<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110829</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยผู้ติดเฃื้่อเดลตา 1คน แพร่เชื้อให้คนอื่นได้ 5-8 คน ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อร้อยละ 11.83 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 23 ก.ค.64- นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงวิธีการกักตัวที่บ้านว่า ในช่วงนี้ประเทศไทย ยังคงพบผู้ติดเชื้อโควิด19 ในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่แสดงอาการป่วยและไม่แสดงอาการป่วยแต่สามารถแพร่เชื้อติดต่อไปยังคนอื่นได้ ทำให้จำนวนผู้สัมผัสกับผู้ติดเชื้อมีมากขึ้นตามไปด้วย ผลจากการดำเนินการสอบสวนเพื่อควบคุมโรคในพื้นที่หลังจากมีรายงานผู้ป่วยรายใหม่จากทั่วประเทศจนถึงขณะนี้ พบว่าผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด 19 มีอัตราการติดเชื้อร้อยละ 11.83 &amp;nbsp;ซึ่งยังอยู่ในอัตราที่สูง โดยเชื้อที่เป็นปัญหาหลักของไทยขณะนี้ คือสายพันธุ์เดลตาและอัลฟา ที่ติดต่อกันได้ง่าย ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา 1 คน สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ 5-8 คน ส่วนเชื้อสายพันธุ์อัลฟาแพร่ได้ 4-5 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า มาตรการที่จะสกัดกั้นการแพร่ระบาดให้ยุติโดยเร็วที่สุด เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ลดการเสียชีวิตและผลกระทบอื่นๆ คือ การป้องกันการติดเชื้อและควบคุมไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปมากกว่านี้ จะต้องดำเนินการร่วมกันทุกฝ่ายไปในแนวทางเดียวกันอย่างเข้มข้น กรมควบคุมโรคจึงขอความร่วมมือประชาชนที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโควิดระหว่างที่ใช้ชีวิตประจำวัน ขอให้กักตัวเองที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน เป็นช่วงที่เชื้อฟักตัวเพื่อสังเกตอาการว่าติดเชื้อหรือไม่ สามารถดำเนินการได้ทั้งในบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ อาคารชุด เช่น หอพักคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ต่างๆ ทั้งประเภทอยู่คนเดียว หรืออยู่ร่วมกับครอบครัวหรือพักร่วมกับผู้อื่น สร้างความปลอดภัย ทั้งตนเองและคนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.โอภาส &amp;nbsp;ให้ข้อแนะนำให้ปฏิบัติ ประกอบด้วย 1.ให้จัดสถานที่พัก และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้พร้อม เน้นแยกที่พักให้เป็นสัดส่วน เช่นห้องนอน ที่นอน หากแยกไม่ได้ อาจใช้แผ่นกระดาษหรือพลาสติกกั้นห้องเพื่อแบ่งสัดส่วนชั่วคราว เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก แยกของใช้ส่วนตัว แยกห้องน้ำ หากแยกไม่ได้ ให้ใช้เป็นคนสุดท้ายและทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันที ทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ภายในบ้านด้วยน้ำผสมผงซักฟอก น้ำผสมน้ำยาฟอกขาว หรือแอลกอฮอล์ 70%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.เน้นการดูแลอนามัยส่วนบุคคล โดยล้างมือฟอกด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล 70 % ทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสสิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกับคนอื่น ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ไม่คลุกคลีกับคนอื่น แยกซักเสื้อผ้าเอง และให้งดการสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงชั่วคราว เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถติดไปกับขนสัตว์ได้เช่น แยกทานอาหาร หากให้ผู้อื่นจัดหาอาหารให้ ควรกำหนดจุดรับอาหารเพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรง กรณีใช้ชักโครก ให้ปิดฝาทุกครั้งก่อนกดชักโครก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ทิ้งขยะในถุงและมัดปากถุงให้แน่นก่อนนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.