<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 อ.ปฏิบัติทุกวัน ไม่เป็นภาระลูกหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในแวดวงงานเสวนาเกี่ยวกับผู้สูงอายุ สำหรับ นพ.อุทัย จินดาพล อดีตแพทย์สาธารณสุข จ.พังงา วัย 85 ปี ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสาขาสมาคมผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย งานนี้เจ้าตัวบอกว่าถึงแม้เกษียณอายุราชการมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ทว่าก็ยังทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการเป็นที่ปรึกษาด้านการให้ความรู้ โดยแนะนำให้คนสูงวัยหันมารักษาสุขภาพ เพื่อที่จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลานและสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนหนึ่งเพราะจบแพทย์ทางด้านสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2505 ดังนั้นงานเกี่ยวกับการลงพื้นที่ให้ความรู้กับชาวบ้านเป็นเรื่องที่อยู่ในสายเลือด แม้ว่าจะเป็นภารกิจที่ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากต้องทำงานอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เพราะต้องการอุทิศตัวในการช่วยเหลือชาวบ้าน กระทั่งล่าสุดเจ้าตัวได้รับรางวัลนักวิชาการสาธารณสุขดีเด่น ประเภทผู้นำชุมชน สำหรับรางวัลชัยนาทนเรนทร ประจำปี 2561 และช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ก็มีคิวเพื่อเข้าไปพบนักเรียนแพทย์รุ่นน้องจบใหม่จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้คำแนะนำในการทำหน้าที่แพทย์อย่างดีที่สุด ในด้านการบริการประชาชน และเสียสละต่อบ้านเมืองและประเทศชาติ.. เรียกได้ว่าเป็นวัยเก๋าที่มีคุณภาพ ที่ควรเอาแบบอย่างทั้งเรื่องการทำงานเพื่อส่วนรวม และการดูแลสุขภาพ ในฐานะที่เจ้าตัวเกษียณอายุจากการเป็นแพทย์ออกหน่วยเคลื่อนที่ กระทั่งได้นำความรู้จากการรักษาผู้ป่วยมาดูแลสุขภาพตัวเองควบคู่กันไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.อุทัย ให้ข้อมูลว่า แม้ตอนนี้ผมอายุ 85 ปีแล้ว ก็ได้นำความรู้ถ่ายทอดไปสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั้งบทบาทการเป็นแพทย์สาธารณสุข และที่ปรึกษาเกี่ยวกับหน่วยงานด้านการให้ความรู้กับผู้สูงอายุต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพภายใต้หลัก 3 อ. มาปรับใช้กับตัวเองด้วยเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทุกวันนี้ผมก็ดูแลสุขภาพภายใต้หลัก 3 อ. ที่ได้นำข้อมูลดังกล่าวไปอบรม เผยแพร่ และบอกกล่าวให้กับพี่น้องทางภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด สำหรับดูแลสุขภาพของตัวเอง ที่เริ่มจากอันที่ 1 คือ &amp;ldquo;อาหาร&amp;rdquo; ก็จะลด ละ เลิกอาหารหวาน มัน และเค็ม ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่สำคัญก็จะเน้นการบริโภคผักให้ได้อย่างน้อยให้ได้มากกว่า 3 กรัมขึ้นไป เพราะทุกวันนี้คนไทยกินผักวันละไม่ถึง 3 กรัม ทั้งที่ความจริงแล้วเราต้องรับประทานผักให้ได้ประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อวันด้วยซ้ำ นอกจากนี้ก็จะลดการบริโภคเนื้อติดมันลง ส่วน อ.ที่ 2 คือ &amp;ldquo;อารมณ์&amp;rdquo; โดยส่วนตัวผมจะเน้นการทำสมาธิ อีกทั้งผมจะไปวัดทุกวันพระอยู่แล้วครับ ทำมา 30 ปี ประกอบกับงานที่ทำเกี่ยวกับการเป็นที่ปรึกษาหน่วยงานให้ความรู้ผู้สูงวัย เช่น โรงเรียนผู้สูงอายุในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งตรงนี้เราจะมีเครือข่ายของศูนย์ปฏิบัติธรรมจากพระอาจารย์ชื่อดังให้กับผู้สูงอายุทั้งภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการทำสมาธิเพื่อปรับอารมณ์ที่แจ่มใสให้กับตัวเองได้เช่นกัน ส่วน อ.