<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตนายกสมาคมรพ.เอกชน ชี้ถึงคุมค่ารักษาพยาบาล แต่ไม่มีทางถูกลง !เพราะต้นทุนไม่เท่ากัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;CR:youtube.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;23 ม.ค.62- &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีครม.มีมติเห็นขอบให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลเป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ว่า คิดว่าโดยรวมแล้วส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่กำกับตามความเหมาะสม ไม่ใช่คุมตามความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งคณะทำงานที่ตั้งมาพิจารณาเรื่องนี้ก็เหมาะสมเพราะ มีทั้งกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนรพ.เอกชน และผู้แทนฝั่งผู้บริโภค เป็นต้น ทุกคนก็มาคุยกัน ผลกระทบต้องเกิดในทางที่ดีคือผู้ป่วยได้รับการคุ้มครองที่ดี รพ.เอกชนก็ได้ในแง่ของความโปร่งใส ให้คนศรัทธา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงมีการกังวลว่าการกำกับค่ารักษาจะทำให้มีการเอาค่าใช้จ่ายไปแฝงเพิ่มในค่ายา นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า เรื่องนี้ ตรวจสอบได้ หากมีปัญหา เรารู้ก็ต้องเข้าไปคุม แต่ตนมองว่ารพ.เอกชนเองเป็นสถานประกอบการที่ต่างจากสถานประกอบการแบบอื่นๆ ที่จะเอาแต่กำไร เมื่อถามต่อว่าการกำกับราคาจะกระทบกับการเงิน รพ.ไม่มีเงินลงทุนต่อ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ถ้าบอกว่ากระทบก็ว่ามา คณะทำงานฯ ต้องพิจารณาร่วมกันอยู่แล้ว ว่าสมควรแค่ไหน ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีผลกระทบกับปัญหาหุ้นตกในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมรพ.เอกชน กล่าวถึงกระแสวิพากวิจารณ์ว่าแม้ว่าจะมีการควบคุมค่ารักษาพยาบาล แต่ก็ไม่ได้ทำให้ราคาถูกลง เนื่องจากมีการบวกค่าบริการอื่นๆไว้ในค่ายา ว่า อย่างที่เคยบอกมาตลอดว่าต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลไม่เท่ากัน อย่างค่าที่ดินในการก่อตั้งก็มีราคาต่างกัน ต้นทุนจะเท่ากันได้อย่างไร และเมื่อมีการปันผลกำไรไม่ได้มาก จึงต้องมีการบวกค่าบริการ ต้นทุนอื่นๆลงไปในค่ายาด้วย ซึ่งการที่ควบคุมแล้วจะทำให้ราคาถูกลงหรือไม่นั้น ไม่มีทางถูกลง &amp;nbsp;ซึ่งค่าต่างๆที่มีการบวกเพิ่มมีอยู่ในบัญชี รายรับ รายจ่าย แต่รวมอยู่ในบัญชีรายรับค่ายา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; ทั้งนี้ครม.มีมติให้ทำอะไรก็พร้อมจะทำ แต่ต้องมีความโปร่งใส คณะทำงานก็ต้องมาคุยกันว่าบอกว่าค่ายาแพงจะให้ไปเพิ่มในหมวดไหนได้บ้าง ค่ายาก็จะถูกลง แต่ใบเสร็จก็ยังเหมือนเดิม และหากบวกบริษัทประกันจะยินดีจ่ายส่วนที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่ ถ้าไม่ให้บวกเพิ่มโรงพยาบาลเอกชนก็อยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องปิดตัวไป ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนถือครองเตียงผู้ป่วยอยู่ 30-40 % ของโรงพยาบาลรัฐ หากปิดตัวไปรัฐบาลก็จัดหาไม่ทัน ก็จะกระทบกับทางเลือกของประชาชน ซึ่ง 90-95 % ที่มารับบริการในโรงพยาบาลเอกชนนั้นมีความพึงพอใจในการให้บริการอยู่แล้ว.&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27335</URL_LINK>
