<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอเกีนรติ&quot;อธิบาย ทำไม?&quot;ศักดิ์สยาม&quot; ฉัดวัคซีนไปแล้ว ยังติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
7เม.ย.64-กรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันเข็มที่ 1แล้ว เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 อาจเป็นเรื่องที่ชวนสงสัยในประสิทธิภาพของวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในประเด็นดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ยังไม่ทราบไทม์ไลน์ การฉีดวัคซีนของท่านรัฐมนตรีว่าเป็นอย่างไร แต่ที่จะพูดนี้ เป็นตามหลักการหากฉีดวัคซีน เมื่อฉีดเข็มแรกไปแล้ว นับตั้งแต่วันที่ฉีดไปอีก 2 สัปดาห์- 1 เดือน หรือ เมื่อครบ 1 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการฉีดเข็มที่ 2 โอกาสป้องกันการติดเชื้อ จะมีเพียงแค่ 60% มีโอกาสที่จะติดเชื้ออีก 40%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;และถ้ามีการไปสัมผัสคนติดเชื้อโควิด -19 ภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด &amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนที่ฉีดไปแล้วก็ไม่มีความหมาย เพราะยังไม่มีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา แต่เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม หลังจากฉีด 1-2 สัปดาห์ ก็มีโอกาสที่จะป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 70-80%&amp;quot;ยพ.เกียรติกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลของนพ.เกียรติ สะท้อนว่า ถึงฉัดวัคซีนแล้ว ก็ยังต้องการ์ดอย่าตก ต้องใส่หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ล้างมือ รักษาระยะห่าง กันต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98635</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_605204a989a6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอเกียรติ&quot;รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามีผลต่อโควิดสายพันธุ์แอฟริกาน้อยมาก แต่ไม่ต้องตระหนก ควรเดินหน้าฉีด เพื่้อสร้างภูมิคุ้มกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18มี.ค.64- ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ &amp;nbsp;ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ &amp;nbsp;ผลงานวิจัย RCT ที่ได้มีการตีพิมพ์ว่าวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้านั้นมีผลในการป้องกันเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือสายพันธุ์บราซิลน้อยมาก หรือประมาณ 10% เท่านั้น เป็นความจริง &amp;nbsp;แต่ก็ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะประเทศไทยยังไม่มีการแพร่ระบาดเชื้อโควิดสายพันธุ์แอฟริกาใต้ การฉีดวัคซีนก็ต้องมีประโยชน์อยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ดังนั้น โดยหลักการสังคมไหน ถ้าเชื้อยังไม่ดื้อวัคซีน ควรมีการเร่งฉีดวัคซีนให้ครบทุกคน ข้อมูลที่สำคัญอีกอย่างคือ วัคซีนทั้งหลายที่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อในคนที่มีอาการเล็กน้อยได้ แต่ก็ป้องกันในคนอาการรุนแรงได้ ซึ่งหากเขาติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ก็จะมีอาการที่ไม่รุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล ดังนั้นจึงต้องเดินหน้าฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน &amp;quot;ศ.นพ.เกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96485</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, สายพันธ์ุแอฟริกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_605204a989a6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 20:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แพทย์จุฬาฯช่วยยืนยันวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดได้ ไม่เชื่อมโยงภาวะลิ่มเลือดอุดตัน EMA ชี้ชัดพรุ่งนี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม (ซ้าย)รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ(ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17มี.ค.64-ในการเสวนาหัวข้อ &amp;nbsp;&amp;quot;วัคซีนโควิด ทำ&amp;quot;ลิ่มเลือดอุดตัน&amp;quot;หรือไม่ จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม &amp;nbsp; อาจารย์คณะแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าวิจัยวัคซีนโควิด จุฬาฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า ขณะนี้ ทั่วโลก 6 มีวัคซีนโควิดที่ขึ้นทะเบียน &amp;nbsp;ทุกวัคซีนอนุมัติใช้แบบภาวะฉุกเฉิน และพบว่าทุกวัคซีนมีประสิทธิภาพ60-90% &amp;nbsp;รับประกันว่เมื่อฉีดแล้ว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล หรือเสียชีวิต &amp;nbsp; ส่วนหลักคิดเรื่องความปลอดภัยของวัคซีน ทางคณะกรรมการอาหารและยา ของทุกประเทศ รวมทั้งองค์การอนามัยโลก ( WHO) ให้การรับรอง เพราะมีการทดลองฉีดในคนเกินหลักหมืนคนขึ้นไป และติดตามผลเกิน2เดือน จึงให้ขึ้นทะเบียนได้ และสำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ต่างจากโรคอื่นๆ ตรงที่ผ่านไปตั้งแต่กลางกลางเดือนธ.ค.