เฝ้าระวังอาการป่วยตนเองระหว่างกักตัว โดยใช้ปรอทตรวจวัดไข้ทุกวัน และสังเกตอาการผิดปกติ หากพบว่ามีไข้เกิน 37.5 องศาเซลเซียส และมีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ตาแดง จมูกไม่ได้กลิ่นหรือลิ้นไม่รับรส มีผื่นขึ้น ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องเสีย อาเจียน ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านหรืออาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) ทันที เพื่อเข้าสู่ระบบการดูแลตามขั้นตอนต่อไป หากมีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนควบคุมโรค โทร. 1422&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110829</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์, เดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa54ad63ff2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เปิดไทม์ไลน์ จัดซื้อแอสตร้าเซนเนก้า เผยตอนทำสัญญาจองล่วงหน้า ไม่ได้ระบุจะผลิตและส่งมอบให้เดือนละเท่าไหร่     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
18 ก.ค.64- &amp;nbsp;นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วยนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์กรณีการทำสัญญากับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า โดยนายแพทย์โอภาสกล่าวว่า โรคโควิด 19 เป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ องค์ความรู้และการจัดการเป็นเรื่องใหม่ ขณะที่ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตอนนี้สายพันธุ์เดลตาระบาดไปทั่วโลก มีการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น การก่อโรคเกิดความรุนแรงมากขึ้น ทำให้สถานการณ์การระบาดทั่วโลกและประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น การอ้างอิงข้อมูลเวลาใดเวลาหนึ่งมาพูดในปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากวันนี้ พูดอาจจะถูกต้อง แต่อนาคตอาจจะผิด เรื่องของวัคซีนโควิด 19 ก็เช่นกัน มีการผลิตออกมาในเวลาไม่ถึงปี เป็นการผลิตเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน จากปกติที่ใช้เวลานานหลายปี วัคซีนบางชนิด 50 ปียังทำไม่สำเร็จ เช่น วัคซีนไข้เลือดออก วัคซีนเอชไอวี ซึ่งวัคซีนโควิด 19 ทุกตัวขณะนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัยเป็นที่ยอมรับได้ในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับไทม์ไลน์โรคโควิด 19 และการจัดหาวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเริ่มจากช่วงเดือนมกราคม 2563 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโควิด 19 รายแรก, วันที่ 25 มีนาคม 2563 ประเทศไทยออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและมีผลบังคับใช้ 26 มีนาคม 2563 หลังพบการระบาดมากขึ้น, วันที่ 22 เมษายน 2563 คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเห็นชอบแผนการเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 ของประชากรไทย, วันที่ 24 สิงหาคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขลงนามสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้ามาให้ผู้ผลิตในไทย ทำให้มีแหล่งผลิตในประเทศไทย, วันที่ 23 กันยายน 2563 คณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดหาวัคซีนฯ เห็นชอบแผนจัดหาวัคซีนเบื้องต้น, วันที่ 9 ตุลาคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามเอกสาร และ 12 ตุลาคม 2563 ออกประกาศจัดหาวัคซีนในกรณีเหตุฉุกเฉิน โดยให้กรมควบคุมโรค สถาบันวัคซีนแห่งชาติ จัดหาโดยการจองล่วงหน้า ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการวิจัย ซึ่งอาจผลิตสำเร็จหรือไม่ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ครม.เห็นชอบโครงการจัดหาวัคซีนโดยการจองล่วงหน้ากับแอสตร้าเซนเนก้า 26 ล้านโดส, &amp;nbsp;วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ลงนามในสัญญา 3 ฝ่าย โดยแอสตร้าเซนเนก้าประเทศไทย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และกรมควบคุมโรค เพื่อจองซื้อวัคซีน, วันที่ 5 มกราคม 2564 ครม.