<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. ทำคลิป&#039;หมออุดม-หมอทวี&#039;ชี้แจงการฉีดวัคซีนเด็ก ย้ำอาการข้างเคียง กับการติดเชื้อ ผลแตกต่างมหาศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21ก.ย.64-ตามที่ขณะนี้มีข้อห่วงใยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน mRNA ให้กับเด็กที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป เนื่องจากวัคซีน mRNA อาการข้างเคียงที่สำคัญ คือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อายุน้อยพบมากกว่าผู้ที่สูงอายุ เพศชายพบมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่พบในเข็มที่ 2 มากกว่าเข็มแรกนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ ศธ. ได้มีการจัดทำคลิปวีดีโอ เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจ และได้มีการเชิญนพ.อุดม คชินทร รองประธานที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (ศบค.) มาให้ความรู้ในคลิปวีดีโอ เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนในเด็ก โดยนพ.อุดม ได้มีการพูดถึงเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน Pfizer ในเด็ก ซึ่งสถิติในเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปี ที่ฉีดวัคซีน Pfizer ของอเมริกา พบเกิดผลข้างเคียงกับเด็กผู้หญิง 9 คน ใน 1 ล้านคน เด็กผู้ชาย 66 คน ใน 1 ล้าน ส่วนผลข้างเคียงเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั้น นพ.อุดม มองว่าหากเทียบโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 กับ ผลข้างเคียงการรับวัคซีนถือว่าแตกต่างกันมหาศาล อีกทั้งผลข้างเคียงดังกล่าว จะเกิดขึ้นภายใน 7 วัน หรือ ยาวนานได้ถึง 30 วัน โดยอาการแรกเริ่ม คือ เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว ดังนั้นผู้ปกครองต้องคอยเฝ้าระวัง หากบุตรหลานมีอาการดังกล่าวรีบแจ้งให้แพทย์รับทราบ เพราะอาการเหล่านี้มียารักษา สามารถรักษาให้หายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นพ.อุดม ยังพูดถึงเรื่องที่ควรระวัง คือ หลังการฉีดวัคซีน Pfizer ห้ามออกกำลังกายเด็ดขาดในช่วง 3 วันแรก เนื่องจากการออกกำลังกาย เป็นการกระตุ้นให้หัวใจเต้นแรง อาจจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้เรายังมีคลิปวีดีโอจากนพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และนพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้แก่ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจได้รับชมด้วย ซึ่งผมคิดว่า ศธ.มีการวางมาตรการในเรื่องนี้อย่างเต็มที่&amp;quot;ปลัด ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มให้กับเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 10-18 ปีนั้น ตนรับทราบว่าโรงเรียนแต่ละแห่งที่เข้าร่วมการฉีดวัคซีนครั้งนี้ ได้มีการจัดทำหนังสือให้ความยินยอมจากผู้ปกครอง ในกรณีที่ให้บุตร หลานเข้ารับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มแล้วทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117397</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนไฟเซอร์, #ศธ., ฉีดวัคซีนในเด็ก12-18ปี, นพ.ทวี โชตพิทยสุนนท์, นพ.อุดม คชินทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_61498d91b9ded.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมออุดม&#039; เผยให้ตัวเลขโควิดเป็น 0 เป็นไปไม่ได้  คนไทยต้องทำใจ &#039;เราต้องอยู่กับโควิด &#039;ติดเชื้อจริงทั้งปท.6-7ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
8ก.ย.64-นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด โควิด19 ให่สัมภาษณ์ในหัวข้อ &amp;quot;ใช้ชีวิตมีคุณภาพอย่างไร ...ถ้าโควิด19ยังแพร่ระบาดไปอีกนาน&amp;quot;ว่า &amp;nbsp;ถ้าดูจากตัวเลข การติดเชื้่อตอนนี้วันละ 1.4-.1.5 หมื่นราย อาจน่าตกใจเมื่อไปเทียบกับ เม.ย.ปี 63 ที่เราติดเชื้ออยู่แค่หลักพัน อย่างไรก็ตาม แต่ขณะนี้ แนวโน้มโควิดทั้งโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น เหตุผล 2ปัจจัย คือ 1. โควิดสายพันธุ์เดลต้า ได้กระจายทั่วโลก 80-90 % และไทยกระจาย &amp;nbsp;90% &amp;nbsp;เชื้อนี้กระจายได้เร็วและรุนแรง &amp;nbsp;อยากชี้ให้เห็นเชื้อได้ไปทุกที่ ทำให้เกิดการระบาดคนใกลช้ชิด คนในครอบครัว สถานที่ทำงาน ในชุมชน &amp;nbsp;เพราะมีการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)สุ่มตรวจข้อมูลสอดคล้องที่อู่ฮั่นระบาด &amp;nbsp;ที่พบคนติดเชื้อไม่มีอาการ &amp;nbsp;พอไปตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ 5-6 เท่า ของผู้ติดเชื้อยืนยัน เช่นตอนนี้กรุงเทพฯ ติดเชื้อสะสม 2.5แสนราย แต่จริงๆ ต้องคูณเข้าไปอีก 5-6 เท่า เท่ากับคนกทม.ติดเชื้อประมาณ 1.2 ล้านคน และผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ ทั้งประเทศตัวเลขก็ประมาณนี้เช่นกัน โดยตัวเลขของเราสะสมยืนยันทั้งประะทเศอยู่ที่ 1.2 ล้านคน เมื่อคูณ 5-6 เท่า เท่ากับเรามีการติดเชื้อ6-7 ล้านคน โดยเป็นการติดเชื้อแฝงและสามารถแพร่เชื้่อให้เราได้ &amp;nbsp;เป็นเหตุผลทำให้เกิดการติดในครอบครัว คนใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