สุดท้ายอย่าง &amp;ldquo;การออกกำลังกาย&amp;rdquo; ผมเลือกเดินเร็วสลับกับการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานทุกวัน เพราะถือว่าการเอกเซอร์ไซส์ที่ไม่หนักจนเกินไปสำหรับผู้สูงอายุ และจากการที่ผมดูแลตัวเองเป็นอย่างดีนั้น ทำให้ไม่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังใดๆ ทั้งโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงก็ไม่มีครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อัพเดตถึงการทำงานในปัจจุบันเมื่อเข้าวัย 85 ปี ที่เจ้าตัวบอกให้ฟังว่า หลังอายุ 60 ปีก็ยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะงานด้านที่ปรึกษา โดยการให้แนะนำการดูแลสุขภาพกับประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ และเป็นประธานยุทธศาสตร์เกี่ยวกับผู้สูงอายุ รวมถึงการเป็นกรรมการงานด้านผู้สูงอายุให้กับองค์กรต่างๆ ฯลฯ และจะยังคงทำไปจนถึงอายุ 90 ปีอย่างแน่นอน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมทำงานอยู่ตลอดเวลาครับ แม้ว่าตอนนี้จะอายุ 85 ปี แล้ว และตั้งแต่จบการศึกษาแพทย์ด้านสาธารณสุข ผมไม่ขอรับตำแหน่งที่อยู่เมือง จึงได้ขอย้ายกลับมาทำงานที่บ้าน คือพื้นที่ภาคใต้ โดยเริ่มงานแรกคือ จ.ชุมพร พังงา ภูเก็ต กระบี่ ระนอง จากนั้นก็ได้ไปทำงานแถบภาคอีสานอย่าง จ.บุรีรัมย์ และภาคกลางคือ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนหนึ่งที่ผมเลือกทำงานต่างจังหวัดมาโดยตลอด เนื่องจากเราต้องการอุทิศตัวในการช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล จึงตัดสินใจเรียนแพทย์ด้านสาธารณสุข เนื่องจากเป็นสายงานที่ต้องลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านเป็นหลักอยู่แล้ว ทั้งนี้ สิ่งที่ผมได้คือนอกจากการดูแลคนยากไร้แล้ว ความรู้ที่ผมมียังใช้ดูแลตัวเองควบคู่กันไป และยังได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวเผยแพร่ให้กับชาวบ้านอีกด้วยครับ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทิ้งท้ายกันที่ข้อคิดดีๆ ที่ใช้ในการอบรมเลี้ยงดูบุตรชายวัย 44 ปี ซึ่งผู้ปกครองรวมถึงเด็กและเยาวชนยุคใหม่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตและการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องของความซื่อสัตย์ ที่ นพ.อุทัย บอกว่า &amp;ldquo;ส่วนตัวผมมีลูก 1 คน ซึ่งตอนนี้อายุ 44 ปีแล้ว ที่สำคัญเขามีหน้าที่การงานที่มั่นคง ผมจึงไม่ได้ห่วงเรื่องนี้ แต่ถ้าพูดถึงคำสอนที่ผมใช้ในการสอนลูกคือ เรื่องของความซื่อสัตย์ ที่สำคัญผมจะสอนให้ลูกรักบริษัทหรือที่ทำงานให้เสมือนเป็นบริษัทของตัวเอง เวลามาทำงานให้มาก่อนเวลา โดยต้องถึงบริษัทตอน 7 โมงเช้า และให้กลับบ้านตอน 1 ทุ่ม ที่สำคัญโอทีหรือค่าล่วงเวลาห้ามเบิก เพราะส่วนตัวผมเองก็ไม่เคยเบิกค่าโอทีเลย ผมทำงานเหมือนกับว่าที่ทำงานเป็นของผมเอง และที่สำคัญต้องไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ&amp;rdquo;. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46702</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.