รับทราบ มติที่ศบค. ให้สั่งซื้อเพิ่มอีก 35 ล้านโดส รวมเป็น 61 ล้านโดส, วันที่ 20 มกราคม 2564 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ขึ้นทะเบียนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้ใช้ได้ในภาวะฉุกเฉิน, &amp;nbsp;วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 &amp;nbsp;ครม.เห็นชอบแก้ไขสัญญาจองซื้อวัคซีนจาก 26 ล้านโดส เพิ่มอีก 35 ล้านโดส รวมเป็น 61 ล้านโดส, วันที่ 2 มีนาคม 2564 ครม.รับทราบ และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพิ่มสำหรับ 35 ล้านโดส, วันที่ 25 มีนาคม 2564 กรมควบคุมโรคส่งสัญญาที่ลงนามแก้ไขให้บริษัทแอสตร้าเซนเนก้าประเทศไทย, วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 ได้รับสัญญาตอบกลับจากแอสตร้าเซนเนก้าประเทศไทยและประเทศอังกฤษ หรือใช้เวลา 2 เดือนจึงได้รับการตอบกลับ และวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ครม.เห็นชอบกรอบการดำเนินงาน 61 ล้านโดส ตั้งแต่เดือนมิถุนายน &amp;nbsp;- ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า ในการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้านั้น ตามกำหนดการจะเริ่มเดือนมิถุนายน 2564 แต่เนื่องจากประเทศไทยมีการระบาดจึงมีการส่งมาให้ก่อน 2 ล็อต ได้แก่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 จำนวน 117,300 โดส และวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 จำนวน 242,100 โดส รวม 359,400 โดส, สำหรับเดือนมิถุนายน 2564 ส่งมา 5,130,000 โดส ได้แก่ วันที่ 4 มิถุนายน 2564 จำนวน 1,787,100 โดส, วันที่ 16 มิถุนายน 2564 จำนวน 610,000 โดส, วันที่ 18 มิถุนายน 2564 จำนวน 970,000 โดส, วันที่ 23 มิถุนายน 2564 จำนวน 593,300 โดส, วันที่ 25 มิถุนายน 2564 จำนวน 323,600 โดส และวันที่ 30 มิถุนายน 2564 จำนวน 846,000 โดส เมื่อรวมกับวัคซีนที่ส่งมาก่อนหน้านี้เป็น 5,489,400 โดส &amp;nbsp;ส่วนเดือนกรกฎาคม 2564 ส่งมาจำนวน 2,704,100 โดส ได้แก่ วันที่ 3 กรกฎาคม 2564 จำนวน 590,000 โดส, วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 จำนวน 555,400 โดส, วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 จำนวน 1,053,000 โดส และวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 จำนวน 505,700 โดส รวมทั้งหมด 12 ล็อต จำนวน 8,193,500 โดส จะเห็นว่าเมื่อผลิตและตรวจรับรองรุ่นการผลิตเสร็จก็ทยอยส่งมอบ เป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งว่าจะส่งเป็นรายสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับจดหมายของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าที่ส่งถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอบคุณที่สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศอื่นนอกอาเซียน คือ มัลดีฟส์ และไต้หวัน รวม 8 ประเทศ มีการระบุถึงข้อตกลงเจรจาจะส่งมอบวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยเริ่มในเดือนมิถุนายน 2564 แต่มีการส่งล่วงหน้ามาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 และพูดถึงเรื่องจำนวนวัคซีนที่สั่งจอง ประเทศไทยมีการจองมากที่สุด 61 ล้านโดส คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนวัคซีนที่มีการจองในอาเซียน บริษัทยืนยันการจัดส่งวัคซีนให้ประเทศไทย 1 ใน 3 ของวัคซีนที่ผลิตได้ และจะพยายามส่งให้ครบถ้วนตามสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ช่วงทำสัญญาจองและลงนามสัญญา 3 ฝ่าย ยังไม่ได้มีการผลิตวัคซีนจริง เป็นการทำสัญญาจองล่วงหน้าจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่า แต่ละเดือนจะผลิตได้เท่าไร ส่งให้เท่าไรและเมื่อไร จึงต้องมีการเจรจาแจ้งล่วงหน้าเป็นรายเดือน ซึ่งวันที่ 24 เมษายน 2564 กรมควบคุมโรคทำหนังสือแจ้งแอสตร้าเซนเนก้าว่าต้องการวัคซีนจำนวน 6 ล้านโดส ในเดือนมิถุนายน 2564 เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน 2564 เดือนละ 10 ล้านโดส และเดือนธันวาคม 2564 จำนวน 5 ล้านโดส รวม 61 ล้านโดส แต่การส่งมอบวัคซีนขึ้นกับกำลังการผลิตว่าได้มากน้อยเท่าไรและส่งให้เราได้เท่าไร