และอีกเหตุผลเรื่องวัคซีน ชัดเจนว่าแม้แต่วัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในโลกก็ยังติดเชื้อได้ &amp;nbsp;อย่าง อิสราเอล และอเมริกาฉีด ครบ 2เข็ม ไป 60-70% แล้วแต่ตอนนี้ติดเชื้อใหม่เต็มไปหมด ประชาชนจึงต้องทำความเข้าใจว่าวัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้หมด ป้องกันได้แค่ 50-60 % แต่วัคซีนทุกตัวสามารถป้องกันเจ็บป่วยรุนแรง ป้องกันตายได้ 80-90 % &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการปกป้องระบบสาธารณสุขของเราไม่ให้รับภาระเกินไป ซึ่งตอนนี้ ระบบสาธารณสุขของเราหลังแอ่นมาก เตียงไม่พอ ตายวันล2 -3 ร้อยคน และทั่วโลก เมื่อดูกราฟ ตอนนี้ติดเชื้่อ 5-6แสนรายต่อวัน แต่อัตราการตายน้อยลง เพราะส่วนใหญ่ฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อย่างในอังกฤษ ฉีดกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;90% &amp;nbsp;การตายก็น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.อุดม กล่าวอีกว่า สิ่งที่กล่าวมานี้่ เป็นภาพอยากให้คนไทยได้เห็น ว่าเราจะคิดแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะให้ล็อกดาวน์ &amp;nbsp;เศรษฐกิจก็คงไม่ไหว &amp;nbsp;เดือนละแสนล้านที่เราเสียหาย &amp;nbsp;เราต้องมาปรับใจใหม่ เป็นเหตุผล ทำให้เราต้องยอมให้มีการยอมผ่อนปรน แม้การติดเชื้อตัวเลขยังเป็นหมื่น แม้เราจะใช้มาตรการเต็มที่ก็ลงมานิดเดียว เราต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจ ถ้าเข้มสุขภาพมากไป เศรษฐกิจก็จะเสียหาย ดังนั้น เราต้องดูองค์รวมภาพใหญ่ ให้เกิดความสมดุล จึงต้องมีการผ่อนปรน แต่มีเงื่อนไขว่าทุกองค์กรต้องปฎิบัติตาม กระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;เป็นเรื่องต้องแลกกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ขณะนี้ เป้าหมายควบคุม โควิด เปลี่ยนไปจากเดิม &amp;nbsp;จากเดิมเราต้องการให้ตัวเลขเป็น 0 ผมบอกได้เลยว่าไม่มีทางเป็น &amp;nbsp;0 แน่นนอ แต่เราจะต้องปรับเป้าหมาย คือ ต้องทำให้ตัวเลขน้อยลงและให้เราอยู่กับมันได้ และดำเนินชีวิตตามปกติวิถีใหม่ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.อุดมกล่าวอีกว่า การปรับกลยุทธิ์ของรัฐบาล มีเเป้าหมย 2 ประการ คือ 1 .ฟื้นฟูประเทศ 2. &amp;nbsp;ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ 3. เปิดประเทศให้ได้ เป็นการเปิดในวงกว้าง ไมใช่แค่ให้คนต่างประเทศเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องให้คนไทยสามารถไปเที่ยว หรือไปโน่นไปนี่ได้ สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ได้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แต่การจะไปสู่ 3เป้าหมายใหม่ เราจำเป็นต้องปรับใจใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;กลยุทธ์ ของสาธารณสุข ต้องปรับไปจาก ปี 63 &amp;nbsp;ที่เราต้องการหยุดการติดเชื้อ หรือทุเลา ใช้การล็อกดาวน์ เร่งคัดกรองใช้ตรวจแบบPCR &amp;nbsp; มีการสืบค้นหาผู้เสี่ยงสัมผัส &amp;nbsp;มากักกันหรือรักษา ซึ่งปี &amp;nbsp;63 เราทำได้ดี แต่ปี 64 เปลี่ยนไป กลยุทธิ์ใหม่คือ เน้นฉีดวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ป้องกันได้ 50-60 % เน้นลดการเจ็บป่วยรุนแรง เราเร่งหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ เร่งฉีดประชาชนให้มาก 70 % ตอนนี้เรามาถึงครึ่งหนึ่งของเป้าในเข็ม 1 และได้ &amp;nbsp; 30 %ในเข็ม 2 &amp;nbsp;&amp;quot;นพ.อุดมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษาศบค.กล่าวอีกว่า ขอยืนยันว่าไม่ได้มีการตรวจน้อยลง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวันละ 5-6 หมื่น แต่คำว่าตรวจน้อยคือ ไปตรวจด้วย ATK &amp;nbsp;มากขึ้น แต่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่า ถ้ายืนยันติดเชื้อต้องตรวจจากPCR &amp;nbsp;ส่วน ATK ไม่ยืนยัน ตอนนี้เราตรวจATK &amp;nbsp;เพื่อแก้ปัญหาคอขวด &amp;nbsp;ให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้ง่าย ตรงนี้ ถ้ารวมผล ATK เฉลี่ยวันละ 3พัน บวกกับ ที่ยืนยันวันละ &amp;nbsp;1.5 หมื่นราย &amp;nbsp;เท่ากับมีผู้ติดเชื้อเพิ่มวันละ 1.7 หมื่น ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความคืบหน้าการฉีดวัคซีน นพ.