<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;ให้กำลังใจครอบครัวนพ.อัษฏางค์ ชี้สธ.สูญเสียผู้บริหารความสามารถสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.63- น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข แสดงความเสียใจกับครอบครัวของ นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมวิ่ง ถิ่นวีรชนมินิฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 4 ณ อุทยานวีรชนค่ายบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งนับเป็นการสูญเสียผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขที่มีความรู้ ความสามารถสูง จึงขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัว &amp;nbsp;และยังกำชับให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกในการประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังให้กำลังใจผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าท่ี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชื่นชมและเคารพบทบาทของ นพ.อัษฎางค์ เสมอ จึงหวังว่าทุกคนในครอบครัวสาธารณสุข จะก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ไปด้วยกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85389</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201026/image_big_5f963c7bcf736.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศร้า &#039;นพ.อัษฎางค์&#039;รองอธิบดีกรมควบคุมโรคเสียชีวิตระหว่างร่วมวิ่งที่สิงห์บุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย. 2563 เมื่อเวลา9.00น. มีรายงานข่าวจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี ว่าขออนุญาตแจ้งข่าว...สคร.4 ได้รับแจ้งจากสสจ.สิงห์บุรีว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดี กรมควบคุมโรค ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมวิ่ง ถิ่นวีรชน. มินิฮารฟ์มาราธร ครั้งที่ 4 วันที่. 29 พฤศจิกายน. 2563 ณอุทยานวีรชนค่ายบางระจัน. อำเภอค่ายบางระจัน. จังหวัดสิงห์บุรี ได้หมดสติระหว่างวิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์ได้ทำการปฐมพยาบาล ณ ที่เกิดเหตุและนำส่งถึงโรงพยาบาลค่ายบางระจัน เวลา 06.00 น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคนไข้ไม่รู้สึกตัว ได้พยายามทำการฟื้นคืนชีพเพื่อช่วยชีวิต ด้วยการ CPR OnEtTube เป็นเวลา 1ชม.15 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และใช้เครื่องกระตุกหัวใจ 5 ครั้ง แต่คนไข้ไม่ตอบสนอง เสียชีวิต ด้วยหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เมื่อเวลา7.15น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85369</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, เสียชีวิต, แข่งวิ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc31fd09d337.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2020 15:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2020 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่&quot;ผงซักฟอก&quot;ก็พอ กรมควบคุมโรคแนะอย่าฆ่าเชื้อโควิด โดยฉีดพ่นละอองฝอย จะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;8 มี.ค.63- นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีที่มีการฉีดพ่นละอองฝอยในสถานที่สาธารณะและสถานประกอบการ นั้น กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่าการฉีดพ่นละอองฝอยหรือสารเคมีแอลกอฮอล์ ดังกล่าว จะทำให้ละอองฝอยฟุ้งกระจาย หากฉีดพ่นในประชาชนที่เข้าข่ายป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อาจทำให้เชื้อฟุ่งกระจายและอาจเพิ่มความเสี่ยงไปยังประชาชนทั่วไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรมควบคุมโรค ขอแนะนำให้ทำความสะอาดอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับพื้นผิว เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังนี้ 1.แอลกอฮอล์ 70% เหมาะสำหรับพื้นผิว &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เป็นโลหะ &amp;nbsp;2.ผงซักฟอกผสมน้ำร้อน 70 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับวัสดุที่เป็นผ้า &amp;nbsp;3.น้ำยาฟอกขาว (6% สารโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (Sodium hypochlorite) 1 ส่วน ต่อน้ำ 10 ส่วน เหมาะสำหรับพื้นที่ผิวที่มีละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย &amp;nbsp;4.ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (3% H2O2) &amp;nbsp;1 ส่วน ต่อน้ำ 5 ส่วน แต่ควรระมัดระวังการกัดกร่อนพื้นผิวและการสัมผัสของร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ดูแลสุขภาพ โดยหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนอยู่แออัด หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ กินร้อน ช้อนส่วนตัว และล้างมือบ่อยๆ พร้อมทั้งสวมหน้ากากผ้าเพื่อป้องกันโรค ติดตามข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุข หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60166</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กรมควบคุมโรค, นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200318/image_big_5e71d69657caa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2020 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2020 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะผู้ติดเชื้อเอชไอวี แม้มีผล U=U  แต่ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เป็นการรับผิดชอบตนเองและคู่รัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
5 ก.พ.63- นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวในโลกออนไลน์ถึงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอชไอวีโดยไม่ป้องกัน นั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่าการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอชไอวี (ที่กินยาต้านไวรัสจนสามารถกดเชื้อได้แล้วและตรวจไม่พบเชื้อ) โดยไม่ป้องกันแต่ไม่มีการถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่นอน หรือเรียกว่า U=U (Undetectable=Untransmittable) หมายถึง ไม่เจอ=ไม่ถ่ายทอดเชื้อ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการวิจัยและศึกษาในคู่รักที่มีผลเลือดต่างกว่า 1,000 คู่จากหลายประเทศทั่วโลก แล้วผลสรุปออกมาว่าไม่มีใครติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งคนที่มีเชื้อเอชไอวีต้องตระหนักและมีความรับผิดชอบกินยาต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องตรวจวัดปริมาณไวรัสในเลือดเป็นประจำด้วย &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ดียิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพดีที่สุด ควรใช้ถุงยางอนามัยด้วยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ รวมทั้งไวรัสตับอักเสบบีและซี ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2558 และในปี 2562 อัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคสำคัญ ได้แก่ หนองใน ซิฟิลิส หนองในเทียม แผลริมอ่อน &amp;nbsp;และกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง สูงขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งอัตราป่วยในทุกกลุ่มอายุเท่ากับ 33.9 ต่อประชากรแสนคน โรคที่มีอัตราป่วยสูงที่สุดได้แก่ หนองใน รองลงมาได้แก่ ซิฟิลิส และกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี มีอัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคสำคัญสูงสุด ถึง 124.6 ต่อประชากรแสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องใกล้ตัว และต้องรู้จักป้องกันอย่างถูกวิธี ทั้งการป้องกันเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ รวมถึงไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นต้น ด้วยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นการรับผิดชอบต่อคู่รักและตัวเราเองให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยจากข้อมูลพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีมีประสิทธิภาพป้องกันได้ถึง 98% อีกทั้งเทคโนโลยีมีการพัฒนาถุงยางอนามัยขึ้นมาหลายขนาด พร้อมทั้งเพิ่มฟังก์ชันต่างๆ เช่น กลิ่น สี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคู่รักให้เลือกใช้งานได้อย่างสะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้ถุงยางอนามัย ควรใช้ให้ถูกต้องและปลอดภัยด้วย 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือ &amp;ldquo;เลือก เก็บ ใช้ ทิ้ง&amp;rdquo; &amp;nbsp;1.เลือก ให้ถูกไซส์ หากเลือกผิดอาจจะทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดหรือหลุดได้ง่าย ตรวจดูวันผลิตหรือวันหมดอายุก่อนทุกครั้ง และมีเครื่องหมายมาตรฐาน อย. &amp;nbsp;2.เก็บ ให้ถูกวิธี ไม่ควรเก็บถุงยางอนามัยในที่มีความชื้นสูง อากาศร้อน เพราะอาจเสื่อมคุณภาพ ไม่ควรไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพราะอาจฉีกขาดได้ง่าย ควรเก็บในจุดที่สามารถหยิบใช้งานได้ง่ายและสะดวก &amp;nbsp;3.ใช้ ให้ถูกวิธี เมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง ทุกคน ทุกช่องทาง โดยระมัดระวังการฉีกซองอย่าให้เล็บสะกิดถุงยางอนามัย เพราะอาจฉีกขาด จากนั้นให้บีบปลายถุงไล่ลมก่อนใส่เสมอ และสวมถุงยางอนามัยขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัว บีบปลายถุงขณะสวมแล้วรูดให้สุดโคน และ 4.