ดังนั้น จำนวนที่แจ้งไปไม่ได้แปลว่าจะได้ 100% ต้องเป็นการเจรจาทั้งสองฝ่ายในแต่ละเดือน และตอนทำสัญญาไม่มีการระบุจำนวนวัคซีนที่จะส่งออกต่างประเทศ เพียงแต่ระบุว่าขอให้ประเทศไทยสนับสนุนและไม่ขัดขวางการส่งออกไปต่างประเทศ&amp;quot; นายแพทย์โอภาสกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โอภาสกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่จดหมายมีการระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขต้องการวัคซีนเดือนละ3 ล้านโดสนั้น เป็นการอ้างอิงถึงการประชุมไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยมีการสอบถามความสามารถในการฉีดวัคซีนของประเทศไทย ซึ่งข้อมูลที่มีคือเคยฉีดเดือนละ 3 ล้านโดส กรมควบคุมโรคยังไม่เคยบอกอย่างเป็นทางการว่าจะฉีดได้แค่ 3 ล้านโดส ต่อมามีตัวเลขประมาณการณ์และแจ้งแอสตร้าเซนเนก้าว่าขีดความสามารถฉีดได้ถึง 10 ล้านโดสถ้ามีวัคซีนเพียงพอ เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่บอกว่าแอสตร้าเซนเนก้าจะส่งให้ไทยเท่าไร มี 2 ส่วน คือ ความต้องการของประเทศไทย และกำลังการผลิต จะต้องเอา 2 ส่วนมาเชื่อมต่อกันจึงจะเป็นการส่งวัคซีนจริง ซึ่งขณะนี้ก็มีการส่งมาให้เราเรื่อยๆ บางสัปดาห์ก็ส่งให้ 2 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นว่าจะจัดส่งวัคซีนจนถึงเดือนพฤษภาคม 2565 นั้น ขณะนี้การผลิตของแอสตร้าเซนเนก้าในประเทศไทยพยายามจะผลิตให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแอสตร้าเซนเนก้าไม่ได้แจ้งจำนวนการผลิตมา จากการคำนวณอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านโดสต่อเดือน เพราะฉะนั้น ถ้าคิด 1 ใน 3 คือจำนวน 5 ล้านโดสต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ และการผลิตวัคซีนขึ้นกับหลายปัจจัย รวมทั้งชีววัตถุตั้งต้น จึงยากที่บริษัทจะรับปากได้ 100% แต่จำนวนวัคซีนในสัญญากับความต้องการของไทยคือ 61 ล้านโดส ภายในเดือนธันวาคม 2564 โดยจะต้องมีการเจรจาเป็นรายเดือน ซึ่งแอสตร้าเซนเนก้าไม่เคยออกมาระบุว่าจะส่งมอบถึงพฤษภาคม 2564 เป็นแค่จำนวนประมาณการณ์จึงต้องมีการเจรจากันต่อไป
------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110202</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์, แอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3e97276fba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 18:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ำเก็บวัคซีนซิโนแวค ควรใช้เจล แพ็ก ห้ามแช่น้ำแข็ง หรือทำให้เย็นเกินกว่า 2 องศา และห้ามสูงเกิน 8องศา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;29มิ.ย.64- นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง แจ้งเตือนเฝ้าระวังการเก็บรักษาวัคซีน CoronaVac ผลิตโดยบริษัทซิโนแวค เลขทะเบียน 1C 3/64 (NBC) ที่ส่งถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการตรวจพบก่อนที่จะนำมาฉีดให้กับประชาชน โดยผลการตรวจสอบพบว่า วัคซีนดังกล่าวมีลักษณะของสารละลายรวมตัวเป็นเจลใสติดบริเวณด้านในของขวดวัคซีน และเจลดังกล่าว ไม่หายไปหลังการเขย่า ทั้งนี้ จากการตรวจสอบโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของวัคซีน CoronaVac รุ่นการผลิตดังกล่าว มีลักษณะทางกายภาพที่ปกติ &amp;nbsp; กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า วัคซีน CoronaVac เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) มีลักษณะเป็นยาน้ำแขวนตะกอนขาวขุ่น อาจมีตะกอนสะสมเป็นชั้นอยู่ด้านล่างขวด จึงต้องเขย่าให้เข้ากันก่อนใช้รวมทั้งต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสเท่านั้น การเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสหรือติดลบ จะทำให้วัคซีนเสื่อมสภาพและไม่สามารถนำไปฉีดให้กับประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; สำหรับแนวทางการจัดเก็บและขนส่งวัคซีนโควิด 19 เป็นไปตามมาตรฐานสากล (องค์การอนามัยโลก) โดยมีแนวทางและกระบวนการปฏิบัติที่สำคัญ 5 ข้อ ดังนี้ 1.