ปีก่อน จนถึงขณะนี้ มีการฉีดวัคซีนทั่วโลกรวดเร็วกมากหลายร้อยล้านโดส ล่าสุดฉีดกว่า 300 ล้านโดส ใน 126 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย &amp;nbsp;หรือทั้งโลกเฉลี่ยฉีดวันละ 9 ล้านโดส ใน 6วัคซีน ซึ่งรวมทั้งวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในการการวิจัยที่ทดลองในคนหลักหมื่นคน &amp;nbsp;แต่เมื่อฉีดกันเป็นหลักแสน หลักล้าน จึงไม่แปลกใจ ที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ &amp;nbsp;แต่เจอน้อยมากอัตรา 1 -5 คนต่อการฉีดล้านครั้ง เช่น เกิดกรณีแพ้เฉียบพลันบ้าง เป็นต้น สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ฉีดวัคซีนไปแล้ว &amp;nbsp;44,963 คน หรือเฉลี่ย 1หมื่นคนต่อวัน ผลข้างเคียงของวัคซีน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นซิโนแว็คก็พบผลข้างเคียงน้อยมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดไปแล้วทั้งโลก &amp;nbsp;37ล้านโดส ถ้าดูความกังวล ปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน และบางคนเสียชีวิตว่าเกี่ยวกับวัคซีนหรือไม่นั้น ปกติชาติพันธุ์ตะวันตก จะพบปัญหาลิ่มเลือดอุดตันง่ายกว่าคนเอเชีย &amp;nbsp; จึงไม่แปลกใจถ้าจะเจอคนที่มีอาการนี้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;EMA หรือ องค์อาการอาหารและยายุโรป ยังยืนยันว่าไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ากับปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งในวันพฤหัสที่ &amp;nbsp;18 มี.ค.นี้ &amp;nbsp;ทางEMA &amp;nbsp;จะสรุปรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้จะดูเป็นรายบุคคล เพื่อให้ 12 ประเทศยุโรปที่ลังเล ได้เดินเครื่องฉีดวัคซีนกันต่อไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาอยุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญด้านโหลิตวิทยา &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;โรคภาวะลิ่มเลือดอุดตัน คือ การอุดตันหลอดเลือดดำที่ขา เช่นการเกิดขาบวม ลิ่มเลือดอาจลอยไปอุดที่ปอดได้ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลัน ทำให้หัวใจวายหรือเสียชีวิต ได้ทันที &amp;nbsp;ปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน ยังเป็นสาเหตุตายอันดับ 3 ของชาวตะวันตก มักสัมพันธ์กับอายุ ที่เพิ่มขึ้น เช่นประชากรยุโรป อายุ60-79ปี จะพบปัญหานี้ &amp;nbsp;1 ใน4 &amp;nbsp;หรือถ้าอายุเกิน 80ปี จะพบ3ใน 4 &amp;nbsp;หรือเฉลี่ยอายุ 60ปีขึ้นไป 1,000 คนจะพบ &amp;nbsp;1-2 คน /ปี ถ้าอายุ 70ปีขึ้นไปพบ 2-7 คน/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ โรคโควิด19 พบว่าอาจเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดอุดตันได้มากขึ้น ซึ่งมีการศึกษาเรื่องนี้ และตีพิมพ์ในนิตยสารการแพทย์ โดยพบว่าคนไข้โควิด 64,503 คน มีปัญหาหลอดเลือดอุดตัน &amp;nbsp;15% แบ่งเป็น ลิ่มเลือดอุดตันที่ปลอด 7.8% และลิ่มเลือดอุดตันที่ขา 11.2% &amp;nbsp;ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น ถ้าคนไข้อยู่ในห้องไอซียู เพิ่มขึ้นเป็น 23% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคนไข้โควิด ที่เกิดลิ่มเลือดอุดตันที่สมอง หัวใจ หรืออวัยวะอื่นๆ มีประมาณ 1-4 &amp;nbsp;% ในคำแนะนำสมาคมนานาชาติ &amp;nbsp; จึงได้ระบุว่าคนไช้โควิดที่นอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;จะต้องมีการให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดควบคู่กับการรักษาอื่นๆ ส่วนสาเหตุที่คนไข้โควิด จะเกิดปัญหาลิ่มเลือดอุดตันนั้น &amp;nbsp;เนื่องจาก เชื้อโควิด จะไปกระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้เกิดการอักเสบ &amp;nbsp;อีกทั้งไปกระตุ้นให้หลอดเลือดแดง หรือเกล็ดเลือดเกิดการแข็งตัว ซึ่งเป็นผลทำให้ลิ่มเดลือดไปอุดตันที่ปอดตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การเกิดลิ่มเลือดอุดตันอาจจะไม่ได้มาจากโควิดอย่างเดียว &amp;nbsp;แต่มาจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่นคนนอนโรงพยาบาลนานๆ .ในต่างประเทศมีการศึกษาพบว่ามีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ถึง 5-30% &amp;nbsp;และถ้าเป็นการนอนอยู่ในไอซียู ก็จะมีโอกาสเกิดได้ถึง10-80% &amp;nbsp;เช่น คนที่ติดเชื้อในกระแสแลือดในสหรัฐ เกิดลิ่มเลือดอุดตัน 1 ใน3 แม้ว่าจะมีการให้ยาป้องกันเลือดแข็งตัวแล้วก็ตาม &amp;nbsp;หรือในช่วงที่เกิดH1N1 ในปี2009 &amp;nbsp;คนไข้ที่ติดเชื้อก็เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันสูงถึง 6% &amp;nbsp;และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 44% ถ้ามีภาวะปอดอักเสบรุนแรง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับ ประเทศไทย โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ &amp;nbsp;9 แห่ง &amp;nbsp;พบว่าคนไข้นอนไอซียู 4,000คน เกิดลิ่มเลือดอุดตันแค่ &amp;nbsp;0.4 % ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับคนชาติตะวันตก ส่วนทางรพ.จุฬาฯ มีคนไข้โควิด รับรักษาไว้ 385 คน &amp;nbsp;ไม่พบมีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน และไม่ได้ให้ยาละลายลิ่มเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.