 ประการดังกล่าวมักจะสอนกันในเด็กที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป หรือเด็ก ป.4 ทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งส่งผลให้เด็กได้รับอุบัติเหตุจากการจมน้ำโดยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รวมไปถึงการที่ในชุมชนช่วยสร้างพื้นที่เล่นให้ปลอดภัย โดยให้ใกล้จากแหล่งก็เป็นส่งที่เหมาะสมมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.อดิศักดิ์ บอกอีกว่า จากการสำรวจที่ผ่านมานั้นพบว่าเด็ก ป.1 หรืออายุ 6 ปี มีทักษะในการลอยตัวในน้ำได้ค่อนข้างต่ำ หรือคิดเป็นประมาณกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ และมีความรู้เกี่ยวกับ 5 ทักษะป้องกันการจมน้ำค่อนต่ำเช่นกัน นอกจากนี้เด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ควรเรียนว่ายน้ำ และต้องสอนเกี่ยวกับจุดเสี่ยงที่เด็กควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันการจมน้ำควบคู่กันไป เนื่องสมองของเด็กวัยนี้สามารถรับรู้คำสอนจากผู้ปกครองได้แล้ว เช่น น้ำที่ไหลลึก หรือน้ำที่เด็กไม่รู้จักพื้นผิว ไม่ควรไปเล่น หรือแม้แต่อายุ 4 ปี ที่ว่ายน้ำได้แล้ว ผู้ปกครองก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นน้ำเพียงลำพัง แต่หากเป็นการให้ข้อมูลดังกล่าวกับเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ก็จะเป็นในลักษณะของการที่ผู้ปกครองห้ามมากกว่า หรือเด็กจะมีการรับรู้ที่ค่อนข้างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับชุมชนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสระว่ายน้ำที่ปลอดภัยให้เด็กเล่น กรณีที่อนุญาตให้เด็กเล่นน้ำช่วงปิดเทอม ต้องเป็นสระน้ำที่ไม่มีความลึก และมีผู้ดูแล นอกจากนี้สระว่ายน้ำในหมู่บ้านต้องมีไลฟ์การ์ดดูแล เพราะอันที่จริงแล้วเด็กอนุบาลสามารถเสียชีวิตจากการว่ายน้ำในสระเด็กในหมู่บ้านเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเวลาที่เด็กว่ายน้ำ และพลิกตัวไม่เป็น หรือแม้แต่บ่อน้ำรอบๆ บ้านก็ควรจะต้องทำฝาปิดเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกลงไปจมน้ำ ทั้งนี้ หากชุมชนไหนที่มีสระน้ำธรรมชาติ ที่ถือว่าเป็นจุดเสี่ยงทำให้เด็กเสียชีวิตนั้น ซึ่งผู้ปกครองยิ่งต้องหมั่นเฝ้าระวังเด็กๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีบางชุมชนที่เป็นตัวอย่างสำคัญ ยกตัวอย่างการที่สถาบันฯ ของเราได้ไปสำรวจดูงานที่ จ.สุรินทร์ พบว่าเขาสามารถนำคนทั้งจังหวัด โดยการสนับสนุนของหน่วยงานอย่าง อบจ. ที่สร้างสระประกอบให้กับโรงเรียนในจังหวัด ซึ่งงบประมาณในการสร้างสระประกอบดังกล่าวมีราคาต่อสระอยู่ที่ 3 หมื่นบาท โดยสร้างสระว่ายน้ำทั่วทั้งจังหวัดรวม 100 สระ และโรงเรียนก็นำเด็กที่ได้รับการอบรมเรื่องลอยตัวในน้ำและว่ายน้ำ ตลอดจน 5 ทักษะความปลอดภัยในน้ำ เพื่อป้องกันการจมน้ำ มาสาธิตให้เด็กๆ ด้วยกันดู และครูอาจารย์ที่สอน 5 ทักษะความปลอดภัยให้กับเด็ก ก็ได้รับการอบรม และมีอุปกรณ์สอนให้เด็กรู้จุดเสี่ยง เพื่อให้ครูที่ผ่านการอบรมแล้วสามารถสอน 5 ทักษะให้ตรงตามสูตรความปลอดภัยทางน้ำ โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์จัดให้มีการอบรมครู ที่มาจากทั้งครูหน่วยฉุกเฉินและชุมชนส่งคนมา ซึ่งเป็นผู้ที่มีทักษะสอนได้ โดยอบรมไปแล้วกว่า 500-600 คน คนเหล่านี้ไปสอนเด็กได้เลย ตรงนี้เป็นตัวอย่างการสร้างทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการ ให้กับเด็กได้มีความรู้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการป้องกันการเสียชีวิตจากการจมน้ำ และได้รับภัยทางน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ นพ.อดิศักดิ์ ให้คำแนะนำว่า 1.มีทักษะความปลอดภัยทางน้ำทั้ง 5 ประการ 2.ต้องจัดพื้นที่เล่นให้เด็ก เพราะในช่วงสงกรานต์นั้นเป็นวันเล่น และผู้ปกครองก็เอาเด็กไปเล่นภายใต้วัฒนธรรมของเรา เพราะที่ผ่านมานั้น การเล่นน้ำจะเกิดขึ้นในรูปแบบที่ไม่จัดพื้นที่ เช่น ปล่อยให้เด็กนั่งรถสาดน้ำกันบนรถ หรือการที่เด็กยืนริมถนน นำไปสู่การเสียชีวิต 3.ควรควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ใหญ่ที่สามารถทำให้เด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำ หรือได้รับอุบัติภัยทางน้ำ ซึ่งทำให้เกิดความเผลอเลอในการดูแลบุตรหลาน 4.การป้องกันโดยไม่ให้เด็กลงไปเล่นในน้ำ โดยไม่มีไลฟ์การ์ด หรือคนดูแล ไม่มีคำเตือน ไม่มีคนเฝ้าระวัง ซึ่งนำไปสู่เด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำได้ ดังนั้นการจัดพื้นที่เล่นให้ปลอดภัยเป็นสำคัญ เช่น ทำให้เด็กและผู้ปกครองรู้ว่าตรงนี้เป็นจุดเล่นน้ำ รวมถึงต้องมีคนคอยดูแลและบอกเด็กว่า ถ้าเป็นเด็กเล็กตักน้ำตรงไหน และเด็กโตตักน้ำตรงไหน ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพื่อป้องกันเด็กลงไปตักน้ำในบริเวณที่ลึกมาเล่นและตกน้ำเสียชีวิต และหากมีปาร์ตี้โฟมและต้องใช้ไฟก็ต้องเช็กให้ดี เพื่อป้องกันเด็กโดนไฟดูดเสียชีวิตเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ปัจจุบันสถานการณ์เด็กจมน้ำจะอยู่หลักพันคนต่อปี แต่คงจะดีไม่น้อยหากว่าจะไม่เด็กเสียชีวิตแม้แต่คนเดียวในช่วงปิดเทอม ซึ่งเป็น 3 เดือนอันตราย ดังนั้นการเช็กทักษะความพร้อมของเด็กก่อนออกจากบ้านโดยการใส่หมวกนิรภัย เพื่อป้องกันอุบัติจากการสาดน้ำหรือภัยทางน้ำ และการปลูกฝังเรื่องมีทักษะ 5 ประการ เพื่อป้องกันการจมน้ำ ตลอดจนการสร้างพื้นที่เล่นอย่างปลอดภัยและสนุกสนานให้กับเด็ก ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นนโยบายในการดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กที่สำคัญ ซึ่งผู้ใหญ่ควรให้ความตระหนัก...จริงไหมค่ะ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อแนะนำ &amp;quot;กันไว้ก่อน&amp;quot; แม้แต่ในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ผู้ปกครองต้องดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิดแม้เพียงชั่วขณะ เช่น คุยโทรศัพท์ และเปิด-ปิดประตูบ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ไม่ปล่อยให้เด็กเล็กเล่นตามลำพัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ตระหนักอยู่เสมอว่าหากในบ้านมีถังใส่น้ำเพียง 1-2 นิ้ว ก็สามารถทำให้เด็กเล็กเสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ผู้ปกครองต้องปิดฝาภาชนะ เช่น โอ่งน้ำให้สนิท และต้องปิดประตูห้องน้ำให้สนิทหลังใช้งาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.อ่างหรือตู้ปลาในบ้านต้องมีฝาปิดสนิทเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.ไม่ทิ้งเด็กเล็กไว้ใกล้ตุ่ม หรือกะละมังใส่น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยของเด็กโตจากแหล่งน้ำรอบๆ บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ผู้ปกครองต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดขณะที่เด็กกำลังเล่นน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ปิดฝาโอ่งน้ำให้สนิท และหาตาข่ายมาปิดด้านบนของบ่อเลี้ยงปลาสวยงามขนาดเล็ก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ทิ้งน้ำออกจากภาชนะที่ใช้งานแล้ว เช่น อ่างน้ำพลาสติกที่เด็กเล่นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ให้ความรู้เด็กโดยการไม่ไปวิ่งเล่น หรือเดิน กระทั่งยื่นมือลงไปในแหล่งน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.สร้างรั้วที่มีความสูงเพื่อล้อมบ่อเลี้ยงปลาภายในบริเวณบ้าน เพื่อป้องกันเด็กตกลงไปในบ่อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33056</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, มหาวิทยาลัยมหิดล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190405/image_big_5ca73916c03ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มวยเด็กชกกันตาย ถูกหมัดหัวฟาดพื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดสลด นักเรียนชั้น ม.1 ขึ้นชกในรายการต้านภัยยาเสพติดชิงถ้วย &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ถูกหมัดหลับกลางอากาศหัวฟาดพื้นดับอนาถ เผยชีวิตรันทดกำพร้าพ่อแม่อาศัยอยู่กับลุง เอาร่างกายเข้าแลกขึ้นชกตั้งแต่ 8 ขวบเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวและส่งตัวเองเรียนหนังสือ สังคมหาแพะโยนบาปเด็กคู่ชก รมต.