<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21855</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธีระวัฒน์บี้อธิบดี ล้มรับจดทะเบียน สิทธิบัตรกัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot; ชี้ยังไม่มีใครได้รับจดสิทธิบัตรสารสกัดกัญชา ระบุบริษัทต่างชาติแค่ยื่นเรื่อง ต้องรอตรวจสอบขั้นตอนพิจารณาอีก 5 ปี &amp;quot;กรมทรัพย์สินทางปัญญา&amp;quot; วอนอย่ากังวล อ้าง กม.เขียนชัดไม่รับจดสารสกัดจากกัญชา &amp;quot;กก.ปฏิรูปด้าน สธ.&amp;quot; ซัดผิดตั้งแต่รับจดทะเบียน เหตุกัญชายังเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายอยู่ แนะใช้อำนาจอธิบดียกเลิกทันที &amp;quot;ปธ.บอร์ด อภ.&amp;quot; หวั่นโรงงานสกัดสารกัญชาทางการแพทย์มูลค่า 120 ล้านสะดุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว.พณ.) กล่าวถึงกรณีการยื่นจดสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาตามธรรมชาติของบริษัทต่างชาติในประเทศไทยว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครได้รับจดสิทธิบัตรหรือได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด โดยตามขบวนการขั้นตอนอยู่ในส่วนของการประกาศโฆษณา 90 วันเพื่อเปิดให้มีการคัดค้าน หากพ้นระยะเวลาก็เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เหตุที่มีการรับยื่นขอจดสิทธิบัตรนั้น ตามหลักสากลทั่วไปหรือกฎหมาย หน่วยงานที่ดูแลจะปฏิเสธการยื่นคำร้องเพื่อขอจดสิทธิบัตรไม่ได้ ดังนั้นหน่วยงานอย่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่รับหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนและกฎหมาย เพื่อตรวจสอบไปตามปกติ แต่เมื่อพ้นระยะเวลาโฆษณาก็จะไปสู่กระบวนการตรวจสอบ หากมีการคัดค้านก็ต้องพิจารณาตามหลักฐานเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งใช้ระยะเวลา 5 ปีในการพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตามกฎหมายของไทยแล้ว ไม่สามารถจดสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองสารสกัดที่มาจากพืชหรือสัตว์ได้ &amp;nbsp;ดังนั้นการขอยื่นคุ้มครองสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชาของบริษัทดังกล่าว จึงไม่สามารถที่จะรับจดสิทธิบัตรเพื่อขอรับการคุ้มครองได้ หากบริษัทดังกล่าวจะนำไปยื่นที่ต่างประเทศก็เป็นขบวนการขั้นตอนที่สามารถทำได้ จึงไม่ต้องการให้ประชาชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกังวลในเรื่องนี้ ยังสามารถวิจัย พัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ต่อประเทศได้ต่อไป&amp;quot; นายสนธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พาณิชย์ยืนยันพร้อมจะสนับสนุนหากกัญชาสามารถสร้างประโยชน์แก่ประเทศหรือเป็นพืชเศรษฐกิจได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่สามารถรองรับได้ ซึ่งต้องมีความชัดเจน และเมื่ออนาคตมีความชัดเจนทางกฎหมายจริง ก็เห็นสมควรที่จะต้องสนับสนุน พัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมให้ได้ โดยนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญในการศึกษาผลประโยชน์จากกัญชา และยังมอบหมายให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาว่าจะพัฒนาและต่อยอดในการใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง อีกทั้งให้ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องและจะได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นักวิจัยไทยยังสามารถนำการประดิษฐ์ เช่น ตำรับยา สารสังเคราะห์ชนิดใหม่ หรือวิธีการพัฒนาสายพันธุ์พืชกัญชาจากการวิจัยมาขอจดสิทธิบัตรได้อีกด้วย อันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ยาในอนาคต กรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ดูแลเรื่องนี้จะดำเนินการตามกฎหมายสิทธิบัตรด้วยความรอบคอบรัดกุมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และยินดีเปิดรับข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการจากทุกภาคส่วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อให้ระบบสิทธิบัตรของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ&amp;quot; รมว.