<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สปุตนิก วี &#039;สะดุด อย.เผยบริษัทคินเจน ไบโอเทค ขาดส่งข้อมูลสำคัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 10pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;
15มิ.ย.64-นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่บริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด ได้ยื่นเอกสารขออนุญาตวัคซีนสปุตนิก วี กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นั้น ขณะนี้ อย. ได้รับข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 ซึ่ง อย. ตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลล่าสุดที่ยื่นเป็นข้อมูลชุดเดิมที่เคยยื่นกับ อย. แล้ว ยังคงขาดข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาด้านความปลอดภัย คุณภาพ และหลักฐานการแสดงมาตรฐานการผลิต GMP PIC/S หรือเทียบเท่า โดยข้อมูลที่ขาดคิดเป็นร้อยละ 50 ของข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณาทั้งหมด เช่น ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวยาสำคัญ รายละเอียดวิธีวิเคราะห์ของตัวยาสำคัญและผลิตภัณฑ์ยา ข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp;ทั้งนี้ อย. ได้แจ้งทางบริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด ให้จัดส่งข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาโดยเร่งด่วนเป็นครั้งที่ 3 แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106475</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., คินเจน ไบโอเทค, นพ.ไพศาล ดันคุ้ม, วัคซีนสปุตนิก 5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c871f3ae68d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.ปฎิเสธข่าว ไม่อนุญาตซิโนฟาร์มขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด ย้ำเปิดช่องทางพิเศษเร่งรัด   เร็วสุดไม่เกิน30 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;10ก.พ.64-นพ. ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่ บริษัท วีโนว่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ให้ข่าวเกี่ยวกับการขออนุญาตขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ของซิโนฟาร์ม (Sinopharm) &amp;nbsp;ว่า อย.ปฏิเสธการรับเอกสาร คำขอและมีระยะเวลาพิจารณาค่อนข้างนานทำให้คนไทยเสียโอกาสในการใช้วัคซีน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โควิด-19 นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่า ไม่เคยปฏิเสธการขอขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 และได้มีการเปิดช่องทางพิเศษเพื่อเร่งรัดดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด หากเอกสารสมบูรณ์ครบถ้วน จะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ &amp;nbsp;30 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ บริษัท วีโนว่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้มีการติดต่อหารือกับ อย. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 มีการติดต่อสอบถามรายละเอียดทั่วไปเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ของซิโนฟาร์ม ซึ่ง อย. ได้ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและการจัดเอกสาร พร้อมทั้งระยะเวลาของการขึ้นทะเบียนของวัคซีนโควิด-19 และในครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 เจ้าหน้าที่บริษัทได้เดินทางเข้ามาอีกครั้ง เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่นเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ของซิโนฟาร์ม แต่ยังไม่มีการยื่นเอกสารใด ๆ เพื่อขอขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยบริษัทแจ้งการวางแผนว่าจะยื่นเอกสารขึ้นทะเบียนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เลขาธิการฯ อย. กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า อย. ให้ความสำคัญกับการพิจารณาขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของทุกบริษัท โดยไม่ปิดกั้นและพร้อมให้คำปรึกษาหรือตอบข้อสงสัย เพื่ออำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92600</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., ซิโนฟาร์ม, นพ.ไพศาล ดันคุ้ม, บริษัท วีโนว่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, วัคซีนซิโนแวค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c86284acee20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 18:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.ฮึ่มเตรียมตรวจเข้มผักผลไม้ ทั้งจำหน่ายและนำเข้า ถ้ามีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานกำหนดเจอโทษทั้งปรับ ทั้งจำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
