<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 07:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 07:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอเจตน์&#039;ยกเหตุการณ์ใน EUกำลังฟ้องบริษัท Astra หวั่นจัดส่งวัคซีนไม่ทันตามสัญญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มิ.ย.64 - นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ปัญหาการผลิตวัคซีน Astra Zeneca เกิดขึ้นหลายแห่งในโลก
EU กำลังฟ้องบริษัท Astra ที่จัดส่งวัคซีนให้ไม่ทันตามสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่อินเดียบริษัท Serum Institute of India (SII)ซึ่งเป็นโรงงานผลิตวัคซีนและผลิต Covishield(Astra Zeneca)ที่ใหญ่สุดในโลก ก็ขาดแคลนวัตถุดิบบวกกับความต้องการในประเทศที่สูงขึ้นมากจากการระบาดใหญ่
แต่สถานการณ์ต่างกับประเทศไทยที่แม้จะมีสัญญาผลิตให้ไทย61ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ แต่ข้อตกลงมีให้ไทยเป็นแหล่งผลิตวัคซีนให้กับประเทศต่างๆในอาเซียนด้วยเพราะมีไทยเพียงแห่งเดียวที่เป็นแหล่งผลิตของอาเซียน
บริษัทAstraจ้างบริษัทสยาม ไขโอซายน์ผลิตวัคซีน Astra ซึ่งบริษัททำได้ตามเป้าหมาย เคยให้ข้อมูลกับกมธ.สธ.วุฒิสภาว่าศักยภาพการผลิตทำได้ถึง180ล้านโดสต่อปีหรือ15ล้านโดสต่อเดือนหรือ5แสนโดสต่อวัน
แต่บริษัทสยาม ไบโอซายนฺไม่ได้เป็นเจ้าของวัคซีน บริษัททำหน้าที่ผลิตอย่างเดียว ได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ความชำนาญในการผลิตวัคซีนสำหรับอนาคตเท่านั้น
อำนาจในการจัดสรรวัคซีนให้ประเทศต่างๆ และลิขสิทธิเป็นอำนาจของบริษัท Astra ผู้เดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้ตัวเลขจากOurworldindata 2มิย.21 แม้กัมพูชาจะฉีดได้สัดส่วนสูงสุดของอาเซียน แต่ทุกประเทศยังห่างไกลเป้าหมายHerd immunityอย่างมาก
การจัดสรรวัคซีนให้ไทยคงต้องดูสถานการณ์ภายในประเทศเป็นหลักและอาจต้องจัดสรรวัคซีนเผื่อให้กับเพื่อนอาเซียนด้วย เพราะยังพอมีส่วนเกินจากการผลิตเหลืออยู่
และต้องระวังปัญหาที่การผลิตอาจประสบอุปสรรคในอนาคตด้วยเพราะบริษัทเป็นหน้าใหม่ในการผลิตและเพิ่งผลิตเป็น Lot แรก แม้บริษัทจะมีแผนปัองกันความเสี่ยงอย่างดีแล้วก็ตาม จึงต้องมีวัคซีนอื่นๆสำรองให้พอกับความต้องการและช่วยป้องกันความเสี่ยงด้วย ครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105214</URL_LINK>
                <HASHTAG>Astra Zeneca, จัดส่งวัคซีนโควิด-19, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b973f6b8bf5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอเจตน์&#039; ท้าพวกหวังดิสเครดิตรัฐบาล เรียกหน่วยงานมาชี้แจงปมสยามไบโอฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.64-นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;nbsp;ระบุว่า นักการเมืองบางคนและบางพรรคซึ่งตั้งตัวเป็นศัตรู กับนายกฯ กำลังออกมาdiscreditรัฐบาล โดยการพุ่งเป้าไปที่บริษัทสยาม-ไบโอซายน์ ถามถึงความเหมาะสม การผูกขาดในการผลิตวัคซีน คุณภาพวัคซีน รวมถึงราคาที่จ่าย โดยไม่พยายามศึกษาหาข้อมูล ทั้งที่ตัวเองมีอำนาจเรียกหน่วยงานต่างๆมาชี้แจงได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัท,สถาบันวัคซีนแห่งชาติ หรือกรมควบคุมโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทสยาม-ไบโอซายน์ เป็นของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่ถือหุ้น100%เงินลงทุน5,000ลบ.จัดตั้งขึ้นด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของรัชกาลที่9 ที่ทรงเล็งเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีความมั่นคงทางยาและชีววัตถุ ตั้งขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ.2552 ไม่ได้มีจุดประสงค์แสวงหากำไร มีผลงานผลิตยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง(Erythropoietin)ที่ประเทศไทยต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลนำเข้ายาจากต่างประเทศมาใช้ในผู้ป่วยที่ฟอกไตเช่นเดียวกับยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว(Peg-Filgrastim),ยารักษามะเร็ง,Covid test kit,น้ำยาRT-PCR,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FentanylหรือMidazolam&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทOxford-Astra Zeneca ติดต่อมาแม้จะไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน แต่เนื่องจากบริษัทได้มาตรฐานการผลิตยาระดับGMO PIC/S(หลักเกณฑ์และข้อกำหนดอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านการตรวจประเมินยาแห่งสหภาพยุโรปPharmaceutical Inspection Co-Operation Scheme)มาตรฐานสากลที่AstraZenecaใช้ยึดถือในการก่อสร้างโรงงานผลิต และควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นด้วยที่จะให้บริษัทสยาม-ไบโอซายน์ปรับสายการผลิตมาผลิตวัคซีนดังกล่าว ซึ่งเมื่อปรับปรุงเรียบร้อย จะสามารถผลิตวัคซีนOxford-Astra Zenecaได้ปีละ200ล้านโดส โดยการเลี้ยงตัวcellจนได้วัตถุดิบในเวลา120วัน ซึ่งบริษัทได้ปรับปรุงจนเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่16ธ.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ข้อดีคือสามารถจำหน่ายส่วนที่ผลิตเกิน ให้กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และเป็นรากฐานความมั่นคงวัคซีนของประเทศต่อไปรวมทั้งช่วยเพิ่มศักยภาพบริษัทนอกเหนือจากความสามารถในการผลิตยาและชีววัตถุอื่นๆได้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำอยู่แล้วข้อสำคัญสามารถดึงนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิกลับจากตปท.มาทำงานในกระเทศได้ โดยเฉพาะผู้ที่รับทุนปริญญาโท ปริญญาเอกมากมายที่เรียนจบไม่ยอมกลับมาเพราะหางานทำที่เหมาะสมในประเทศไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถเรียกหน่วยงานต่างๆมาชี้แจงเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90409</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adef91280aa5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90405</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอเจตน์&#039; ท้าพวกหวังดิสเครดิตรัฐบาล เรียกหน่วยงานมาชี้แจงปมสยามไบโอซายน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.64-นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;nbsp;ระบุว่า นักการเมืองบางคนและบางพรรคซึ่งตั้งตัวเป็นศัตรู กับนายกฯ กำลังออกมาdiscreditรัฐบาล โดยการพุ่งเป้าไปที่บริษัทสยาม-ไบโอซายน์ ถามถึงความเหมาะสม การผูกขาดในการผลิตวัคซีน คุณภาพวัคซีน รวมถึงราคาที่จ่าย โดยไม่พยายามศึกษาหาข้อมูล ทั้งที่ตัวเองมีอำนาจเรียกหน่วยงานต่างๆมาชี้แจงได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัท,สถาบันวัคซีนแห่งชาติ หรือกรมควบคุมโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทสยาม-ไบโอซายน์ เป็นของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่ถือหุ้น100%เงินลงทุน5,000ลบ.จัดตั้งขึ้นด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของรัชกาลที่9 ที่ทรงเล็งเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีความมั่นคงทางยาและชีววัตถุ ตั้งขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ.2552 ไม่ได้มีจุดประสงค์แสวงหากำไร มีผลงานผลิตยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง(Erythropoietin)ที่ประเทศไทยต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลนำเข้ายาจากต่างประเทศมาใช้ในผู้ป่วยที่ฟอกไตเช่นเดียวกับยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว(Peg-Filgrastim),ยารักษามะเร็ง,Covid test kit,น้ำยาRT-PCR,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FentanylหรือMidazolam&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทOxford-Astra Zeneca ติดต่อมาแม้จะไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน แต่เนื่องจากบริษัทได้มาตรฐานการผลิตยาระดับGMO PIC/S(หลักเกณฑ์และข้อกำหนดอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านการตรวจประเมินยาแห่งสหภาพยุโรปPharmaceutical Inspection Co-Operation Scheme)มาตรฐานสากลที่AstraZenecaใช้ยึดถือในการก่อสร้างโรงงานผลิต และควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นด้วยที่จะให้บริษัทสยาม-ไบโอซายน์ปรับสายการผลิตมาผลิตวัคซีนดังกล่าว ซึ่งเมื่อปรับปรุงเรียบร้อย จะสามารถผลิตวัคซีนOxford-Astra Zenecaได้ปีละ200ล้านโดส โดยการเลี้ยงตัวcellจนได้วัตถุดิบในเวลา120วัน ซึ่งบริษัทได้ปรับปรุงจนเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่16ธ.