<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาดองคางคก ผสมเมทานอล ต้นเหตุคร่าชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์ระบุยาดองคางคกคร่า 2 ศพ สาหัสอีก 4 ต้นเหตุมาจากเจ้าของสูตรใช้เมทานอล หรือเมทิลแอลกอฮอล์กินถึงตาย ส่วนสารพิษในคางคกมีผลต่อหัวใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมนี้ นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการผู้ป่วยดื่มยาดองเหล้าผสมคางคก และมีผู้เสียชีวิต 2 คน อาการสาหัส 4 คน ว่า ขณะนี้อาการผู้ป่วยยังทรงตัว ต้องติดตามใกล้ชิดเนื่องจากหายใจไม่สะดวก อีกทั้งบางคนต้องใช้เครื่องฟอกไตร่วมเพื่อกำจัดสารพิษ ส่วนผลการตรวจสอบ ยืนยันชัดเจนแล้วว่า อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทั้งหมดมาจากผลของเมทานอล ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม ใช้ในการผสมกับทินเนอร์ กาว ไม่ใช่การผสมเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งไม่ทราบว่าคนที่ผสมให้ทุกคนดื่มนั้นทราบหรือไม่ ส่วนอันตรายจากฤทธิ์ของคางคกจะมีผลกับหัวใจและทำให้คลื่นไส้ ซึ่งก็ได้รักษาตามอาการ และผู้ป่วยที่ได้รับอันตราย คาดว่าไม่น่าจะเกิดจากคางคก แต่เกิดจากเมทานอลมากกว่า สำหรับการแยกสีและกลิ่นของเมทานอลนั้น ยอมรับว่าทำได้ยากเนื่องจากคล้ายกับแอลกอฮอล์ทั่วไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สุราออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อดื่มเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมและกระจายไปทุกส่วนของร่างกาย เข้าไปทำลายตับ เยื่อบุกระเพาะ และลำไส้อักเสบ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร การดื่มสุราปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษเฉียบพลัน อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ และหากมีการนำสุราไปดองกับสัตว์มีพิษต่างๆ เช่น ตะขาบ แมงป่อง คางคก แล้วนำมาดื่ม ตามคำกล่าวอ้างในเรื่องสรรพคุณทางการรักษาโรคหรือเพื่อบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง อันตรายมาก ร่างกายจะได้รับพิษจากสัตว์เหล่านั้น เกิดอาการพิษทางร่างกายอย่างรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า คางคกมีต่อมขับน้ำเมือก และผิวหนังที่มีพิษขับเมือกพิษออกมาที่ต่อมเล็กๆ ที่ผิวหนัง ใบหน้า ใต้ตา และระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นสารกลุ่มดิจิทาลอยด์ มีลักษณะทางเคมีและการออกฤทธิ์คล้ายกับสารกลุ่มคาร์ดิแอก ไกลโคไซด์ มีผลต่อหัวใจ ซึ่งมีกลไกออกฤทธิ์ทำให้หัวใจบีบตัวมากขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีสารแอลคาลอยด์อื่นและสารระคายเคืองร่วมด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบริโภคคางคกทั้งนำมาทำเป็นอาหาร การให้ความร้อนหรือนำไปดองกับสุรา ไม่ทำให้พิษคางคกหายไป เมื่อนำมาบริโภคหรือดื่มจะทำให้ได้รับพิษจากคางคก ช่วงแรกจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง หากบริโภคในปริมาณมากจะทำให้รู้สึกสับสน เพ้อ ง่วงซึม มีอาการทางจิตประสาท ชัก และหมดสติ จำเป็นต้องพาผู้ป่วยมารักษาทันที เนื่องจากผู้ป่วยจะมีหัวใจเต้นช้าลงและหัวใจเต้นผิดจังหวะจนทำให้เสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวได้ และขณะนี้ในทางการแพทย์ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันถึงประโยชน์และสรรพคุณทางยาของคางคก ย้ำเตือนกลุ่มที่กำลังจะทดลองดื่มสุราดองคางคก หรือสัตว์พิษอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความอันตรายต่อสุขภาพให้มาก ฤทธิ์รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้&amp;rdquo; นพ.สรายุทธ์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48636</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.มานัส โพธาภรณ์, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์, ยาดอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daefda5830e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