                <HASHTAG>การคุมค่ารักษาพยาบาลรพ.เอกชน, นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์, อดีตนายกสมาคมรพ.เอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190123/image_big_5c483b24da33f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.คุมค่ารักษาพยาบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครม.ไฟเขียวยา-เวชภัณฑ์-ค่ารักษาขึ้นบัญชีควบคุม เตรียมตั้งอนุ กก.ตัวแทนทุกฝ่ายเคาะมาตรการที่เหมาะสม ยันรัฐไม่แทรกแซง บี้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องติดค่ารักษาให้เห็นชัดเจน รพ.เอกชนดักคออย่ากระทบพัฒนาจนด้อยลง ผู้บริโภคขอบคุณ รมว.พาณิชย์ หวังทำได้มากกว่าขายไม่เกินราคาข้างกล่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มกราคม นายสนธิ​รัตน์​ สนธิจิร​วงศ์​ รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวง​พาณิชย์​ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี​ ​(ครม.)​​ ว่า ครม.ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2562 จำนวน 52 รายการ จำแนกเป็น 46 &amp;nbsp;สินค้า​ และ​ 6 บริการ​ ตาม​มติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)​ โดยให้ยา &amp;nbsp;เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์เป็นสินค้าและบริการควบคุมใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้​ การขึ้นเป็นบริการควบคุมในทางการแพทย์นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไปคุมราคาขั้นสูงสุดกับการรักษาพยาบาล​ เนื่องจากการรักษาพยาบาลนั้นเป็นบริการที่มีความจำเพาะเจาะจง ไม่เหมือนสินค้าทั่วไปที่มีราคาเดียว ซึ่งในที่ประชุม กกร.ได้มีมติชัดเจนแล้วว่า​ เมื่อขึ้นเป็นบริการควบคุมแล้วก็ให้มีอนุกรรมการที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย​ เช่น​ ตัวแทนของรัฐบาล คือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนภาคธุรกิจคือโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน และตัวแทนของภาคประชาชน​เข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการร่วม เพื่อกำหนดมาตรการที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง​ รวมถึงประชาชนที่จะต้องใช้บริการในการรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลเอกชน เป็นการรักษาทางเลือก อีกทั้งให้ความเป็นธรรมโปร่งใสแก่ประชาชนที่รับบริการ​ โดยให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการออกมาตรการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเรียนว่า​เวลาขึ้นเป็นบริการหรือสินค้าควบคุมนั้น​ มีทั้งมีมาตรการและไม่มีมาตรการ ในส่วนของเรื่องมาตรการก็มีความชัดเจนแล้วว่าให้ไปหารือเพื่อออกมาตรการที่เห็นชอบพร้อมกันทั้งหมด ขอย้ำว่าไม่อยากให้เป็นความตระหนกตกใจ​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของตลาดทุน ว่ารัฐบาลจะเข้าไปควบคุมราคาสูงสุดของค่าบริการต่างๆ ทางการแพทย์​ ซึ่งไม่เป็นความจริง ในอดีตรายการสินค้าและบริการควบคุมทั้งหมดที่ขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์กว่า 50 รายการนั้น​ มีเพียงน้ำตาลทรายตัวเดียวที่ควบคุมราคาสูงสุดไว้​ ส่วนตัวอื่นจะเป็นราคาที่เหมาะสมของสินค้าแต่ละเรื่อง เช่น การแจ้งต้นทุน ราคาแนะนำ จึงขอให้สบายใจว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุข​ทำเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ​เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย&amp;quot; นายสนธิ​รัตน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พาณิชย์กล่าวว่า​ ตาม​พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขนั้น มีเรื่องแพ็กเกจของราคาแนะนำอยู่แล้ว​ เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับรู้กันในวงกว้าง หรือรับรู้แต่ไม่ได้เข้าไปตรวจสอบ ส่วนค่ายานั้นขึ้นเป็นตัวสินค้าควบคุมมานานพอสมควรแล้ว เช่น ไม่ให้ขายยาเกินกว่าราคาข้างกล่อง แต่เมื่ออยู่ในโรงพยาบาลอาจต้องมาดูในรายละเอียดกันต่อไป แต่สิ่งเหล่านี้ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย​ เนื่องจากต้นทุนการประกอบการไม่เหมือนกัน​ จึงต้องให้คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวดูในรายละเอียดต่อไป ซึ่งเมื่อแต่งตั้งแล้วสามารถประชุมได้ทันทีเพื่อให้ได้ข้อยุติที่เหมาะสม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ครม.