อุทัย จินดาพล, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8ca53cc45c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32730</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมความพร้อมลุยทุกที่  เทคนิควัยเก๋าหัวใจเกินร้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ตัวอย่างรถสุขาเคลื่อนที่ที่ควรมีไว้ให้บริการผู้สูงวัยและผู้พิการ แต่ควรจอดไว้บริเวณด้านนอก เพื่อป้องกันการกีดขวาง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การดูแลสุขภาพถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะสูงวัยอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องสุดยอดปรารถนาทั้งของตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะวัยเกษียณที่ยังรักการผจญภัย หรือเดินทางไปไหนมาไหน เฮฮาปาร์ตี้กับแก๊งเพื่อน ตลอดจนลูกหลาน และที่มองข้ามไม่ได้คือ ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นในเรื่องของการแออัดยัดเยียด และผู้คนที่แน่นหนา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(นพ.อุทัย จินดาพล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นพ.อุทัย จินดาพล ประธานสาขาสมาคมผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพในช่วงการเดินทาง หรือไปในสถานที่แออัด ชุมชนที่มีการจัดงานมหกรรม หรือเทศกาลต่างๆ นั้น ถือเป็นเรื่องจำเป็น แม้ว่าแต่ละพื้นที่อาจจะมีจุดให้บริการด้านสุขภาพผู้สูงวัยอยู่โดยรอบ แต่การต้องต่อคิวเป็นเวลานานๆ ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกนัก ดังนั้นก่อนออกจากบ้านแนะนำว่า &amp;ldquo;ให้รับประทานอาหารและกินยาโรคประจำตัวไปให้เรียบร้อย&amp;rdquo; เพื่อป้องกันความหิวและอาการเป็นลมหน้ามืดหมดสติ อีกทั้งต้องเข้าห้องน้ำทำธุระให้เรียบร้อย และถ้าเป็นไปได้ควร &amp;ldquo;พกกระติกน้ำขนาดเล็ก&amp;rdquo; ติดมือไปด้วย เพราะในช่วงเดือนเมษายนอากาศค่อนข้างร้อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันผู้สูงอายุขาดน้ำ นอกจากนี้ให้ &amp;ldquo;เตรียมอุปกรณ์สำหรับป้องกันแสงแดด&amp;rdquo; ที่คนหลัก 5 หลัก 6 มักมีอยู่แล้วไปด้วย เช่น ร่ม, หมวก และแว่นกันแดด ส่วนโลชั่นกันแดดหากไม่สามารถหาได้ ก็ให้ใช้อุปกรณ์กันความร้อนดังกล่าวแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน โดยการรำไท้เก๊ก เดิน หรือปั่นจักรยาน จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และเตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์ได้ ที่สำคัญยังช่วยทำให้การทรงตัวดี เดินไม่สะดุดหกล้ม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;การที่ผู้สูงวัยหมั่นเตรียมความพร้อมร่างกายตัวเองโดยการ &amp;ldquo;ออกกำลังเป็นประจำ&amp;rdquo; ก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด เช่นตัวผมเองที่ตอนนี้อายุ 85 ปีแล้ว ทุกวันผมจะออกกำลังกายด้วยการเดิน ปั่นจักรยาน และรำไท้เก๊ก เป็นประจำ เพราะอย่างน้อยถ้าร่างกายของเราแข็งแรง มันก็จะช่วยทำให้การทรงตัวดี เวลาเดินก็ไม่หกล้มง่าย และยิ่งต้องไปยืนต่อคิวเป็นเวลานานๆ ก็จะไม่รู้สึกปวดเมื่อยร่างกาย หรือไม่เป็นตะคริวแต่อย่างใดครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ที่ขาดไม่ได้สำหรับคนสูงวัยหัวใจเกินร้อย คือการที่ไปว่าจะไปไหน &amp;ldquo;ควรมีลูกหลานคอยดูแล&amp;rdquo; และประคองอย่างใกล้ชิด เพราะการดูแลพ่อแม่และคุณตาคุณยาย ก็ถือเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ดี เพราะเป็นคนที่รู้ใจผู้สูงวัยดีที่สุด. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32730</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.อุทัย จินดาพล, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190401/image_big_5ca2031294758.