มีระบบติดตามควบคุมอุณหภูมิการจัดเก็บ พร้อมข้อมูลการแสดงผลแบบ real time เพื่อสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาจัดเก็บ 2.มีอุปกรณ์ติดตามการจัดเก็บและขนส่งวัคซีนตามมาตรฐาน เช่น เทอร์โมมิเตอร์ 3.จัดเก็บในคลังหรือตู้เย็นที่มีพื้นที่เพียงพอ อุณหภูมิถ่ายเทเหมาะสม โดยเฉพาะกรณีตู้เย็น ให้จัดเก็บที่ตรงกลางตู้เย็น เพื่อให้อยู่ในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส และห่างจากจุดปล่อยความเย็น ไม่ควรจัดเก็บที่ถาดรองใต้ช่องแช่แข็งหรือชั้นที่ติดกับชั้นแช่แข็งเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อุณหภูมิต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส 4.ในกระบวนการบรรจุวัคซีนเพื่อขนส่งมีระบบ Conditioning ice pack หรือ gel pack โดยนำ ice pack หรือ gel pack ที่แช่แข็งมาตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 15-30 นาที สังเกตให้มีหยดน้ำเกาะก่อนบรรจุ รวมทั้งขณะบรรจุจะต้องมีอุปกรณ์กั้น เช่น กระดาษ เพื่อไม่ให้ ice pack หรือ gel pack สัมผัสกับวัคซีนโดยตรง ขั้นตอนนี้จะป้องกันไม่ให้วัคซีนมีอุณหภูมิติดลบ ก่อนถึงหน่วยบริการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.มีแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินและระบบแจ้งเตือน กรณีเหตุการณ์ฉุกเฉินในระบบลูกโซ่ความเย็น (cold chain breakdown) ที่อุณหภูมิจัดเก็บเปลี่ยนแปลงต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส หรือ สูงกว่า 8 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ ทุกขั้นตอนมีบุคลากรวิชาชีพสาขาต่างๆ เช่น แพทย์ เภสัชกร พยาบาล ดูแลความถูกต้องของผลิตภัณฑ์และการฉีดวัคซีน ซึ่งก่อนให้บริการฉีดวัคซีนมีการตรวจเช็คก่อนฉีดให้กับประชาชน และปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพของตนเองทุกประการ&amp;nbsp;
สำหรับผู้ให้บริการจำเป็นต้องตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของวัคซีนทุกขวดก่อนใช้ หากพบเห็นการเกิดตะกอนที่ผิดปกติ เช่น เขย่าแล้วไม่ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน หรือเห็นเป็นเม็ดตะกอนเล็กๆ กระจายไปทั่ว หรือตกตะกอนอย่างเร็ว ห้ามใช้วัคซีนขวดนั้น และแจ้งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือกรมควบคุมโรค โดยระบุลักษณะของวัคซีนและสาเหตุที่เกิดขึ้น ชื่อวัคซีน รุ่นการผลิต รายละเอียดของเหตุการณ์ อุณหภูมิสุดท้ายของวัคซีนที่จัดเก็บก่อนพบความผิดปกติ พร้อมรูปถ่าย เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 02 951 0000 ต่อ 99940 &amp;nbsp;และสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108064</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, ซิโนแวค, นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์, วิธีเก็บรักษาวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60db06339f6d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สธ.เผยขั้นตอนการกระจายวัคซีน แอสตร้าฯใช้เวลาตรวจที่ไทย-อังกฤษ 4 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.64- นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายจัดหาวัคซีนให้คนไทยอย่างน้อย 50 ล้านคน หรือร้อยละ 70 ของประชากรในประเทศ นั้น กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการจัดสรรวัคซีนโควิด 19 &amp;nbsp;โดยยึดตามนโยบายของ ศบค. และข้อมูลทางวิชาการในการจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายเชิงประชากร ซึ่งคิดจากตัวเลขที่แต่ละจังหวัดตั้งมาและปรับตามสูตรการคำนวณให้สอดคล้องกับจำนวนวัคซีนที่ได้รับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; สำหรับขั้นตอนการจัดสรรวัคซีนเพื่อกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ มาตรฐาน เริ่มต้นจากองค์การเภสัชกรรม ไปรับวัคซีนจากบริษัทที่สนามบินสุวรรณภูมิ และส่งตัวอย่างวัคซีนและเอกสารการตรวจสอบคุณภาพของวัคซีนให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบสภาพของบรรจุภัณฑ์ จำนวน และอุณหภูมิที่ใช้ในการขนส่งวัคซีน ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ การทดสอบคุณภาพและการวิเคราะห์คุณภาพของวัคซีนในห้องปฏิบัติการ จะดำเนินไปพร้อมกับการตรวจสอบเอกสารข้อมูลการผลิตและการควบคุมคุณภาพของผู้ผลิต (Summary Production Protocol) โดยวัคซีนซิโนแวค จะใช้เวลาในการตรวจสอบคุณภาพประมาณ 1-2 สัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่มีโรงงานการผลิตอยู่ในประเทศไทย จะใช้เวลาในการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนเฉลี่ยประมาณ 3 วัน ซึ่งก่อนการอนุมัติให้กระจายวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ต้องส่งผลการตรวจสอบคุณภาพไปยังประเทศอังกฤษเพื่อทำการวิเคราะห์คุณภาพอีก 1 วัน หลังจากผ่านการวิเคราะห์คุณภาพจากประเทศอังกฤษแล้ว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะทำการออกหนังสือรับรองรุ่นการผลิต (lot released) ให้กับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นผู้นำเข้าวัคซีน และองค์การเภสัชจะส่งมอบวัคซีนให้กับกรมควบคุมโรคต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค จะเป็นผู้จัดสรรและกระจายวัคซีนตามแผนการจัดสรรวัคซีนที่ ศบค. พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งก่อนการส่งมอบวัคซีนไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จะมีการวางระบบควบคุม &amp;nbsp;ที่มีมาตรฐานตั้งแต่การตรวจสอบคุณภาพ การเก็บรักษา และการควบคุมอุณหภูมิของพื้นที่ปลายทางที่จะรับวัคซีนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนการจัดฉีดวัคซีนทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครเป็นผู้บริหารจัดการ โดยต้องฉีดให้สมดุลกับวัคซีนที่ได้รับ ให้มีวัคซีนฉีดต่อเนื่อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด 19 ให้กับประชาชน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106703</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, กรมควบคุมโรค, การกระจายวัคซีน, ซิโนแวค, นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb0b3147694.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอโอภาส&#039;เคลียร์ปัญหากระจายวัคซีน เผยมิ.ย.มี 3.54 ล้านโดส ยันส่งแอสตร้าฯให้ทุกจังหวัดทุกสัปดาห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
7มิ.ย.64-นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมาย ให้ทุกคนในแผ่นดินไทย ทั้งคนไทยและต่างชาติได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ด้วยความสมัครใจโดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งต้องฉีดให้ครอบคลุมประชากรที่อยู่ในประเทศไทยอย่างน้อยร้อยละ 70 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมต่อไป โดยหลักการกระจายวัคซีน คือ 1.ทุกจังหวัดจะได้รับการจัดสรรวัคซีนทั้งแอสตร้าเซนเนก้าและซิโนแวค เฉลี่ยตามจำนวนประชากรในพื้นที่และประชากรแฝงในพื้นที่ 2.จังหวัดที่มีการระบาดจะจัดวัคซีนเสริม เพื่อควบคุมโรค โดยมีการปรับแผนตามสถานการณ์โรคที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว เช่น มีการระบาดในบางพื้นที่หรือบางกลุ่มเพิ่มขึ้น 3.จังหวัดกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว กลุ่มแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ &amp;nbsp;หรือชายแดนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน ผู้ประกันตน รวมถึงผู้ที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีนผ่าน &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; จะได้ฉีดแน่นอน ขอให้ประชาชนไปรับวัคซีนตามกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเริ่มให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 แก่ประชาชน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 64 จนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;มีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 4 ล้านโดส ในกรุงเทพฯ ฉีดแล้ว 1 ล้านโดส ทำให้ช่วยชะลอการระบาดได้ในส่วนนึง โดยในระยะแรกกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป บุคคลที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง และจะสามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด รวมถึงการเร่งให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในประชาชนให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในวันนี้ เป็นการเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 สำหรับประชาชนทั่วไปพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด 19 และลดอัตราการติดเชื้อหรือเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยมีเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรอย่างน้อยร้อยละ 70 ของประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยภายในปี 2564 ซึ่งขณะนี้มีวัคซีนจำนวน 3.54 ล้านโดส (แอสตร้าเซนเนก้า 2.04 ล้านโดส และซิโนแวค 1.5 &amp;nbsp;ล้านโดส) และจะมีวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าที่ทยอยส่งมอบไปทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยสัปดาห์ที่ 3 &amp;nbsp;ของเดือนมิถุนายนนี้จะมีวัคซีน 8.4 แสนโดส และสัปดาห์ที่ 4 อีก 2.58 ล้านโดส ในภาพรวมตลอดเดือนมิถุนายน จะมีวัคซีน 6 ล้านโดส ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ ศบค. กำหนด และคาดว่าในเดือนมิถุนายนนี้ จะฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ 10 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบการบริหารจัดการ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก เพื่อลดความสับสน และขอให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนที่รัฐบาลจัดหามา ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพตามมาตรฐานทางสาธารณสุขก่อนนำมาฉีดให้กับประชาชน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105581</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, กระจายวัคซีน, นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60bdfa4cbb110.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ยันยังไม่มีโควิดสายพันธุ์ไทย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; 28 พ.ค. 64- &amp;nbsp;นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีที่สื่อประเทศอังกฤษรายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 พบเชื้อโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ สายพันธุ์ C.36.3 ที่มาจากประเทศไทยในอังกฤษ อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ (VUI) นั้น ข้อมูลจากการสอบสวนโรค กองระบาดวิทยา รายงานพบการติดเชื้อในชาย อายุ 33 ปี สัญชาติอียิปต์ อาชีพผู้ช่วยนักบิน มีประวัติ อาศัยอยู่ที่ประเทศอียิปต์ วันที่ 25 มกราคม 2564 เดินทางไปฮ่องกงและเดินทางไปกรุงเทพ ฯ โดย Egypt Airline เดินทางถึงกรุงเทพฯ วันที่ 26 มกราคม 2564 และเข้ากักตัวที่ ASQ โรงแรม NOVOTEL สมุทรปราการ เก็บตัวอย่างครั้งที่ 1 วันที่ 29 มกราคม 2564 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่งตรวจห้องปฏิบัติการพบสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ในจังหวัดสมุทรปราการ และส่งตรวจสายพันธุ์พบว่า เป็นสายพันธุ์ B.1.1.1 ปัจจุบันคือ C.36.3 ผลการตรวจก่อนออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ไม่พบเชื้อบินกลับประเทศอียิปต์ทันที และไม่พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้รายอื่นเพิ่มจากผู้ป่วยรายนี้ในประเทศไทยแต่อย่างใด กรณีที่อังกฤษรายงานสายพันธุ์ C.36.3 Variant ถูกระบุชื่อในตารางสายพันธุ์ไวรัส ว่า Thailand ex Egypt ตามหลักการจึงไม่ควรเรียก สายพันธุ์ไทย เพราะเป็นผู้ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104486</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์, โควิดสายพันธุ์ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b0a24285871.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผยสายพันธุ์อัฟริกาใต้ที่ตากใบ 3 รายรักษาหายแล้ว ต้นตอมาจากมาเลย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23 พ.