<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 20:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.จัดเวทีเสนอโมเดลพัฒนา ‘ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง’ ‘นพ.อำพล’ เสนอรัฐหนุน ‘ตำบลเข้มแข็งเป็นวาระแห่งชาติ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดเวทีนำเสนอองค์ความรู้โมเดลการพัฒนา &amp;lsquo;ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo; ผ่านระบบ Zoom มีผู้เข้าร่วม 340 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน / พอช.จัดเวทีนำเสนอองค์ความรู้โมเดลการพัฒนา &amp;lsquo;ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo; เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้&amp;nbsp;เสนอบทสังเคราะห์การถอดความรู้โดยนักวิชาการ 5 ภาค&amp;nbsp;ขณะที่ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สว. หนุนการพัฒนาประเทศจากฐานล่าง&amp;nbsp;เหมือนสร้างพระเจดีย์ต้องสร้างฐานให้มั่นคง&amp;nbsp;พร้อมแนะรัฐสนับสนุนให้ตำบลเข้มแข็งเป็นวาระแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ (14 กันยายน) ระหว่างเวลา 13.00 -18.30 น.&amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้จัดเวทีนำเสนอองค์ความรู้โมเดลการพัฒนา &amp;lsquo;ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo;&amp;nbsp; ผ่านโปรแกรม Zoom &amp;nbsp;Meetings &amp;nbsp;มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอองค์ความรู้โมเดลการพัฒนา&amp;nbsp; การแลกเปลี่ยนการพัฒนาตำบลเข้มแข็งโดยการใช้เครื่องมือสนับสนุนต่างๆ&amp;nbsp; ของแต่ละพื้นที่และของแต่ละหน่วยงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ผู้แทนภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp;ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมเวทีประมาณ 340 คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวจันทนา&amp;nbsp; เบญจทรัพย์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช.&amp;nbsp;กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการสนับสนุนการพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีเนื้อหาโดยสรุปว่า พอช. ได้สนับสนุนการนำตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งมาใช้ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนนำตัวชี้วัดฯ ไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของพื้นที่&amp;nbsp; เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชุมชน&amp;nbsp; และในปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;พอช.ตั้งเป้าหมายการพัฒนาตำบลต้นแบบชุมชนเข้มแข็งให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ &amp;nbsp;จำนวน 800 ตำบล ( 5 ภาคๆ ละ 160 ตำบล) โดยใช้ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง 4 มิติเป็นเครื่องมือ (คนมีแนวคิดและความสามารถเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตคนในชุมชนดีขึ้น&amp;nbsp; การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์โครงสร้าง/นโยบาย&amp;nbsp; และองค์กรชุมชนเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีความสามารถในการบริหารจัดการ) และนำมาประเมินผล&amp;nbsp; สังเคราะห์เป็นองค์ความรู้โมเดล &amp;lsquo;การพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo; &amp;nbsp;นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;นพ.อำพล&amp;rsquo; แนะใช้ &amp;lsquo;เบญจพลัง&amp;rsquo; หนุนการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ &amp;nbsp;สมาชิกวุฒิสภา&amp;nbsp; บรรยายเรื่อง &amp;lsquo;ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยชุมชนเข้มแข็ง&amp;nbsp; และทิศทางของรัฐที่ควนปรับเปลี่ยน&amp;rsquo; มีเนื้อหาโดยสรุปว่า&amp;nbsp; ภาพรวมของปัญหาชุมชนมีปัจจัยจาก 1.การบริหารราชการรวมศูนย์&amp;nbsp; รวบอำนาจ&amp;nbsp; 2.ภายนอกดึงทรัพยากรออกจากชุมชน&amp;nbsp; 3.ชุมชนขาดภูมิต้านทาน&amp;nbsp; พึ่งตัวเองไม่ได้&amp;nbsp; 4.ชุมชน&amp;nbsp; ฐานสังคมอ่อนแอ&amp;nbsp; ล่มสลาย&amp;nbsp; ดังนั้นการพัฒนาประเทศจะต้องพัฒนาจากฐานราก&amp;nbsp; เหมือนการสร้างพระเจดีย์&amp;nbsp; จะต้องสร้างฐานพระเจดีย์ให้มั่นคง&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งจัดการตนเองได้&amp;nbsp; และไปเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ของสังคมได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม&amp;nbsp; เป้าหมายที่ 3 เรื่อง &amp;lsquo;เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา &amp;nbsp;การพึ่งตนเอง และการจัดการตนเองเพื่อสร้างสังคมคุณภาพ&amp;rsquo; จึงเน้นเรื่อง การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;สร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างประชาธิปไตยชุมชน และการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้กับชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้จากการศึกษาเรื่อง &amp;lsquo;การจัดการตำบลเข้มแข็งตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ&amp;rsquo; ของคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา&amp;nbsp; โดยใช้วิธีการศึกษาหลายรูปแบบ&amp;nbsp; รวมทั้งการศึกษาพื้นที่ 4 ตำบล 4 ภาค (ตำบลแม่ทา จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ตำบลห้วยงู จ.ชัยนาท &amp;nbsp;ตำบลเลยวังไสย์&amp;nbsp; จ.เลย&amp;nbsp; และตำบลนาทอน จ.สตูล) มีข้อค้นพบที่สำคัญที่จะนำไปสู่ตำบลเข้มแข็ง&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. &amp;lsquo;จตุพลัง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นการบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระดับตำบล &amp;nbsp;มีท้องถิ่น &amp;nbsp;ท้องที่ &amp;nbsp;หน่วยงานราชการ &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม &amp;nbsp;หากมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาเสริมเป็น &amp;lsquo;เบญจพลัง&amp;rsquo; จะช่วยเพิ่มปัจจัยต่าง ๆ ให้ตำบลเข้มแข็งยิ่งขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. การพัฒนาประเทศด้วย &amp;lsquo;ระบบแผนเดียวกัน&amp;rsquo; หรือ One Plan ของรัฐบาล จะเชื่อมโยงกระทรวง กรม &amp;nbsp;และพื้นที่ &amp;nbsp;จังหวัด อำเภอ &amp;nbsp;ตำบล &amp;nbsp;หมู่บ้าน/ชุมชนเข้าด้วยกัน &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี&amp;nbsp; แต่ชุมชนท้องถิ่นจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและครบวงจร&amp;nbsp; ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของเบญจพลังที่ต้องพัฒนาและเรียนรู้ร่วมกัน &amp;nbsp;และ พอช.