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับมืออากาศร้อนปรี๊ด แนะทำกิจกรรมช่วงแดดอ่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หน้าร้อน&amp;rdquo; เป็นช่วงที่สามารถกระตุ้นการเกิดโรคได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคลมแดด หรืออาการหน้ามืดเป็นลม กระทั่งทำให้หัวใจวายเฉียบพลันจากการที่ผู้สูงอายุออกกำลังกายเบาๆ อย่างการปั่นจักรยานอย่างหักโหม ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งแตะหลัก 40 องศาในบางจังหวัดอยู่ตอนนี้ นับเป็นตัวกระตุ้นการเสียชีวิตได้นั่นเอง เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้กับคุณตาคุณยายในช่วงอากาศร้อนจัด นพ.อุทัย จินดาพล ประธานสาขาสมาคมผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย มีคำเตือนผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ และการออกกำลังกาย เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.อุทัย จินดาพล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อุทัยแนะนำว่า &amp;ldquo;หน้าร้อนก็เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ผู้สูงวัยควรเอาใจในการเช็กสุขภาพ และต้องระวังให้มากๆ อย่าหักโหมทำงานกลางแจ้งมากเกินไป เพราะด้วยวัยที่มากขึ้น นั่นจึงทำให้ภูมิต้านทานในการรับมือกับแสงแดดได้น้อยลง เห็นได้จากผู้สูงอายุชาว จ.พังงา ที่ปั่นจักรยานออกกำลังอย่างหักโหมในช่วงอากาศร้อนจัดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ทำให้เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายฉับพลัน ดังนั้นหมอแนะนำว่า &amp;ldquo;ผู้สูงอายุที่ทำงานกลางแจ้ง&amp;rdquo; อย่าง ทำไร่, ทำนา, ทำสวนยาง, ปลูกผักกลางแจ้ง กระทั่งอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง เพราะแม้แต่การแช่อยู่ในน้ำช่วงอากาศร้อนจัดก็ทำให้หัวใจวายได้ ยกตัวอย่างนักท่องเที่ยวที่เล่นน้ำในช่วงแดดร้อนจัดยังเป็นลมหน้ามืด อีกทั้งเสียชีวิตได้ ตรงนี้ก็อยากให้ผู้สูงอายุเพิ่มความระมัดระวังด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ต้องทำงานกลางแสงแดดจ้าควรหาเครื่องปกคลุมร่างกาย อย่างหมวกและเสื้อผ้าที่มิดชิด และต้องหมั่นจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันการเป็นลมหน้ามืด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำงานในช่วงสาย หรือตั้งแต่ 10.00-15.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงแดดจัด หรือหากคนชราบางรายต้องประกอบอาชีพ ก็ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด หมวกปีกกว้าง เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว ที่สำคัญต้องหมั่นจิบน้ำตลอดเวลา อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ และควรดื่มน้ำเปล่ามากกว่าน้ำหวาน เพราะอาจทำให้เพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินไป หรือหากขณะทำงานรู้สึกเหงื่อออกมาก และเริ่มเกิดภาวะหน้ามืดจะเป็นลม ก็ให้รีบพาตัวเองเข้ามาพักในร่ม อีกทั้งต้องเป็นสถานที่ที่ห่างจากแหล่งน้ำ เพื่อป้องกันอาการหน้ามืดและจมน้ำเสียชีวิต โดยเฉพาะอาชีพอย่างการปลูกผักแบบยกร่อง ที่บริเวณแปลงผักจะมีคูหรือคลองน้ำขนาบพื้นที่ กระทั่งการเลี้ยงปลาในน้ำที่ผู้สูงอายุต้องไปให้อาหาร หรือตักปลาขึ้นมาขาย ดังนั้นช่วงหน้าร้อนก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังตัว หากผู้สูงอายุท่านนั่นป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่เดิมแล้ว หรือควรพาลูกหลานไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ป่วยโรคหัวใจและต้องรดน้ำผักกลางแสงแดดจ้าควรระมัดระวัง หรือควรพาลูกหลานไปด้วย หรือพกอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร เพื่อป้องกันการเป็นลมและจมน้ำเสียชีวิต)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน &amp;ldquo;ผู้สูงอายุที่ชอบออกกำลังกาย&amp;rdquo; อันที่จริงก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หลักของการเคลื่อนไหวร่างกายช่วงหน้าร้อนต้องไม่หักโหมและเลี่ยงแดดจัด จึงแนะนำให้ออกกำลังทุกชนิดในช่วงเช้าตรู่ หรือตอนเย็นที่มีแดดร่มลมตก วันละ 30 นาทีก็เพียงพอแล้ว เพราะกีฬาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยาน, การว่ายน้ำ หรือแม้แต่การเดินช้าๆ ในช่วงที่บ้านเรามีอุณหภูมิสูง ก็สามารถทำให้เป็นลมหน้ามืดได้เช่นกัน วิธีเซฟตี้ชีวิตที่ดีที่สุดต้องไม่หักโหม ที่สำคัญต้องรู้จักประเมินร่างกาย อีกทั้งต้องไม่ฝืนหากว่าร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ เช่น เกิดภาวะใจสั่น, เหงื่อเริ่มออกเยอะ, แขน-ขาเริ่มอ่อนแรง หรือเริ่มหายใจติดขัดไม่ทั่วท้อง ก็ควรรีบพาตัวเองเพื่อเข้าสู่การได้รับการช่วยเหลือ หรือส่งสัญญาณเตือนให้ลูกหลานได้รู้ ไม่ว่าจะเป็นตะโกนเรียก หรือการใช้โทรศัพท์มือถือโทร.บอกอาการ ให้หน่วยงานฉุกเฉิน หรือบุตรหลานได้รับทราบโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การทำสวนโดยเลือกช่วงเวลาแดดอ่อนๆ สามารถทำให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย และช่วยป้องกันอาการเป็นลมหมดสติในช่วงอุณหภูมิพุ่งสูงได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ &amp;ldquo;การปรับอารมณ์ให้เย็นในช่วงอากาศร้อน&amp;rdquo; นับเป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัยต้องทำครับ เพราะเมื่อไรก็ตามที่ผู้สูงอายุเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์หงุดหงิดหรือไม่สบายใจ ตลอดจนกำลังโกรธผู้อื่นในช่วงหน้าร้อน ก็แนะนำว่าให้ปรับโหมดอารมณ์อย่างการ &amp;ldquo;เสริมพลังชีวิตด้วยการคิดบวก&amp;rdquo; เพราะวิธีนี้จะทำให้ไม่เครียด อีกทั้งทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในช่วงอากาศร้อนได้โดยไม่ทำร้ายสุขภาพ หรือไม่ทำให้ป่วยโรคทางจิตประสาท เช่น หากเริ่มรู้สึกว่ากำลังโกรธให้หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นให้นับ 1-5 ทำเช่นนี้จนกว่าอารมณ์บูดบึ้งจะเริ่มดีขึ้น นอกจากนี้ก็ให้หมั่นออกกำลังที่เหมาะกับสุขภาพอย่างที่เรียนไว้ข้างต้น อีกทั้งต้องเลือกช่วงเวลาที่แดดไม่ร้อนจัด และก่อนออกกำลังกายก็ควรวอร์มอัพร่างกายอย่างง่ายๆ ด้วยการหมุนหัวไหล่เบาๆ 10 ครั้ง หรือการโน้มตัวเอียงสลับกันที่ละข้างอย่างช้าๆ เป็นจำนวน 10 ครั้ง เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7781</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ทำงานกลางแจ้ง, นพ.อุทัย จินดาพล, ผู้สูงอายุ, ลมหน้ามืด, หัวใจวายเฉียบพลัน, ออกกำลังกาย, โรคลมแดด, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf27ea5729f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 01:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์เป่าสี-ระบายภาพ ศิลปะบำบัดป้องกันโรคซึมเศร้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(&amp;#39;เป่าสีจากหลอดพลาสติก&amp;#39;ศิลปะบำบัดฝึกสมาธิช่วยผู้สูงอายุปอดแข็งแรง หายใจสะดวกมากขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่ากันด้วยเรื่องของศิลปะบำบัด อย่างการ &amp;ldquo;เป่าสีด้วยหลอดพลาสติก&amp;rdquo; กระทั่ง &amp;ldquo;การระบายสีในรูปวาด&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมเพื่อสุขภาพที่หลายหน่วยงานดูแลผู้สูงอายุในบ้านเรา หรือสังคมญี่ปุ่น หยิบขึ้นมาเสริมสร้างสุขภาพ ให้กับคุณตาคุณยาย ที่นอกจากความสนุกสนานเมื่อได้ร่วมกันทำเป็นกลุ่มแล้ว แต่สิ่งสำคัญยังถือเป็นเวิร์กช็อปที่ป้องกันโรคสมองเสื่อมและอาการซึมเศร้าได้ดีเช่นเดียวกัน ถือเป็นงานฝึกสมองที่ไม่ซับซ้อน และอุปกรณ์ที่ใช้ก็สามารถหาได้ง่ายๆ หากบ้านไหนที่มีลูกหลานเรียนวิชาศิลปะระบายสี ก็สามารถหยิบยืมมาให้ปู่ย่าตายายได้ผ่อนคลาย ก็นับว่าเป็นการสานสัมพันธ์กับลูกหลานที่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.