อุดม กล่าวว่า ในเดือนก.ย.จะได้แอสตร้า 7.3 ล้านโดส และเดือนหน้า แอสตร้าฯ 11-13 ล้าน และไฟเซอร์ เข้ามา 29 ก.ย.อีก 2 ล้านโดส &amp;nbsp;ดังนั้น 3เดือนข้างหน้า จนสิ้นปีเราจะมีวัคซีน เดือนละ20 ล้าน เราเร่งฉีด 8-9แสนต่อวัน หรือวันละล้านโดส &amp;nbsp;ก็คาดว่าเราสามารถทำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมยืนยันว่า ถ้าไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง ภายในธ.ค. เราฉีดวัค ได้ตามเป้า 2เข็ม และฉีดเข็ม3ได้อีกด้วย ซึ่งผลการศึกษา พบว่าหลังฉีดไป 3เดิอน วัคซีนทุกตัวภูมิจะลดลง &amp;nbsp;ถ้าตกมากก็สู้เดลต้าไมไหว เราจึงต้องฉีดเข็ม 3 เราวางแผนเรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;อย่างสัปดาห์ก่อนมีข้อมูลจากต่างประเทศว่า พอฉีดไฟเซอร์ ภูมิขึ้น 90 แอสตร้าขึ้น 80 &amp;nbsp; พอไปเดือนที่ &amp;nbsp;4 ไฟเซอร์ ตกกว่า แอสตร้าฯ 20 % &amp;nbsp;เป็นเหตุผลทำไมอิสราเอล และอเมริกา จึงกลับมาติดเชื้อใหม่ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดมกล่าวย้ำ เรื่องการปรับกลยุทธิ์อีกว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ ศบค.อนุมัติหลักการเบื้องต้น จากนี้ ต่อไป เราต้องอยู่กับโควิด เน้นเรื่อง Universal Prevention &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการส่วนบุคคล และองค์กรเป็นสำคัญ เป็นการป้องกันครอบจักรวาล ครอบคลุม เบ็ดเสร็จทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา เป็นการระมัดระวังป้องกันตนเองแบบสูงสุด เดิมหลักการนี้ใช้ในรพ.อย่างเดียว แต่ตอนนี้ ต้องใช้กับคนไทยทุกคนเพื่อปกป้องตัวเอง แม้ไม่มีความเสี่ยง ปฎิบัติตัวในการป้องกันไว้คลอดเวลา ต้องคิดเสมอว่าอาจติดเชื้อไม่รู้ตัวและไม่มีอาการ และคนรอบข้างเรา อาจติดเชื้อ แฝงไม่มีอาการ อาจแพร่มาให้เรา เราจึงต้องป้องกันตัวเองสุดความสามารถตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116051</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, นพ.อุดม คชินทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_61387ae0396ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมออุดม&#039;เผยศบค.ไฟเขียว&#039;ไฟเซอร์&#039; เป็นวัคซีนทางการ ฉีดให้ปชช.ฟรี ส่วนกลุ่มแพทย์ได้ฉีดเข็ม 3 กลุ่มแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6ก.ค.64- ศ.นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรนาไวรัส 2019 (ศบค.) &amp;nbsp;กล่าวแถลงในประเด็น &amp;quot;วัคซีนโควิด 19&amp;quot; ว่า 2เดือนที่ผ่านมา โควิดทั่วโลกระบาดจากสายพันธุ์เดลตา &amp;nbsp;96 ประเทศ ไทย เองพบก่อนสองเดือนที่แล้ว พบสายพันธุ์อัลฟา &amp;nbsp;85-90% แต่ตอนนี้ ภาพรวมเป็นเดลตา 30% ส่วนในกทม.ปริมณฑล กว่า 50 %เป็นเดลตา ซึ่งสายพันธุ์ระบาดเร็วกว่าสายพันธุุ์เดิมแรกๆ 60-70% เร็วกว่าสายพันธุ์อังกฤษ 40 &amp;nbsp;%คาดทั่วโลกจะเป็นสายพันธุ์เดลตาทั้งหมด แต่สายพันธุ์เดลตาไม่ได้มีความรุนแรงกว่า แต่มีลักษณะพิเศษทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะปอดอักเสบเร็วขึ้น ตัวสายพันธุ์อัลฟาใช้เวลา 7- 0 วันกว่าจะปอดอักเสบ แต่เดลตาใช้เวลา 3-5 วัน ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว &amp;nbsp;ซึ่งพอมีผู้ติดเชื้อแต่ละวันเพิ่มมากขึ้น หมายถึงต้องมีเปอร์เซ็นต์ ต้องการเตียงผู้ป่วยหนัก ไอซียู เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้ เราจึงตึงมากเรื่องเตียงสีแดง ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ระบบสาธารณสุขเราต้องล่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ปรึกษา ศบค. กล่าวต่อว่า การกลายพันธุ์ของไวรัส เป็นเรื่องปกติ แต่พอกลายพันธุ์ทำให้มันดื้อต่อวัคซีน เดิมมีวัคซีนที่เป็นตัวควบคุมการระบาด ทำจากไวรัสอู่ฮั่น แต่พอเกิดการกลายพันธุ์ ประสิทธิภาพของวัคซีนเดิมจึงลดลงชัดเจน &amp;nbsp;ไม่ใช่เรื่องวัคซีนไม่ดี &amp;nbsp;เราจึงต้องหาวัคซีนเจเนอเรชั่นใหม่ ที่ควบคุมตัวกลายพันธุ์ &amp;nbsp;ซึ่งแม้แต่ไฟเซอร์ โม เดอร์นาเอง ก็กำลังทำวัคซีนเวอร์ชั่นใหม่ คาดว่าจะออกมาปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า &amp;nbsp;แต่ระหว่างที่รอวัคซีนใหม่ เราต้องหาวัคซีนบูสต์เตอร์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ต่อสู้เชื้อกลายพันธุ์ &amp;nbsp; ซึ่งคณะกรรมการคุยมา 2-3 เดือน เรื่องฉีดเข็ม 3 และสลับวัคซีน แต่ไม่ได้ออกข่าวเป็นทางการ ข่าวที่เล็ดลอดไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ตอนนี้เรามีข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ แม้คนไช้ติดเชื้อตามธรรมชาติ ภูมิจะเกิดเร็ว 3-4เดือนก็หายไป แต่บางคนติดเชื้อแล้วไม่มีภูมิ หลังหาย เช่น &amp;nbsp;ผู้ว่าสมุทรสาคร ที่อาการหนักมาก ก่อนกลับจากรพ.