ควรจะเข้าไปหนุนเสริมชุนชนท้องถิ่นเรื่องการวางแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ตำบลจะเข้มแข็งขึ้นกับปัจจัยภายนอก &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การเมือง &amp;nbsp;การบริหารราชการฯ &amp;nbsp;การมอบหมายมีแผนงานเฉพาะ และปัจจัยภายใน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;มีการร่วมคิด&amp;nbsp; ร่วมทำ&amp;nbsp; ร่วมเรียนรู้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;การพึ่งตนเองได้ &amp;nbsp;และการขจัดอุปสรรค &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. การจัดการตำบลเข้มแข็งในระดับปฏิบัติการ &amp;nbsp;ต้องใช้ทั้งแกนนำ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่าย เครื่องมือ &amp;nbsp;เวทีกลาง &amp;nbsp;ศาสตร์และศิลปะ และการขับเคลื่อนนโยบายและแผน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้ตำบลยังมีนวัตกรรมที่เป็นทุนทางสังคมจำนวนมาก เช่น&amp;nbsp; กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชน &amp;nbsp;การวิจัยโดยชุมชน &amp;nbsp;ธรรมนูญตำบล &amp;nbsp;วิสาหกิจชุมชน &amp;nbsp;กองทุนตำบล ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งสามารถนำมาใช้และพัฒนาต่อยอดได้มาก&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องแผนแม่บทชุมชน &amp;nbsp;หากทำตรงนี้ให้ดี &amp;nbsp;เมื่อรัฐทำเรื่อง One&amp;nbsp; Plan &amp;nbsp;ชุมชนจะได้นำแผนไปเสียบได้ทันที&amp;rdquo; นพ.อำพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สว.ร่วมผลักดัน &amp;lsquo;ตำบลเข้มแข็งเป็นวาระแห่งชาติ&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.อำพล &amp;nbsp;กล่าวถึงข้อเสนอในตอนท้ายเพื่อหนุนเสริมให้ตำบลเข้มแข็งว่า&amp;nbsp; รัฐควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง 6 ด้านดังนี้&amp;nbsp; 1. ควรกำหนดให้การสร้างเสริม &amp;lsquo;ตำบลเข้มแข็ง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็น &amp;lsquo;วาระแห่งชาติ&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นการตอกย้ำเรื่องการพัฒนา มีเป้าหมายนำไปสู่&amp;nbsp; &amp;lsquo;ตำบลเข้มแข็ง ประเทศมั่นคง&amp;rsquo;&amp;nbsp; 2. ควรกำหนดให้เป็นนโยบาย ให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทำความเข้าใจแนวคิด &amp;nbsp;แนวทางการบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระดับพื้นที่ &amp;nbsp;และพัฒนาระบบกลไก &amp;nbsp;วิธีการทำงานสนับสนุน &amp;lsquo;การจัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ควรให้มี &amp;lsquo;ตัวชี้วัดร่วมเชิงกระบวนการ&amp;rsquo; ให้ส่วนราชการที่มีภารกิจในระดับตำบลและพื้นที่ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ทุกส่วนราชการให้ความสำคัญกับการจัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน &amp;nbsp;4. ควรให้มีแผนงาน โครงการ และงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาระบบการจัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน &amp;nbsp;เวทีสมัชชาตำบลเข้มแข็ง (ตำบล, อำเภอ, จังหวัด) &amp;nbsp;การใช้เครื่องมือส่งเสริมการจัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. ควรให้มี &amp;nbsp;&amp;lsquo;หลักสูตรการจัดการตำบลเข้มแข็ง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ผู้บริหาร &amp;nbsp;ข้าราชการ &amp;nbsp;ผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;6. ควรให้มี &amp;lsquo;สมัชชาตำบลเข้มแข็งแห่งชาติ&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพื่อเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &amp;nbsp;และพัฒนาการจัดการตำบลเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อนี้&amp;nbsp; วุฒิสภาจะเอาไปผลักดัน&amp;nbsp; รวมทั้งคณะกรรมการปฏิรูป&amp;nbsp; คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติต้องช่วยกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้รัฐบาลนำสิ่งเหล่านี้ไปขบคิดต่อ &amp;nbsp;แล้วไปออกเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติจริง &amp;nbsp;รัฐบาล &amp;nbsp;หมายถึงกระทรวง&amp;nbsp; ทบวงกรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องเปลี่ยนวิธีคิด &amp;nbsp;การจัดการ &amp;nbsp;สร้างความเข้าใจว่า ให้คนข้างในสามารถเข้ามาร่วมกันจัดการตนเอง &amp;nbsp;พึ่งพาตนเองให้มาก &amp;nbsp;และรัฐมาสนับสนุน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.อำพลกล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โมเดลการพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการบรรยายของ นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; ยังมีการนำเสนอบทสังเคราะห์&amp;nbsp; &amp;lsquo;โมเดลการพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo;&amp;nbsp; จากทีมนักวิชาการ 5 ภาค&amp;nbsp; คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp; จาก ม.ขอนแก่น และ ม.อุบลราชธานี&amp;nbsp; ภาคใต้&amp;nbsp; จาก ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; จาก ม.เกษตรศาสตร์&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; โดยทีมนักวิชาการภาคเหนือ&amp;nbsp; และภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; และตะวันออก จาก ม.บูรพา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตัวอย่าง&amp;nbsp; &amp;lsquo;การถอดองค์ความรู้การพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชน&amp;nbsp; เทศบาลตำบลเสนางคนิคม &amp;nbsp;อำเภอเสนางคนิคม &amp;nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.บุญทิวา พ่วงกลัด &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำเสนอกระบวนการและวิธีการถอดบทเรียนว่า &amp;nbsp;การลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ใช้วิธีการสนทนากลุ่ม &amp;nbsp;โดยมีคนที่เข้าร่วมหลากหลาย&amp;nbsp; และมีการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านระบบออนไลน์ ส่งข้อความผ่านไลน์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของพื้นที่มีบริบทหรือต้นทุนเดิม คือ มีความเข้มแข็ง &amp;nbsp;มีความเป็นมาค่อนข้างยาวนาน ในพื้นที่มีการขับเคลื่อนงานเชิงประเด็นการพัฒนา ที่เด่นๆ เช่น &amp;nbsp;กลุ่มพัฒนาบ้านเฮา เป็นเวลายาวนานก่อนที่จะเกิดการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;ธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ (ปี 2555) &amp;nbsp;มีแนวคิดการจัดการตนเอง/การจัดการตนเอง &amp;nbsp;จัดทำธรรมนูญประชาชนตำบลเสนางคนิคม (ปี 2555) &amp;nbsp;อำนาจเจริญเมืองธรรมเกษตร (2556)&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้พื้นที่ยังมีทุนต่างๆ มากมาย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กองทุนข้าวปันสุข หรือธนาคารข้าวของชุมชน เป็นการแบ่งปันข้าว&amp;nbsp; มีการกำหนดเงื่อนไขว่าใครบ้างที่จะมาขอข้าวจากกองทุนได้ นอกนี้มีกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ กองทุนสวัสดิการชุมชน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน&amp;nbsp; เพื่อผลิตสินค้าและทำการตลาด&amp;rsquo;&amp;nbsp;โครงการนี้เกิดขึ้นได้โดยการวิเคราะห์สภาพปัญหา &amp;nbsp;ซึ่งพบ 3 ปัญหาสำคัญ &amp;nbsp;คือ 1.ปัญหาด้านรายได้ของเกษตรกร &amp;nbsp;2.ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ (นำไปสู่การคิดเรื่องการแปรรูป) &amp;nbsp;และ 3.