ขอให้สบายใจว่ารัฐไม่ได้เข้าไปแทรกแซงแต่ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งนายกฯ ได้ย้ำว่า​ให้กระทรวงพาณิชย์และคณะอนุกรรมการฯ ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดความบาลานซ์ทั้งสองด้าน นำไปสู่ความเป็นฮับของประเทศไทยในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) &amp;nbsp;กล่าวว่า เป็นการทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้ต้องปรับปรุงรายการสินค้าและบริการควบคุมทุกๆ &amp;nbsp;2 ปี ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกำกับดูแลการดำเนินการของโรงพยาบาลเอกชนในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งต้องดูแลผู้ให้และผู้รับบริการทางการแพทย์ โดยมี รพ.เอกชนบางแห่งที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว จึงต้องพิจารณาความแตกต่างตรงนี้ด้วย ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้คือ การมอบหมายให้ไปกำหนดมาตรการที่เหมาะสมออกมา ต้องดูกฎหมายหลายฉบับ และไม่ใช่จะไปควบคุมราคาได้ทั้งหมด แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม จึงขอทุกฝ่ายอย่าเพิ่งวิตกและอย่าไปเคลื่อนไหวหรือทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมคือ มี พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งควบคุมดูแลสถานบริการทางการแพทย์ และกำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องมีป้ายแจ้งจุดที่ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบสิทธิของตน หรืออัตราค่าบริการทางการแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ ขณะที่ผู้ให้บริการต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ให้ผู้ป่วยได้รับทราบเพื่อใช้ในการตัดสินใจก่อนเข้ารับการรักษา จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำตรงนี้ตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ หากใครพบว่ามี รพ.แห่งใดที่ไม่ติดป้ายดังกล่าวสามารถร้องเรียนมาได้ หรือหากใครเข้ารับบริการทางการแพทย์แล้วรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถร้องเรียนได้ตามช่องทางรับเรื่องร้องเรียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขออย่าเอาทุกอย่างไปขยายความอีก เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับผู้รับบริการ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านสถานพยาบาล ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องมาตรฐานของการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังต้องมีมาตรฐานและความโปร่งใสในด้านราคาค่าบริการด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นบัญชีสินค้า แต่ยังไม่ได้บังคับใช้ช่วงนี้ เพราะต้องให้กระทรวงพาณิชย์เรียกประชุมคณะอนุกรรมการจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกำหนดราคาค่าบริการให้เหมาะสม โดยจะเร่งรัดให้ประชุมโดยเร็วที่สุดเพื่อเร่งบังคับใช้เรื่องค่ารักษาพยาบาล ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขแจ้งต่อที่ประชุม ครม.ว่าเห็นด้วย &amp;nbsp;เพื่อให้ค่ารักษาและเวชภัณฑ์ของ รพ.เอกชนใกล้เคียงกับ รพ.