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อดีคือสามารถจำหน่ายส่วนที่ผลิตเกิน ให้กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และเป็นรากฐานความมั่นคงวัคซีนของประเทศต่อไปรวมทั้งช่วยเพิ่มศักยภาพบริษัทนอกเหนือจากความสามารถในการผลิตยาและชีววัตถุอื่นๆได้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำอยู่แล้วข้อสำคัญสามารถดึงนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิกลับจากตปท.มาทำงานในกระเทศได้ โดยเฉพาะผู้ที่รับทุนปริญญาโท ปริญญาเอกมากมายที่เรียนจบไม่ยอมกลับมาเพราะหางานทำที่เหมาะสมในประเทศไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถเรียกหน่วยงานต่างๆมาชี้แจงเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90405</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adef91280aa5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โหวตรับร่างรัฐบาล ส.ส.พรรคร่วมประสานเสียงส.ว.ไฟเขียวแก้รธน.ตั้งสสร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถกแก้ไข รธน. 6 ฉบับวันแรก ชงตั้ง ส.ส.ร. ฝ่ายค้านย้ำล้างมรดก คสช. รัฐบาลห้ามแตะหมวด 1-2 &amp;quot;ก้าวไกล&amp;quot; ดันยกเลิก 250 ส.ว. หยุดระบอบประยุทธ์ ส.ว.สวนกลับลั่นมาตาม รธน.แต่นักการเมืองบางคนแอบไปอยู่ใต้กระโปรงเด็ก วันๆ คิดแต่จะล้มเจ้า ประสานเสียงยกคำวินิจฉัยศาล รธน. ยันยกร่างใหม่ทั้งฉบับขัด รธน. เหมือนลูกฆ่าแม่ ทรยศ 16.8 ล้านเสียง เปลืองงบฯ เตือนอาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ยุนายกฯ ปิดสวิตช์ ส.ส. ยุบสภา &amp;quot;บัญญัติ&amp;quot; ย้อนปี 39 แก้ รธน.เพิ่มหมวดใหม่ได้ &amp;quot;ไทยภักดี&amp;quot; ยื่น 1.3แสนรายชื่อค้านแก้ รธน. ขู่ส่งศาล รธน.ตีความแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เกียกกาย วันที่ 23 กันยายน มีการประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 6 ฉบับ ในวันแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนการประชุม นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ตกลงกรอบเวลาทั้ง 3 ฝ่ายเท่าๆ กัน ส่วนการลงมติจะลงทีละญัตติคราวเดียวกันทั้ง 6 ญัตติ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนตัวจะขอให้สมาชิกกระชับในการลงมติ ส่วนการรับมือการชุมนุมที่จะมาบริเวณรัฐสภาในวันที่ 24 ก.ย.นี้ ไม่เป็นไรส่วนใหญ่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตย คาดว่าคงไม่มีการก่อเหตุรุนแรง แต่ต้องเฝ้าระวัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ในฐานะโฆษกพรรค ยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เกี่ยวกับจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า วันนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของฝ่ายเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ถึงแม้ว่าพรรครปช.จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่วันนี้ไม่ใช่การพิจารณางบประมาณแผ่นดินที่จำเป็นต้องเคารพมติวิปรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณหน้ารัฐสภา กลุ่มไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานกลุ่มไทยภักดี นำมวลชนประมาณ 100 คน เข้ายื่นรายชื่อจำนวน 130,000 รายชื่อ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา เพื่อคัดค้านการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 โดย นพ.วรงค์ปราศรัยถึงคำแถลงของกลุ่มไทยภักดี 4 ข้อว่า 1.รัฐธรรมนูญปี 60 มาจากประชามติของประชาชน 16.8 ล้านเสียง ถือว่าประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีประโยชน์ใดๆของประชาชน มีแต่ประโยชน์นักการเมืองที่ต้องการแก้ไข เช่น การปราบโกง 3.ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเสียเงินอีก 15,000 ล้านบาท &amp;nbsp;และ 4.ปัญหา ส.ว.ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงบทเฉพาะกาล เหลือเวลาอีก 3 ปีก็จะหมดวาระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในการพิจารณาวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญจนถึงวันที่ 24 ก.ย.นี้ หากรัฐสภาลงมติผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ จะต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน ถ้าดื้อดึงเราจะไปดำเนินการยื่นศาล เชื่อว่าศาลมีบรรทัดฐานอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว ชนะอย่างเดียว&amp;rdquo; นพ.วรงค์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นพ.วรงค์นำกลุ่มไทยภักดียื่น 130,000 รายชื่อ ผ่านนายศุภชัย สมเจริญ รองประธาน ส.ว. ในฐานะตัวแทนประธานส.ว. และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ในฐานะตัวแทนประธานสภาฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น. ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 6 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้เสนอ 2.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เป็นผู้เสนอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิกมาตรา 270 และมาตรา 271 ที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้เสนอ 4.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 159 และยกเลิกมาตรา 272 ที่นายสมพงษ์ อมรวิฒน์ เป็นผู้เสนอ 5.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิกมาตรา 279 ที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้เสนอ และ 6.ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 91 มาตรา 92 และมาตรา 94 และยกเลิกมาตรา 93 มาตรา 101 (4) และมาตรา 105 วรรคสาม ที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้เสนอ
แก้ ม.256 ตั้ง สสร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นทักท้วงว่า ญัตติที่ตนเสนอนั้นไม่ได้รับการบรรจุในระเบียบวาระการประชุม ซึ่งญัตติของตนเป็นเรื่องขอให้ประธานรัฐสภาส่ง 4 ญัตติของฝ่ายค้านไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากพบปัญหาการลงลายมือชื่อซ้ำกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนชี้แจงว่า ญัตติดังกล่าวได้ตกไป เพราะฝ่ายเลขาธิการสภาฯ ได้พิจารณากรณีนี้เป็นพิเศษ โดยเรียกประชุมฝ่ายกฎหมายทั้งหมดของสภา และทำความเห็นเสนอคือ กฎหมายเสนอ 4 ฉบับ เป็นคนละเรื่องและคนละหลักการ ดังนั้นการลงชื่อซ้ำจึงไม่มีกฎหมายใดห้ามไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน และผู้เสนอญัตติ ชี้แจงหลักการและเหตุผลญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 จะเดินได้ต้องมีมติจาก ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และมีเสียงจากพรรคการเมืองที่ไม่มีประธานหรือรองประธานสภาฯ หรือไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพรรคการเมืองดังกล่าว และยังต้องทำประชามติ จึงเห็นควรให้กลับไปใช้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา รวมถึงเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ชี้ว่ารัฐธรรมนูญควรแก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย จึงควรจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนหลักการร่างแก้ไขยกเลิกมาตรา 270 ถึง 272 เป็นหลักการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และขัดกับหลักการถ่วงดุลอำนาจ โดยเฉพาะมาตรา 272 &amp;nbsp;เกี่ยวกับการให้ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีสิทธิร่วมลงมติเลือกนายกฯ ด้วย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เห็นควรยกเลิกมาตรา 272 และแก้ไขมาตรา 159 ให้การเสนอชื่อนายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. รวมทั้งให้ยกเลิกมาตรา 279 เกี่ยวกับการประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำของ คสช.