3 ก.พ.63- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำรจำหน่ายผักผลไม้นำเข้า และโครงการผักร่วมใจ ณ ตลาดไท จังหวัดปทุมธานี เพื่อสร้ำงความมั่นใจในการบริโภคผักผลไม้ที่จำหน่ายในประเทศ โดย นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรเกษตรและสหกรณ์ และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา &amp;nbsp;ได้มีการบูรณาการร่วมกันในกำกับดูแลผักและผลไม้ที่จำหหน่ายในประเทศ และการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างตลอดห่วงโซ่ครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การคัดบรรจุ กำรจำหน่าย การบริโภค ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องการปลูก ที่ผ่านมาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติตาม ระบบจัดการคุณภาพ (Good Agriculture Practices : GAP) พืช ซึ่งจะมีเกณฑ์ที่ควบคุมดูแลการใช้สารเคมีทำการเกษตรอย่างเข้มงวด แต่อาจมีเกษตรกรบางราย &amp;nbsp;ที่พบการใช้สารเคมีไม่ถูกต้องอยู่บ้าง โดยกรมวิชาการเกษตร ได้แจ้งผลการตรวจพบสารเคมีทำการเกษตรที่เกินมาตรฐานให้เกษตรกรทราบเพื่อน นำไปปรับปรุงและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา มายังกรมวิขาการเกษตร &amp;nbsp;หากตรวจพบปัญหากรมวิชาการเกษตรจะพิจารณาให้พักใช้ใบรับรองแหล่งผลิตพืช แต่หากเป็นแปลงใหม่ที่มีผลการตรวจประเมินไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด กรมวิชาการเกษตรจะไม่ออกใบรับรอง GAP ให้เกษตรกรรำยนั้น หรือหากตรวจพบวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งเป็นสารเคมีที่ห้ามนำเข้า ส่งออก &amp;nbsp;หรือมีไว้ในครอบครอง จะสั่งเพิกถอนใบรับรอง และสารวัตรเกษตรจะติดตามตรวจสอบร้านค้า จำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ หากพบการกระทำผิดจะแจ้งเรื่องส่งฟ้องดำเนินคดีค่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวเพิ่มเติมว่า อย. ได้ออกคำชี้แจงมาตรการเฝ้าระวังผักและผลไม้ที่อาจมีสารพิษตกค้างทางการเกษตร ทั้งที่ ผ่านการนำเข้า สถานที่ คัดบรรจุ รวมทั้งสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยมาตรการดังกล่าวจะดำเนินการรตรวจสอบสารพิษตกค้างทางการเกษตร และการแสดงฉลาก ของผักและผลไม้ ณ ด่านอาหารและยา &amp;nbsp;สถานที่คัดและบรรจุและสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงกระบวนการคัดและบรรจุ ณ สถานที่คัดและบรรจุทั่วประเทศ อีกด้วย ซึ่ง อย. ได้ชี้แจงกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ได้แก่ เครือข่ายยเกษตรกร ผู้ประกอบการคัดและบรรจุ ผู้นำเข้า ส่งออก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ทราบเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม &amp;nbsp;2563 ที่ผ่านมา หากตรวจพบสารพิษตกค้างในผักและผลไม้เกินค่ามาตรฐาน จะมีโทษปรับสูงสุด 50,000 บำท แต่หากมีปริมาณสารพิษตกค้างในปริมาณที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพจะมีโทษจำคุกสูงสุด 2ปี หรือปรับสูงสุด 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ประชาชน สามารถเลือกซื้อผัก ผลไม้โดยดูจาก QR Code &amp;nbsp;ที่ฉลากได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56180</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นพ.ไพศาล ดันคุ้ม, มนัญญา  ไทยเศรษฐ์, สารเคมีเกษตรตกค้างในผัก ผลไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200203/image_big_5e3803d1aab38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2019 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2019 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เปิดรับฟังความทคิดเห็นร่างกฎกระทรวงกัญชง ถึง 5พ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
1พ.ย.62-นพ. ไพศาล &amp;nbsp;ดั่นคุ้ม &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดทำ (ร่าง) กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ....ซึ่งได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้นำขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th และ www.lawamendment.go.th ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในวันนี้ (1 พฤศจิกายน 2562) ได้จัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้อยู่ใต้บังคับกฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้สนใจ ประกอบด้วย นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานภายนอกกระทรวงสาธารณสุข เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงกลาโหม กรมวิชาการเกษตร กรมศุลกากร หน่วยงานภายในกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมอนามัย องค์การเภสัชกรรม และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เครือข่ายภาคประชาชน เช่น สภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้แทนมูลนิธิเกี่ยวกับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; การคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนภาคการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรังสิต และผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจ เช่น สมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้ง ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร &amp;nbsp; &amp;nbsp; สิ่งทอ เครื่องสำอาง ร่วมรับฟังความคิดเห็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาระสำคัญของร่างดังกล่าว เป็นการยกเลิกกฎกระทรวงฉบับเดิม และกำหนดขึ้นใหม่ โดยครอบคลุมทั้งการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายและมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) และการใช้ประโยชน์จากกัญชงเพื่อนำไปผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ เช่น ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร เครื่องสำอาง รวมถึงการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เส้นใย สิ่งทอ ฉนวนกันความร้อน การใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และการศึกษาวิจัย ทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ อย.กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการประชุมในครั้งนี้ ได้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก สำหรับท่านที่ไม่ได้เข้าประชุม รวมทั้งประชาชนทั่วไป สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th และ http://www.lawamendment.go.th จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งหลังจากนี้ อย. จะรวบรวมข้อคิดเห็นทั้งหมด เพื่อปรับปรุงให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษดำเนินการตามขั้นตอน แล้วจึงเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49319</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., นพ.ไพศาล ดันคุ้ม, พรก.กัญชง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbbdc12966e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เปิดทาง&quot;กัญชง&quot; ใช้ประโยชน์ไม่น้อยหน้เา&quot;กัญชา&quot; ประกาศปริมาณสาร THC จากใบ ช่อดอก ไม่เกิน 1.0ต่อน้ำหนักแห้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ต.ค.62-อย.แจงประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ กำหนดให้กัญชง และเมล็ดพันธุ์รับรอง มีปริมาณสาร THC ในใบและช่อดอกไม่เกินร้อยละ 1.0 ต่อน้ำหนักแห้ง ส่งเสริมการพัฒนาสายพันธ์กัญชง โดยเฉพาะพันธุ์พื้นเมือง เปิดกว้างให้เกิดการใช้ประโยชน์ในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ &amp;nbsp;หวังสร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นพ. ไพศาล &amp;nbsp;ดั่นคุ้ม &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์จากกัญชง คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ จึงได้ออกประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เรื่อง กำหนดลักษณะกัญชง (Hemp) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.ศ.2562 โดยกำหนดให้กัญชงและเมล็ดพันธุ์รับรองมีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol : THC) ในใบและช่อดอก ไม่เกินร้อยละ 1.0 ต่อน้ำหนักแห้ง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสายพันธุ์กัญชง โดยเฉพาะพันธุ์พื้นเมือง เปิดกว้างให้เกิดการใช้ประโยชน์กัญชงอย่างคุ้มค่านอกเหนือจากเส้นใย เพื่อนำไปผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ &amp;nbsp;เช่น ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร เครื่องสำอาง รวมถึงการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เส้นใย สิ่งทอ ฉนวนกันความร้อน ทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน โดยประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษฉบับนี้ ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 แล้ว และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ อย. ได้นำ (ร่าง) กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) เปิดรับฟังความคิดเห็น จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้นำขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม- 5 พฤศจิกายน 2562 และจะมีการจัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เวลา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;9.30 น. ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงขอเชิญผู้สนใจการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กัญชงร่วมให้ข้อคิดเห็น เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายมีความสมบูรณ์เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ เลขาธิการฯ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48853</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., กัญชง, นพ.ไพศาล ดันคุ้ม, สารTHC</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191025/image_big_5db2b01d2a98a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เตือน&quot;ยาผีบอก&quot; ทำหญิงวัย 49 เสียชีวิต  พบเป็นสมุนไพรปลอม ผสมสเตียรอยด์ ขายตามแผง ตลาดนัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15ต.ค.62- นพ. ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากข่าวพบหญิงอายุ 49 ปี เสียชีวิตที่บ้านพัก โดยสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ตาม ในที่เกิดเหตุ &amp;nbsp; &amp;nbsp;พบซองยาผีบอก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบพบว่าไม่มีการขึ้นทะเบียนกับ อย. จัดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม พยายามเลียนแบบชื่อยา &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ได้รับอนุญาต ผู้ผลิตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท &amp;nbsp;ส่วนผู้ขายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสามแสนบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตาม พรบ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า อย. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้เคยเตือนอันตรายของยาผีบอกแล้วตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากตรวจพบว่ามีส่วนผสมของสเตียรอยด์ และยังได้ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. รวมทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามขยายผลและตรวจสอบถึงแหล่งผลิตในพื้นที่ จ. มหาสารคาม พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดด้วย จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อซื้อยาผีบอกมารับประทาน อาจได้รับอันตรายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบยาแผนโบราณที่โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดข้อ ปวดเข่า เมื่อรับประทานแล้วหายปวดเร็วผิดปกติ มักจะลักลอบผสมสเตียรอยด์ เพื่อให้ผู้ใช้เห็นผลทันใจ ซึ่ง สเตียรอยด์เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะมีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายแทบทุกระบบ มีผลข้างเคียงสูง ผู้ผลิตที่เห็นแก่ได้มักลักลอบนำมาผสมในยาแผนโบราณ เพื่อให้เกิดผลในการรักษาที่รวดเร็ว &amp;nbsp;โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภค การรับประทานยาแผนโบราณที่ลักลอบผสมสเตียรอยด์ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ใช้มากมาย เช่น ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคได้ง่าย เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลง อาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ กระดูกผุ ภูมิคุ้มกันลดลง บางรายถึงขั้นไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ขอเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หากเจ็บป่วยให้ปรึกษาแพทย์ และหากต้องการซื้อยาให้ซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน อย่าหลงเชื่อยาที่แสดงสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง และอย่าซื้อยาจากแหล่งจำหน่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น บุคคลที่นำยามาขายด้วยตนเองตามแผงลอย ตลาดนัด และร้านค้าย่อย เพราะอาจได้รับยาที่มีการผลิตโดยไม่ถูกสุขลักษณะ ยาไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจทำให้เกิดการแพ้ยาและเสียโอกาสในการได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หากมีข้อสงสัยว่ายานั้นได้รับอนุญาตจาก อย. หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ fda.moph.go.th หรือทาง Oryor Smart Application และขอให้ผู้บริโภคช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นยาต้องสงสัยที่มีการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน อย. 1556 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application ได้เช่นกัน เพื่อ อย. จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป &amp;quot;เลขาธิการอย.กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48088</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., นพ.ไพศาล ดันคุ้ม, ยาผีบอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c86284acee20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผยผลตรวจสอบตั้งแต่ปี59 มีข้าราชการได้รับเงินเกินสิทธิประมาณ5%  คืนแล้ว 50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11มี.ค.62-นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีข้าราชการได้รับเงินเกินสิทธิ ว่า กระทรวงสาธารณสุขตรวจพบว่าการปรับเงินเดือนไม่เป็นตามเงื่อนไขตั้งแต่พ.ศ.2559 ซึ่งได้สั่งการให้ตรวจสอบอย่างละเอียดและแก้ไขให้ถูกต้องมาโดยตลอด เบื้องต้นพบข้าราชการได้รับเงินเกินสิทธิมีเพียงร้อยละ 5 จากทั้งหมด 8,000 กว่าราย ส่วนใหญ่เป็นการเทียบวุฒิและการคิดเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนผิด เป็นต้น ขณะนี้ มีข้าราชการที่เข้ากระบวนการชำระคืนแล้วประมาณร้อยละ 50 สำหรับในส่วนที่เหลือได้มอบให้กองบริหารทรัพยากรบุคคลประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ยืนยันรายละเอียดข้าราชการที่ได้รับเงินเกินสิทธิเป็นรายบุคคล เพื่อเจรจากับกระทรวงการคลังขอผ่อนชำระระยะยาว 5-10 ปี ไม่มีดอกเบี้ย บรรเทาความเดือนร้อนของข้าราชการกลุ่มดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการเชิงระบบ เป็นบทเรียนและแนวทางการทำงานต่อไป ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด้านบริหาร เป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ประธานชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการกองกฎหมาย ผู้อำนวยการกองบริหารคลัง ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรบุคคล&amp;rdquo; นพ.ไพศาลกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31058</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ข้าราชการได้รับเงินเกินสิทธ์, นพ.ไพศาล ดันคุ้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c86284acee20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