นภชาญ กล่าวอีกว่า สำหรับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งจากการศึกษาในการทดลองระยะที่ 3 และรวบรวมจาก 4 ผลการศึกษา &amp;nbsp;พบว่าอาสาสมัครที่ทำการทดลอง 23,000คน แบ่งเป็นได้รับวัคซีนจริง 12,000 คน และได้รับวัคซีนหลอก 12,000 คน พบว่ามีอาการข้างเคียงรุนแรงเพียงแค่ 0.7% เท่านั้นในกลุ่มผู้ได้รับวัคซีนจริง &amp;nbsp; และ0.8% ในกลุ่มผู้ได้รับวัคซีนหลอก&amp;nbsp; &amp;nbsp; และเมื่อมาดูเฉพาะกลุ่มคนที่เกิดปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน &amp;nbsp;พบว่าคนที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เกิดลิ่มเลือดอุดตันน้อยกว่า 0.1% หรือ แค่ 4 คนในกลุ่มที่รับการทดลอง 12,000 คน แต่กลุ่มได้รับวัคซีนหลอกเกิด 8 คนหรือคิดเป็น 0.4% ของ12,000 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ถ้ามาดูข้อมูลคนที่เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนจริง &amp;nbsp;ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดแอสตร้าเซนเนก้า รายงานว่ามีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 17 ล้านคนในยุโรป เกิดอาการไม่พึงประสงค์ 37 คน &amp;nbsp;ส่วนตัวเลขโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันของชาวยุโรป พบว่า &amp;nbsp;3 คน/1,000คน/ปี &amp;nbsp;หรือ 3,000 คน/1 ล้านคน/ปี &amp;nbsp;จะมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ดังนั้นสรุปได้ว่าคนยุโรปมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าคนชาติพันธุ์อื่นๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยังไม่พบสัญญาณใดๆว่าคนฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าจะเกิดลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าปกติ ดังนั้น EMA &amp;nbsp;จึงประกาศเบื้องต้นว่าวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าไม่สัมพันธ์ การเกิดลิ่มเลือดอุดตันและการเกิดภาวะนี้ ยังน้อยกว่าการเกิดลิ่มเลือดอุดตันกับประชาชนยุโรปทั่วไปอีกด้วย &amp;quot;รศ.นพ.นภชาญกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การติดเชื้อจริงในธรรมชาติ กับการฉีดวัคซีนแล้วจะทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันต่างกันหรือไม่ &amp;nbsp;รศ.นพ.นภชาญ ตอบประเด็นนี้ว่า &amp;nbsp; คนติดเชื้อจริงไม่ได้รับแค่แอนติเจนของไวรัสโควิดอย่างเดียว แต่ไวรัสยังไปกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบมากมาย กระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือด เมื่อเกิดขึ้นเมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้น &amp;nbsp;มีการไปทำลายอวัยวะต่างๆ อีกทั้งไวรัสโควิด ยังจะปล่อยดีเอ็นเอ หรือกระบวนการต่างๆที่ไปกระตุ้นทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต่างมากกับการฉีดวัคซีน &amp;nbsp;ซึ่งฉีดเพื่อให้แอนติเจน เข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย &amp;nbsp;และไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่กระบวนการทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันทำงาน &amp;nbsp;ดังนั้น สรุปได้ว่าการฉีดวัคซีนจึงไม่ไปกระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือดแต่อย่างใด &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.เกียรติ เสริมในประเด็นนี้ว่าการฉีดวัคซีนโดสต่ำมาก และวัคซีนที่ฉีดยังไม่ได้ทำให้เชื้อแบ่งตัว ดังนั้น การทำให้อักเสบจึงมีโอกาสน้อยมาก &amp;nbsp;และมีไม่ถึง 1% ของคนที่ฉีดแล้วมีอาการไช้สูง &amp;nbsp;ดังนั้นคนที่อายุมาก คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;ก็จะมีความเสี่ยงตามทฤษฎีหากไม่ได้รับวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การอนุมัติวัคซีนในภาวะฉุกเฉิน กับความปลอดภัย องค์การอาหารและยาทั่วโลก รวมทั้งอย.ของเราด้วยไม่มีการรอมชอมเรื่องความปลอดภัย ถ้าข้อมูลมีความเสี่ยง &amp;nbsp;ซึ่งต้องมีการติดตามดูผลอย่างน้อย 2เดือน &amp;nbsp;จึงอนุมัติให้มีการฉีด &amp;nbsp;ย้อนอดีตการทำวัคซีน &amp;nbsp;ถ้าตัวไหนมีปัญหาส่วนใหญ่เกิดในเวลาไม่เกิน 60 วัน &amp;nbsp;ตัวตัดความปลอดภัยจึงอยู่ระยะนี้ ถ้าไม่เจออาการข้างเคียงที่น่าเป็นห่วง ก็สามารถใช้ในภาวะฉุกเฉิยนได้ &amp;nbsp;และ 6เดือนวัคซีนมีความปลอดภัย &amp;nbsp;ก็จะได้รับการขึ้นทะเบียน และอาจมีการอนุญาตให้ฉีดได้ตามโรงพยาบาลต่างๆ เช่นเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่กันทุกปี &amp;quot; ศ.นพ.เกียรติ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็น คนสับสนวัคซีนมีประสิทธิภาพต่างกัน จะต้องรอวัคซีนที่ประสิทธิภาพสูงๆ นั้น จากการประชุมผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก พบว่า วัคซีนทุกตัวสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ &amp;nbsp;90-100% ทำให้ไม่เกิดป่วยจนต้องนอนโนโรงพยาบาล จนล้นโรงพยาบาล และข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ยังระบุอีกว่า เริ่มเห็นได้ชัดเจนว่า วัคซีนมีผลทำให้เกิดการป้องกันการติดเชื้อ การฉีดเข็มเดียวป้องกันได้ 60-70% &amp;nbsp;เข็มที่2 มป้องกัน 90% &amp;nbsp;ดังนั้น การฉีดวัคซีนจะทำให้ร่างกายได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ร้ายที่เป็นเชื้อโควิด ซึ่งจะเป็นการได้เปรียบแน่นอน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในที่สุด มีแนวโน้มว่าเราจะต้องฉีดซ้ำอีก ทุก1-2ปี &amp;nbsp;เหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96402</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ, วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_60520666cef57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอเกียรติ&quot; ยันจุฬาฯทดสอบวัคซีนฯ mRNA ในคนระยะที่ 1 หลังสงกรานต์ตามเดิม  ไม่ขยับเร็วขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