และหัวหน้าคสช. ส่วนการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวมีปัญหาหลายด้านยุ่งยากในทางปฏิบัติ การคิดคำนวณไม่แน่นอนชัดเจน สมควรนำวิธีการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบกลับมาใช้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เสนอร่างแก้ไขรัฐบาลฉบับพรรคร่วมรัฐบาลว่า เนื่องจากเมื่อบังคับใช้รัฐธรรมนูญระยะหนึ่ง แต่มีปัญหาไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย จึงควรแก้ไขมาตรา 256 ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมาะสม ไม่ยุ่งยากเหมือนปัจจุบัน และควรมีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี ส.ส.ร. เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทำรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม สอดคล้องเจตนารมณ์ประชาธิปไตย รวมถึงมีการรับฟังความเห็นและออกเสียงประชามติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ไม่แบ่งแยก ในญัตติพรรคร่วมรัฐบาลมีเจตนารมณ์แก้ในมาตราที่เป็นปัญหา แต่ยืนยันไม่แก้หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ซึ่งทุกคนมีความเห็นตรงกัน รวมถึงญัตติของผู้นำฝ่ายค้าน และเห็นร่วมกันว่าควรแก้ไขมาตรา &amp;nbsp;256 แต่ถ้าจะแก้ไขได้ จะต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ร่วมลงมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย&amp;quot; นายวิรัชกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 11.00 น. นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เสนอให้รัฐสภายกเว้นข้อบังคับ เพื่อบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนของกลุ่มไอลอว์ ที่เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 ชื่อ บรรจุเป็นญัตติเพื่อพิจารณาพร้อมกัน และขอให้แจกจ่ายเอกสารร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้สมาชิกรัฐสภาศึกษา
หยุดระบอบประยุทธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชวน หลีกภัย ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมขณะนั้นชี้แจงว่า ฝ่ายรัฐสภาต้องมีการตรวจสอบ เนื่องจากรัฐธรรมนูญบังคับไว้ว่าต้องมีรายชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อ ดังนั้นจึงยกเว้นข้อบังคับที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่ก็อยากให้เสนอพร้อมกัน จึงกำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งตรวจสอบให้ทันภายในสมัยประชุมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามเงื่อนไขใน ม.256 คือต้องใช้เสียงของรัฐสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่ง จะต้องมีเสียงของ ส.ว. ประมาณ 84 เสียง ดังนั้นความร่วมมือจากรัฐสภาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ตนสนับสนุนให้มีวุฒิสภา เพราะจากประสบการณ์รัฐสภา มีความจำเป็นต้องมีวุฒิสภาประกอบ แต่ถ้าวุฒิสมาชิกไม่ได้มาจากเลือกตั้งก็ต้องมีอำนาจโดยจำกัด คือกลั่นกรองกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ให้อำนาจ ส.ว.จากการแต่งตั้งคือรัฐธรรมนูญปี 2521 40 ปีผ่านมา จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ประเทศไทยยังไม่ไปไหน วนเวียนเหมือนม้าหมุน แค่เปลี่ยนจากประชาธิปไตยครึ่งเดียวในรุ่นพ่อ กลายเป็นประชาธิปไตยสลึงเดียวในรุ่นลูก ขอวิงวอนสมาชิกทั้ง ส.ส.และ ส.ว. ช่วยกันถอนฟื้นออกจากกองไฟ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากตัวแทนที่หลากหลายมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ ส.ส.ร. เป็นกลไกการสืบทอดอำนาจอีกทีเช่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลที่ ส.ส.ร.มาจากการแต่งตั้ง จะทำให้ ส.ส.ร.ที่ออกมาจะอยู่ภายใต้ระบอบประยุทธ์ ต้องไม่ยื้อหรือประวิงเวลาให้ระบอบประยุทธ์ ดังนั้นต้องยกเลิกการที่ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนที่มีอำนาจเลือกนายกฯ ขอให้ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกับประชาชน หยุดฟังคำสั่งของระบอบประยุทธ์ หยุดกอดอำนาจไว้แล้วปล่อยประเทศไปสู่อนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ คัดค้านว่า การอภิปรายของนายพิธา ใช้คำว่าระบอบประยุทธ์หลายรอบ ก็อยากจะบอกว่าการปกครองของประเทศไทยมีเพียงระบอบเดียวคือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากฝ่ายของตนพูดว่าระบอบธนาธรบวกกับปิยบุตรบ้างก็คงไม่ดี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายชวนได้ขานชื่อให้ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว. อภิปราย โดย นพ.เจตน์อภปิรายว่า ยืนยัน ส.ว.มีอิสระทางความคิด ไม่มีการหารือหรือขอร้องให้ลงมติในทิศทางเดียวกัน ญัตติทั้ง 6 ญัตติไม่เหมาะกับสถานการณ์ของประเทศที่มีการระบาดของโควิด-19 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สำหรับร่างรัฐธรรมนูญที่ให้แก้ไข ม.256 เพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร.ทั้งของพรรคฝ่ายค้านและพรรครัฐบาล ครั้งหนึ่งเคยมีการตั้ง ส.ส.ร.มาแล้วมีการอภิปรายว่าเปรียบเหมือนลูกฆ่าแม่ และเป็นการตีเช็คเปล่า ต่อมาปี 55 มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ไม่สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาโดยการลงมติของประชาชน ก็ควรให้ประชาชนได้ประชามติเสียก่อนว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรยากาศการประชุมตั้งแต่ช่วงต้นเป็นไปด้วยดี กระทั่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยอภิปราย ทั้ง ส.ว.และ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงอย่างต่อเนื่อง เพราะเนื้อหาการอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลภายนอก อาทิหลานชาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ส.ว. ลุกขึ้นประท้วง พร้อมชี้แจงว่าหลานชายของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ท่านพูดถึง หมายถึงลูกชายของตน คนเรามีสิทธิ์ประกอบอาชีพของตนเอง และอาชีพที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี นำเรื่องไม่จริงกล่าวกับที่ประชุมแห่งนี้ และขอให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ถอนคำพูด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่าพรรคภูมิใจไทยได้แถลงจุดยืนออกมาตลอดเพื่อดึงฟืนออกจากกองไฟ ฉะนั้นการที่ร่วมกันดึงฟืนออกจากไฟเพื่อลดความขัดแย้ง ดังนั้นหนทางหนึ่งคือการทำตามข้อเรียกร้องของประชาชน โดยแก้ไขกติกาที่ไม่สอดรับกับระบอบประชาธิปไตย พร้อมสนับสนุนการจัดตั้งสภาร่างรัฐ ธรรมนูญ ที่มีสัดส่วนของนักเรียน นิสิต นักศึกษา จะต้องไม่มีการแตะต้องหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์&amp;nbsp;