ศิริราช &amp;nbsp;เราเจาะเลือด พบภูมิต้านทาน เป็น 0% ทั้งที่อาการุนแรงมหาศาล &amp;nbsp;แค่กลับไม่มีภูมิเลย &amp;nbsp;ซึ่งการฉีดวัคซีน ทำให้มีภูมิขึ้นแน่นอน &amp;nbsp;แต่จะมากบ้างน้อยบ้าง แต่ที่สำคัญปกป้องท่านได้ ทางการแพทย์ ปกป้องหมายถึง การป้องกันเจ็บป่วยหนัก หรือตาย &amp;nbsp;อย่าไปดาวน์เกรด ซิโนแวค แม้ป้องกันไม่ดี แต่ลดเจ็บป่วยรุนแรง และตายได้ไม่ต่างจากไฟเซอร์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.อุดม กล่าวต่อว่า ในประชุมของเราคุยกันเรื่องซิโนแวค ที่ใช้ไปมากสุดคือ ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 7แสนคนฉีดซิโนแวคครบ ห่างจาก เข็ม 2 แล้วประมาณ 3-4เดือน เรามีมติชัดเจน บุคลากรทางการแพทย์จะต้องได้เข็ม 3ก่อน ซึ่งอาจจะเป็นแอสตร้า หรือเอ็มอาร์เอ็นเอ &amp;nbsp;ซึ่งได้รับบริจาคจากอเมริกา 1.5 ล้านโดส &amp;nbsp;ข้อมูลอ็อกฟอร์ด ฉีดแอสตร้า เข็ม 3 กระตุ้นภูมิได้ 6เท่า &amp;nbsp;หลังเว้น &amp;nbsp;6เดือนจากเข็ม 2 &amp;nbsp; ถ้าฉีดซิโนแวค 2เข็ม ประมาณ 3- 4เดือน ควรได้บูสเตอร์โดส และเป็นแพลตฟอร์มอื่น จะเป็นแอสตร้า หรือ เอ็มอาร์เอ็นเอ ก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ยังไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ ออกข้อกำหนด ต้องฉีดเข็มที่ 3 เราให้ ทางศิริราช จุฬาฯ ศึกษาเข็ม 3 ตัวไหนหมาะดีที่สุด อีกเดือนจะรู้ผล ซึ่งเราเป็นประเทศแรก &amp;nbsp;ที่จะกำหนดเป็นไกด์ไลน์ &amp;nbsp; ย้ำการฉีดเข็ม 3 ไม่ใช่กับคนทั่วไป แต่ต้องเป็นผู้เสี่ยงสูงที่จะสัมผัสหรือรับเชื้อ &amp;nbsp;โดยเฉพาะเดลตา &amp;nbsp;บุคลากรทางการแพทย์ 7แสนคน เป็นกลุ่มแรก และกลุ่มสอง คือ คนที่มีความเสี่ยง กลุ่ม 7 โรค คนได้รับคีโม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คณะกรรมการกำลังประชุม เมื่อวานตั้งคณะทำงาน ศึกษาหาว่าเจเนอรั่ชใหม่ ที่ได้ผลดี &amp;nbsp;จะได้รีบไปจองก่อน เพราะคาดว่าวัคซีนเจเนอเรชั่นใหม่ น่าจะออกต้นปีหน้า &amp;nbsp;เราเตรียมการไว้แล้ว เดี่ยวจะหาว่าสธ.ไม่ได้เตรียมการอะไรเลย แต่ที่จริงแล้วเราทำแต่ไม่ได้พูด ตอนนี้เราต้องรอข้อมูลตรงนี้จากต่างประเทศด้วย &amp;nbsp;จึงขอให้ท่านใจเย็นรอวัคซีนเจเนอเรชั่นใหม่ &amp;nbsp;และรอผลและศึกษาเรื่องสลับเข็ม สลับแพลตฟอร์ม ซึ่งศุกร์นี้(9 ก.ค.) อาจจะมีความคืบหน้าออกมา ซึ่งคณะทำงานจะมีการรายงานเรื่องนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เนื่องจาก ที่เราปรึกษากันตอนนี้คือ บุคลากรทางการแพทย์ 7แสนคนฉีด ซิโนแวค 2เข็มครบไปแล้ว 3-4เดือน จะต้องฉีดบูสเตอร์โดส &amp;nbsp;เป็นไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา แต่ถ้าไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสที่อเมริกาจะบริจาค ยังไม่มาเราจะฉีดแอสตร้าฯ ให้ ซึ่งข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ &amp;nbsp;พบ 8 คนว่าฉีดซิโนแวคเข็มแรก แพ้รุนแรง แล้วเปลี่ยนมาฉีดแอสตร้าเข็ม 2 &amp;nbsp; เมื่อเจาะภูมิต้านทานดู พบว่า &amp;nbsp;การให้ซิโนแวค เข็ม 1 แอสตร้าฯเข็ม 2 พบว่ามีภูมิขึ้นเท่ากับซิโนแวค 2เข็ม &amp;nbsp;8เท่า เป็นยืนยันว่า แอสตร้าฯใช้ได้แน่นอน &amp;nbsp;ถ้าไฟเซอร์มาเร็ว 1.5ล้านจึงให้บุคลากรทางการแพทย์ก่อน ที่เหลือให้บุคคลกลุ่มเสี่ยง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.เกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวอีกว่าในอนาคต เอ็มอาร์เอ็นเอ จะเป็นวัคซีนหลักแน่นอน &amp;nbsp;ซึ่งศบค. &amp;nbsp;ชุดใหญ่ ก็ผ่านแล้วเราเลือกไฟเซอร์ ให้เป็นวัคซีนราชการ หมายถึงฉีดให้กับประชาชนฟรี &amp;nbsp;แต่การที่เราสั่งไฟเซอร์ แล้วยังไม่มาทันที เพราะแย่งกันมาก อย่าง ไต้หวัน สิงคโปร์ &amp;nbsp;ที่ฉีดไปก่อนเราก็ยังได้ไม่ครบเลย &amp;nbsp; ไฟเซอร์ เร็วสุดน่าจะได้ประมาณเดือน ต.ค. ซึ่งที่จริงเวลาฝรั่งทำสัญญาเขาระบุกว้างๆ 1-31 ต.ค.แต่เราไปตีความไปทึกทักเอาเองว่า วันที่ &amp;nbsp;1ต.ค.ต้องมาแล้ว ซึ่งจริงๆ เขาไม่ผิดสัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108815</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, #ศบค., #โควิด19, นพ.