คนในชุมชนไม่มีรายได้ในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน &amp;nbsp;เพื่อผลิตสินค้าและทำการตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ชาวบ้านเสนางคนิคมรวมกลุ่มกันนำผลผลิตมาแปรรูปจำหน่าย&amp;nbsp; สร้างอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีกระบวนการ คือ 1. มีการวิเคราะห์ข้อมูล &amp;nbsp;สำรวจศักยภาพ 15 กลุ่ม &amp;nbsp;มีการคัดกรองเฉพาะกลุ่มที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ทำผลผลิตขายในและนอกพื้นที่ &amp;nbsp;พบว่ามี 4 กลุ่มหลักๆ &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;กลุ่มทำข้าวอินทรีย์ &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวและอื่นๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. การดำเนินกิจกรรมโครงการ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. โดยการอบรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวและกล้วยเป็นหลัก &amp;nbsp;เนื่องจากแต่ก่อนกลุ่มไม่ได้รวมตัวกัน &amp;nbsp;ต่างผลิต &amp;nbsp;ต่างขาย &amp;nbsp;แต่โครงการทำให้กลุ่มต่างๆ มาร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อผลักดันการดำเนินงานโครงการ &amp;nbsp;รวมถึงเรื่องของตลาด &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการอบรมพัฒนาบรรจุภัณฑ์&amp;nbsp; เพราะเดิมสินค้าขายในชุมชนเป็นหลัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีขายข้างนอกบ้างโดยไม่มีโลโก้สินค้า ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ &amp;nbsp;ข้าวแต๋น &amp;nbsp;กล้วยตาก &amp;nbsp;กล้วยฉาบ &amp;nbsp;โดยสร้างแบรนด์ &amp;ldquo;เมืองสองนาง&amp;rdquo; นอกจากนี้มีสินค้าเสริม คือ ชาจากใบข้าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. การดำเนินกิจกรรมผลิตภัณฑ์เสริม &amp;nbsp;เช่น ชาใบข้าว &amp;nbsp;กล้วยออร์แกนิค &amp;nbsp;เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง &amp;nbsp;จึงเน้นการส่งขายนอกชุมชน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการอบรมการขายสินค้าออนไลน์ &amp;nbsp;ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญการทำเว็บไซต์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. การดำเนินกิจกรรมร้านค้าสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;และตลาดนัดเกษตรปลอดภัย &amp;nbsp;สินค้าวางจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;เปิดดำเนินการแล้วแต่ต้องปิด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากประสบปัญหาบางอย่าง &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ฟื้นคืนสิ่งที่มีอยู่เดิมกลับคืนมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. แผนในอนาคต ทางประธานสภาองค์กรชุมชนบอกว่าอยากจดทะเบียนให้เป็นวิสาหกิจชุมชน &amp;nbsp;และมีการรวบรวมสินค้าชุมชนทุกอย่างที่พื้นที่สามารถผลิตได้ นำมาจำหน่ายในร้านค้า และการสร้างเครือข่ายโดยการเชื่อมโยงกับขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำการค้าเชื่อมโยงทั้งในและนอกจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื่องจากที่ผ่านมาในพื้นที่ได้รับออร์เดอร์สินค้าจากบริษัทเอกชนเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;ราคาประมาณ 500,000 บาท &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าเป็นราคาค่อนข้างสูง &amp;nbsp;แต่ละกลุ่มจึงระดมกำลังคนมาช่วยกันผลิตสินค้าเพื่อผลิตให้ทันคำสั่งซื้อ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่มีการร่วมกันผลิตในชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ได้แยกกันทำเหมือนแต่ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในตัวชี้วัด 4 มิติ &amp;nbsp;ชุมชนเข้มแข็งของ พอช. &amp;nbsp;จะเห็นว่าเด่นชัดในเรื่องคนมีคุณภาพได้ 25 คะแนนเต็ม &amp;nbsp;เห็นว่าคนในพื้นที่มีการขับเคลื่อนงานประเด็นต่างๆ ต้องการพัฒนาให้มีความเป็นอยู่ที่ดี &amp;nbsp;ที่สำคัญคือ เด็กและเยาวชนที่เคยร่วมกิจกรรมในช่วง 10 &amp;ndash; 20 ปีที่แล้ว &amp;nbsp;กลับมาเป็นแกนนำและเป็นพี่เลี้ยงให้กับเยาวชนในการขับเคลื่อนงานครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo; ผศ.บุญธิวายกตัวอย่างการถอดองค์ความรู้การพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชน&amp;nbsp; เทศบาลตำบลเสนางคนิคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116712</URL_LINK>
                <HASHTAG>One Plan, จตุพลัง, จัดเวทีเสนอโมเดลพัฒนา, ตัวชี้วัด 4 มิติ, ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง, ตำบลเข้มแข็ง, ตำบลเข้มแข็งเป็นวาระแห่งชาติ, นพ.อำพล จินดาวัฒนะ, นางสาวจันทนา  เบญจทรัพย์, ผศ.บุญทิวา พ่วงกลัด, พอช., ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยชุมชนเข้มแข็ง  และทิศทางของรัฐที่ควนปรับเปลี่ยน, ระบบแผนเดียวกัน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), เบญจพลัง, โครงการสนับสนุนการพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_6140a3f8cd977.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>686องค์กรฟ้อง สุริยะมติมิชอบ ยื้อแบนสารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;quot;มนัญญา&amp;quot; แจงกระทู้ ส.ว.เตรียมรับมือแบนสารพิษไว้แล้ว โบ้ยอำนาจยกเลิกอยู่ที่ &amp;quot;สุริยะ&amp;quot; &amp;nbsp;หมอระวีแนะ 3 พรรคเร่งเคลียร์ปัญหา หาข้อสรุปที่ลงตัว 686 องค์กรจ่อฟ้องศาลปกครอง-ศาลอาญาทุจริต เอาผิด &amp;quot;รมว.อุตสาหกรรม&amp;quot; ออกมติ 27 พ.ย.โดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม เวลา 10.00 น. ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร &amp;nbsp;รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณากระทู้ถามของ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ และนายสมชาย ชาญณรงค์กุล ส.ว. เรื่องรัฐบาลมีแผนยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รายการ ได้แก่ พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต อย่างไร และหากไม่มีการยกเลิก รัฐบาลมีข้อมูลเหตุผลใดรองรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ประชุมเมื่อวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;พ.ย.ที่ผ่านมา ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ขณะนี้ยังไม่ประกาศลงนามโดย รมว.อุตสาหกรรม จึงไม่อาจคาดการณ์และนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติได้ แต่สำหรับกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอห้ามใช้วัตถุอันตรายไปแล้ว&amp;nbsp;89&amp;nbsp;ชนิด แต่การประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าวต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตรายที่มี รมว.อุตสาหกรรมเป็นประธาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งคณะทำงานโดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อรองรับการดำเนินการไว้แล้ว ซึ่งการจำกัดการใช้จะเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ หากตนยังได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรอยู่ ซึ่งขอบคุณ ส.ว.