11 ก.พ.64- ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ในกรณีของวัคซีนป้องกันโควิด19 &amp;nbsp;mRNA ของจุฬาฯ ที่จะเริ่มทดลองในคนหลังสงกรานต์นี้ว่า &amp;nbsp;ยังคงยืนยันตามแผนเดิมที่วางไว้ &amp;nbsp;โดยจะทดลองในคนระยะที่ 1 หลังสงกรานต์ &amp;nbsp;ในกลุ่มอาสาสมัครประมาณหลักสิบก่อน &amp;nbsp;เพื่อดูประสิทธิภาพของวัคซีน ก่อนจะเริ่มทดสอบในระยะที่ 2 ในอาสาสมัครประมาณ 600 คน &amp;nbsp;หากมีการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้คาดว่าปีหน้าจะเริ่มมีการผลิตวัคซีนล็อตแรก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92733</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, mRNA, การทดลองในมนุษย์, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3c7278eba8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 08:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 08:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;จุฬาฯ&quot;มั่นใจวัคซีน&quot;CU-COV19&quot;ได้ผลไม่ต่างไฟเซอร์   คาดทดลอง2เฟสเริ่มเม.ย-ปีหน้า หาโด๊สฉีดที่เหมาะกับคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.63-&amp;quot;หมอเกียรติ&amp;quot;เผยวัคซีนโควิดของจุฬาฯ ที่ใช้ขื่อว่า &amp;quot;จุฬาฯ COV19&amp;quot; เริ่มทดลองในคนระยะแรกเดือนเม.ย.64 และจบเฟส 2 เดือนส.ค.เป้าหลักหาโด๊สฉีดที่เหมาะสมกับคนไทย คาดไม่มีการทดลองเฟส 3 &amp;nbsp;มั่นใจได้ผลไม่ต่ำกว่า ไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา &amp;nbsp; เพราะใช้เทคนิคmRNA &amp;nbsp;เหมือนกัน &amp;nbsp;หลังจากนั้น จะฉีดให้อีกหมื่นคน ถ้าปลอดภัย จะขยายไปเป็นระดับล้านคน ไม่กลัวเรื่องการกลายพันธุ์ &amp;nbsp;เชื่อเทคโนโลยีที่มีในโลกสามารถจัดการได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ. พัฒนาวัคซีนโควิด 19&amp;nbsp;&amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;ได้กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ&amp;quot;โควิดมาราโอน:ห่างกันไว้ แต่ไปด้วยกัน &amp;quot;ที่จัดขึ้นโดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP ) เกี่ยวกับความคืบหน้าการผลิตวัคซีน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ของจุฬาว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตัววัคซีนนั้นจะผลิตออกมาในเดือนม.ค.-ก.พ. 2564&amp;nbsp;ในชื่อการวิจัยว่า &amp;quot;จุฬา Cov 19&amp;quot; หลังจากนั้นจะเริ่มทดลองในมนุษย์ระยะที่ 1 &amp;nbsp; และคาดว่าจะรู้ผลการทดลองในราวกลางเดือนมิ.ย. &amp;nbsp; และจะเริ่มทดลองระยะที่สอง ซึ่งกระบวนการทดลองในคน ทั้งสองระยะคาดว่าจะจบในเดือนสิงหาคม 2564 &amp;nbsp; &amp;nbsp;และอาจจะไม่มีการทดลองในระยะที่สาม &amp;nbsp;เป็นการข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย &amp;nbsp;เนื่องจาก แนวทางการทดลองของเราเป็นเทคโนโลยีเดียว กับ ที่ทางบริษัท ไฟเซอร์ และโดเดอร์นาใช้ เทคนิค mRNA &amp;nbsp; รวมทั้ง ผลการทดสอบวัคซีนที่ จุฬาฯทำวิจัย ก็ได้ภูมิคุ้มกันระดับสูง ไม่ต่างจากสองบริษัท &amp;nbsp;ซึ่งปกติแล้ววัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจจะมีประสิทธิถภาพระดับสูงๆ เป็นสิ่งที่ยากมาก เช่น วัคซีนไช้หวัดใหญ่บางปีได้ผลแค่ 30% แต่วัคซีนที่สองบริษัทผลิต ได้ผลระดับ 90% ขึ้นไป จึงค่อนข้างมีความมั่นใจในแนวทางวัคซีนที่วิจัยว่าจะให้ผลที่ไม่แตกต่างกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับการทดลอง จะมีอาสาสมัคร 12 คนต่อกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มอายุน้อย 18-55ปี และกลุ่มสูงอายุ 75ปีขึ้นไป รวมทั้งหมด 72 คน ระยะแรกการทดลองจะต้องหาโด๊สฉีดที่เหมาะสมกับคนไทย ซึ่งเราได้เรียนรู้จากสองบริษัท ว่าต้องฉีดวัคซีนเท่าไหร่ &amp;nbsp;บริษัท ไฟเซอร์ ใช้ขนาดโด๊สประมาณ 20-30โมโครกรัม/โด๊ส &amp;nbsp;แต่โมเดอร์นาใช้ประมาณ 100 ไมโครกรัมต่อโด๊ส ซึ่งหากเราสามารถฉีดวัคซีนได้ในขนาดเดียวกับไฟเซอร์ ก็จะช่วยประหยัดวัคซีนไปได้ เช่น ถ้าเราผลิตวัคซีค 10 ล้านโด๊ส ก็จะสามารถฉีดให้คนไทยได้ประมาณ 30 ล้านคนเป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าทดสอลเฟส 1 เฟส 2 เสร็จแล้วผลออกมาปลอดภัย รู้โด๊สคนไทยควรฉีดที่เท่าไหร่ ถ้าปรากฎว่ามีภูมิสูงเท่ากับของไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา เราก็หวังว่าจะไม่ต้องทดลองระยเที่ 3 &amp;nbsp;อาจขยายผลโครงการไปทดลองฉีดให้กับคนเป็นหมื่นไปเลย แล้่วดูความปลอดภัย ถ้าปลอดภัย ก็อาจขยายเป็นฉีดให้เป็นล้านคน &amp;nbsp;เพราทั้งโลกตอนนี้ การขึ้นทะเบียนวัคซีน หรือยา ถือว่าอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ปกติจะต้องรอดูผลความปลอดภัยอย่างน้อย ปีหนึ่งหรือปีครึ่ง แต่ต้อนนี้มันไม่ทันแล้ว &amp;nbsp;แต่ถ้าฉีด 2เข็ม สองเดือน ถ้าปลอดภัย ก็คงต้องให้ผ่าน&amp;quot; นพ.เกียรติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;ในแง่ประสิทธิภาพของวัคซีนว่าจะสามารถครอบคลุมเชื้อที่โควิดที่กลายพันธุ์ได้หรือไม่ &amp;nbsp;นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า เป็นที่รู้กันว่าในช่วง 10-11 เดือนมานี้ โควิด มีการกลายพันธุ์มาตลอด แต่มันไม่ดุร้ายขึ้น แต่ทำให้การแพร่กระจายติดเชื้อง่ายขึ้น &amp;nbsp;แต่เชื่อว่าเทคโนโลยีที่มีในโลกนี้จะรับมือได้ &amp;nbsp;แต่ละปีผ่านไป จะมีการดื้อวัคซีน เช่น เดียวกัย วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ต้องพัฒนาวัคซีนทุกปี เพราะเชื้อมีการกลายพันธุ์ตลอด &amp;nbsp;เช่นเดียวกับโควิด คงไม่ยากเท่าไหร่ &amp;nbsp;แต่สิ่งที่เราต้องติดตามคือ วัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้นานแค่ไหน ปีหนึ่ง หรือสองปี เช่น วัคซีนตับอักเสบบี ฉีด 3เข็ม ป้องกันได้ 30ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ปกติแล้ว คนเรามีวัคซีนภูมิคุ้มกันธรรมชาติ เราต้องมีการตอบโต้ กับเชื้อโรคใหม่ ตลอดเวลา ถ้าฉีดแล้วภูมิสูงตลอดผิดธรรมชาติแล้ว &amp;nbsp;ในคนที่เคยเป็นโควิดแล้ว &amp;nbsp;ใน1-2 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันต้องตก แต่ว่าร่างกายมันมีหน่วยความจำ อยู่ถ้าเจอเชื้อ เหมือนทหาร ก็จะลุกขึ้นมาต่อต้านข้าศึก ซึ่งผมคิดว่าวัคซีนทุกยี่ห้อ ในที่สุดภูมิต้องตก แต่จะตกมากน้อยแค่ไหน &amp;nbsp;1 เดือน 6 เดือน หรือ 1ปี เป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้ ต้องติดตามดูข้อมูลต่อไปเป็นปี&amp;quot; &amp;nbsp;นพ.เกียรติกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;ถ้าเราได้วัคซีนมาแล้ว ซึ่งไทยมีการจองเบื้องต้น ก็คาดว่าจะฉีดให้คนไทยได้ประมาณ &amp;nbsp;50% ในปี 64 ส่วนจะมีค่าใช้จ่ายหรือไม่ ขึ้นกับราคาวัคซีน และการจัดหาวัคซีนว่าหาได้มากน้อยแค่ไหน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สำหรับการวิจัยของสองบริษัท ที่วิจัยได้ผลกว่า 90% เป็นเรื่้องที่ยังไม่ควรดีใจ เพราะสถานการณ์โควิดตอนนี้ ยังเหมือนกับการวิ่งมาราโอน อย่างน้อยต้องรอดูอีก 6เดือน ว่าภูมิคุ้มกันเหลือเท่าไหร่ ถ้าเหลือ 60% แล้วอีก1ปีจะเหลือเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดู สำหรับประเทศไทย เราต้องพยายามพึ่งพาตัวเอง การรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีก็เพื่อให้เราสามารถสร้างความมั่นคงทางวัคซีนได้ ซึ่งช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ เราขาดแคลนทั้งหน้ากากอนามัยและชุด PPE &amp;nbsp;นับเป็นบทเรียนสำคัญให้เราต้องสร้างศักยภาพด้านวัคซีน เพราะในอนาคตถ้ามีโรคระบดาดใหญ่เกิดขึ้นอีก เหตุการณ์เดียวกับโควิด วนมาอีก เราก็จะต้องสามารถรับมือได้ดีกว่าที่ผ่านมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84170</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, #โควิด-19, นพ.นคร เปรมศรี, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, วัคซีน CU-Cov19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb3d831c999f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ครม.อนุมัติงบฯ 1 พันล้านค้นคว้า วิจัย พัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด ทดลองในคนเฟส1เดือนธ.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;26 ส.ค.63- ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกระบวนการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ว่า นับเป็นความท้าทาย และสิ่งสนับสนุนเพื่อให้การพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ประสบผลสำเร็จและคนไทยเข้าถึงวัคซีน ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบเพื่อการค้นคว้าวิจัยวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอของบกลางเพื่อพัฒนาวัคซีนต้นแบบในประเทศและเตรียมความพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 1,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อการเตรียมความพร้อมในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี อีกส่วนหนึ่งจะสนับสนุนแก่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีความคืบหน้ามาระดับหนึ่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลให้คำยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 ได้เร็วที่สุดและในจำนวนที่เหมาะสม กระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้จัดสรรให้เฉพาะงบประมาณ แต่ได้มอบหมายให้ อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทุ่มเท สนับสนุน ร่วมมือ เรื่องนี้เต็มที่ ถ้าพิสูจน์ชัดเจนว่าวัคซีนปลอดภัย ต้องผ่านเพื่อนำไปสู่การทดลองต่อโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจะนำมาดำเนินงานโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA รวมถึงการผลิตวัคซีน 10,000 โด๊ส สำหรับทดสอบในอาสาสมัครระยะที่ 1 &amp;ndash; 2 ใน กรอบวงเงินจำนวน 400 ล้านบาทนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะให้การทำงานขับเคลื่อนไปข้างหน้า ในขณะที่ภาพใหญ่ของโลกมีวัคซีน 7 ชนิดที่เข้าสู่การทดลองระยะที่ 3 คือประเทศจีน อเมริกา อังกฤษ เชื่อว่าอย่างน้อยต้นปีหน้าจะมีวัคซีน 1 ชนิดที่เข้าเส้นชัย &amp;nbsp;จะทำให้ทราบว่าภูมิคุ้มกันของวัคซีนจะต้องสูงระดับใด เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาวัคซีนไทย เมื่อทราบระดับภูมิคุ้มกันที่จะทดลองในอาสาสมัครไทยแล้ว คาดว่าจะผลิตในโรงงานของไทยได้ภายในไตรมาส 3 หรือ 4 ปีหน้า คือไบโอเนทเอเชียที่รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ไทยก็จะสามารถผลิตวัคซีนได้เอง ขณะนี้ อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลให้อย. ตรวจสอบความปลอดภัย การเสนอคณะกรรมการจริยธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเตรียมโรงงานสำหรับผลิตวัคซีน 10,000 โด๊ส เตรียมทีมแพทย์ พยาบาล เภสัชกกรม ห้องปฏิบัติการ เมื่อกระบวนการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย จึงจะประกาศรับอาสาสมัครทดลองวัคซีน คาดว่าจะประมาณเดือนธันวาคม 2563 โดยจะเร่งในระยะที่ 1 -2 ก่อนคือดูขนาดที่เหมาะสมในคนที่อายุไม่มาก 18 &amp;ndash; 55 ปี จำนวน 48 คน เมื่อปลอดภัย จะทดลองในคนอายุ 65 &amp;ndash; 75 ปี อีก 48 คน และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย และจะทดลองในระยะที่ 2 อีก 300 คน ถ้าในต้นปีหน้ามีวัคซีนต่างประเทศที่สำเร็จ ไทยอาจไม่ต้องทดลองในระยะที่ 3 เพราะรู้ว่าภูมิจะต้องสูงเท่าไหร่ หากระยะที่ 2 มีภูมิคุ้มกันเท่ากับวัคซีนที่ต่างประเทศผลิตสำเร็จ อย.อาจรับรอง ให้ผลิตได้ 30 ล้านโด๊ส หรือเท่ากับจำนวนที่โรงงานเราสามารถผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ประเทศไทยทำถูกแล้ว ที่ได้เตรียมตัวทั้งการเตรียมการจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศ การต่อรองเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของวัคซีนเพื่อให้สามารถผลิตในประเทศไทย รวมทั้งการให้ทุนสนับสนุนและส่งเสริมการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ&amp;rdquo; ศ.นพ.เกียรติกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75632</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ทดลองวัคซีนโควิด, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, ไทยทุ่มพันล้านวิจัยวัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f4645fd87a65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ.ย.ลองวัคซีนในคน คาดปลายปี2564ผลิตได้/สมช.แนะปรับตัวคลายล็อกเฟส3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวดี! ไทยไร้ผู้ป่วยรายใหม่ เหลือรักษาตัวแค่ 63 &amp;nbsp;ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม จุฬาฯ เผย 1 วันหลังฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA ในลิงยังปกติไม่มีไข้ ระบุแผนฉีดต่อในคนเข็มแรกพ.ย. ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อต่ำ 100 คน หากเป็นไปตามแผนปลายปี 64 ผลิตวัคซีนในไทยได้ &amp;ldquo;ไบโอเนท&amp;rdquo; พร้อมรับถ่ายทอดเทคโนโลยี เลขาฯ สมช.ให้ผู้ประกอบกิจการ/กิจกรรมเตรียมตัวให้พร้อมหากผ่อนคลายระยะ 3 จ่อถกปรับเวลาเคอร์ฟิวก่อนเสนอ ศบค.เคาะ มีผล 1 มิ.ย.นี้ &amp;quot;จตุพร&amp;quot; ชี้อำนาจ &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ใกล้ &amp;quot;รัฏฐาธิปัตย์&amp;quot; ฟันธงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินถึง ก.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย ไม่มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมยังอยู่ที่ 3,040 ราย หายป่วยกลับบ้านได้เพิ่ม 5 ราย ทำให้ยอดผู้หายป่วยสะสมอยู่ที่ 2,921 ราย อยู่ระหว่างรักษาเพียง 63 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 56 ราย โดยอายุเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อคือ 39 ปี เพศชายมากกว่าเพศหญิง อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าเมื่อออกจากบ้านควรสวมหน้ากาก พกเจลล้างมือ การ์ดอย่าตก หน้ากากอย่าตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.พรรณประภากล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อ 5,403,979 ราย เสียชีวิต 343,975 ราย ขณะที่ประเด็นข่าวที่น่าสนใจในต่างประเทศ ผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 ของจีน ตัวแรกผ่านการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 พบว่าปลอดภัยและสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต้านไวรัสได้ และการทดลองแบบเปิดในผู้ใหญ่สุขภาพดี 108 ราย ได้ผลลัพธ์เชิงบวกหลังเวลาผ่านไป 28 วัน โดยจะมีการประเมินผลลัพธ์สุดท้ายภายใน 6 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะเดียวกัน จะต้องมีการทดลองเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ขณะที่องค์การอนามัยโลกออกมาประกาศให้อเมริกาใต้เป็นศูนย์การระบาดใหม่ของโควิด-19 ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมของบราซิลมีจำนวนเกือบ 3.5 แสนราย แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการไม่มีการตรวจโรคอย่างกว้างขวางทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้&amp;rdquo; พญ.พรรณประภา กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.พัฒนาวัคซีนโควิด-19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ปัจจุบันมีประมาณ 6-7 เทคโนโลยีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยเลือกเทคโนโลยี mRNA ที่ใช้เอสโปรตีน (s protein) ทั้งตัว ซึ่งจากการทดลองในสัตว์ทดลองในหนู พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ผลดี และเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการเริ่มฉีดวัคซีนดังกล่าวในลิงทดลอง ซึ่งปกติภูมิฯ จะขึ้นต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่จะขึ้นสูงใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ดังนั้นจะตรวจเลือดลิงรอบแรกประมาณกลาง มิ.ย.นี้ ถ้าภูมิฯ ต่ำ ก็จะไปตรวจอีกครั้งประมาณต้นเดือนหรือปลายเดือน ก.ค.