อุดม คชินทร, บุคลากรทางการแพทย์, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e403c91369f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมออุดม&#039; ชี้ไทยระบาดรอบ 4 จากไวรัสตัวใหม่สายพันธุ์เดลต้า หากตัวเลขไม่ลดต้องล็อกดาวน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;6 ก.ค.64 -&amp;nbsp;ที่กระทรวสาธารณสุข&amp;nbsp;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร&amp;nbsp;รองประธานคณะที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) (ศบค.) แถลงข่าวประเด็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 ว่า วานนี้ (5 ก.ค.64) มีการประชุมเรื่องวัคซีนโควิด-19 มีการรายงานผลการประชุมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นการแถลงเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนให้รับทราบ เป็นส่วนหนึ่งของการแถลงในนาม ศบค. และรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.อุดม กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทั่วทั้งโลกมีการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) อย่างมาก แพร่กระจายถึง 96 ประเทศ สถานการณ์ในประเทศไทยเมื่อ 2 เดือนที่แล้วมีการระบาดสายพันธุ์อัลฟ่า (อังกฤษ) ประมาณ 85-90% แต่ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. มีการระบาดสายพันธุ์เดลต้า ภาพรวมประเทศอยู่ที่ 30% ถือว่าเร็วมาก ถ้านับเฉพาะกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล คิดเป็น 50% ของเชื้อที่เราพบ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.อุดม กล่าวเพิ่มเติมว่า สายพันธุ์เดลต้า มีความสามารถคือ 1.ระบาดเร็ว โดยสายพันธุ์อัลฟ่าระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม (อู่ฮั่น) 60-70% แต่เดลต้าระบาดเร็วกว่าอัลฟ่าอีก 40% จึงเป็นเหตุผลที่เราคาดการณ์ว่า 1-2 เดือน ประเทศไทยและทั่วโลก ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะเป็นเดลต้า เพราะกระจายเร็วมาก 2.ภาพรวมของเดลต้า ไม่ได้มีความรุนแรงกว่าอัลฟ่า แต่มีลักษณะพิเศษคือทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่ต้องการออกซิเจน หรือออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติเร็วขึ้น เกิดปอดอักเสบเร็วขึ้น ซึ่งสำหรับอัลฟ่าใช้เวลา 7-10 วัน หลังติดเชื้อ ถึงจะพบอาการปอดอักเสบ ต้องใช้ออกซิเจน ใช้เครื่องไฮโฟลว์ (Oxygen High Flow) เครื่องช่วยหายใจ แต่เดลต้าใช้แค่เวลา 3-5 วัน ก็ต้องใช้เครื่องไฮโฟลว์ เครื่องช่วยหายใจแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อเปอร์เซ็นต์ติดเชื้อมาก ก็มีความต้องการเตียงป่วยหนัก เตียงไอซียู ห้องความดันลบเพิ่มขึ้นด้วย จึงเห็นว่าตอนนี้เตียงเราตึงมาก โดยเฉพาะเตียงผู้ป่วยสีแดง ดังนั้น หากเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ระบบสาธารณสุขอยู่ไม่ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;นพ.อุดมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.อุดม กล่าวอีกว่า ไวรัสมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดด้วยการกลายพันธุ์ ยิ่งแบ่งตัวได้เยอะก็จะยิ่งกลายพันธุ์ได้เยอะ และถ้ากลายพันธุ์ ก็จะดื้อต่อภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากวัคซีนป้องกัน เดิมเราใช้วัคซีนควบคุมการระบาด ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทำจากไวรัสตัวดั้งเดิม (อู่ฮั่น) ตอนนั้นวัคซีนจึงได้ผลดีมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่ว่าวัคซีนไม่ดี แต่เพราะไวรัสมีการกลายพันธุ์เป็นเดลต้า อัลฟ่า ประสิทธิภาพของวัคซีนจึงลดลงชัดเจน เป็นเหตุผลว่า เราต้องหาวัคซีนรุ่นใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมไวรัสกลายพันธุ์อัลฟ่าและเดลต้า ซึ่งตอนนี้ยังไม่มี แต่อยู่ในระหว่างการทำวัคซีนรุ่นใหม่อยู่ ทั้งวัคซีนไฟเซอร์ โมเดอร์นา แอสตร้าเซนเนก้า หรือซิโนแวค คาดว่าเร็วสุดจะเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องคำนึงในการสั่งซื้อวัคซีนต่อไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;ระหว่างที่รอ เราจึงต้องหากระบวนการบูสเตอร์โดส (booster dose) เพื่อสร้างภูมิฯให้มากขึ้นในการต่อสู้เชื้อกลายพันธุ์ ซึ่งไม่ได้เพิ่งเริ่ม แต่คณะกรรมการ​ฯ มีการหารือกันมา 2-3 เดือนแล้ว ในการหาเข็ม 3 หรือการสลับฉีดไขว้เข็มที่ 1 และ 2 แต่ว่าไม่ได้มีการออกข่าวเป็นทางการ ดังนั้น ข้อมูลที่หลุดลอดออกไปจึงไม่ครบถ้วน&amp;rdquo;&amp;nbsp;นพ.