ยกร่างทั้งฉบับขัด รธน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการอภิปรายในช่วงบ่าย ส.ว.หลายคนอภิปรายอย่างน่าสนใจ อาทิ พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ ส.ว. อภิปรายว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ การให้มี ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นการทรยศต่อ 16.8 ล้านเสียงที่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และยังสิ้นเปลืองงบประมาณ 20,000 ล้านบาทในการทำประชามติ แทนที่จะเอาเงินไปซื้อวัคซีนโควิด-19 ไม่รู้คิดถึงคนไทยหรือคิดถึงวาระซ่อนเร้นของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว. อภิปรายว่า การขอแก้ไขมาตรา 256 ให้ตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างใหม่ทั้งฉบับ คือการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกรงว่าอาจมีการไปยื่นให้อัยการสูงสุดหรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับทำได้หรือไม่ เพราะอาจถูกกล่าวหากระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 &amp;nbsp;รวมถึงอาจถูก ป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องจงใจปฏิบัติหน้าที่ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีความผิดถึงขั้นยุบพรรค ตัดสิทธิ์การเมือง 10 ปี และถูกฟ้องคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนการปิดสวิตช์ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 นั้น ถามว่า &amp;nbsp;ส.ว. 250 คนทำผิดอะไร ถึงขั้นจะปิดสวิตช์ ส.ว.ไม่ให้ทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ ส.ว.อยู่มาไม่ถึง 2 ปีจะปิดสวิตช์แล้ว ขณะนี้ประเทศมีปัญหามากมาย นายกฯ ควรปิดสวิตช์ ส.ส.ด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกที่ดีกว่า&amp;quot; นายเฉลิมชัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว. อภิปรายว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องทำประชามติ 2 ครั้ง ครั้งแรก ทำประชามติสอบถามประชาชนก่อนที่จะมีการลงมติรับหลักการในวาระแรกว่า อยากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่สอง ทำหลังจาก ส.ส.ร.ยกร่างเสร็จ แล้วทำประชามติสอบถามประชาชนว่าพอใจกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เชื่อว่าการแก้ไข รธน.ครั้งนี้มีคนยื่นให้ศาลตีความเหมือนกับปี 2555 แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 16.25 น. นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โพลส่วนใหญ่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน รายงานของอนุกรรมาธิการฯ ที่เดินทางไปรับฟังความเห็นจากคนหลายกลุ่มนั้น ทุกกลุ่มต่างเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เกือบจะทุกหมวดด้วยซ้ำไป จึงอาจเป็นที่มาเสนอให้ตั้ง ส.ส.ร. เพราะถ้าจะแก้ไขเป็นรายมาตราจะแก้กันไม่ไหว ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญหรือ และเราจำเป็นต้องทำประชามติหรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2539 ที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเพิ่มหมวดใหม่ขึ้นมาหมวดหนึ่งก็ยังทำกันได้ ไม่เห็นมีการเรียกร้องว่าทำได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าประเทศจะต้องใช้จ่ายงบประมาณบางส่วนจำนวนพอสมควรกับเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่สมควรแก่การกระทำเป็นอย่างยิ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 17.00 น. นายชาญวิทย์ ผลชีวิน ส.ว. อภิปรายว่า ตนรับไม่ได้ ส.ส.อย่ามาดูถูกว่ามาจากเผด็จการ เพราะ ส.ว.ก็มาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ตนยอมรับประชาธิปไตยที่อยู่บนพื้นฐานความเห็นต่าง แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ก.ข.ต. (เกลียดชัง ขัดแย้ง แตกแยก) ประชาธิปไตยที่เห็นต่างต้องสง่างาม เพราะฉะนั้นจะร่างรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ ถ้าแก้ทุกอย่างแต่ไม่แก้ตัวเอง ไม่เคยแพ้เลย จะชนะอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล อภิปราย ว่า &amp;nbsp;ถ้าให้อำนาจ ส.ว. มาโหวต ส.ว. 250 คนสามารถยับยั้งการแก้กฎหมายของประชาชน 50,000 คนได้ แต่ร่างนี้ก็ยังยืนยันอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ต่างอะไรจากเอาคนพิการมือด้วนมากดโหวต เพราะคนที่โหวตจริงๆ คือ พล.อ.ประยุทธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ประท้วงผู้อภิปรายว่า ส.ว.มาตามรัฐธรรมนูญ แต่นักการเมืองบางพรรค บางคน แอบไปอยู่ใต้กระโปรงเด็ก วันๆ คิดแต่จะล้มเจ้า ทำให้นายชวนซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมปิดไมค์ และเตือนไม่ให้พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.พรรคก้าวไกล ติงนายกิตติศักดิ์ว่าปัญญาชนไม่ควรพูดคำเช่นนี้ ภายหลังนายกิตติศักดิ์จึงยอมถอนคำพูดว่าใต้กระโปรงเด็กและล้มเจ้าล้มสถาบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 18.15 น. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายตอนหนึ่งว่า ไม่อยากให้พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น เพราะเป็นการเมืองแบบเก่า ไม่ได้ทำให้ประเทศเจริญ สังคมก้าวหน้า รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติให้ ส.ว.มาจาก คสช. เพราะเป็นความเห็นพ้องต้องกัน การทำงานของ ส.ว.มาจากความเหมาะสมของสถานการณ์บ้านเมือง ไม่มีสิ่งไหนดีที่สุด แย่ที่สุด ในข้อเสนอที่ให้มีส.ส.ร. แต่บรรยากาศช่วงนี้มีการเรียกร้องทางการเมืองสูง ก็นึกภาพหาก ส.ส.ร.มาจากประชาชน ก็ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ เป็นเรื่องที่ดี แต่แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นคือ ส.ส.ร.มาจากพรรคการเมือง เขามีฐานเสียง หัวคะแนน มีวิธีการที่จะทำให้ชนะ ในที่สุดแล้วอาจเห็นส.ส.ร.ซื้อเสียงมากที่สุด ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ที่กังวลในขณะเกิดความเห็นแตกแยกทางการเมือง ดูหมิ่นสถาบัน มีข้อเสนอคิดไปไกล ก้าวไกลจริงๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถึงช่วงนี้ ส.ส.พรรคก้าวไกลใช้สิทธิ์ถูกพาดพิง ลุกขึ้นประท้วง แต่นายเสรีแย้งว่า ขอให้ประธานย้อนเปิดเทปดูได้ว่า ไม่ได้มีคำไหนไปเอ่ยถึงพรรคก้าวไกล แต่นายชวนยังยืนกรานขอให้ถอนคำพูด เพราะคำพูดลักษณะนี้ทำให้คิดถึงพรรคก้าวไกลได้ สุดท้ายมีการโต้แย้งระหว่างนายเสรีกับ ส.ส.ก้าวไกลอีกระยะ ในที่สุด นายเสรียอมถอนคำพูดและอภิปรายต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวว่า มีการประชุมวิปรัฐบาลเพื่อกำหนดทิศทางการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน &amp;nbsp;6 ร่าง ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรครวมพลังประชาชาติไทย จะเห็นชอบตามร่างแก้ไขฉบับที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐและคณะ เป็นผู้เสนอ เพียงฉบับเดียวเท่านั้น สำหรับ ส.ว. ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่ได้รับการส่งสัญญาณจากผู้มีอำนาจในรัฐบาล ซึ่งจะชัดเจนในช่วงเย็นของวันที่ 24 ก.ย.นี้ โดยคาดว่าจะปิดการอภิปรายประมาณ 18.00 น. หลังจากนั้นจะเป็นการลงมติทั้ง 6 ญัตติ โดยการขานชื่อสมาชิกรัฐสภาทีละคน ซึ่งจะให้ลงมติด้วยวาจาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับญัตติใดบ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันที่ 24 ก.ย. จะมีการนัดคุยระหว่างวิปรัฐบาลและวิปวุฒิสภาอีกครั้งว่าจะลงมติอย่างไร เพราะทราบว่า ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รธน. ซึ่งจะต้องมีการทำความเข้าใจ เพื่อให้โหวตเห็นชอบร่างของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล คือแก้มาตรา 256 เพื่อให้มี ส.ส.ร. เพราะสุดท้ายหากทุกร่างถูกคว่ำหมด จะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะการสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ชุมนุม จึงเชื่อว่าการลงมติในช่วงค่ำวันที่ 24 ก.ย. ส.ส.ฝั่งรัฐบาลและ ส.ว.เกิน 84 เสียง จะเห็นชอบร่างของพรรคร่วมรัฐบาลเพียง 1 ร่าง และคว่ำ 5 ร่างของ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน&amp;quot; แกนนำวิปรัฐบาลระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78417</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ชวน หลีกภัย, ชาญวิทย์ ผลชีวิน, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, บัญญัติ บรรทัดฐาน, พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม, พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, วิรัช รัตนเศรษฐ, ศุภชัย ใจสมุทร, สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฉลิมชัย เฟื่องคอน, เสรี สุวรรณภานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6b598a5986d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2020 21:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่-ฝ่ายความมั่นคง&#039;ถือคติน้ำเชี่ยวไม่ขวางเด็กชุมนุม จับตาฮ่องกงโมเดล!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; จับเข่าคุยฝ่ายความมั่นคง ไม่ขวางม็อบนักศึกษา 19 กันยายนนี้ ถือคติน้ำกำลังเชี่ยว อย่าเอาเรือไปขวาง แต่เฝ้าระวังเกรงปลุกระดมฮ่องกงโมเดล ใช้ความรุนแรงจนนำไปสู่การทำลายหรือเผาสถานที่ต่างๆ ขณะที่ประธาน กมธ.