ของรัฐ หรือไม่แตกต่างกันมากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า จากนี้อยู่ที่การพิจารณาวางหลักเกณฑ์ของอนุกรรมการที่ตั้งขึ้น ซึ่งเราคงไม่ไปร้องขออะไร คงต้องปฏิบัติตามนั้น แต่เพียงอยากชี้แจงเรื่องต้นทุนของเราต่างกัน โรงพยาบาลเอกชนมีหลายระดับ ในการเป็นทางเลือกของประชาชนซึ่งนั่นเป็นเสน่ห์ของ รพ.เอกชน อย่างไรก็ตามรู้สึกขอบคุณนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ที่พูดตรงกันว่า การจะเปลี่ยนแปลงอะไรอย่าให้ไปกระทบกับการพัฒนาโรงพยาบาลเมดิเคิลฮับของไทย ดังนั้นจะแก้ไขอย่างไรก็อย่าให้กระทบกับประสิทธิภาพของ รพ.เอกชน หรือกระทบกับทางเลือกของประชาชนจนด้อยลงไป เพียงเพราะไปแก้ปัญหาของคน 2-5% แล้วกระทบคนส่วนมาก 95% ที่มาใช้บริการ รพ.เอกชนเป็นประจำ ทั้งนี้หากไม่เกิดการพัฒนาก็ห่วงว่าผลสุดท้ายคนไทยเองจะลำบาก เพราะไม่มี รพ.ดีๆ แล้วต้องบินไปรักษาที่ รพ.ต่างประเทศเหมือนในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) ในฐานะเครือข่ายผู้บริโภค ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชม รมว.พาณิชย์ที่ผลักดันเรื่องดังกล่าว ทั้งที่ถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ ทั้งนี้ขอให้เร่งตั้งคณะอนุกรรมการที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายในสัดส่วนที่เป็นธรรม โดยเตรียมรายชื่อตัวแทนจากฝั่งผู้บริโภคและนักวิชาการไว้แล้ว จึงคาดหวังว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้จะสามารถเดินหน้าได้ทันทีในการเสนอมาตรการกำกับค่ายา วัสดุทางการแพทย์ และค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะต้องมีมาตรการมากกว่าการขายไม่เกินราคาที่แจ้งข้างกล่อง (Sticker Price)&amp;nbsp;เพราะนี่จะเป็นบทพิสูจน์การแก้ปัญหาค่ารักษาแพงของโรงพยาบาลเอกชน ตามมาตรา&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27267</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, รมว.พาณิชย์, สนธิ​รัตน์​ สนธิจิร​วงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190122/image_big_5c4731690b04c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2019 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2019 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯรพ.เอกชนชี้รัฐบาลต้องคิดดีๆ ผลดีผลเสียควบคุมราคายา เท่ากับปิดกั้นเสรีภาพทำให้โครงสรัางใหญ่เสีย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
10 ม.ค.62- ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ ผอ.กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (9 ม.ค.) ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างรพ.เอกชน เกี่ยวกับกรณีที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ค่ายา และเวชภัณฑ์ รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ในรพ.เอกชนเป็นสินค้าควบคุมว่า เรื่องนี้ยังต้องมีการหารือกับอีกรอบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่กรณีนี้จะมีผลให้ราคายาถูกควบคุม ราคายา ในร้ายขายยา จะต้องไม่เกินที่กำหนดข้างกล่องยา ขณะเดียวกันราคายาในโรงพยาบาล ต้องมีการพิจารณาตีความว่า ยาเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบโรคศิลปะหรือไม่ เพราะถือว่าการสั่งจ่ายยาอยู่ในความรับผิดชอบของแพทย์ ไม่ใช่ผู้ป่วยเป็นผู้ซื้อหายามาใช้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน &amp;nbsp;กล่าวว่าประชาชนมีโรงพยาบาลตามสิทธิ์การรักษาอยู่แล้ว ซึ่งการที่เราต้องการไปรักษาพยาบาลใน รพ.ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ ก่อนที่จะเข้ารักษาเราสามารถสอบถามราคาก่อนได้ หากพอใจก็รักษาไม่พอใจก็ไม่รักษาเป็นสิทธิที่ประชาชนคนไทยมี อีกประเด็นคือ หากเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน &amp;nbsp;มีการประเมินว่าเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินก็สามารถเข้ารักษาได้ฟรี หากไม่เข้าเกณฑ์และไม่ต้องการรักษาก็สามารถส่งต่อไปรักษาใน รพ.