อุดม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า การกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์เดลต้า ข้อมูลระดับภูมิต้านทานโรคในวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบัน เมื่อเจอเดลต้าก็ทำให้ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นลดลง เช่น วัคซีนไฟเซอร์ ครบ 2 เข็ม เมื่อเจอเดลต้า ภูมิคุ้มกันลดลง 2.5 เท่า ส่วนสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) ลดลง 7.5 เท่า วัคซีนแอสตร้าฯ ครบ 2 เข็ม ข้อมูลจากประเทศอังกฤษ พบว่า สายพันธุ์เบต้า ทำให้ภูมิฯลด 9 เท่า สายเดลต้า การสร้างภูมิฯลดลง 4.3 เท่า ขณะที่ข้อมูลวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม ข้อมูลที่ทำในไทยระหว่าง สวทช. กับศูนย์วิจัยจุฬาฯ พบว่า เมื่อเจอเดลต้า ภูมิฯลดลง 4.9 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.อุดม ยังกล่าวอีกว่า สำหรับข้อมูลทางคลินิก พบว่า วัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นา ที่เป็นชนิด mRNA ต้องยอมรับว่าเป็นตัวที่กระตุ้นภูมิต้านทานได้สูงสุด ประมาณหลัก 1,000-10,000 ยูนิต รองลงมาเป็นแอสตร้าฯ ในหลักพันต้นๆ ส่วนซิโนแวค จะอยู่ในหลักหลายร้อยปลายๆ โดยหากดูการสร้างภูมิต้านทาน ต้องยอมรับว่า mRNA ดีที่สุด รองมาเป็นแอสตร้าฯ และรองมาเป็นซิโนแวค&amp;nbsp;แต่หากดูเรื่องการป้องกันโรควัคซีนไฟเซอร์ ป้องกันเดลต้า ได้ลงลดจาก 93% เป็น 88% ส่วนแอสตร้าฯ ป้องกันสายเดลต้า จาก 66% เหลือ 60% แต่ที่สำคัญคือ ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง วัคซีนไฟเซอร์ ป้องกันได้ 96% แอสตร้าฯ ได้ 92% ซึ่งไม่แตกต่างกันในทางสถิติ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;จึงอยากย้ำให้เห็นว่า แม้การป้องกันลดลงแต่การป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาล ป้องกันการตาย ยังได้ผลสูงมาก&amp;nbsp;ขณะที่วัคซีนซิโนแวค ข้อมูลยังน้อยว่าป้องกันได้เท่าไร แต่หากเทียบจากภูมิต้านทาน เราคิดว่ามันคงป้องกันเดลต้าไม่ดีแน่ แต่ซิโนแวค 2 เข็มจะป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง ต้องเข้า รพ. ป้องกันตายได้มากกว่า 90%&amp;nbsp;เป็นข้อมูลจากหลายประเทศที่ใช้ซิโนแวค รวมทั้งข้อมูลในภูเก็ตด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นพ.อุดม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.อุดม ยังกล่าวว่า ตอนนี้เราต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า วัตถุประสงค์การฉีดวัคซีนไม่มีทางป้องกันได้ 100% และแต่วัคซีนมีประสิทธิภาพต่างกัน แต่สิ่งสำคัญ แม้ประสิทธิภาพป้องกันลดลง แต่ประสิทธิภาพป้องกันเจ็บป่วยรุนแรง ต้องเข้า รพ. หรือลดการตายยังสูงมาก เกิน 90% แม้ว่าจะเป็นวัคซีนซิโนแวค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องย้ำ เนื่องจากหากไม่เจ็บป่วยรุนแรง ก็การนอนเตียงที่กำลังตึงในตอนนี้ทั้งกลุ่มสีเขียว เหลืองและแดง และช่วยผ่อนภาระงานของบุคลากรแพทย์ที่กำลังหนักมากในตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ทั้งนี้ทุก รพ.ใน กทม.และต่างจังหวัดหนักมากจริงๆ เช่น เตียงผู้ป่วยหนักสีแดง ในภาวะปกติเฉพาะใน กทม. ที่เป็น รพ.ใหญ่ทั้งหมด มีประมาณ 230 เตียง แต่ตอนนี้เรามีเพิ่มเท่าตัวเป็น 400 กว่าเตียง แต่คนเท่าเดิม หมอ พยาบาลเท่าเดิม เราต้องเอาบุคลากรจากแผนกอื่นมาฝึกสอน เพื่อมาอยู่กันดูแลผู้ป่วย ตอนนี้ไม่ไหวจริงๆ ไม่มีขวัญกำลัง&amp;nbsp;ที่เราเห็นตัวเลขตายวันละ 50 -60 ราย ติดเชื้อใหม่วันละ 5-6 พันราย เดือนหนึ่ง 1.5-2 แสนราย แล้วมันจะไหวหรือไม่ เราต้องช่วย อย่างน้อยวัคซีนป้องกันให้เราไม่ต้องเจ็บป่วยเข้า รพ. ป้องกันไม่ให้เป็นผู้ป่วยหนัก ซึ่งคุ้มค่ามหาศาลสำหรับตัวท่านเอง และเพื่อป้องกันระบบสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.อุดม กล่าวว่า หากเราดูด้านที่เลวร้ายที่สุดของโรคโควิด-19 คือ ติดเชื้อแล้วเสียชีวิต ซึ่งข้อมูลพบว่า คนในโลกนี้ อัตรา 50 คนจะมีคนติดเชื้อ 1 คน และมีอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 2.1% ดังนั้น หากมีการติดเชื้อ 50 คนจะมีคนเสียชีวิต 1 คน เป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่สำหรับด้านดีที่สุดคือหากไม่ติดเชื้อ ก็ต้องฉีดวัคซีน ซึ่งเฉลี่ยป้องกันได้ 60-70% เราจึงต้องช่วยกันในมาตรการป้องกันส่วนบุคคล สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงเข้าที่แออัด เป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยรายใหม่ 20% เป็นการติดเชื้อจากครอบครัว อีก 40% เป็นการติดเชื้อในองค์กร มาตรการบุคคลและองค์กรจึงสำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;อย่างไรก็ตามแม้วัคซีนป้องกันไม่ได้มาก แต่ท่านต้องฉีดวัคซีน ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา คนที่ฉีดไฟเซอร์ครบ 2 เข็มแล้ว 3.7 ล้านคน พบว่ายังมีการติดเชื้อใหม่ 0.1% เหมือนจะดูน้อย แต่หากเทียบคนล้านๆ ก็เยอะ ส่วนอินเดีย ฉีดแอสตร้าฯ ครบ 2 เข็ม ยังติดโควิด-19 ใหม่ 0.2% ดังนั้น&amp;nbsp;ต้องย้ำว่าวัคซีนมีประโยชน์แน่ แต่ตอนนี้ต้องคิดว่าช่วยการป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยรุนแรง ไม่ตาย ปกป้องระบบสาธารณสุข ไม่ให้เกินกำลัง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;เมื่อถามว่า ตอนนี้เข้าสู่ระลอก 4 หรือไม่ นพ.