ทิ้ง ให้ปลอดภัย ซึ่งสำคัญที่สุด เมื่อเสร็จกิจให้รีบถอดถุงยางอนามัยออก โดยใช้นิ้วสอดเข้าในขอบถุงหรือใช้กระดาษทิชชู่ห่อแล้วรูดออก จากนั้นทิ้งลงถังขยะให้มิดชิด ไม่ควรทิ้งลงชักโครกหรือในแม่น้ำ ลำคลอง เด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การป้องกันเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้มีประสิทธิภาพที่สุด คือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ นับเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและมีความรับผิดชอบต่อคู่รักและตัวเราเองได้ง่ายที่สุดและปลอดภัยจากโรคต่างๆ อีกด้วย &amp;nbsp;สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&amp;rdquo; นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56353</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, า U=U (Undetectable=Untransmittable) หมายถึง ไม่เจอ=ไม่ถ่ายทอดเชื้อ, ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3a646608a9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2019 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนอย่าคิดว่าแค่แมลงหรือยุงกัด ดูแลไม่ดีเสี่ยงเจอโรคเนื้อเน่า ในไทยพบ100-200ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตือนอย่าคิดว่าแค่แมลงหรือยุงกัด ดูแลไม่ดีเสี่ยงเจอโรคเนื้อเน่า ในไทยพบ100-200ราย
&amp;nbsp;4 พ.ย.62-นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวดาราชื่อดัง ถูกแมลงกัดขณะไปเที่ยวบ่อน้ำร้อนในต่างประเทศ ต้องเข้ารักษาตัวด่วน นั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า โรคเนื้อเน่า หรือเรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสเชียไอติส (Necrotizing &amp;nbsp;fasciitis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนในแผล ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย 2 ชนิด คือ Streptococcus pyogenes และStaphylococcus aureus โดยมีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างรุนแรง โรคนี้พบบ่อยในช่วงฤดูฝน มักพบในผู้ที่มีบาดแผลเล็กๆน้อยๆ หรือแผลจากการถูกแมลงหรือยุงกัด แล้วสัมผัสกับแบคทีเรียที่อยู่ในดินหรือในน้ำ และอาจดูแลแผลไม่ดี จนแผลลาม ทำให้แผลติดเชื้อซ้ำซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย แต่ละปีจะพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าประมาณ 100-200 ราย พบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตำแหน่งที่เกิดมากสุดคือที่บริเวณขา รองลงมาเป็นบริเวณเท้า &amp;nbsp;เมื่อเชื้อโรคที่พบในดินในน้ำทั่วๆไปเข้าไปในแผล จะทำให้เกิดการอักเสบ ลุกลามได้ง่าย รายที่รุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะไตวาย ช็อค และอาจเสียชีวิตได้ ที่สำคัญหากมาพบแพทย์ช้า เมื่อมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกแล้ว จะทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงด้วย ส่วนกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงเกิดโรคเนื้อเน่า ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การป้องกันโรค &amp;nbsp;ต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผลขึ้น โดยเฉพาะบริเวณขาหรือเท้า แต่หากมีบาดแผลขอให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ และทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ และใส่ยาฆ่าเชื้อ ระวังอย่าให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปในบาดแผล โดยเฉพาะบาดแผลที่เกิดจากวัสดุที่สกปรก เช่น ตะปู หนาม ไม้ที่อยู่ในน้ำ ทิ่มแทง ควรไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งนี้ ถ้าปวดบริเวณแผล บวม ร้อน แดงมากขึ้น หรือมีไข้ร่วมด้วย อาจเกิดการติดเชื้อได้ ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัย ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49489</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, โรคเนื้อเน่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dbfbb413b63b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับเมาขับช่วง7วันอันตรายทะลุ8พันราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดสถิติเมาแล้วขับถูกจับช่วงปีใหม่ 8.7 พันคดี ในจำนวนนี้มีที่ถูกจับซ้ำ 153 ราย ถูกส่งเข้ารับการบำบัดใน รพ.รวม 4 ราย พบข้าราชการทำผิด 160 ราย ถูกคุมประพฤติ 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมคุมประพฤติ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมด้วย นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงสถิติคดีเมาแล้วขับ ถูกจับคุมประพฤติ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.61-2 ม.