พาณิชย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า สารสกัดจากกัญชาซึ่งเป็นสารสกัดจากพืชจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตร มาตรา 9 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่าสารสกัดจากธรรมชาติไม่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีใครเป็นเจ้าของสิทธิในสารสกัดจากกัญชาตามธรรมชาติตามกฎหมายสิทธิบัตร ทุกคนในไทยมีสิทธิ์ที่จะวิจัยและนำมาใช้ประโยชน์ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อกังวลว่าการปลดล็อกกฎหมายเพื่อให้มีการวิจัยและพัฒนาการใช้กัญชาทางการแพทย์ของไทยจะไม่มีประโยชน์ เนื่องจากมีบริษัทต่างชาติได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาตามธรรมชาติแล้ว &amp;nbsp;เป็นการเข้าใจผิด เพราะสารสกัดจากกัญชาที่เอาไปต้มเอาไปกลั่นจนได้สารออกมา กรมฯ ไม่รับจดอยู่แล้ว กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าจดไม่ได้&amp;quot; อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข โดย นพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุขเป็นประธาน พร้อมด้วย นพ.โสภณ เมฆธน &amp;nbsp;ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการปฏิรูปฯ หารือเกี่ยวกับประเด็นสิทธิบัตรกัญชา โดยใช้เวลากว่า 2 ชม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า ในการปฏิรูปหน้าที่หนึ่งคือ ทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์จากการใช้สมุนไพร ซึ่งกรณีกัญชาถือเป็นพืชที่มีสารสำคัญในธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้บำบัดรักษาโรคได้ คณะกรรมการปฏิรูปฯ จึงเห็นว่าต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย เนื่องจากการรับการยื่นคำขอสิทธิบัตรกัญชา เมื่อพิจารณาแล้วมีความผิดชัดเจนตั้งแต่ ม.9 (1) ห้ามยื่นสิทธิบัตรสารธรรมชาติในกัญชา และ ม.9 (4) ห้ามยื่นสิทธิบัตรที่เป็นการถือสิทธิในการใช้บำบัดโรค แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญากลับฝ่าฝืนตรงนี้ ดังนั้นคณะกรรมการปฏิรูปฯ เห็นว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องมีความชัดเจนกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้เห็นคลิปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกมาแถลง บอกปฏิเสธการรับคำขอสิทธิบัตรไม่ได้ ส่วนตัวผมมีความเห็นว่า 1.ไม่ควรรับจด เพราะเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายในประเทศไทย ตราบใดที่ พ.ร.บ.ยังไม่ได้แก้ไขเป็นอย่างอื่น 2.พ.ร.บ.สิทธิบัตร ม.9 (1) ระบุว่าสารสกัดจากพืชรับจดสิทธิบัตรไม่ได้ การรับจดจึงผิดกฎหมายนี้ด้วย และ 3.เมื่อกรมฯ ไปรับการยื่นขอจดสิทธิบัตรเอาไว้แล้วจะมีทางออกอย่างไร&amp;quot; ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขรายนี้ระบุว่า ขอแนะนำให้ใช้อำนาจอธิบดียกเลิกในขั้นตอนขอจดทะเบียนไปก่อน แทนที่จะปล่อยให้ไหลไปตามกระบวนการขั้นตอน ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ต้องคิดมากเลย เพราะผิดตั้งแต่ต้นก็ต้องเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งถ้าไม่ได้ข้อสรุปจริงๆ ทั้งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ กพย.ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลควรยื่นฟ้องศาลเพื่อขอความเป็นธรรมเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะทำการศึกษาหรือสกัดสารกัญชาทางการแพทย์ไม่ได้เพราะติดสิทธิบัตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่บอกว่าไม่ส่งผลกระทบใดๆ จริงๆ ไม่ใช่ เพราะหากพิจารณาตัวกฎหมาย พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ จะทราบทันทีว่ามี ม.36 ระบุว่าได้รับการคุ้มครองแล้ว แม้จะยังไม่ได้รับเลขสิทธิบัตร ดังนั้นในระยะเวลา 5 ปีที่เป็นช่วงการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีความใหม่หรือไม่นั้น แต่ช่วงระยะเวลานี้ก็ถือว่าได้รับการคุ้มครองไปแล้ว ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์ ถามว่าใครจะมาวิจัยพัฒนาอีก เพราะเสี่ยงว่าจะทำไปเพื่ออะไร เนื่องจากใครจะยืนยันว่าเมื่อกฎหมายให้ใช้ทางการแพทย์ได้ และมีการพัฒนาจนเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ทางการแพทย์ที่มีการควบคุม แต่สุดท้ายติดสิทธิบัตร ที่ลงทุนไปทั้งหมดใครรับผิดชอบ อันนี้ไม่ใช่เสียหายแค่เรื่องงบประมาณ แต่จะเสียหายตรงผู้ป่วยเสียโอกาสการรักษาด้วย&amp;quot; กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขรายนี้กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.โสภณกล่าวว่า ในฐานะประธานบอร์ด อภ. ขณะนี้ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะจากถ้อยคำแถลงออกมาก็ยังไม่มั่นใจว่าจะส่งผลกระทบหรือไม่อยู่ดี อย่างตอนนี้บอร์ด อภ.อนุมัติงบไปแล้ว 120 ล้านบาท แม้งบจะยังไม่ได้ใช้ แต่ตามขั้นตอนผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะต้องไปแจงต่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่องการใช้งบดังกล่าว เพราะมีการเปลี่ยนแปลงใช้งบ เดิมเป็นงบผลิตยาทั่วไป แต่เปลี่ยนมาใช้ในเรื่องโรงงานสกัดสารกัญชาทางการแพทย์ ส่วนเครื่องสกัดสารกัญชาที่จะนำเข้าจากต่างประเทศนั้นใช้งบ 8 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำทีโออาร์ ซึ่งหากซื้อเข้ามาแล้วใช้ไม่ได้ก็คงต้องนำมาใช้สกัดอย่างอื่น ซึ่งทำได้แต่ไม่ดีเท่าสกัดสารกัญชา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21855</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ทศพล ทังสุบุตร, นพ.เสรี ตู้จินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181112/image_big_5be98b5b39489.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 15:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เห็นพ้องสารเคมีมีแต่ผลเสียกระทบเกิดผู้ป่วยติดเตียงเยอะขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค)-ที่กระทรวงสาธารณสุข โดยมี ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมร่วมกัน ระหว่าง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กับคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม เรื่องการแบนสารพิษ 3 ตัว คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่นายกฯแต่งตั้งขึ้น โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ &amp;nbsp;ซึ่งจะมีการประชุมพิจารณากันที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 22 ส.ค. นี้ ซึ่งเดิมทีได้เชิญคณะกรรมการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาร่วมหารือด้วย แต่ไม่สามารถมาเข้าร่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรี กล่าวว่า จากการหารือของคณะกรรมการ 2 คณะ มีแนวทางเดียวกัน แต่ยังไม่ 100 % ต้องนำเรื่องไปปรึกษากับคณะตัวเองก่อน ซึ่งการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละคณะทำในลักษณะคู่ขนานกัน โดยมีบทบาทในการส่งข้อมูลไปยัง ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้นำเรื่องเข้าไปพูดคุยในการประชุม ครม. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มีนายกฯ เป็นประธาน และ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะมีการประชุมในวันพรุงนี้ (21 ส.