อุดมกล่าวว่า&amp;nbsp;เรื่องนี้ยังมีความเห็นแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ส่วนตัวถือว่าเป็นระลอก (เวฟ) 4 แล้ว เพราะเป็นไวรัสตัวใหม่กลายพันธุ์ กำลังจะเป็นสายพันธุ์เดลต้า มีพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม&amp;nbsp;ส่วนคุณสมบัติสำคัญที่บอกเป็นเวฟ 4 คือ การแพร่ระบาดในชุมชน ครอบครัว องค์กร หาที่มาที่ไปไม่ได้ เท่ากับคำจำกัดความเกิดเป็นเวฟใหม่ ตัวเลขขึ้น 5-6 พันราย ถือเป็นเวฟ 4 แล้ว ส่วนจะจบเมื่อไร เรายกระดับมาตรการแล้ว แต่ยังไม่สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ขณะนี้เป็นแค่เซมิล็อกดาวน์ กว่าจะเห็นผล 14 วัน ตามระยะเวลาฟักตัวของไวรัส ต้องหลัง 14 วันไปก่อนถึงจะเริ่มเห็นผล ซึ่งจะครบช่วงวันที่ 11-12 ก.ค.และจะประเมินอีกทีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าจะไม่ให้มากเกินกำลังบุคลากรสาธารณสุข ทั้งเตียง ยา ต่างๆ เราต้องการเห็นตัวเลขไม่เกิน 500-1,000 วัน เราสู้ไหว ตอนนี้บอกตรงๆ ว่าสู้ไม่ไหว ต้องช่วยกัน คือเพิ่มมาตรการด้านสาธารณสุข มาตรการส่วนบุคคล และมาตรการสังคมมากกว่านี้ และเร่งฉีดวัคซีน 2 เข็มให้มากที่สุดเกิน 70% ของประชากรให้ได้ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;เมื่อถามว่า มาตรการที่ใช้อยู่พอเพียงหรือไม่ ต้องมีมาตรการอะไรเพิ่มเติม นพ.อุดม กล่าวว่า ถ้าเรามาดูตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แต่จะประเมินในช่วง 15 วัน และ 30 วัน เชื่อว่าการติดเชื้ออาจจะลงบ้าง แต่อาจยังอยู่ในระดับ 3-4 พัน ก็ยังเกินที่จะรับไหว สิ่งสำคัญคือต้องลดการเคลื่อนย้ายของคน เพราะเชื้อโรคไปเองไม่ได้ ต้องไปกับคน คนพาไป ถึงไม่อยากให้เคลื่อนย้าย ให้อยู่กับบ้าน ต้อง Work From Home 75% ซึ่งตอนนี้ยังทำไม่ถึง 50% เลย ต้องไม่ไปตลาด ศูนย์การค้า แต่คนยังไปกันเยอะมาก ยังออกต่างจังหวัด ตรงนี้ต้องช่วยกัน ไม่นำเชื้อไปแพร่คนอื่น ถ้ายังทำไม่ได้ คิดว่าต้องยกระดับมาตรการต้องล็อกดาวน์เหมือน เม.ย.2563 ที่ระบาดไม่กี่ร้อยคนทำแล้วคุมอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ต้องบอกว่าช้าไปหน่อยแล้ว เราให้เวลา 2-3 เดือน ยังคุมไม่ได้ ตอนนี้ขึ้นกับความร่วมมือของประชาชนที่ต้องช่วยกัน ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ยกระดับสูงสุด ต้องคิดว่าคนที่ไปเจอ ทั้งคนในครอบครัวที่บ้านซึ่งบางส่วนออกไปทำงาน เสมือนเป็นผู้ติดเชื้อไม่มีอาการและอาจติดได้ และเราอาจไปแพร่เชื้อต่อ ต้องเข้มมาตรการส่วนบุคคล องค์กร และมาตรการสังคม โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเดินทางและใช้ Work From Home ตัวเลขถึงจะควบคุมได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;นพ.อุดม ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108805</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อุดม คชินทร, วัคซีนโควิด, ศบค., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e3f11470421.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมออุดม&#039;ยืนยันยังไม่พบเชื้อโควิค -19 กลายพันธุ์ในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 พ.ค.64 - ที่ศูนย์การค้า เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. เปิดเผยว่า ในที่ประชุมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันว่ายังไม่พบเชื้อโควิค 19 กลายพันธุ์ในประเทศไทยตามที่สื่อมวลชนอังกฤษรายงานข่าว ไม่มีการส่งตัวอย่างเชื้อดังกล่าวตรวจสอบแต่อย่างใด ซึ่งการตรวจสอบการกลายพันธุ์จะต้องได้รับการยืนยันมากกว่า 1 Lab ดังนั้นข่าวที่ออกมาจึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพียงข้อสงสัยจากทางอังกฤษเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนจากนี้อังกฤษควรแจ้งมายังทางการไทย เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะนำไปเผยแพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่เอื้อต่อการกลายพันธุ์ เนื่องจากยังพบผู้ติดเชื้อเพียง 60 คนต่อประชากร 1 แสนคน ขณะที่ปัจจัยที่เอื้อต่อการกลายพันธุ์ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 75 คนต่อประชากร 1 แสนคน และเชื้อโควิดที่ระบาดในประเทศไทย นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มากกว่าร้อยละ 95 เป็นเชื้อโควิดจากสายพันธุ์อังกฤษอีกด้วย&amp;rdquo; ที่ปรึกษา ศบค.