วิสามัญรับฟังความเห็นเผย มีทั้งฝ่ายบังคับให้ชู 3 นิ้วกับฝ่ายบังคับไม่ให้ชู ชี้พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นรากฐานของระบอบเผด็จการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน มีปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการหยิบยกสถานการณ์การชุมนุมและ ทำกิจกรรมของนักเรียนมัธยมในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งต่อต้านระบบอำนาจนิยมในโรงเรียนและครอบครัว ว่านายกฯ แสดงความเป็นห่วงเรื่องความรู้สึกที่ผูกพันของคนในครอบครัวที่เป็นรากฐานของสังคมไทย รวมถึงการปลุกระดมด้วยการสร้างความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง รวมทั้งอยากให้เหล่าทัพไปดูเรื่องแนวทางในการสร้างเด็กยุคใหม่ โดยมองภาพในระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ฝ่ายความมั่นคงยังคงติดตามการจัดกิจกรรมของนิสิตนักศึกษาที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนการชุมนุมใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่จะไม่มีการห้ามหรือขัดขวางการจัดกิจกรรมแต่อย่างใด ถือเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น น้ำกำลังเชี่ยว อย่าเอาเรือไปขวาง แค่เฝ้าระวังอย่าให้มีการทำผิดกฎหมายจากการปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรง ทำลายหรือเผาสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ไปสู่ฮ่องกงโมเดล โดยกำชับให้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ใช้ความอดทน หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวเชื่อว่าการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาจะไม่รุนแรง &amp;nbsp;เพราะรัฐบาล โดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะเร่งชี้แจง ทำความเข้าใจ กับครอบครัว สถาบันการศึกษา รวมทั้งค้นหาต้นตอการเผยแพร่ข้อมูล ชักชวนให้ไปเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของม็อบคอซอง และให้ข้อมูลอีกด้านเพื่อให้เด็กได้พิจารณา อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่านักเรียนที่ออกมาชุมนุมนั้นเป็นนักเรียนหญิงถึง 95 เปอร์เซ็นต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนจากต่างจังหวัดที่จะเข้ามาผนึกกำลังกับกลุ่มประชาชนปลดแอก โดยเฉพาะกลุ่มพีมูฟ ที่เรียกร้องกดดันให้รัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร แรงงาน กลุ่มเปราะบางทางสังคม ฯลฯ ที่ขณะนี้ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 ซึ่งหากมีการเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ก็อาจมีการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญรับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กมธ.ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับการชุมนุมเรียกร้องหลายๆ เหตุการณ์ในโรงเรียน โดยเฉพาะการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนักเรียนและนักศึกษา โดยข้อมูลจากผู้มาชี้แจงต่อ กมธ.พบว่าบางรายมีการปิดกั้นการแสดงออก เช่น มีครูขู่นักเรียนว่าถ้าชู 3 นิ้ว หรือชุมนุมทางการเมือง จะโดนหักคะแนนความประพฤติ หรือมีการลงโทษในรูปแบบอื่นๆ&amp;nbsp;
รากฐานเผด็จการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอาจารย์บางคนในมหาวิทยาลัยบางแห่งก็รู้สึกอึดอัด เพราะถูกผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยข่มขู่ว่าหากเข้าไปร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หรือให้การสนับสนุนนักศึกษา จะมีผลต่อความก้าวหน้า คือจะไม่ได้รับพิจารณาเลื่อนขั้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิสระกล่าวว่า นอกจากนี้ในทางตรงกันข้ามก็มีข้อมูลจากนักเรียนโรงเรียนหนึ่งย่านคลองประปา กทม. ส่งมาหาตนโดยตรง บอกว่ามีครูกดดันให้นักเรียนออกไปแสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้วด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเห็นว่าขณะนี้ทั้งครูบาอาจารย์ นักศึกษา หรือนักเรียน ต่างถูกบังคับไม่ให้แสดงออก ทั้งการไปห้ามไม่ให้แสดงออก หรือการบังคับให้ต้องร่วมชุมนุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นรากฐานของระบอบเผด็จการที่หลายคนใช้คำว่ารังเกียจ เพราะการขู่เข็ญไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ถ้าจะหยุดเผด็จการ จะต้องหยุดพฤติกรรมบังคับขู่เข็ญเสียก่อน ถ้าแก้ต้นตอไม่ได้ ก็ไม่มีทางทำลายระบอบเผด็จการที่หลายคนรังเกียจได้&amp;quot; นายอิสระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;เตือนน้องๆ กลุ่มเยาวชน/นักเรียน-นักศึกษาทั้งหลายครับ การต่อสู้คดีในชั้นศาลต้องใช้เวลา 10 ปีโดยประมาณนะ วันนี้อาจมีคนไปเชียร์ให้กำลังใจล้นหลาม แต่ตลอดระยะเวลาของการต่อสู้คดีนับ 10 ปี จะมีใครหน้าไหนกันซักกี่คนที่จะเดินทางไปเชียร์ ไปเป็นเพื่อนทุกครั้งเวลาขึ้นศาล ดูกรณีพันธมิตร นปช. และ กปปส. เป็นตัวอย่างซิครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เด็กมัธยมเข้าแถวชูสามนิ้ว ผูกโบขาวต่อต้านเผด็จการลามไปหลายโรงเรียนทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิด มีผู้วิเคราะห์ไว้หลายสาเหตุ ผมไม่คิดว่าเป็นเหตุการณ์ปกติในสังคมไทยเชื่อมโยงไปกับเหตุการณ์ที่เคยเกิด เช่นกรณีเนติวิทย์เมื่อหลายปีก่อน และสอดรับกับแนวคิดของพรรคก้าวไกลและกลุ่มก้าวหน้าของแกนนำพรรคอนาคตใหม่เดิม เมื่อโยงไปถึงปรากฏการณ์ในการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศที่มีกระแสเลือกคนรุ่นใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ จึงคิดว่าเป็นเรื่องต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้วิเคราะห์ว่ามีต่างชาติโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจหนุนอยู่เบื้องหลัง แม้จะเชื่อว่าถ้ามีเหตุการณ์ลุกลามถึงกับเสียเลือดเนื้อแล้วต่างชาติจะได้ประโยชน์เหมือนใน ตอ.กลาง แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจน นอกจากการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์สร้างความโกรธแค้นให้กับคนไทยทั้งประเทศที่จงรักภักดี เสี่ยงต่อเหตุการณ์ซ้ำรอย 6 ต.ค.19
เปลี่ยนกระบวนทัศน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเชื่อคือการใช้สื่อ Social media ให้เป็นประโยชน์ ในการปลุกกระแสชุมนุม การนัดหมาย และแสดงสัญลักษณ์ให้พร้อมเพรียงกันเป็นตัวเรียกการชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้ไขกระทรวง ศธ.และรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เด็ก ต้องมีเวทีพูดคุยระหว่างครู ผู้ปกครอง และเด็ก สถาบันครอบครัวกำลังจะล้มเหลวที่สร้างความแปลกแยกทางความคิดระหว่างวัย พ่อแม่และผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนชี้ทางที่ถูกที่ควร เพราะไม่มีเวลาและต้องทำมาหากิน ทำให้มีผู้ไม่หวังดีใช้ช่องทางสอดแทรกได้ง่าย โดยเฉพาะการใช้เงินทุนจากกองทุนและมูลนิธิจาก ตปท.ต้องป้องกันบุคคลภายนอกเข้าไปสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้กับเด็ก โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่เด็กต้องการสิทธิเสรีภาพในบ้าน เท่าเทียมกับพ่อแม่ และเท่าเทียมกับครู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อสำคัญครูต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการใช้อำนาจ การชุมนุมเพื่อแสดงสัญลักษณ์ ควรปล่อยให้เด็กทำได้ภายในรั้วโรงเรียน เพราะจะปลอดภัยกว่าการนัดไปชุมนุมข้างนอก การเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความรู้และทักษะไปบรรยายจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่สร้างเงื่อนไขเพิ่ม ใช้กลไกสภาในการพูดคุยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ Flash mob ของเด็กก็อาจเบาลงได้ และถึงเวลาที่พ่อแม่และผู้ปกครองต้องปรับตัวเพื่อเอาลูกหลานที่บริสุทธิ์คืนมาแล้วครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75258</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, ศรีสุวรรณ จรรยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200822/image_big_5f41246106572.