ค.62 โดยนายประสารกล่าวว่า สถิติคดีเมาแล้วขับ ผู้กระทำความผิดที่เข้าสู่ระบบบังคับใช้กฎหมายและศาลมีคำสั่งส่งมาให้กรมคุมประพฤติดูแลภายใน 1 ปี โดยใช้อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM จำนวน 80 ราย และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากเคหสถานในช่วง 22.00-04.00 น. ในจำนวนนี้มีผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง 1 ราย ซึ่งกรมคุมประพฤติได้รายงานให้ศาลรับทราบแล้ว และหลังจากครบ 7 วันอันตราย ศาลยังมีคำสั่งให้ใช้กำไล EM กับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเมาแล้วขับอีก 26 ราย รวมมีผู้ที่ใช้กำไล EM ถูกควบคุมความประพฤติ 116 ราย เป็นผู้ชาย 110 ราย และผู้หญิง 6 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในปีนี้มีคดีที่เข้าสู่ระบบจำนวน 9,453 คดี แยกเป็นคดีเมาแล้วขับ 8,706 คดี คดีเสพและขับ 701 คดี คดีขับรถประมาท 44 คดี และคดีขับรถซิ่ง 2 คดี ในจำนวนนี้ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ชายร้อยละ 97.2 ผู้หญิง 2.77 เปอร์เซ็นต์ สำหรับช่วงอายุของผู้ที่กระทำความผิดน้อยกว่า 20 ปี จำนวน 595 ราย, ระหว่างอายุ 21-30 ปี จำนวน 2,378 ราย, ระหว่างอายุ 31-40 ปี จำนวน 2,340 ราย, ระหว่างอายุ 41-50 ปี จำนวน 1,985 ราย, ระหว่างอายุ 51-60 ปี จำนวน 888 ราย, อายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 213 ราย และไม่ระบุอายุ จำนวน 1,054 ราย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสารกล่าวว่า สำหรับผู้กระทำความผิด มีอาชีพรับจ้าง จำนวน 3,436 ราย, อาชีพเกษตรกร 823 ราย, อาชีพพนักงานบริษัท รัฐวิสาหกิจ 772 ราย, อาชีพค้าขาย 333 ราย, นักเรียน/ นักศึกษา 200 ราย, ข้าราชการ 160 ราย, อาชีพธุรกิจส่วนตัว 131 ราย, พนักงานขับรถโดยสาร/ บรรทุก &amp;nbsp;98 ราย, ว่างงาน 72 ราย, อื่นๆ (ไม่ระบุ) จำนวน 3,428 ราย &amp;nbsp;โดยกลุ่มข้าราชการที่กระทำความผิดจะต้องถูกคุมประพฤติระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ถูกคุมประพฤติและผู้ที่ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ซึ่งศาลสั่งให้กรมคุมประพฤติสืบเสาะประวัติเพิ่มเติม จำนวน 66 คดี และให้ทำงานบริการสังคม 15 วัน ขยายได้ไม่เกินครั้ง 30 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ที่ผู้ถูกคุมประพฤติมากที่สุด แยกเป็น ภาคเหนือ 951 คดี จังหวัดเชียงรายมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 331 คดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,175 คดี จังหวัดมหาสารคามมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 565 คดี ภาคกลาง 1879 คดี จังหวัดปทุมธานีมีผู้กระทำความผิดมากที่สุด จำนวน 188 คดี ภาคตะวันออก 1020 คดี จังหวัดที่ทำความผิดมากที่สุดคือ ฉะเชิงเทรา 207 คดี ภาคตะวันตก 219 คดี จังหวัดตากกระทำผิดมากที่สุด 67 คดี ภาคใต้ 335 คดี จังหวัดพัทลุงกระทำความผิดมากที่สุด 84 คดี ส่วน กทม. 567 คดี โดยศาลได้ระบุเงื่อนไขสำหรับผู้ที่กระทำความผิดจะต้องรายงานความประพฤติกับศาลปีละ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชม., พักการใช้ใบอนุญาตขับรถระยะเวลา 6 เดือน, ให้เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย/ วินัยจราจร, ห้ามออกนอกสถานที่ โดยการติด EM บางรายต้องตรวจปัสสวะหาสารเสพติด และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการตรวจสอบในระบบคุมประพฤติพบว่า มีจำนวน 153 รายที่เคยถูกจับซ้ำในข้อหาเมาแล้วขับในช่วง 3 ปีผ่านมา ซึ่งขณะนี้กรมคุมประพฤติได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำบุคคลเหล่านี้มาเข้ารับการคัดกรองตามแบบประเมินพฤติกรรม ว่าเข้าข่ายมีความเสี่ยงสูงในการติดสุราหรือไม่ หากพบพฤติกรรมเสี่ยงจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูสภาพ ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยหรือติดสุราในระดับต่ำจะส่งไปทำงานบริการสังคม อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร และลด เลิกแอลกอฮอล์&amp;quot; นายประสารกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในปีนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 463 ราย ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุเกิดจากเมาแล้วขับ โดยในปีนี้กรมควบคุมโรคได้ทำโครงการนำร่องร่วมกับกรมคุมประพฤติ บำบัดรักษา ฟื้นฟูผู้ดื่มแล้วขับที่กระทำผิดซ้ำ โดยจะส่งตัวบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนผู้ติดสุราและมีปัญหาซับซ้อนจะส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และกรณีผู้ที่เมาและมีอาการทางจิตรุนแรงจะส่งต่อไปโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต เพื่อบำบัดรักษาผู้ติดสุรารุนแรงเรื้องรังให้มีสุขภาพดีไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก ซึ่งมีตัวเลขผู้เข้ารับการบำบัด 4 รายเข้าโครงการ ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี จำนวน 2 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25998</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, นายประสาร มหาลี้ตระกูล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190107/image_big_5c335e682055f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลศึกษาชี้ชัด&quot;ไขมันทรานส์&quot;ฆาตกรเงียบ พบ5ปีคนไทยป่วยความดันเพิ่มประมาณ15%ต่อประชากรแสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คร.