ที่มีความห่วงใยสุขภาพของประชาชน เนื่องจากสารเคมี&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ชนิดนี้หลายประเทศได้ยกเลิกการใช้แล้วเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นจะดำเนินการเร่งรัดในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนแบนสารเคมี 2 ชนิดคือ พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ส่วนไกลโฟเซตให้ใช้ได้ตามประกาศควบคุม ว่าเป็นความเห็นต่างใน 3 พรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับการแบนสารเคมีกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแบนสารเคมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวว่า สิ่งที่ควรเร่งให้เกิดขึ้นคือ พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 3 พรรคต้องเร่งเดินหน้าพูดคุยกันให้ชัดเจน ว่าจะมีมาตรการใดในช่วง 6 เดือนที่เลื่อนแบนสารเคมี หากฝ่ายการเมืองยังไม่มีข้อสรุปลงตัวชัดเจน สิ่งที่น่าห่วงคือจะเกิดความขัดแย้งในภาคประชาชน เพราะฝ่ายที่อยากให้แบนก็ต้องสู้ต่อ ส่วนฝ่ายเกษตรกรที่ไม่อยากให้แบนก็สู้ต่อเช่นกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะตัดสินใจเรียกทั้ง 3 ฝ่ายมาพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรกลับมติ ควรยืนยันการแบนสารเคมีทั้ง 3 ตัว โดยให้มีบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือน กำหนดมาตรการผ่อนผันหาทางออกให้เกษตรกรปรับตัว และทุกอย่างก็จะราบรื่นมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อศึกษาวิจัยหาความจริง โดยมีตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายเก็บตัวอย่างทั้งน้ำและดินว่ามีสารพิษตกค้างจริงหรือไม่ นอกจากนี้ขอให้รัฐบาลตั้งเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มูลนิธิชีววิถี เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ร่วมกับเครือข่ายผู้บริโภค นำโดยนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง &amp;nbsp;เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ในฐานะเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น และประธานคณะทำงานวิชาการเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) ร่วมกันแถลงข่าวเดินหน้าขับเคลื่อนการแบน 3 สารพิษหลังมีมติสันนิษฐานล้มแบนไกลโฟเซต เลื่อนแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์กล่าวว่า มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายดังกล่าว ขอใช้คำว่าเป็นมติสันนิษฐานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เพราะเป็นการดำเนินการที่ไม่มีเหตุผลรับรองในการทบทวนมติและกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุผลที่มติไม่ชอบ คือ 1.ข้ออ้างการทบทวนมติเมื่อวันที่ 22 &amp;nbsp;ต.ค.52 ไม่มีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ เช่น อ้างว่าไกลโฟเซตไม่เป็นอันตราย ซึ่งขัดแย้งกับข้อวินิจฉัยของสถาบันมะเร็งนานาชาติ (IARC) องค์การอนามัยโลก และคำตัดสินของศาลสหรัฐฯ ที่ให้บริษัทสารเคมีต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ใช้และแก่รัฐ อ้างว่าขัดต่อความตกลงในองค์การการค้าโลกที่ต้องให้แจ้งล่วงหน้า 60 วันก่อนมีมาตรการ แต่ในความตกลงสุขอนามัยและอนามัยพืช (SPS) ระบุไว้ว่า กรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทบต่อสุขภาพ สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องยึดกรอบเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการอ้างว่ามีผู้คัดค้านจำนวนมาก 75% จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ ซึ่งเป็นไปโดยมิชอบ เนื่องจากนำรายชื่อผู้คัดค้านจากกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสารพิษ 17,527 &amp;nbsp;รายชื่อมารวมด้วย และการลงมติทางออนไลน์ 1 คนก็ทำได้หลายครั้ง ส่วนข้ออ้างว่าไม่มีระยะเวลาเพียงพอและไม่มีวิธีการทดแทนนั้น จริงๆ แล้วกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้แบนมากว่า 2 ปี 7 เดือนแล้ว กระทรวงเกษตรฯ กลับไม่เสนอทางเลือกที่เป็นรูปธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กระบวนการลงมติเมื่อวันที่ 27 พ.ย.เป็นการลงมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นได้จากการแถลงว่าลงมติแบบเอกฉันท์ และอ้างเป็นเสียงส่วนใหญ่หลังจาก รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ลาออกจากกรรมการวัตถุอันตรายเพราะไม่ยอมรับผล เพราะยืนยันว่าเสนอยึดมติเดิม เช่นเดียวกับตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่กระทรวงอื่นๆ ก็ไม่ทราบว่าจะลงมติแบบใด ทั้งที่กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย คือการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก โดยที่ผ่านมาได้ใช้วิธีการลงคะแนนตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งการลงมติเมื่อ พ.ค.61 เมื่อวันที่ 14 ก.พ.62 &amp;nbsp;และวันที่ 22 ต.ค.62 ก็ลงมติชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์กล่าวว่า ข้อเสนอของเครือข่ายมี 5 ข้อ คือ 1.ยืนยันให้ทุกฝ่ายเคารพมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ต.ค.62 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมต้องดำเนินการตามขั้นตอนในการออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การแบนพาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายโดยเร็ว 2.เครือข่ายฯ ขอประกาศจะดำเนินการฟ้องศาลปกครอง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อนายสุริยะที่ดำเนินการประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย.62 โดยมิชอบ 3.เครือข่ายฯ ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบการตกค้างของ 3 สารพิษในสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่ใส่ใจและมีนโยบายคุ้มครองสุขภาพของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.เครือข่ายฯ จะดำเนินการฟ้องคดีแบบกลุ่มให้แก่ผู้ที่ได้รับอันตรายจาก 3 สารพิษนี้ คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนนี้ โดยได้ความร่วมมือจากทีมทนายความที่ต่อสู้คดีให้นายดเวนย์ ลี จอห์นสัน &amp;nbsp;ที่ชนะคดีไกลโฟเซตในสหรัฐอเมริกา และ 5.เรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่าน &amp;nbsp;โดยดำเนินการตามมติและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ซึ่งได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงเอกฉันท์จากสภาผู้แทนราษฎร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51639</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์, นพ.อำพล จินดาวัฒนะ, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, สมชาย ชาญณรงค์กุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de51da36ccf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2019 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2019 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว.เอาด้วยเลิกสารเคมีอันตรายจี้รบ.ใช้ความกล้าหาญหยุดเสียที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.62-ที่รัฐสภา นพ.อำพล จินดาวัฒนะ และรศ.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ส.ว. แถลงจุดยืนและเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกสารเคมีเกษตร 3 ชนิด โดยนพ.อำพล กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจอย่างเป็นเอกภาพในการยกเลิกใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกรโฟเซต ที่ยืดเยื้อมาหลายปี จากข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ไม่ใช่แค่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมในผลิตภัณฑ์เกษตรอาหารการกินเท่านั้น แต่ยังเข้าสู่ทารกในครรภ์มารดาส่งผลเสียถึงผู้คนในรุ่นต่อๆ ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันจำกัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยเสนอให้ยกเลิกตั้งแต่เดือนเม.ย. 2560 แล้ว แต่ถึงวันนี้ผ่านมาสองปีกว่าก็ยังอนุญาตให้ใช้กันต่อไป เมื่อต้นเดือนก.ย. ที่ผ่านมาได้ตั้งกระทู้ถามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงมาตรการแก้ปัญหาสารเคมีตกค้างในพืชผักผลไม้ ที่ตรวจสอบพบเป็นจำนวนมาก โดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทยแพน)&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อำพล กล่าวว่า ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษาและแถลงจุดยืนเห็นด้วยกับการยกเลิก 3 สารเคมีดังกล่าว สำหรับในส่วนของรัฐบาลซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี 3 พรรคการเมือง คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่มีบางพรรคแสดงจุดยืนชัดเจนมาแต่ต้น และบางพรรคก็มีการปรับท่าทีที่ชัดเจนขึ้น ส.