ค.) ซึ่งประธานเป็นระดับรัฐมนตรีประจำสำนักนายก ฯ ไม่ใช่แค่ระดับปลัดกระทรวง คิดว่าการพิจารณาน่าจะจบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอโนทัย &amp;nbsp;ฤทธิปัญญาวงศ์ รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม กล่าวว่า &amp;nbsp;เรื่องนี้เรามีความเห็นตรงกัน จากการหารือเห็นว่าข้อเสียมีมากกว่าข้อดีไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความห่วงใยประชาชนทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;แต่ทั้งนี้การตัดสินเชิงนโยบายค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งจะได้มีการนำเรื่องเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม โดยจะมีการพูดถึงผลกระทบใน ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตจากข้อมูลที่มีเพื่อให้มีน้ำหนักในการเสนอข้อมูลไปที่ นายกฯ ส่วนในผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจคงให้ข้อมูลได้ไม่ตรงนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา กรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข กล่าวว่า จากการประชุมเห็นพ้องว่า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดโดยมีทั้งฤทธิ์เฉียบพลัน และระยะยาว จนต้องนอนติดเตียง ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วว่ามีการปนเปื้อนในอาหาร พืชผักที่เรารับประทานหากมองในแง่สังคมอาจเกิดวิกฤต คนป่วยหน้าใหม่อาจจะเพิ่มมากขึ้น โดยในเรื่องของเพศสภาพนั้น อธิบายได้ว่า 1-2 ชนิดมีผลทำให้การทำงานของฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในเรื่องนี้บอกได้ในสัตว์ทดลองที่ได้มีการสำรวจสัตว์ที่อยู่ตามไร่นา ดังนั้นผลกระทบจะส่งผลต่อประชากรไทยที่มีคุณภาพเปลี่ยนแปลงไป มีผลทั้งประเทศทั้งเศรษฐกิจ สังคม ไม่ใช่แค่ป่วย ไม่ใช่แค่ตายในตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวินัย ดะห์ลัน กรรมการปฏิรูปด้านสังคม กล่าวว่า ประชากรด้านแรงงานของประเทศมีแนวโน้มลดลง ซึ่งที่เหลืออยู่ก็มีปัญหาด้านสุขภาพจากสารเคมีทั้ง 3 ชนิด &amp;nbsp;ซึ่งหากได้รับผลกระทบแล้วเสียชีวิตเลยก็อาจจะมีปัญหาไม่มาก แต่พบว่าคนกลุ่มนี้มักอายุยาว แต่อยู่ในลักษณ์ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคมแรงงานบางส่วนต้องมาดูแลคนบางส่วนที่ได้ผลกระทบเป็นระยะเวลายาวนาน ในเชิงนโยบายค่อนข้างเป็นปัญหาสำคัญ ขณะเดียวกันพบว่าพฤติกรรมทางเพศสภาพของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในอาเซี่ยนมองว่าคนไทย โดยเฉพาะเลดี้บอยมีจำนวนมาก คำถามคือจากข้อมูลพบว่าสารเคมี 1-2 ชนิด มีผลต่อพฤติกรรมด้านเพศในสัตว์ทดลอง คำถามคือเป็นไปได้หรือไม่ว่ามีผลกระทบต่อเพศสภาพในคน .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15852</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีอันตราย, คณะกรรมการปฎิรูปประเทศ, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, นพ.เสรี ตู้จินดา, วินัย ดะห์ลัน, อโนทัย  ฤทธิปัญญาวงศ์ รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bc87a4e0c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 14:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 14:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คกก.ปฎิรูปฯด้านสธ.เตรียมชงคกก.ยุทธศาสตร์ชาติตัดสิน3สารเคมีอันตรายได้ไปต่อหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
14 ส.ค.61- ในการประชุมคณะกรรมการปฏิรูประบบด้านสาธารณสุข &amp;nbsp;นพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวถึงการหาทางออกภายหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ทั้งที่มีอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนนั้น ว่า ภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข หลักๆคือเรื่องอาหารปลอดภัยซึ่งแบ่งเป็น 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องอาหารปลอดสารพิษ และ2.การดูแลสารพิษ ซึ่งก็มีการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นที่ทราบกันว่ามีมติแบนสารพิษ 2 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ 1 ชนิด คือไกลโฟเซต อย่างไรก็ตาม แต่ข้อมูล ณ ปัจจุบันพบว่าไกลโฟเซตก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน จึงจำเป็นต้องอิงตามข้อมูลทางวิชาการที่เป็นจริงด้วย เพราะครั้งก่อนยังไม่ได้ข้อมูลใหม่ จึงให้จำกัดการใช้ ทั้งนี้สำหรับบทบาทของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทางด้านสาธารณสุขนั้น มีความชัดเจนใน 2 เรื่องเพื่อสนับสนุนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข คือ 1.