ค.64-นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการพบเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์ B.1.351 หรือสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ว่า ประเทศไทยมีการเฝ้าระวังเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์ต่างๆ ดังนั้น เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุขมีความร่วมมือกับห้องปฏิบัติการเครือข่ายการตรวจหาเชื้อกลายพันธุ์ทั้งภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย เพื่อให้ทราบสายพันธุ์ที่ระบาดในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมามีการรายงานพบสายพันธุ์อังกฤษ และสายพันธุ์อินเดีย ล่าสุดได้รับรายงานจากห้องปฏิบัติการเครือข่ายของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ จำนวน 3 ราย จากคลัสเตอร์ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นชายไทย อายุ 32 ปี ในหมู่ 9 ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ มีภรรยาชาวมาเลเซียเดินทางมาเยี่ยม เริ่มป่วยวันที่ 26 เมษายน มีอาการไข้ ปวดเมื่อย ปวดท้อง และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโควิด 19 เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะนี้รักษาหายแล้ว ส่วนภรรยาเดินทางกลับมาเลเซีย เมื่อพบกรณีดังกล่าวได้มีการเฝ้าระวัง ค้นหาผู้สัมผัสในครอบครัวและชุมชน พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 698 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 160 ราย พบผู้ติดเชื้อรวม 83 ราย มีอาการน้อยรักษาในโรงพยาบาลชุมชน 35 ราย โรงพยาบาลสนาม 41 ราย และมีอาการปานกลางรักษาในโรงพยาบาลนราธิวาส 7 ราย ปัจจุบันรักษาหายแล้ว 16 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 67 ราย สุ่มตรวจพบสายพันธุ์แอฟริกาใต้ 3 ราย รักษาหายแล้วทั้ง 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรการควบคุมโรคได้มีการปิดพื้นที่เพื่อควบคุมและจำกัดการเดินทางเข้าออกตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2564 ถึงปัจจุบัน โดยตั้งด่านตรวจที่หมู่ 4 , 7 , 8 และ 9 มีการค้นหาเชิงรุกและสอบสวนโรค ผู้สัมผัสทุกรายได้รับการกักตัวในสถานที่กักกัน ตรวจตราการลักลอบเข้าเมือง และศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (อีโอซี) อ.ตากใบ และ จ.นราธิวาส มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะนี้ควบคุมสถานการณ์ได้ แนวโน้มไม่พบผู้ป่วยเพิ่มเติม&amp;rdquo; นายแพทย์โอภาสกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า สายพันธุ์แอฟริกาใต้ที่พบมีลักษณะใกล้เคียงกับที่พบในมาเลเซีย รวมกับประวัติที่สอดคล้องว่าผู้ป่วยคนแรกมีประวัติสัมผัสญาติที่ลักลอบมาจากมาเลเซีย เชื่อได้ว่ามีการติดมาจากมาเลเซีย จึงขอความร่วมมือประชาชนหากพบผู้เดินทางเข้ามาผิดกฎหมายให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนความสามารถการกระจายโรคของสายพันธุ์แอฟริกาใต้ใกล้เคียงกับสายพันธุ์อังกฤษและอินเดีย ความรุนแรงของโรคไม่ได้มากกว่าปกติ จะเห็นว่าผู้ป่วย 83 ราย ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง สำหรับการตอบสนองของวัคซีนในสายพันธุ์แอฟริกาใต้ มีข้อมูลบ่งชี้ว่า อาจไม่ดีเท่าสายพันธุ์อื่น แต่วัคซีนทุกชนิดยังสามารถลดการเกิดอาการรุนแรงและการเสียชีวิตได้ จึงมีประโยชน์ในการให้วัคซีน ส่วนมาตรการป้องกันยังใช้มาตรการทางสาธารณสุข คือ ค้นหาผู้ป่วย แยกผู้ป่วย ค้นหาผู้สัมผัส กักตัว และตรวจหาเชื้อ และมาตรการส่วนบุคคลที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสายพันธุ์ไหนต้องใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และล้างมือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103907</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, ตากใบ, นพ.โอภาส การณ์กวินพงศ์, สายพันธุ์อัฟริกาใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a778e300184.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