ชี้ผลการศึกษาพบไขมันทรานส์ลดระดับไขมันดี (HDL) เพิ่มระดับไขมันเลว (LDL) ของร่างกาย เสี่ยงเกิดโรค NCDs สูงขึ้น แนะลด/เลี่ยงการรับประทานสามารถป้องกันการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคเส้นเลือดหัวใจตีบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ก.ค.61- &amp;nbsp;นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภายหลังจากราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมาเรื่อง การห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ระบุว่าโดยปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด &amp;nbsp;กรมควบคุมโรคมีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน เพราะไขมันทรานส์มีส่วนที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น&amp;nbsp;
สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศไทยมีแนวโน้มจะพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยจำนวนมากเสียชีวิตเฉลี่ยปีละประมาณ 20,000 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 30,000 ราย ส่วนโรคความดันโลหิตสูงช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2560) อัตราป่วยต่อประชากรแสนคนเพิ่มขึ้นจาก 12,342 เป็น 14,926 นอกจากนี้โรคเบาหวาน มีผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 (ประมาณ 5 ล้านคน) จากผลการสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 5 ปี พ.ศ. 2557 &amp;nbsp;
ผลการศึกษาทางระบาดวิทยาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า ไขมันทรานส์ในอาหาร ทำให้ระดับ LDL (low density lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลวในเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับ HDL (high density lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาบ่งชี้ว่า การไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ สามารถป้องกันการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันประมาณ 10,000 &amp;ndash; 20,000 ราย/ปี และป้องกันการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ 3,000 -7,000 ราย/ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.อัษฎางค์ กล่าว่า อาหารหลายชนิดที่มีโอกาสพบไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เช่น มันฝรั่ง โดนัท เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครีมเทียม วิปปิ้งครีม เนยขาว มาร์การีน และคุกกี้ เป็นต้น ผู้บริโภคจึงควรอ่านฉลากโภชนาการให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อหรือรับประทาน โดยสังเกตที่ส่วนประกอบและตารางโภชนาการ (Nutrition Facts) ช่องไขมันรวม (Total fat) หากมีการใช้ไขมันทรานส์ จะชี้แจงไว้บริเวณนี้ ทั้งนี้ ยังพบไขมันทรานส์ในน้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันกับไฮโดรเจนที่อยู่ในอาหารและน้ำ การลดโอกาสการเกิดไขมันทรานส์ในน้ำมัน คือ ต้องเลือกใช้น้ำมันให้ถูกกับประเภทของอาหาร เช่น ผัด หรือทานสด ควรเลือกน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วเหลือง อาหารประเภททอด ควรเลือกใช้น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าว เพราะสามารถทนความร้อนได้สูง รวมถึงไม่ควรใช้น้ำมันทอดซ้ำไปมาหลายรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.อัษฎางค์ กล่าวอีกว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกแนะนำประชาชนไม่ควรบริโภคไขมันทรานส์เกินร้อยละ 1 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับใน 1 วัน (ประมาณ 2.2 กรัม) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ &amp;nbsp;การหลีกเลี่ยงการได้รับไขมันทรานส์ที่สามารถทำได้ คือ 1. เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น &amp;nbsp;2. ควรลด/เลี่ยงการกินอาหารประเภทเบเกอรี่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ พัฟ และเพรสตี้ 3.ควรลด/เลี่ยงอาหารทอด อาหารผัดที่ใช้นํ้ามันในปริมาณมาก &amp;nbsp;4.อ่านฉลากโภชนาการให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อหรือรับประทาน .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13779</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, ผลศึกษาไขมันทรานส์, อัตราป่วยเบาหวาน, อัตราผู้ป่วยโรคความดัน, อันตรายจากไขมันทรานส์, ไขมันทรานส์ฆาตกรเงียบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b51ab92a00cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