สนับสนุน นโยบายและทิศทางการใช้เกษตรปลอดภัย และ 2.ไม่เห็นด้วยกับการใช้สารพิษ เพราะในการปฏิรูปประเทศด้านสุขภาพ คณะกรรมการฯต้องดูแลประชาชนไม่ให้สัมผัสกับสารพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีการตัดสินให้มีการใช้สารทั้ง 3 ชนิด โดยมีการจำกัดการใช้ ทางคณะกรรมการปฎิรูปฯ จะมีการทำหนังสือถึง รมว.สธ.เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร นพ.เสรี กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ก็มีความชัดเจนเรื่องนี้ &amp;nbsp;ซึ่งจริงๆคณะกรรมการคิดแนวทางหลายรูปแบบ โดยมีอนุกรรมการติดตามการดำเนินผล โดยจะมีการประสานกับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้ ว่าทำเรื่องนี้ถึงไหนแล้ว และจะมีการดำเนินการต่อไปอย่างไรบ้าง หากมีการใช้ต่อ ก็ขัดต่อนโยบายของคณะกรรมการปฏิรูปฯ และจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร &amp;nbsp;นอกจากนี้ เราจะประสานกับคณะกรรมการปฏิรูปอีก 2 คณะ คือ ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจะเชิญหารือเพื่อขอความคิดเห็นเรื่องนี้ประมาณสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อถามว่าหากสุดท้ายยังมีการอนุญาตให้ใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ต่อไป ถือว่าจะขัดต่อการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปฯ หรือขัดต่อกฎหมายหรือไม่นพ.เสรี กล่าวว่า &amp;nbsp;ต้องหารือก่อน ทุกอย่างต้องมีเหตุผล หากเหตุผลรับได้ก็ไม่มีปัญหา และหาก มีความเห็นต่างโดยอำนาจก็ต้องให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นคนตัดสิน ซึ่งต้องรอหารือกันก่อน ตอนนี้ยังไม่คุยก็ยังไม่อยากให้ตัดสินหรือคิดไปเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีสมุดปกขาวรวบรวมผลกระทบทั้งในและต่างประเทศ มอบให้ทางคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อนมีมติวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยพบว่ามีการปนเปื้อนของสารพิษทั้ง 3 ชนิดทั้งในพืชผักผลไม้ และเนื้อปลา ทั้งหมดมีการปนเปื้อน และส่งผลต่อสุขภาพ โดยข้อมูล ณ ขณะนี้ไกลโฟเซตมีการนำเข้ามา 60 ล้านกิโลกรัม เทียบได้เท่ากับร้อยละ 30ของสารเคมีพิษเข้าในประเทศไทย ส่วนพาราควอตนำเข้า 45.5 ล้านกิโลกรัม หรือร้อยละ 22.5 ส่วนคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงเข้ามา 3.3 ล้านกิโลกรัม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เยอะมากหากเทียบกับยาฆ่าแมลงตัวอื่นๆ แต่ขณะที่หลากหลายประเทศสั่งห้ามใช้แล้ว ล่าสุดสหรัฐก็สั่งห้ามเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพานิชย์ เจริญเผ่า กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อเหตุผลทางด้านสุขภาพชัดเจนไม่ควรมีเหตุผลด้านไหนมาค้านเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารได้ ในเรื่องนี้ต้องหาทางยุติให้ได้ ซึ่งอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร สามารถยกเลิกได้หากมีข้อมูลวิชาการยืนยันชัดเจน อย่างจีน ลาว เวียดนาม ทั้งหมดยกเลิกหมดแล้ว ซึ่งการปล่อยให้คนในประเทศป่วย ก็จะยิ่งเพิ่มภาระค่ารักษาพยาบาล งบประมาณที่ใช้ในด้านรักษาพยาบาลของกระทรวงการคลัง สปสช.ไม่เพียงพอเห็นได้จากทุกปีก็ต้องของบประมาณด้านสุขภาพเพิ่มตลอด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15365</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีอันตราย, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, คลอร์ไพริฟอส, ตณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านสาธารณสุข, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, นพ.เสรี ตู้จินดา, พาราควอต, ไกลโฟเซต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b727f9d9f1f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