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2020 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2020 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉความเชื่อมโยงม็อบชู 3 นิ้ว-ผูกโบขาว ปลุกรีบดึงลูกหลานกลับคืนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.63 - นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้ เด็กมัธยมเข้าแถวชูสามนิ้ว ผูกโบขาวต่อต้านเผด็จการลามไปหลายโรงเรียนทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิด มีผู้วิเคราะห์ไว้หลายสาเหตุ ผมไม่คิดว่าเป็นเหตุการณ์ปกติในสังคมไทยเชื่อมโยงไปกับเหตุการณ์ที่เคยเกิด เช่นกรณีเนติวิทย์เมื่อหลายปีก่อน และสอดรับกับแนวคิดของพรรคก้าวไกลและกลุ่มก้าวหน้าของแกนนำพรรคอนาคตใหม่เดิม เมื่อโยงไปถึงปรากฎการณ์ในการเลือกตั้งสส.ทั่วประเทศที่มีกระแสเลือกคนรุ่นใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ จึงคิดว่าเป็นเรื่องต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้วิเคราะห์ว่ามีต่างชาติโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจหนุนอยู่เบื้องหลัง แม้จะเชื่อว่าถ้ามีเหตุการณ์ลุกลามถึงกับเสียเลือดเนื้อแล้วต่างชาติจะได้ประโยชน์เหมือนในตอ.กลาง แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนนอกจากการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์สร้างความโกรธแค้นให้กับคนไทยทั้งประเทศที่จงรักภักดี เสี่ยงต่อเหตุการณ์ซ้ำรอย 6 ต.ค.19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเชื่อคือการใช้สื่อ Social media ให้เป็นประโยชน์ ในการปลุกกระแสชุมนุม การนัดหมาย และแสดงสัญญลักษณ์ให้พร้อมเพียงกันเป็นตัวเรียกการชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขกระทรวงศธ.และรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เด็ก ต้องมีเวทีพูดคุยระหว่างครู ผู้ปกครอง และเด็กสถาบันครอบครัวกำลังจะล้มเหลวที่สร้างความแปลกแยกทางความคิดระหว่างวัย พ่อแม่และผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนชี้ทางที่ถูกที่ควร เพราะไม่มีเวลาและต้องทำมาหากิน ทำให้มีผู้ไม่หวังดีใช้ช่องทางสอดแทรกได้ง่าย โดยเฉพาะการใช้เงินทุนจากกองทุนและมูลนิธิจากตปท.ต้องป้องกันบุคคลภายนอกเข้าไปสร้างความเข้าใจผิดๆให้กับเด็ก โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่เด็กต้องการสิทธิเสรีภาพในบ้าน เท่าเทียมกับพ่อแม่ และเท่าเทียมกับครู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสำคัญครูต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการใช้อำนาจ การชุมนุมเพื่อแสดงสัญญลักษณ์ ควรปล่อยให้เด็กทำได้ภายในรั้วโรงเรียนเพราะจะปลอดภัยกว่าการนัดไปชุมนุมข้างนอก การเชิญวิทยากรภายนอกที่มีความรู้และทักษะไปบรรยายจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่สร้างเงื่อนไขเพิ่ม ใช้กลไกสภาในการพูดคุยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ Flash mob ของเด็กก็อาจเบาลงได้ และถึงเวลาที่พ่อแม่และผู้ปกครองต้องปรับตัวเพื่อเอาลูกหลานที่บริสุทธิ์ คืนมาแล้วครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75204</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, ประชาชนปลดแอก, ม็อบนักเรียน, เยาวชนปลดแอก, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200822/image_big_5f4080ebaba71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ป้อม&#039;ฟุ้งอยู่ยาว4ปี โผล่ปิดสัมมนาพปชร.เราเป็นครอบครัวเดียวกันอย่าแบ่งก๊ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พล.อ.ประวิตร&amp;rdquo; โผล่ร่วมปิดสัมมนาพรรคพลังประชารัฐที่ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท วังน้ำเขียว ชี้เราเป็นครอบครัวเดียวกัน! เตือนอย่าแบ่งก๊กแยกก๊วนอีก ถ้าสามัคคีอยู่ยาว 4 ปีแน่ แต่ยังกั๊กสมัครสมาชิกแบบอารมณ์ดี &amp;ldquo;สมศักดิ์&amp;rdquo; โวตอนนี้ พปชร.หลอมรวมเป็นแก้วที่ตกผลึกแล้ว วีระกรแนะ &amp;ldquo;ลุงป้อม-ลุงตู่&amp;rdquo; ยิ้มรับอภิปรายเหมือนยุค &amp;ldquo;ป๋าเปรม&amp;rdquo; อย่านอตหลุดเชื่ออยู่ถึง 4-12 ปีแน่ เผยเตรียมทีมตอบโต้เร็ว 20 รายไว้พิทักษ์นายกฯ แล้ว &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; รับต้องให้ฝ่ายกฎหมายเคาะก่อนอภิปรายคุณสมบัติ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ เพราะศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเวลา 07.40 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่งานสัมมนาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ, นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ และแกนนำพรรค พร้อมนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาให้การต้อนรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พล.อ.ประวิตรได้นั่งเฮลิคอปเตอร์มาจากกรุงเทพฯ มาลงที่ค่ายสุรนารี ก่อนนั่งรถตู้เบนซ์กันกระสุน ทะเบียน ฌบ 7902 กรุงเทพมหานคร มาที่รีสอร์ต โดยใช้รถส่วนตัวไม่ได้ใช้รถประจำตำแหน่ง และไม่มีรถนำ ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้ พล.อ.ประวิตรมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและสวมกอดทักทาย ส.ส.พรรค พปชร.&amp;nbsp;
เมื่อมาถึง พล.อ.ประวิตรได้ร่วมรับประทานอาหารเช้ากับบรรดา ส.ส.พรรคพร้อมพูดคุยถึงการเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาล โดยนายวีระกรแจ้งว่า พปชร.ได้เตรียมพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายไว้แล้วไม่ต้องเป็นห่วง มีทีมที่เตรียมไว้ทั้งการอภิปรายเรื่องส่วนตัวและเรื่องคุณสมบัติ โดยให้คอยช่วยกัน &amp;nbsp;ส่วนเรื่องเนื้อหาสาระนั้น พล.อ.ประวิตรตอบเองก็จะเก่งที่สุด เพราะเป็นคนที่รู้เรื่องมากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดคือเรื่องอารมณ์ในระหว่างที่มีการอภิปราย ขอให้ พล.อ.ประวิตรใจเย็นๆ ยิ้มอย่างเดียวก็ชนะใจแล้ว กินน้ำแข็งเยอะๆ ในการอภิปราย เรื่องของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และของท่านอาจโดนเยอะหน่อย ซึ่งต้องใจเย็นๆ ขอให้มีหน้าตาสดใสเหมือนกับที่เดินทางมาในวันนี้ นั่งยิ้มแบบนี้ตลอดการอภิปรายก็ถือว่าเป็นเรื่องดี&amp;rdquo; นายวีระกรกล่าวกับ พล.อ.ประวิตรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; และในเวลา 08.55 น. พล.อ.ประวิตรเป็นประธานพิธีปิดสัมมนา &amp;quot;เสริมศักยภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (เขี้ยวและเล็บ)&amp;quot; โดยกล่าวปิดว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานปิดการสัมมนาในวันนี้ ขอชื่นชมคณะกรรมการบริหารพรรค และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เล็งเห็นความสำคัญของเพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส.ซึ่งเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ &amp;nbsp;ดังนั้นจึงได้จัดสัมมนาเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับทักษะการเป็นผู้นำทางการเมือง เพื่อสามารถนำทักษะดังกล่าวนี้ไปประยุกต์ใช้ทั้งในและนอกสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับบุคลากรภายในพรรคของเรา ครอบครัวของเราครอบครัวเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ครอบครัวพลังประชารัฐเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งเป็นการรวมพลังของภาคประชาชนกับภาครัฐเข้าด้วยกัน ถือเป็นการรวมพลังเพื่อนำพาประเทศชาติให้ก้าวข้ามความขัดแย้ง สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง &amp;nbsp;อย่างยั่งยืน พร้อมร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและพี่น้องประชาชนตลอดไป&amp;quot; พล.อ.ประวิตรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมา พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์หลังปิดสัมมนาพรรคว่า การรับมืออภิปรายแถลงนโยบายนั้น เป็นเรื่องของพรรค พปชร. วันนี้เพียงมาให้กำลังใจเฉยๆ ในฐานะผู้สนับสนุนพรรค พปชร. ทั้งนี้ไม่กังวลใดๆ ในการแถลงนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp;