ว.ก็เห็นว่า ควรจะยกเลิกการใช้สารเคมีเหล่านี้เสียที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสังศิต กล่าวว่า ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมลํ้า จะขอมติของกมธ. ให้อนุกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ทันที ทั้งนี้ ได้ผลักดันเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2540 สมัยพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ตนได้เสนอให้ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ซึ่งท่านก็เห็นด้วย แต่ว่าเมื่อไปพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อขอความร่วมมือ แต่กลับปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าหัวคะแนนของท่านขายปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จึงไม่สามารถช่วยเรื่องนี้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าเราดูปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงที่นำเข้ามาจากต่างประเทศพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี และเมื่อไปดูตัวเลขการนำเข้ายารักษาโรคก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หมายความว่า สิ่งที่เรานำเข้ามาทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้เกษตรกรเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ข้อมูลอายุเฉลี่ยลูกหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พบว่า ลูกหนี้เหล่านี้ตายกันเร็วและอายุสั้น เพราะทำเกษตรเคมี ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้บริโภคด้วย หากรัฐบาลไม่ใช้ความกล้าหาญหยุดเรื่องนี้ ประเทศก็จะเสียหายไม่มีที่สิ้นสุด&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47501</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อำพล จินดาวัฒนะ, รศ.สังศิต พิริยะรังสรรค์, รัฐบาล, ส.ว., สารเคมีอันตราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9ad11b8964c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16275</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 20:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 20:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม้ยืนต้น 58 ชนิด หลักประกันธุรกิจแบบใหม่    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การศึกษาของ ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก&amp;nbsp;
เรื่อง &amp;ldquo;เจาะลึกแนวทางการรับรองไม้ยืนต้น 58 ชนิดหลักประกันทางธุรกิจประเภทใหม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากมติคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 5/2561 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว เห็นว่าการนำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูง สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ โดยมีการออกเป็นกฎกระทรวงตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 (พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ) &amp;nbsp;รองรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า ซึ่งมีทั้งสิ้นรวม 58 ชนิด ไม้สัก พะยูง ชิงชัน แดง เต็ง รัง ตะเคียน สะเดา นางพญาเสือโคร่ง ปีบ ตะแบกนา ไม้สกุลจำปี จามจุรี กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ มะขามป้อม หว้า กฤษณา ไม้หอม ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน และมะขาม ฯลฯ เป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้เปิดเวทีกลางเสวนาทางวิชาการเรื่อง&amp;nbsp;&amp;ldquo;เจาะลึกแนวทางการรับรองไม้ยืนต้น 58 ชนิด หลักประกันทางธุรกิจประเภทใหม่&amp;rdquo; เพื่อเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการกำหนดให้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ และนำเสนอข้อมูลในเชิงวิชาการเกี่ยวกับการบริหารจัดการไม้ยืนต้น 58 ชนิด หลักประกันทางธุรกิจประเภทใหม่ ให้ผู้สนใจจากทุกภาคส่วนได้นำไปใช้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวทีเสวนา นพ.อำพล จินดาวัฒนะ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กล่าวว่า หากมองถึงปัญหาในการทำการรับรองไม้ยืนต้น ในปัจจุบันไม้เหล่านี้ยังไม่มีมูลค่า นำมาสู่ยุทธศาสตร์ต้นไม้เพื่อแผ่นดิน ที่สามารถใช้ไม้ยืนต้น เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ อยู่บนพื้นฐานในที่ดินกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย และจุดสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งทำการศึกษาคือ การประเมินมูลค่าของไม้ยืนต้นอย่างเป็นรูปธรรม การตัดไม้ยืนต้นในที่กรรมสิทธิ์นั้นยังคงทำได้ยาก เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านกฎหมายในมาตรา 7 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 (พ.ร.บ.ป่าไม้) และที่สำคัญคือ การส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ในการปลูกและบำรุงรักษาไม้ยืนต้นให้แก่ประชาชน เช่น พื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกชนิดไม้ยืนต้นแต่ละชนิดในพื้นที่ต่างๆ และการเสนอแนะให้มีการพิจารณาตัดคำว่า 58 ชนิดออก เพราะในความเป็นจริงแล้วไม้ยืนต้นในประเทศไทยนั้นมีมากกว่า 58 ชนิดอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อำพล จินดาวัฒนะ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบรรจง วงศ์ศรีสุนทร ผู้อำนวยการสำนักรับรองการป่าไม้ กรมป่าไม้ ได้ให้ความเห็นว่า จากข้อกำหนดในมาตรา 7 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่ได้กำหนดชนิดไม้หวงห้าม อาทิ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้พะยูง ฯลฯ ที่ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ในพื้นที่ใดในประเทศ รวมถึงที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ หรือมีสิทธิครอบครอง จะต้องถูกควบคุมโดย พ.ร.บ.ป่าไม้ หากทำการตัด ฟัน โค่น และอื่นๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้น เมื่อได้มีการแก้ไขมาตรา 7 ว่าให้ไม้ทุกชนิดที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่เป็นไม้หวงห้าม ในการทำไม้เพื่อประกอบการค้าหรือเพิ่มมูลค่า ไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ เว้นแต่กรณีที่ต้องการส่งออกไม้หรือผลิตภัณฑ์ออกนอกราชอาณาจักรจะต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการทำไม้ในพื้นที่เอกชนตามนโยบาย ปลูกง่าย ตัดง่าย ขายคล่อง และการเอื้อประโยชน์ในการนำไปเป็นหลักค้ำประกัน เพราะประชาชนบางคนในที่ดินก็มีไม้ยืนต้นที่มีมูลค่า ที่สามารถใช้แทนทรัพย์สินอื่นได้&amp;rdquo; บรรจงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบรรจง วงศ์ศรีสุนทร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศรายุทธ ธรเสนา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า หลังจากที่ธนาคาร ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการรับรองไม้ยืนต้นเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ โดยใช้กระบวนการส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ในรูปแบบธนาคารต้นไม้ เพื่อประเมินต้นไม้และมูลค่า โดยใช้ฐานข้อมูลตารางปริมาตรไม้ ที่จัดทำโดยคณะวนศาสตร์ในปี 2552 เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวเพิ่มว่า ในปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมในธนาคารต้นไม้ 115,217 คน จาก 6,804 ชุมชน ผ่านการดำเนินการ 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1.