ปลายปี 64 ไทยมีวัคซีนใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติกล่าวต่อว่า นอกจากนี้สิ่งที่ทำคู่ขนานกันไปคือประสานโรงงานผลิตวัคซีน mRNA 2 แห่ง คือบริษัทไบโอเนท สหรัฐอเมริกา และไบโอเนทเยอรมัน เพื่อผลิตวัคซีนจำนวน 10,000 โดส เพื่อใช้ในการทดลองในกลุ่มอาสาสมัคร เพื่อดูว่าปลอดภัยหรือไม่ กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ กระตุ้นได้ยาวนานแค่ไหน และสามารถป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้คนละ 2 โดส ทั้งนี้ การทดลองในอาสาสมัครที่เป็นคนไทยจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสแรก เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่ำ ประมาณ 100 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 10-15 คน โดยให้วัคซีนในจำนวนโดสที่แตกต่างกัน แบ่งเป็นขนาดสูง กลาง ต่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟสที่ 2 เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีทั้งความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโคโรนา 2019 สูงและต่ำ ประมาณกว่า 500 คน และเฟสที่ 3 ใช้อาสาสมัครที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูง และบางส่วนต้องใช้อาสาสมัครที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อด้วย โดยใช้อาสาสมัครประมาณหลักพันคน แต่ในสถานการณ์ของไทยตอนนี้ จำนวนผู้ป่วยอยู่ในระดับน้อย ดังนั้นเฟส 3 ก็ต้องประเมินกันอีกครั้ง อาจจะต้องมีความร่วมมือกับต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ วัคซีนเข็มแรกที่จะทดลองในอาสาสมัครคนไทยจะเริ่มประมาณเดือน พ.ย. ส่วนที่มีข่าวว่าจะเริ่ม ส.ค.นั้น เป็นแผนการเดิม ทั้งนี้คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณปีครึ่ง หรือประมาณปลายปี 2564 ประเทศไทยจะสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทยและเพื่อคนไทยได้เอง ตอนนี้ก็รอดูผลการฉีดวัคซีนในลิงว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าไม่ดีเราก็กลับมาพัฒนาเริ่มต้นที่การทดลองในหนูอีกครั้ง แต่หลังจากฉีดวัคซีนให้ลิง 1 วันตอนนี้ก็ยังปกติ ไม่มีไข้&amp;rdquo; นพ.เกียรติกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติกล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการสร้างความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 3 (Biosafety-Level 3 : BSL3) ที่ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจนั้น เนื่องจาก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ไปตรวจเยี่ยมการทดลองฉีดวัคซีนในลิงนั้น พบว่าสิ่งที่เราขาดคือห้องที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพระดับสูง ซึ่งรัฐบาลก็ได้ตั้งงบสำหรับตั้ง BSL3 เป็นยูนิตฉุกเฉินก่อนในระยะ 3 เดือนนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวัคซีนตัวอื่นอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การพัฒนาและจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีหลายความร่วมมือ ทั้งความร่วมมือสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คณะแพทยศาสตร์ศิริราช คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คณะเภสัชฯ จุฬาฯ และไบโอเทค สวทช. และ บ.ไบโอเนท-เอเชีย เพื่อพัฒนาวัคซีนในประเทศให้มีทิศทางเดียวกับการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก วัคซีนที่เริ่มการทดสอบในสัตว์ทดลอง 114 ชนิด ส่วนที่เริ่มทดลองในคนมี 10 ชนิด ได้แก่ จีน 5 ชนิด, สหรัฐ 2 ชนิด, อังกฤษ 1 ชนิด, &amp;nbsp;เยอรมนี 1 ชนิด และออสเตรเลีย 1 ชนิด ส่วนของไทยได้เริ่มทดสอบในสัตว์ทดลอง และจะพัฒนาสู่การฉีดในคนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะเดียวกันได้มีการประสานความร่วมมือผู้พัฒนาวัคซีนในต่างประเทศเพื่อพัฒนาวัคซีนร่วมกัน เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาผลิตต่อในประเทศไทย และเพื่อขอซื้อวัคซีนที่สำเร็จแล้วมาใช้ในประเทศไทยในระยะต้น ซึ่งในการพัฒนาวัคซีนจากทั่วโลก ถ้าเป็นไปตามขั้นตอนประมาณปลายปี 2564 จะมีวัคซีนใช้ในโลก แต่หากการพัฒนาวัคซีนสะดุดติดขัด ก็ต้องปรับรูปแบบวัคซีนกันใหม่ ดังนั้นถือเป็นเรื่องของงานวิจัย และเป็นสิ่งที่ท้าทายนักวิทยาศาสตร์ไทยและทั่วโลก ที่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่พัฒนาวัคซีนด้วยความเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน&amp;rdquo; นพ.นคร กล่าว
&amp;ldquo;ไบโอเนท&amp;rdquo;พร้อมต่อยอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บ.ไบโอเนทเอเชีย จำกัด กล่าวว่า จากการหารือก็เห็นตรงกันว่า ช่วงโรคระบาดจะต้องเลือกพัฒนาวัคซีนที่มีความรวดเร็วและปลอดภัย ดังนั้น DNA และ mRNA วัคซีนเป็นคำตอบ บริษัทจึงหันมาทำทาง DNA วัคซีน ซึ่งเราก็พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และเรามีศักยภาพที่จะผลิต DNA วัคซีนเพื่อใช้ในประเทศได้ และพร้อมรับการถ่ายทอด mRNA
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความร่วมมือการพัฒนาวัคซีนกับประเทศอื่นๆ นพ.นครกล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งทำความร่วมมือพันธมิตรในการร่วมวิจัยพัฒนาวัคซีน โดยบางส่วนได้รับความร่วมมือมาแล้ว เช่น จีน ในการร่วมการวิจัย ซึ่งถ้าสำเร็จเราก็จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อผลิตเองในประเทศ แต่กว่าจะผลิตเองได้ต้องใช้เวลา ก็มีความตกลงว่าไทยจะซื้อวัคซีนบางส่วนจากประเทศต้นทางเพื่อมาใช้ในช่วงสั้นๆ ก่อนระหว่างรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตเองให้เพียงพอ เพราะไม่มีประเทศใดผลิตให้เพียงพอคนทั้งโลกได้ ความร่วมมือจึงเป็นสิ่งจำเป็น และขยายการผลิตวัคซีนให้กว้างขวาง ไม่ว่าใครสำเร็จต้องสร้างความร่วมมือต่อกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ จะมีการพิจารณาผ่อนปรนมาตรการให้กับกิจการและกิจกรรมเพิ่มเติมสามารถดำเนินการได้ แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ว่ามีประเภทหรือกิจการใดบ้างที่เข้าข่ายผ่อนปรนในระยะ 3 เพราะต้องรอให้มีการประชุม โดยนำข้อมูลจากหลายส่วน โดยเฉพาะข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขจากแพทย์ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจจากผู้ประกอบการ ปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รวบรวมไว้มาพิจารณาประกอบ โดยยึดหลักการพิจารณาเช่นเดิมคือคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่มีการแพร่ระบาดของโรค ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจอย่างที่เคยพิจารณาผ่อนปรนไปแล้วในระยะ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การพิจารณาผ่อนปรนในระยะ 3 และ 4 ซึ่งเป็นประเภทธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากกว่าระยะที่ 1 และ 2 ต้องพิจารณาปัจจัยประกอบหลายอย่าง อาทิ การเตรียมเปิดภาคเรียนของโรงเรียนบางส่วนที่จะเริ่มเรียนในเดือน มิ.