ตามสิทธิ์ได้ เมื่อเบื้องต้นเป็นเช่นนี้จึงสรุปได้ว่า ทุกคนไม่จำเป็นต้องไปเดือดร้อนกับราคาค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล &amp;nbsp;เพราะไม่ได้เป็นการรักษาแบบบังคับแต่เป็นทางเลือกของประชาชนการที่รัฐ จะเข้ามาควบคุมราคายา และค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน เท่ากับเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการเลือกรับบริการ ถามว่าประชาชนอยากมีทางเลือกมากหรือไม่หรืออยากมีทางเลือกน้อยๆ การที่จะเดินเข้าในโรงพยาบาลเรารู้เกือบทันทีจากลักษณะการดูแลของ รพ. ว่าราคาจะสูงหรือไม่สูง อีกคำถามคือโรงพยาบาลเหลือเงินมากหรือไม่หลังจากเก็บค่ารักษา 18 โรงพยาบาลเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ มีกำไรจากยอดขาย 100 บาท สูงสูด 14 บาท ต่ำสุด 8-9 บาท ไม่ได้มากมายมีการปันผลเพียง 2 % ที่เหลือนำไปพัฒนาโรงพยาบาลให้ดีขึ้น เพื่อให้ดูแลประชาชนที่มีประสิทธิภาพเรื่อยๆ ประเทศไทยจึงมีชื่อเสียงเพราะ รพ.เหล่านี้มีรายได้ในการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เอื้อชาติ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp; ปัจจุบันคนไทยรักษาภายในประเทศ ไม่ได้ไปรักษาในต่างประเทศเหมือนในอดีต เพราะเรามีการพัฒนา ซึ่งการพัฒนาได้ก็ต้องมีเงิน ไม่มีคุณภาพใดๆที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้เงิน ดังนั้นการไปจำกัดราคาเป็นอุปสรรคในการพัฒนา และผลสุดท้ายผลกระทบจะเกิดขึ้นกับทางเลือกของประชาชน ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยนอกที่ไปใช้บริการในรพ.ที่ต้องจ่ายเงินเองโดยไม่ใช้สิทธิ์ ทั้งประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 250 ล้านครั้งต่อปี ซึ่งแน่นอนอาจต้องมีปัญหา อาจจะมีบอกว่าแพงบ้าง 2.5 ล้านครั้ง หรือต่ำกว่านี้ ดังนั้น เมื่อมีปัญหาเล็กน้อย อย่าไปทำให้โครงสร้างใหญ่เสีย การที่รัฐบาลจะออกกฎเกณฑ์อะไรก็ต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย หรือข้อเสียมากกว่าข้อดีส่วนที่มีต่างชาติมาร้องเรียน ว่ามาใช้บริการรพ.เอกชนไทย และเก็บค่ารักษาพยาบาลแพงนั้น เรื่องนี้ต้องดูกันให้แน่ชัด ว่า สัดส่วนของคนที่ร้องเรียนมีกันกี่คน อย่าเอาคนส่วนน้อยมากสร้างผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า การควบคุมราคายา และเวชภัณฑ์ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลในรพ.เอกชน มีทั้งข้อดีและเสีย ข้อดีคือราคาอาจถูกลง แต่ว่า ต่อไปอาจทำให้เป็นแพงเรื่องอื่นแทน โดยเห็นว่า สิ่งที่ควรควบคุม คือ เรื่องค่าธรรมเนียมแพทย์ และ อัตราราคายาก็ควรสมเหตุสมผล ตรงไปตรงมา โดยปัจจุบัน มีกลไปการควบคุมอยู่แล้ว เช่น ในระบบการประกันชีวิต หากมีการจ่ายยาเกินจำเป็น หรือ มีราคาแพงเกินไป ทางบริษัทประกันจะเข้ามาตรวจสอบ และกำหนดสถานพยาบาลว่า ควรใช้สถานพยาบาลไหนอยู่แล้ว อีกทั้งทุกรพ.มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมือนกัน รพ.เอกชน ต้องสร้างอาคารเอง ค่าน้ำไฟ ต้องจ่ายเอง ขณะที่รพ.รัฐ มีงบประมาณ เข้ามาช่วยสนับสนุน ทั้งนี้ สิ่งที่อยากเตือนคือ หากมีการควบคุมมากจนเกินไป แม้จะลดลงในส่วนนี้ ก็อาจเป็นไปส่วนอื่นแทน ฉะนั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26229</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล, นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์, สบส., สมาคมรพ.เอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190110/image_big_5c370e0867acd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