เวทีปลูกต้นไม้ในใจคน 2.จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3.จัดตั้งธนาคารต้นไม้ 4.กำหนดพื้นที่ปลูกต้นไม้ 5.ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ 6.บันทึกรายการและมูลค่าต้นไม้ (สมุดธนาคารต้นไม้) 7.การเชื่อมโยงกับเครือข่าย โดยมีเงื่อนไขใช้ที่ดินจำนองร่วมกับมูลค่าของต้นไม้ ที่ประเมินเป็นหลักประกันในราคาการประเมินร้อยละ 50 โดยในการเปรียบเทียบราคาตามมาตรฐานของต้นไม้ที่รับขึ้นทะเบียน เช่น ต้นไม้อายุ 10 ปี มีการเจริญเติบโตที่มีเส้นรอบวง 74.17 เซนติเมตร จะมีมูลค่า 2,362 บาท/ต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) นางวิมลรัตน์ เพ็ญตระกูล ผู้อำนวยการกองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ตามข้อกำหนด พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ได้ทำหน้าที่รับแจ้งการลงทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการกู้ โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเจตนารมณ์ให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจ SMEs มากกว่า 2,800,000 ราย และประมาณ 800,000 ราย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยส่วนใหญ่ใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน ดังนั้น ในการใช้ทรัพย์เป็นหลักประกันที่กำหนดไว้ ได้แก่ กิจการ สิทธิเรียกร้อง ทรัพย์สินทางปัญญา สังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ ในส่วนของทรัพย์สินอื่นๆ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ที่ได้ออกเพิ่ม ในการกำหนดให้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันนั้น ก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการ&amp;rdquo; วิมลรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรมีการจัดการระบบการประเมินมูลค่าที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ มีการพัฒนาและประกาศใช้คู่มือการประเมินมูลค่า และพัฒนาและส่งเสริมบุคลากรในการประเมินมูลค่าของต้นไม้ ผลักดันให้การขับเคลื่อนการนำต้นไม้เป็นหลักประกันทางธุรกิจที่ได้มาตรฐาน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16275</URL_LINK>
                <HASHTAG>.นิคม แหลมสัก, ต้นไม้หลักประกันใหม่การทำธุรกิจ, นพ.อำพล  จินดาวัฒนะ, บรรจง วงศ์ศรีสุนทร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ศรายุทธ ธรเสนา, ไม้58ชนิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b83f81496c0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2026 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2018 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สานพลังประชารัฐเดินหน้า “แม่แจ่มโมเดลพลัส” พลิกฟื้นดอยหัวโล้น สร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนด้วยไม้ไผ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เชียงใหม่ /&amp;nbsp; สานพลังประชารัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ราชการ&amp;nbsp; หน่วยงานท้องถิ่น&amp;nbsp; และเครือข่ายประชาชน&amp;nbsp; ร่วมกันเดินหน้า &amp;ldquo;โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; พลิกฟื้นดอยหัวโล้นที่เกิดจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; สู่ &amp;ldquo;แม่แจ่มเมืองป่าไม้&amp;rdquo; โดยส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืนแทนข้าวโพด&amp;nbsp; มีโรงงานแปรรูปรองรับ&amp;nbsp; ผลิตตั้งแต่ตะเกียบ&amp;nbsp; ถ่านอัดแท่ง &amp;nbsp;โดยเฉพาะถ่านกัมมันต์&amp;nbsp; ใช้ในอุตสากรรมต่างๆ ตลาดต้องการไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านตัน&amp;nbsp; ขณะที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ลงพื้นที่ร่วมปลูกไผ่และนำข้อเสนอ-ปัญหาของชาวแม่แจ่มไปเสนอรัฐบาลหาทางแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; ตั้งอยู่บนเทือกเขาธงชัย&amp;nbsp; ด้านหลังดอยอินทนนท์&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ&amp;nbsp; 123&amp;nbsp; กิโลเมตร&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,700,000 ไร่&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม&amp;nbsp; สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง&amp;nbsp; มีที่ราบตามเชิงเขา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชากรมีทั้งคนเมือง&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; ลั๊วะ&amp;nbsp; ปกาญอ&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 59,000 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าวโพดขายเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์&amp;nbsp; ซึ่งต้องใช้สารเคมี &amp;nbsp;ทำให้เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ&amp;nbsp; การเผาเศษวัสดุพืชไร่&amp;nbsp; นำไปสู่ปัญหาหมอกควันพิษ&amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาหนี้สินจากการทำการเกษตร&amp;nbsp; รวมทั้งปัญหาที่ดินทำกิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; ชาวแม่แจ่มจึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธุรกิจ&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; หน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; จัดทำโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; (Mae Chaem Model Plus) เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ด้วยการยั้บยังการบุกรุกป่า&amp;nbsp; หยุดปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp; การปลูกพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; ลดการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; เป็นพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; สร้างเมืองแม่แจ่มให้เป็น &amp;ldquo;เมืองป่าไม้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่&amp;nbsp; 18-19 พฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.) ซึ่งมี นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; ได้เดินทางมาที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อศึกษาและเรียนรู้โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; โดยคณะอนุ กขร.ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เพื่อปรึกษาหารือการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม&amp;nbsp; ภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน &amp;nbsp;และประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อให้เกิดการบูรณาการการขับเคลื่อนงานตามโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; หลังจากนั้นคณะได้เดินทางไปที่บ้านแม่ยางส้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต.ท่าผา&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; เพื่อร่วมกิจกรรมปลูกไผ่&amp;nbsp; ปลูกป่า&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านในพื้นที่และเยาวชนร่วมปลูกไผ่ประมาณ 200 คน&amp;nbsp; ปลูกไผ่ประมาณ 200 ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นพ.