ย.และเดือน ก.ค. สภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว รวมถึงการประกาศเคอร์ฟิว ต้องสอดรับ มีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ทั้งนี้ ขอให้ธุรกิจที่รอการผ่อนปรนเตรียมตัวและปรับแนวทางการให้บริการไว้ให้พร้อม แม้จะยังไม่ได้รับการผ่อนปรนในระยะที่ 3 ก็จะได้รับการผ่อนปรนในระยะที่ 4 อยู่แล้ว จึงขอให้เตรียมความพร้อมไว้ในระหว่างนี้ได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ สมช.กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ จะพิจารณาระยะเวลาในการประกาศเคอร์ฟิวว่าจะยังคงไว้ที่ 23.00-04.00 น.ต่อไปอีกหรือไม่ หรือหากมีการปรับลดเวลาลงจะคงไว้ที่กี่ชั่วโมง และหากจะปรับควรจะขยับจากเวลา 23.00 น. เป็น 24.00-04.00 น. หรือเริ่มที่ 23.00-03.00 น. โดยทุกอย่างต้องสอดคล้องกันสรุปผลการประชุมวันที่ 27 พ.ค.นี้ จะนำเสนอต่อที่ประชุม ศบค.ในวันที่ 29 พ.ค. เพื่อให้มีการผ่อนปรนระยะที่ 3 มีผลใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้
เตือนหลอกดาวน์โหลดแอปไทยชนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือไทยเซิร์ต (ThaiCERT) แจ้งเตือนว่า พบการแพร่กระจายมัลแวร์โจมตีผู้ใช้งาน Android ในประเทศไทย โดยช่องทางการโจมตีผู้ไม่หวังดีจะส่ง SMS ที่แอบอ้างว่าเป็นการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันไทยชนะใน SMS ดังกล่าวจะมีลิงก์ไปยังเว็บไซต์หลอกลวง เช่น thaichana[.]asia, thai-chana[.]asia, &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;thaichana[.]pro หน้าเว็บไซต์ดังกล่าวสร้างเลียนแบบเว็บไซต์จริงของโครงการไทยชนะ โดยจะมีปุ่มที่ให้ดาวน์โหลดไฟล์ .apk มาติดตั้ง ไฟล์ดังกล่าวตรวจสอบแล้วเป็นมัลแวร์ขโมยข้อมูลทางการเงิน (บางแอนติไวรัสระบุว่าเป็นมัลแวร์สายพันธุ์ Cerberus) โดยตัวมัลแวร์ขอสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลการโทร.รับ-ส่ง SMS แอบอัดเสียง และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ภายในเครื่อง ปัจจุบันโครงการไทยชนะมีเฉพาะเว็บไซต์ https://www.ไทยชนะ.com/ และ https://www.thaichana.com/ โดยรูปแบบการใช้งานจะเป็นการเข้าผ่านเว็บไซต์เท่านั้น ยังไม่มีแอปพลิเคชันให้ดาวน์โหลดแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากการตรวจสอบข้อมูลของเว็บไซต์หลอกลวง พบว่าถูกจดโดเมนในช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 ปัจจุบันไทยเซิร์ตได้ประสานเพื่อระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ ผู้ใช้ควรระมัดระวังก่อนคลิกลิงก์ที่ส่งมาใน SMS รวมถึงไม่ควรดาวน์โหลดและติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ไม่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา&amp;rdquo; ไทยเซิร์ตระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า การลาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นจะมีการผ่อนคลาย หลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อครบมาตรการผ่อนปรน 4 ระยะแล้วทุกอย่างจะจบลงในเดือนกรกฎาคมหรือไม่นั้น ต้องรอดูกัน และขอให้ใจเย็นๆ เพราะอาจจะมีการผ่อนคลายในแบบระยะที่ 4 ทับ 1 ทับ 2 ทับ 3 ก็เป็นไปได้ รัฐบาลชนะอยู่มุมเดียวคือ การคุมการติดเชื้อโควิด-19 ได้ และวันนี้ก็ไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มแม้แต่เพียงรายเดียว ดังนั้นเรื่องชัยชนะโควิด-19 ในทางการเเพทย์ก็สามารถกุมชัยชนะไว้ได้ ส่วนในทางการเมือง แม้จะมีการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินจัดการโควิด-19 ซึ่งก็จะใช้เป็นเหตุผลในการกุมอำนาจของบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย อำนาจของพลเอกประยุทธ์ แม้จะไม่เท่าในขณะที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็ตาม แต่เมื่อมีประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ใกล้กับรัฏฐาธิปัตย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นการกุมสภาพดังกล่าวยังสามารถจัดการโดยการใช้กฎหมายฉบับนี้ได้ ผมยังไม่เห็นมีใครออกมาพูดว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ดังนั้นหากมีใครยกตัวอย่างว่าหากต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อมีวัคซีนโควิด-19 นั้นถือว่าจบข่าว เพราะไม่รู้ว่าจะได้จริงเมื่อไหร่ แม้ว่าทางการแพทย์บางคนจะบอกว่าวัคซีนจะแล้วเสร็จในเมษายนปีหน้านั้น ที่ผ่านมามีหลายโรคที่เกิดขึ้นในโลกนี้ที่ดูเหมือนว่าจะผลิตวัคซีนกันได้ แต่สุดท้ายก็หาวัคซีนไม่ได้ และคนก็อยู่ร่วมกับโรคดังกล่าวในโลกนี้ได้ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าขอให้ทุกคนใจเย็นๆ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปถึงเดือนกรกฎาคมแน่นอน&amp;rdquo; นายจตุพรกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66825</URL_LINK>
                <HASHTAG>www.thaichana.com, www.ไทยชนะ.com, นพ.นคร เปรมศรี, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล, พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา, วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200524/image_big_5eca6eb57aba0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