กีฬาฯ บอกอยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.มวยที่วางกรอบป้องกันแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน เพจเฟซบุ๊กของนายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แชร์คลิปและข้อความของเพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;วิญญู สุขุมวาท&amp;quot; ที่ระบุว่า &amp;quot;คลิปสุดท้ายก่อนที่น้องจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาล สรุปว่าเรื่องจริงนะครับ พี่โดนด่ามากเรื่องมวยเด็ก เพราะในทัศนะของพี่คือมวยเด็กจะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ปลอดภัยกับเด็ก มวยเด็กสำหรับพี่คือ &amp;#39;ความไม่พอเพียงของผู้ใหญ่&amp;#39; เด็กไม่ควรต่อยในกติกาของผู้ใหญ่ เด็กควรต่อยในกติกาของเด็ก การที่เด็กถูกน็อกสลบ หรือมีการบาดเจ็บแตกฉีกขาดจากการแข่งขันกีฬามวยไทย พี่มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งครับ&amp;quot; ขณะที่นายเจษฎาก็เสนอว่า ควรเลิกได้แล้วเรื่องมวยเด็ก เพราะอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบ นักมวยที่เสียชีวิตคือ เพชรมงคล ส.วิไลทอง หรือน้องเล็ก อายุ 13 ปี ขึ้นชกกับ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) โดยเพชรมงคลแพ้น็อกในยกที่ 3 จากการถูกต่อยจนหลับกลางอากาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ เวทีมวยชั่วคราวโรงเรียนวัดคลองมอญ ต.บ้านคลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เป็นการแข่งขันชกมวยการกุศลโครงการต้านภัยยาเสพติดครั้งที่ 1 ชิงถ้วยรางวัลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับน้องเล็ก อายุ 13 ปี เป็นนักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนย่านพระสมุทรเจดีย์ เป็นนักมวยชกมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ใช้ชื่อว่า เพชรมงคล ส.วิไลทอง ฝึกซ้อมอยู่ที่สนามกีฬาสวนสาธารณะเทศบาลเมืองลัดหลวง จ.สมุทรปราการ มีประวัติการชกมากกว่า 170 ครั้ง ล่าสุดน้องเล็กได้ขึ้นชกเป็นคู่รองคู่เอก พิกัดน้ำหนัก 41 ปอนด์ กระทั่งยกที่ 3 น้องเล็กถูกคู่ชกต่อยจนหมดสติ แพทย์สนามปฐมพยาบาลไม่ฟื้น จึงนำส่ง รพ.บางจาก พระประแดง แพทย์ตรวจพบศีรษะกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จึงส่งต่อ รพ.สมุทรปราการ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า น้องเล็กเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ พักอาศัยอยู่กับลุง ที่หันมาชกมวยก็เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวและเรียนหนังสือ การชกครั้งหลังๆ ที่ฝีมือดีขึ้น ได้ค่าตัวหลักพันบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ หรือ พุฒ ลูกร่มเกล้า ผู้ชนะน็อก หลังข่าวเพชรมงคล หรือน้องเล็กเสียชีวิต ตัวเองได้กลายเป็นแพะรับบาป มีผู้แสดงความเห็นผ่านสื่อออนไลน์ ต่อว่า ตำหนิฟ้าใหม่อยู่ไม่น้อย ซึ่งเจ้าตัวได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;ldquo;ใครจะด่าผม ใครจะว่าผมเป็นยังไงก็แล้วแต่ ผมอยู่บนเวทีผมทำหน้าที่ของผม ผมทำตามสัญชาตญาณ​ของผม เรื่องแบบนี้ผมไม่อยากให้เกิดเลยครับ ผมรู้สึกเสียใจ แต่ผมก็ทำตามหน้าที่ของผม ผมอยู่บนเวที ผมก็ต้องสู้เพื่อเอาชัยชนะ เพื่อแลกกับเงินส่งตนเองเรียน ผมอยู่บนเวทีผมก็ต้องสู้เขา ถ้าผมไม่ทำเขา เขาก็ทำผม คุณจะด่าผมก็เชิญ ผมยังจะเดินต่อทางนี้ ผมต้องไปให้สุดเพื่อครอบครัว เพื่อคนข้างหลังผม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีเพชรมงคล ส.