อำพล จินดาวัฒนะ &amp;nbsp;ร่วมปลูกไผ่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.) กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสเป็นการสานพลังประชารัฐ&amp;nbsp; เริ่มจากการที่ชุมชนร่วมกันแก้ไขปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; และคุณภาพชีวิตตั้งแต่ปี 2552 &amp;nbsp;ขณะเดียวกันในอำเภอแม่แจ่มก็มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน&amp;nbsp; เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2&amp;nbsp; ซึ่งสงวนเอาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ&amp;nbsp; มีเนื้อที่ป่าต้นน้ำทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 900,000 ไร่&amp;nbsp; แต่มีประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยทำมาหากิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; เมื่อรัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารงานก็มีแนวทางชัดเจนที่จะให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำกิน&amp;nbsp; ส่วนที่เกินให้คืนราชการและปลูกป่าเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;คนอยู่ได้&amp;nbsp; ป่าอยู่ดี&amp;nbsp; เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลที่จะให้คนอยู่ร่วมกับป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งโครงการแม่แจ่มฯ จะส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่&amp;nbsp; รวมทั้งพืชอื่นๆ&amp;nbsp; เพื่อนำความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา &amp;nbsp;ในอนาคตแม่แจ่มจะเป็นเมืองที่เขียวขจี&amp;nbsp; และไม่ใช่เขียวด้วยข้าวโพด &amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; เริ่มทำจากเล็กไปหาใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามศาสตร์ของพระราชา&amp;nbsp; ทำจากชีวิตจริงที่เป็นรูปธรรมและขับเคลื่อนไปด้วยกัน&amp;nbsp; ทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน&amp;nbsp; และประชาชนในพื้นที่&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นพ.อำพลกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ปัญหาต่างๆ ที่ชาวแม่แจ่มเสนอมา&amp;nbsp; ทั้งปัญหาเรื่องที่ดินทำกินอยู่ในเขตป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ&amp;nbsp; ระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ถนน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งเรื่องงบประมาณในการดำเนินโครงการแม่แจ่มโมเดลทั่วทั้ง 104 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ซึ่งชาวแม่แจ่มเสนอมานั้น&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการฯ&amp;nbsp; จะนำกลับไปพิจารณาและนำไปเสนอต่อรัฐบาลเพื่อผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ข้อมูลจาก &amp;ldquo;โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; ปฏิบัติการเชิงพื้นที่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rdquo; ระบุว่า&amp;nbsp; อำเภอแม่แจ่มเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญสำคัญด้านทรัพยากรป่าไม้ต้นน้ำของประเทศ&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ต้นกำเนิดน้ำแม่แจ่มซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปิง&amp;nbsp; น้ำจากแม่แจ่มไหลลงสู่แม่น้ำปิงร้อยละ 40&amp;nbsp; และไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาร้อยละ 17&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนพื้นที่ในอำเภอแม่แจ่มมีทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,696,093 ไร่&amp;nbsp; เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่ม&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนและอยู่อาศัยมาก่อนปี พ.ศ.2504&amp;nbsp; เมื่อมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ พ.ศ.2507&amp;nbsp; จึงทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตั้งแต่ปี 2549&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; อัตราขยายตัวของพื้นที่ทำกินในป่าต้นน้ำแม่แจ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2552-2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่มกลายเป็นไร่ข้าวโพดเพื่อส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; จาก&amp;nbsp; 86,104&amp;nbsp; ไร่ในปี 2552 &amp;nbsp;ในปี 2554 เพิ่มเป็น&amp;nbsp; 105,465 ไร่&amp;nbsp; และปี 2559&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 123,229 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เกิดปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp; ดินถล่ม&amp;nbsp; เกิดไฟไหม้&amp;nbsp; การเผาไร่ซากข้าวโพดที่มีปริมาณประมาณปีละ&amp;nbsp; 95,000 ตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน&amp;nbsp; ปัญหาระบบทางเดินหายใจ&amp;nbsp; เฉพาะในอำเภอแม่แจ่มมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมหมอกควันประมาณปีละ 5,000 ราย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ที่สำคัญคือปัญหาหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; ซึ่งจากตัวเลขในปี 2560&amp;nbsp; เกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมกันประมาณ&amp;nbsp; 1,400 ล้านบาท&amp;nbsp; และหนี้กองทุนหมู่บ้านประมาณ 300 ล้านบาท&amp;nbsp; (ไม่รวมหนี้อื่นๆ และหนี้นอกระบบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นการก้าวให้พ้นจากวงจรปัญหาหนี้สิน&amp;nbsp; การสร้างระบบการเกษตรที่จะตอบโจทย์เรื่องอาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; แก้ปัญหาระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพักชำระหนี้เกษตรกร&amp;nbsp; การเชื่อมโยงระบบการผลิต&amp;nbsp; ตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; (การแปรรูป)&amp;nbsp; และปลายน้ำ&amp;nbsp; (การตลาด) เพื่อให้เกษตรกรอำเภอแม่แจ่มหลุดพ้นออกจากเขาวงกตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ตลอดไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ข้อมูลจากโครงการแม่แจ่มฯ ระบุถึงแนวทางแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายพิพัฒน์&amp;nbsp; ธนรวิทยา&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านห้วยยางส้าน&amp;nbsp; ต.ท่าผา&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงในอำเภอแม่แจ่มอยู่อาศัยในพื้นที่มานานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่&amp;nbsp; ปัจจุบันส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดเป็นหลัก&amp;nbsp; ปลูกหอมแดง&amp;nbsp; กระเทียม&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; และปลูกข้าวไร่เอาไว้กิน&amp;nbsp; ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากราคาข้าวโพดตกต่ำ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศไม่ให้พ่อค้ารับซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่สูงหรือป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ราคาข้าวโพดลดเหลือกิโลกรัมละ 3 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนต้นทุนการปลูก 1 กก.ไม่ต่ำกว่า 5 บาท&amp;nbsp; เฉพาะปุ๋ยเคมีต้องใช้ไร่ละ 2 กระสอบ&amp;nbsp; ราคากระสอบละ 800 บาท&amp;nbsp; หรือไร่ละ 1,600 บาท&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 8 ไร่&amp;nbsp; มีต้นทุนค่าปุ๋ยรวม 12,800 บาท&amp;nbsp; ซึ่งฤดูการปลูกที่แล้ว&amp;nbsp; ผู้ใหญ่พิพัฒน์ได้ผลผลิตประมาณ&amp;nbsp; 500 กก.ต่อไร่&amp;nbsp; หรือประมาณ&amp;nbsp; 4,000&amp;nbsp; กก.&amp;nbsp; พ่อค้ารับซื้อ กก.