บิ๊กป้อมยิ้มร่าถก พปชร.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามว่าได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้วหรือยัง พล.อ.ประวิตรปฏิเสธว่าไม่ตอบ รอให้การอภิปรายแถลงนโยบายเสร็จสิ้นเสียก่อน เมื่อถามย้ำว่าหลังแถลงนโยบายจะสมัครใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรยืนยันว่าไม่รู้ ยังไม่ตอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ากังวลที่ฝ่ายค้านจ้องอภิปรายประเด็นคุณสมบัติหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าเป็นการอภิปรายนโยบายจะไปซักฟอกอะไร คุณสมบัติตนเองเป็นอย่างไร คุณสมบัติครบ แล้วจะมาอภิปรายอะไร&amp;nbsp;
ทั้งนี้ตลอดการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประวิตรมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีอาการเคร่งเครียดแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานข่าวแจ้งว่าหลัง พล.อ.ประวิตรปิดสัมมนา ได้เชิญสื่อมวลชนออกจากห้องประชุมเหลือเพียงรัฐมนตรีและ ส.ส.ภายในห้องประชุม จากนั้น พล.อ.ประวิตรได้พูดกับ ส.ส.ว่าขอให้ทุกคนสามัคคีกลมเกลียว จากนี้ไปขออย่าให้แตกกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอีก นอกจากนี้ขอบคุณที่ช่วยเหลือกันมา และขอบคุณที่มากันอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความร่วมมือ ส่วนการที่เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำนั้น ไม่ต้องกลัวถ้าทุกคนร่วมมือกันอยู่อย่างนี้ก็จะพยายามทำให้รัฐบาลอยู่ให้ได้ถึง 4 ปี การที่มาวันนี้มาในฐานะผู้สนับสนุนที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินต่อไปได้ ส่วนเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จจะพิจารณาเรื่องการเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค ขณะที่เรื่องการอภิปรายที่ขอให้ตนเองใจเย็นอย่านอตหลุดนั้น ก็จะนั่งยิ้มอย่างเดียวไม่ตอบโต้ และจะไปเตือนนายกฯ ให้ยิ้มด้วย ไปบอกว่าน้องๆ ฝากมาบอกว่าอย่านอตหลุด&amp;nbsp;
หลัง พล.อ.ประวิตรพูดเสร็จสิ้น นายสมศักดิ์ได้ลุกขึ้นกล่าวขอบคุณในฐานะตัวแทน ส.ส.พรรคพร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้พรรคอาจมีความเห็นที่หลากหลาย มีกลุ่มมีก๊วนจนทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่วันนี้ยืนยันว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว เปรียบเสมือนก้อนกรวดที่ต่างคนต่างที่มา แต่เมื่อผ่านความร้อนวันนี้ก็เกิดการหลอมรวมเป็นแก้วเนื้อเดียวกัน เมื่อพรรค พปชร.เป็นแกนนำรัฐบาลแล้วจะรักษาขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไปให้ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เกิดจากผู้ที่ไม่สมหวังในตำแหน่งรัฐมนตรี ต่อไปนี้ยืนยันว่าจะเดินหน้าและรักษารัฐบาลนี้ไว้ให้นานที่สุดให้อยู่ได้นาน 4-12 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่นายวีระกรกล่าวว่า ขอให้ พล.อ.ประวิตรและ พล.อ.ประยุทธ์รับฟังการอภิปรายของฝ่ายค้านด้วยความนิ่ง และนำสิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายไปแก้ไขปัญหา เช่นเดียวกับสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรมที่รับฟังคำแนะนำปัญหาไปแก้ไข จนทำให้รักษารัฐบาลอยู่ได้อย่างยาวนาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ยังคงเดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจตามปกติ โดยตอบคำถามสั้นๆ ถึงการไปร่วมสัมมนาพรรค พปชร.ว่าไม่ไป ไม่อยากเข้าไปยุ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงการที่ พล.อ.ประวิตรมาร่วมสัมมนาว่า ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ท่านได้มาพบปะพูดคุยกับพวกเรา เพราะก่อนหน้านี้พรรคยังไม่มีโอกาสได้พบปะหารือกับท่านเลย ซึ่งพรรค พปชร.เป็นพรรคใหม่ แต่วันนี้เราได้เริ่มงานแล้ว เปรียบเสมือนแก้วที่ตกผลึกแล้วและสามารถนำมาใช้งานเป็นประโยชน์กับประชาชนได้ แต่ก่อนจะมาเป็นแก้วมันคือเศษหินเศษดินทราย วิธีการทำแก้วต้องผ่านการหลอมด้วยความร้อนและสารเคมี ในขณะที่หลอมมันจะมีปัญหาบ้าง และต้องใช้ความร้อนที่แตกต่างกัน วันนี้หลอมแล้วออกมาคือพรรคพลังประชารัฐ อยากให้ทุกคนในพรรคประคองแก้วชิ้นนี้ให้ได้นานที่สุดเหมือนอายุของรัฐบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แก้วมันอาจแตกร้าวได้ แต่หากเราประคองดีๆ มันก็จะอยู่ได้นาน เหมือนรัฐบาลที่เสียงปริ่มน้ำ &amp;nbsp;หากทุกคนในพรรคและรัฐบาลมีความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน แก้วใบนั้นจะแข็งแกร่ง และเมื่อประชาชนได้รับประโยชน์จากรัฐบาลที่ทำงานตามนโยบายที่วางเอาไว้ ก็จะยิ่งเป็นเกราะอีกชั้นหนึ่ง และผมเชื่อว่าแก้วเมื่อผ่านการหลอมแล้วจะไม่กลับไปเป็นเศษดินเศษทรายอีก&amp;rdquo; นายสมศักดิ์กล่าวและว่า &amp;nbsp;วันนี้พรรคผ่านพ้นช่วงของความขัดแย้งไปแล้ว ไม่สมควรที่จะมีกลุ่มอะไรหรือใครให้น่าลำบากใจอีก&amp;nbsp;
ข้องใจที่ประชุม-ใช้ ฮ.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งข้อสังเกตถึงสถานที่พรรค พปชร.ใช้จัดสัมมนาว่า รีสอร์ตดังกล่าวมีความน่าสงสัยในเรื่องคดีบุกรุกพื้นที่ในขณะที่รัฐบาลกำลังจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งควรประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่กลับทำในสิ่งที่น่าผิดหวัง ทั้งที่น่าจะมีโรงแรมหรือรีสอร์ตที่ประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายจำนวนมาก แต่กลับเลือกเอารีสอร์ตที่กำลังมีปัญหาบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ถึง 34 รายการและพบสิ่งปลูกสร้างอีก 18 รายการ เคยถูกจับกุมมาแล้วถึง 2 ครั้ง กรมอุทยานฯ กำลังสั่งให้รื้อถอนและอัยการกำลังทำสำนวนเพื่อส่งฟ้องศาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุสรณ์ยังกล่าวถึง พล.อ.ประวิตรที่เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปร่วมประชุมพรรค พปชร.ว่า เป็นการเอากำหนดการประชุมร่วมกับ พปชร.เป็นตัวตั้ง แล้วทำโครงการปฏิบัติราชการต่างจังหวัดเสริมเพื่อจะใช้เฮลิคอปเตอร์ของหน่วยงานราชการหรือไม่ ซึ่งในแง่กรอบคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ควรมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแง่ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณภาครัฐ หากนำไปใช้แก้ปัญหาภัยแล้งที่หนักสุดในรอบ10 ปี น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ประชาชนตั้งคำถามกับ พล.อ.ประวิตรหลายครั้ง ตั้งแต่ทริปฮาวาย ไข่ปลาคาเวียร์ ทริปลพบุรีนั่งเจ็ตหรู ถ้าเครื่องบินเจ็ต เฮลิคอปเตอร์เป็นพาหนะส่วนตัวหรือยืมเพื่อนมา สังคมก็ควรได้รับคำตอบ แต่ถ้าเกี่ยวเนื่องกับเรื่องงบประมาณของรัฐที่มาจากเงินภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทุกภาคส่วนก็มีสิทธิ์ในการตั้งคำถามและต้องได้รับคำตอบ&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา พรรค พปชร. ในฐานะเจ้าของพื้นที่และผู้เลือกสถานที่สัมมนา ชี้แจงกรณีเลือกรีสอร์ตดังกล่าวว่า เรารู้อยู่แล้วว่าที่ตรงนี้มีปัญหา ผู้ใหญ่ในพรรคเองก็ทักท้วงเกรงว่าจะถูกโจมตีที่มาที่นี่ ซึ่งการเลือกดังกล่าวเพื่อเป็นการสะท้อนปัญหาการกำหนดเขตพื้นที่อุทยานฯ ที่ทำหลังจากมีผู้อยู่อาศัย โดยไม่มีการกำหนดเขตให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้ทุกคนรับรู้เหมือนกันให้เห็น เพราะเรื่อง ส.ป.ก.ก็เป็นนโยบายพรรค ที่เราอยากนำเสนอให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ให้ชัดเจน ว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นนอกจากเกษตรกรรมได้หรือไม่ เอาวังน้ำเขียวเป็นตัวนำร่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อยากให้มองที่เจตนาที่ต้องการให้ทุกคนรับรู้เข้าใจเหมือนกัน ถ้าต้องการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ต้องการพามาดูให้เห็น อยากให้รับรู้เมื่อเป็นนโยบายพรรค เป็นปัญหาของคน 2,400,000 ครอบครัว เราต้องการแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้เขา ถ้าไม่เดือดร้อนก็ทำการเกษตร และอยากถามว่าที่เป็นบ้าน ร้านค้า วัด แล้วจะทำอย่างไรในชุมชน&amp;rdquo; นายสมศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายกำหนดตัวรัฐมนตรีอยู่ในข่ายต้องถูกอภิปราย 4 กลุ่ม ว่ายังพูดอะไรไม่ได้จนกว่าจะถึงวันแถลงนโยบาย &amp;nbsp;ส่วนการจัดกลุ่มอภิปรายก็ถือเป็นการเตรียมการและเป็นการทำการบ้าน รวมถึงการบริหารเวลาที่มีกว่า &amp;nbsp;10 ชม.