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104460</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อุดม คชินทร, โควิดสายพันธุ์ไทย, ไวรัสสายพันธ์ุอังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b062f2e76e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมออุดม&quot; เตือนสงกรานต์นี้ ระวังตัวเองขั้นสูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8เม.ย.64- &amp;nbsp;ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโควิด 19 สะสม ถึง 3 หมื่นรายแล้ว และอาจมีผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ ไม่เคยไปตรวจอีกจำนวนมาก ทำให้อาจรับเชื้อและแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัว รวมทั้งผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวหากติดเชื้อมีความเสี่ยงอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ดังนั้น ในช่วงสงกรานต์ซึ่งมีการเดินทางจำนวนมาก ขอให้ประชาชนระวังตัวเอง ขั้นสูงสุดตลอดเวลา ให้คิดว่าทุกคนมีความเสี่ยงติดเชื้อ และระวังตัวเองไม่นำเชื้อไปติดคนอื่น เมื่อเดินทางข้ามจังหวัดอาจทำให้จังหวัดที่เป็นพื้นที่สีเขียวเกิดการติดเชื้อได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หากเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงสงกรานต์ ขอให้อยู่ในครอบครัว อย่าไปสุงสิงกับครอบครัวอื่น ไม่ไปสถานที่เสี่ยง ไม่ทำตัวเองให้มีความเสี่ยง หากออกจากบ้านต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 2 เมตร ซึ่ง 3 มาตรการด้านสาธารณสุขนี้ ต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้นจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้จริง&amp;rdquo; ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวต่อว่า สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 แม้จะรับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงติดเชื้อได้ เนื่องจากไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ 100% โดยหลังฉีดวัคซีนเข็มแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์จะมีภูมิคุ้มกันประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อฉีดครบ 2 เข็มภูมิคุ้มกันจะขึ้นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น แม้จะรับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว หากไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงก็มีโอกาสติดเชื้อได้ แต่อาการจะน้อยหรือป่วยไม่รุนแรง จึงต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด คือ ใส่หน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่าง ถือเป็นวัคซีนตัวจริงที่ช่วยปกป้องตัวเอง คนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง และประเทศไทยจากโรคโควิด 19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98779</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สงกรานต์, #โควิด-19, นพ.อุดม คชินทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606eab312ec54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยภาพ&quot;ปลัดสธ.- ทีมอาจารย์แพทย์ &quot;ประชุมทางไกล ถกรับมือสถานการณ์โควิดระลอก3 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8เม.ย.64- นายแพทย์เกียรติภูมิ &amp;nbsp;วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ (IC), นายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร, &amp;nbsp;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, นพ.โสภณ &amp;nbsp;เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ประชุมระบบทางไกล (VDO Conference) กับผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข ถึงความคืบหน้าสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา-19 &amp;nbsp;(COVID-19) ระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน 2564 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร &amp;nbsp;ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98765</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #โควิด-19, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, นพ.อุดม คชินทร, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, ศ. นพ.ประสิทธิ์ วัีฒนาภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606e9852bbf8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