ละ 5 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขายได้เงินประมาณ&amp;nbsp; 20,000 บาท&amp;nbsp; เมื่อหักค่าเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาฆ่ายา&amp;nbsp; และค่าแรงงานแล้ว&amp;nbsp; แทบจะไม่มีกำไร&amp;nbsp; แถมจะขาดทุนอีกด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนข้าวโพดราคาดี&amp;nbsp; ใครๆ ก็ปลูกแต่ข้าวโพด&amp;nbsp; เพราะไม่ต้องดูแลมาก&amp;nbsp; มีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่&amp;nbsp; พอปลูกเยอะๆ&amp;nbsp; ราคาก็ต่ำ&amp;nbsp; เมื่อปลูกนานหลายปีก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงดิน&amp;nbsp; เมล็ดพันธุ์ก็ต้องซื้อทุกปี&amp;nbsp; เพราะข้าวโพดพวกนี้เก็บเอาไว้ทำพันธุ์ไม่ได้&amp;nbsp; พอจะปลูกใหม่ก็ต้องเผาหญ้า&amp;nbsp; เผาตอข้าวโพด&amp;nbsp; ทำให้เกิดควันไฟ&amp;nbsp; ชาวบ้านเป็นโรคหอบหืดกันมาก&amp;nbsp; ชาวบ้านก็อยากจะปลูกพืชชนิดอื่นที่มีราคาดีกว่า&amp;nbsp; ปลอดภัยกว่า&amp;nbsp; ถ้ามีพืชชนิดไหนที่ดีก็จะปลูก&amp;nbsp; ตอนนี้ในหมู่บ้านผมเริ่มปลูกไผ่กันแล้ว&amp;nbsp; คนละ 1-2 ไร่&amp;nbsp; มีสมาชิก 13 คน&amp;nbsp; ถ้าปลูกไผ่แล้วได้ผลดีกว่า&amp;nbsp; คนอื่นๆ ก็จะปลูกกันอีกเยอะ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่พิพัฒน์พูดถึงอนาคตใหม่ของคนแม่แจ่ม&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การพลิกฟื้นผืนป่าเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนตามโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสมเกียรติ&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรอง&amp;nbsp; ซึ่งจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดที่เกษตรกรกำหนดราคาขายไม่ได้&amp;nbsp; โดยเกษตรกรจะเป็นคนปลูก 


สล็อต789&amp;nbsp;แปรรูป และเป็นเจ้าของร่วมในลักษณะของวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่/ 70 ต้น&amp;nbsp; และปลูกในลักษณะผสมผสานหรือแทรกไปในแปลงข้าวโพด&amp;nbsp; ไม่ปลูกไผ่ชนิดเดียวลงในแปลงผืนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมปลูกไผ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ขณะนี้มีเกษตรกรทั้ง 7 ตำบลในอำเภอแม่แจ่มเข้าร่วม&amp;nbsp; รวม 262 คน&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 466 ไร่&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 30,337 ต้น&amp;nbsp; และจะขยายพื้นที่เป็น 2,000 ไร่ภายในสิ้นปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายผลผลิต 10-30 ตัน/ ไร่ / ปี&amp;nbsp; ราคาไผ่ดิบประมาณตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีแผนงานที่จะสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมา&amp;nbsp; (สภาอุตสาหกรรมสนับสนุนเครื่องจักร)&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กาแฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับไผ่ที่ส่งเสริมให้ปลูกเป็นไผ่พันธุ์ &amp;lsquo;ซางหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; และ &amp;lsquo;ฟ้าหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไผ่ตระกูลเดียวกัน&amp;nbsp; มีแหล่งกำเนิดที่อำเภอเชียงดาว&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; โดยมีผู้นำไปขยายพันธุ์ที่จังหวัดน่านจนได้ผลดี&amp;nbsp; ลักษณะเด่น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่โตเร็ว&amp;nbsp; ลำตรง&amp;nbsp; เนื้อไม้หนา&amp;nbsp; เหมาะนำไปแปรรูปเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่อกินได้&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ใช้เวลาปลูก&amp;nbsp; 2-3 ปีสามารถนำไปทำตะเกียบ&amp;nbsp; ส่วนเศษที่เหลือจะนำมาผลิตเป็นถ่านอัดก้อนให้พลังงานความร้อนสูง&amp;nbsp; ไม่มีควัน&amp;nbsp; ปลูก 4 ปีสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือสร้างบ้านได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่&amp;nbsp; ธัญพิสิษฐ์&amp;nbsp; พวงจิก&amp;nbsp; ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร&amp;nbsp; คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; ศูนย์รังสิต&amp;nbsp; ระบุถึงประโยชน์จากการนำไม้ไผ่พันธุ์ซางหม่นไปผลิตถ่านกัมมันต์ (activated charcoal หรือ activated carbon) ในบทความเรื่อง &amp;ldquo;ถ่านกัมมันต์จากไม้ไผ่ : ตลาดยังมีความต้องการสูง ?&amp;rdquo; (ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี&amp;nbsp; ปีที่ 23 ฉบับที่ 6 (ฉบับพิเศษ) &amp;nbsp;2558) โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ่านกัมมันต์เป็นวัสดุที่ประกอบด้วย คาร์บอนที่ได้จากถ่าน&amp;nbsp; คาร์บอนที่ได้จากถ่านกัมมันต์มีความแข็งแกร่ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;


เว็บแทงหวย&amp;nbsp;&amp;nbsp;คงตัว&amp;nbsp; ไม่ถูกละลายด้วยสารเคมีใด หรือไม่เป็นสนิม ใช้สร้างแผ่นเซลล์เชื้อเพลิง&amp;nbsp; ใช้ผสมเพิ่มความแข็งแกร่งลงในปูนซีเมนต์&amp;nbsp; พลาสติก&amp;nbsp; หรือวัสดุต่าง ๆ อีกมากมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยางรถยนต์ &amp;nbsp;ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา อาหาร&amp;nbsp; เป็นวัสดุประกอบสำคัญในการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง&amp;nbsp; ถ่านไฟฉาย &amp;nbsp;เม็ดเชื้อเพลิงทดแทนให้ความร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลาดโลกมีความต้องการปีละ 10&amp;nbsp; ล้านตัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ราคาตันละ 30,000-40,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายถึงปีละ 400,000 ล้านบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการปลูกและการแปรรูปไผ่นั้น&amp;nbsp; ในปี 2561 นี้&amp;nbsp; เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; รวม 11 กลุ่ม&amp;nbsp; และทำบันทึกกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาอุตสาหกรรม&amp;nbsp; บริษัทประชารัฐรักสามัคคีเชียงใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พร้อมทั้งร่วมกันปลูกไผ่&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; สหภาพยุโรป&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp; มูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ซึ่งหลังจากที่ปลูกไผ่ได้ 2-3 ปีแล้ว&amp;nbsp; จะเข้าสู่กระบวนการผลิตและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการก็จะคืนต้นกล้าให้แก่โครงการเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้แม่แจ่มโมเดลพลัสเริ่มเดินหน้าแล้ว&amp;nbsp; จากผืนดอยหัวโล้นกำลังกลายเป็นป่าไผ่เขียวขจี&amp;nbsp; เป็นเมืองป่าไม้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยหรือสารเคมี&amp;nbsp; ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรชาวแม่แจ่มก็มีความหวังที่จะปลดหนี้สิน&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ&amp;nbsp; แม่แจ่มโมเดลฯ จะเป็นต้นแบบเพื่อขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ อย่างแน่นอน ..!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9654</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อำพล  จินดาวัฒนะ, ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สานพลังประชารัฐ, แม่แจ่มโมเดลพลัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180521/image_big_5b0286fc8706b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