อุทัย จินดาพล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เริ่มจาก นพ.อุทัย จินดาพล ประธานสาขา สมาคมผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลไว้น่าสนใจว่า &amp;nbsp; &amp;ldquo;กิจกรรม &amp;#39;เป่าสีจากหลอดพลาสติก&amp;#39; ของผู้สูงอายุ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในแง่ของการป้องกันโรคสมองเสื่อม เนื่องจากผู้ใหญ่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่นั่งหรือนอนอยู่เฉยๆ และขณะที่กำลังเป่าสีจากหลอด สามารถเป็นการฝึกสมาธิและการออกกำลังกล้ามเนื้อปอดให้แข็งแรง ซึ่งจะส่งผลให้ระบบหายใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น หรือหายใจเข้าได้ลึกและหายใจออกได้เต็มปอดมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้กิจกรรมเป่าสีจะคล้ายกับการฝึกนั่งสมาธินั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือในการจับหลอด และฝึกการใช้สายตาให้สัมพันธ์กับการใช้มือของผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ส่วนข้อกำจัดก็มีอยู่บ้าง เป็นต้นว่า หากผู้สูงอายุท่านป่วยเป็นโรคปอด ก็ควรหลีกเลี่ยงทำเวิร์กช็อปดังกล่าว และควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม ในส่วนของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หากรับประทานยาและดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างความเพลิดเพลินได้ด้วยกิจกรรมนี้ โดยสรุปแล้วผู้สูงอายุสามารถสร้างความผ่อนคลายและมีสุขภาพที่ดีจากเวิร์กช็อปเป่าสีจากหลอดได้ทุกคน หากไม่มีปัญหาสุขภาพที่รุนแรง โดยใน 1 สัปดาห์ ควรฝึกงานศิลปะดังกล่าวอย่างน้อย 3 วัน วันละ 30 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สร้างความเพลิดเพลิน และคลายเหงาคุณตาคุณยาย ด้วยกิจกรรม &amp;#39;ระบายสีในวาดภาพ&amp;#39;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กิจกรรม &amp;ldquo;ระบายสีในวาดภาพ&amp;rdquo; ก็ถือเป็นงานศิลปะบำบัดที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลิน อีกทั้งลดโรคเครียดโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้ค่อนข้างดี หากว่าหน่วยงานหรือองค์กรในชุมชน อย่างโรงเรียนผู้สูงอายุ สามารถนำไปใช้ฝึกทักษะให้กับคุณตาคุณยาย เพราะศิลปะดังกล่าวสามารถช่วยสร้างสมาธิจากการระบายสีให้อยู่ในกรอบของรูปภาพที่กำหนดไว้ ทำให้จิตใจผ่อนคลาย หากถ้าจะให้ดี ควรทำกิจกรรมทั้ง 2 รูปแบบที่กล่าวมาโดยการแบ่งเป็นกลุ่ม ก็จะยิ่งฝึกการอยู่ร่วมกัน ได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน เพราะจริงๆ แล้วผู้สูงอายุกับเด็กเล็กที่ฝึกทักษะด้วยศิลปะดังกล่าว ก็มีความคล้ายคลึงกันทุกอย่าง มันขึ้นอยู่กับการนำมาปรับใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีครับ&amp;rdquo;.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6006</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจกรรมผู้สูงอายุ, คุณภาพชีวิต, นพ.อุทัย จินดาพล, ระบายสี, เป่าสี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180328/image_big_5abb8b2b3cb6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