วิไลทอง หรือ ด.ช.อนุชา หรือน้องเล็ก ทาสะโก อายุ 13 ปี ถูกนักมวยฝ่ายตรงข้ามชกน็อกกลางเวทีทำให้ศีรษะกระแทกพื้นจนหมดสติ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ว่ายังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ ส่วนการแก้ไขปัญหา ขณะนี้ทางกระทรวงได้รับข้อเสนอและร่างแก้ไข พ.ร.บ.มวย พ.ศ.2542 ของ สนช.ที่ได้มีการเขียนเอาไว้แล้ว ในร่างดังกล่าวมีการกำหนดหลักเกณฑ์อายุของเยาวชน ที่จะเข้าแข่งขันกีฬาประเภทนี้เอาไว้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการรอร่างของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่กำลังดำเนินการ โดยจะเร่งเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้เร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า พ.ร.บ.มวย พ.ศ.2542 ยังไม่ได้มีการกำหนดเพดานอายุที่ห้ามชกมวย เขียนแค่ว่า หากอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องแจ้งต่อนายทะเบียน และแจ้งเรื่องของการใช้อุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัย แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด ไม่ค่อยได้แจ้ง และไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัยเลย ไม่มีระเบียบกำหนดด้วยว่าอุปกรณ์ป้องกันที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษาวิจัยในเด็กอายุ 15 ปีลงมา ฐานะทางครอบครัวยากจนเท่ากัน กว่า 300 คน เปรียบเทียบระหว่างเด็กที่ชกมวย กับเด็กที่ไม่ชกมวย โดยมีการทำเอ็มอาร์ไอสมอง พบว่าเด็กที่ชกมวยมากจะมีความเสียหายที่สมองเยอะ ทั้งเซลล์สมอง เส้นใยสมอง มีการตกค้างของธาตุเหล็กหรือเลือดออกในสมอง รวมถึงการฉีกขาดของเส้นใยสมอง มีน้ำแทรก เส้นใยประสาทหลวม และเมื่อมีการตรวจสอบความฉลาดทางปัญญา (ไอคิว) พบว่าเด็กที่ชกมวยนานจะมีภาพความแข็งของสมองมากกว่า หรือไอคิวต่ำกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สรุปคือมีความเสียหายจริง แม้จะไม่เสียชีวิตทันที หรือพิการ แต่เป็นความเสียหายสะสม เมื่อโตขึ้น และเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะสูญเสียความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อสูญเสียไป เด็กส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนน้อยอาจจะก้าวสู่การเป็นแชมเปียนในวงการมวย แต่มีคนจำนวนมากไม่ได้เป็นอย่างนั้น จะพ่ายแพ้ เลิก ไม่ประสบความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพได้ และถึงจุดนั้นจะมาเรียนหนังสือ หรือมาเรียนรู้เรื่องอื่นก็เป็นปัญหา เพราะสมองได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ไม่มีอายุใดที่ปลอดภัย แต่ยิ่งอายุน้อยยิ่งมีความเสียหายมาก เพราะเป็นวัยที่ศีรษะใหญ่ กล้ามเนื้อต้นคอยังไม่แข็งแรง กล้ามเนื้ออื่นๆ ยังไม่แข็งแรงพอที่จะปกป้อง โดยเฉพาะเมื่อถูกชกเข้าศีรษะด้านข้าง จะถูกแรงเหวี่ยงสมองหมุนด้วยความเร็วและเสียหายมากกว่าด้านตรง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อดิศักดิ์กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าแม้ความนิยมกีฬามวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจำนวนมวยเด็กที่ลงทะเบียนไม่มาก แต่ไม่ได้ลงทะเบียนก็มีเป็นจำนวนมาก รวม 2 กลุ่มนี้มีกว่า 1 แสนคน สำหรับการแก้ไข พ.ร.บ.มวย ซึ่งเป็นการพบกันครึ่งทาง คือต้องไม่ให้มีมวยเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่ให้มีการปะทะ แต่ถ้ารำมวยเป็นศิลปะ สามารถทำได้ ถ้ามวยเด็กอายุมากกว่า 12-15 ปี ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันอันตราย โดยเฉพาะอุปกรณ์ป้องการการบาดเจ็บที่ศีรษะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21918</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพชรมงคล ส.วิไลทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beadc5e4d15c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