ให้มีเนื้อหาสาระครบถ้วน จึงไม่น่ามีปัญหาอะไร ซึ่งไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว.ก็ต้องเตรียมการ ซึ่งขณะนี้ไม่มีใครมาปรึกษาแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามว่า มีหลายคนมองว่าเนื้อหาที่ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายวิษณุกล่าวว่าแต่ละคนก็เป็น ส.ส.มาหลายสมัย ซึ่งก็ต้องระมัดระวังมากมายหลายอย่าง เพราะมีการถ่ายทอดออกอากาศ ซึ่งหากเข้าข่ายมีความผิดก็จะเป็นความผิดได้ แม้การอภิปรายในสภามีเอกสิทธิ์ไม่สามารถฟ้องร้องกันได้ แต่เราเชื่อมั่นในองค์ 4 คือ 1.เกียรติยศศักดิ์ศรีของสมาชิกรัฐสภา 2.เชื่อมั่นในประธานสภาและรองประธานสภา 3.เชื่อมั่นในกฎเกณฑ์กติกา และ 4.เชื่อมั่นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การพูดกันเอง 750 คน แต่พูดกับคนทั้งประเทศ ดังนั้นทุกคนก็ต้องรับผิดชอบ ทุกอย่างก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เปิด 20 ส.ส.ตอบโต้เร็ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า &amp;quot;อย่าทิ้งผม อย่าให้ผมพูดคนเดียว&amp;quot; เป็นการสะท้อนถึงความกังวลของนายกฯ ในการแถลงนโยบายหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่าไม่ได้สะท้อนอะไร นายกฯ อาจเปรยขึ้นมาเล่นๆ หรือพูดจริงบ้าง ซึ่งนายกฯ จะสื่ออะไรไม่ทราบและไม่ได้ยินประโยคดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวีระกรกล่าวถึงความพร้อมในการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า พรรคได้เตรียม ส.ส. 20 คนเป็นทีมตอบโต้แบบรวดเร็วในสภา หากมีการอภิปรายนอกประเด็นจะสวนกลับในทันที ซึ่งพรรคยืนยันว่าหากฝ่ายค้านอภิปรายในเนื้อหาสาระก็จะปล่อยให้ดำเนินไปตามปกติ ไม่ประท้วงอะไรทั้งนั้น แม้ว่าจะต่อว่านโยบายรัฐบาลว่าไม่ดีก็ทำได้เต็มที่ อันไหนไม่ดีก็ว่าได้เลย เราไม่ประท้วงแน่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวีระกรกล่าวว่า ส่วนที่พรรค พท.จะอภิปรายโจมตีหรือพูดนอกประเด็น ที่จะเจาะจงอภิปรายรายบุคคลในเชิงลึกทั้งนายกฯ รองนายกฯ และรัฐมนตรี เราก็เตรียม ส.ส.ทั้ง 20 คนไว้ตอบโต้แล้ว ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) คาดว่าเขาจะพูดในเรื่องความเป็นประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และอาจพูดถึง คสช.ที่ผ่านมา หรือหยิบยกประเด็นการทำร้ายนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราตอบได้ เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เราไม่หนักใจ เพราะพรรค อนค.เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะพูดอยู่ในกรอบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับ 20 ส.ส.ชุดเคลื่อนที่เร็วประกอบด้วย นายวีระกร, น.ส.ภาดา วรกานนท์ ส.ส.กทม., น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม., นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.กทม., นายศิริพงษ์ รัสมี ส.ส.กทม., นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ส.ส.กทม., นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม., นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี, น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี, นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช, นายชัยวุฒ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร, นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์, นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท, นางทัศนียา &amp;nbsp;รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา, นายสันติ กีระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายสมพงษ์ โสภณ ส.ส.ระยอง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่อาคารสุขประพฤติ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้จัดสัมมนา ส.ว.เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว.กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าการจัดสรรเวลาให้อภิปราย 2 วันจะเพียงพอหรือไม่ เพราะเวลาดังกล่าวไม่รวมเวลาประท้วงของ ส.ส.แต่ละฝ่าย รวมถึงไม่นับรวมเวลาที่นายกฯ นำเสนอนโยบาย ดังนั้นจึงกังวลว่าเมื่อเวลาใกล้หมด ส.ว.ที่อยู่ในลำดับท้ายๆ อาจไม่ได้อภิปราย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.กล่าวว่า ในวันที่ 23 ก.ค. นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาจะเรียกตัวแทนของ 3 ฝ่าย คือ วิปฝ่ายค้าน วิปฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว.หารือ ขอให้ทบทวนการจัดสรรเวลาให้เพียงพอต่อการอภิปรายของ ส.ว.ด้วย เพราะอ่านข่าวเห็นว่ารัฐบาลตั้งองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรีประมาณ 20-30 คนเพื่อตอบโต้ฝ่ายค้าน ซึ่งการแถลงนโยบายรัฐบาลไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวบุคคล แต่เชื่อว่าฝ่ายค้านจะอดไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เป็นห่วงคือจะใช้เวลามาก ต่อให้จัดประชุม 3 วันอาจไม่พอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ส.ว.ไม่มีหน้าที่อภิปรายสนับสนุนหรือปกป้องตัวบุคคล เว้นแต่อภิปรายถึงผลงานที่ผ่านมาว่าทำได้ดีอย่างไร ดังนั้น ส.ว.ควรเน้นนโยบายในเชิงให้ข้อเสนอแนะแบบผู้ใหญ่&amp;rdquo; นพ.เจตน์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปราย โดยเฉพาะการอภิปรายถึงคุณสมบัติของนายกฯ ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคเตรียมความพร้อมในการให้ความรู้ หากไม่ไปชี้นำก็เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา มั่นใจหากทำความเข้าใจกันทั้งหมด จะรู้ว่ากรอบในการอภิปรายสามารถทำได้เพียงใด เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก โดยในวันที่ 23 ก.ค.จะมีการประชุมร่วมวิปฝ่ายค้านของทั้ง 7 พรรคซึ่งจะชัดเจนมากขึ้น โดยพรรค อนค.ยังไม่ได้ตอบรับว่าจะเข้าร่วม แต่เบื้องต้นเรามีสูตรในการคิดคำนวณด้วยกันมาตลอด ที่จะแบ่งเวลาในการขึ้นอภิปรายของแต่ละพรรคให้ลงตัวเหมาะสม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึงกรณีของ พล.อ.ประวิตรและ พล.อ.ประยุทธ์จะลงเล่นการเมืองในสังกัดพรรค พปชร. &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นสิ่งที่สังคมรับรู้มาตามลำดับ เราเองก็รับรู้มาว่า พล.อ.ประวิตรคือตัวจริง เจ้าของตัวจริง หรือคนก่อตั้งตัวจริงของพรรค พปชร. เพียงแต่จะใช้จังหวะเวลาใดในการเปิดตัว ดังนั้นเป็นเรื่องน่ายินดีด้วยซ้ำที่จะลงมาเล่นการเมืองแบบเปิดหน้าเปิดตาชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบผ่านพรรคนั้นได้อย่างชัดเจน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ (พช.) กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงนายกฯ เป็นอย่างมาก จากที่ผ่านมา 5 ปี การทำงานของท่านไม่เคยมีการอภิปราย ไม่ว่าจะในสภาหรือที่ใดๆ ขนาดประชาชนทั่วไปที่เห็นต่างวิพากษ์วิจารณ์ท่าน หรือ คสช. ก็มักถูกดำเนินคดีหรือถูกเรียกไปปรับทัศนคติ และเพียงแค่การตอบคำถามนักข่าว เราก็มักจะเห็น พล.อ.ประยุทธ์แสดงกิริยา คำพูดคำจาที่แสดงออกถึงความเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่บ่อยๆ จึงเป็นห่วงจริงๆ ว่าจะควบคุมอารมณ์ได้หรือไม่ แต่ก็หวังว่านายกฯ จะเรียนรู้ และปรับตัว สำหรับการทำงานครั้งแรกในระบอบประชาธิปไตยที่เจือจางไม่เต็มใบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41653</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รยุศด์ บุญทัน, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิษณุ เครืองาม, สมศักดิ์ พันธ์เกษม, สุทิน คลังแสง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d35cb5032aaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
