<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพล เผยประชาชนยังต้องการให้รัฐบาลดูแลค่าครองชีพ หลังจากทั้งโควิด-น้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ตามดูปัญหาปากท้องประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,100 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 9 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.0 กังวลมากถึงมากที่สุดเรื่องปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ หลังจากเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ร้อยละ 20.9 กังวลปานกลาง ร้อยละ 6.1 กังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุด พบว่า ร้อยละ 49.5 ระบุด้านค่าครองชีพ ของกินของใช้ และสาธารณูปโภค ต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ในขณะที่ร้อยละ 48.2 ระบุ ด้าน แหล่งเงินทุน และช่วยภาคธุรกิจ ในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และการส่งออก เป็นต้น และร้อยละ 2.3 ระบุอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ จากปัญหาน้ำท่วมประชาชนต้องการให้รัฐบาลช่วยด้านต่าง ๆ มากที่สุด ได้แก่ ร้อยละ 45.6 ระบุ ช่วยเรื่องรายได้ ที่กระทบจากปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 25.5 ระบุ เรื่องที่อยู่อาศัยและพืชผลการเกษตรเสียหาย ร้อยละ 25.2 ระบุ เรื่อง อาหาร และถุงยังชีพ และร้อยละ 3.7 ระบุ อื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความพอใจต่อนโยบายของรัฐบาล เรื่อง แก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพใน 3 อันดับแรก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.2 พอใจโครงการ คนละครึ่ง ร้อยละ 83.6 พอใจโครงการ ช่วยเหลือเยียวยา ทุกกลุ่ม ผ่าน อบต. และการปกครองท้องถิ่นอื่น ๆ และร้อยละ 65.4 พอใจ โครงการ เราเที่ยวไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลช่วยหลังสถานการณ์โควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.6 ระบุ การพักชำระหนี้กับสถาบันการเงิน และธนาคาร ร้อยละ 91.3 ระบุ ช่วยลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และอื่น ๆ ไปถึงสิ้นปี ร้อยละ 88.5 ระบุ ลดหย่อนภาษี เว้นภาษีนิติบุคคล ตามเกณฑ์เหมาะสม และร้อยละ 79.2 ระบุ ช่วยธุรกิจขนาดกลางและย่อม ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นว่า หลังวิกฤตโควิดเริ่มคลี่คลาย ต่อด้วยปัญหาถาโถมจากอุทกภัยและน้ำมันขึ้นราคา ส่งผลกระทบความกังวลประชาชนตรงต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพมากขึ้น ที่ต้องการให้รัฐบาลตอบสนองช่วยเหลือ เช่น การลดภาษี การพักชำระหนี้จากสถาบันการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน การลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันและค่าบริการอื่นๆไปถึงสิ้นปี &amp;nbsp;และขณะเดียวกันพอใจระดับสูงและต้องการให้รัฐบาลสานต่อกับโครงการคนละครึ่ง การเที่ยวไปด้วยกันและโครงการริเริ่มอื่นๆมากขึ้น ส่งเสริมเยียวยาประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผ่านท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งเข้าช่วยเหลือการเข้าถึงแหล่งทุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น เพื่อการฟื้นตัวปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไปพร้อมๆกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพ, ซูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา, ปัญหาปากท้องประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_61625e760f969.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยประชาชนผิดหวังการทำงานของข้าราชการในวิกฤตน้ำท่วม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง วิกฤตน้ำท่วม กับสิ่งที่ปรากฎ &amp;nbsp;กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,196 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 27 กันยายน &amp;ndash; 2 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา เมื่อถามถึงสิ่งที่เห็น สิ่งที่ผิดหวัง และสิ่งที่อยากเห็นในช่วงวิกฤตน้ำท่วม พบว่า ส่วนใหญ่การลงช่วยเหลือของประชาชน หรือร้อยละ 59.3 ระบุภาคการเมือง เห็น พรรคพลังประชารัฐ ลงช่วยในพื้นที่มากกว่าพรรคอื่น &amp;nbsp;ร้อยละ 52.6 ภาคราชการ เห็นกองทัพ ลงลุยช่วยเหลือประชาชนเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมรวดเร็วมากกว่าหน่วยอื่น และร้อยละ 52.1 ระบุ ผู้นำฝ่ายบริหาร เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ช่วยเหลือดูแลประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณา คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.5 ระบุ ผิดหวัง ต่อการทำงานของข้าราชการแต่ละหน่วยงาน ที่ต่างคนต่างทำ ไม่เชื่อมโยงกัน จนเกิดความเสียหายต่อประชาชนและทรัพย์สิน ร้อยละ 83.9 ผิดหวัง ต่อ ระบบการเตือนภัยพิบัติธรรมชาติ ที่ไม่บูรณาการและไม่มีประสิทธิภาพพอสำหรับการช่วยเหลือเตือนภัยให้ประชาชนทราบล่วงหน้า และที่น่าสนใจร้อยละ 78.5 รู้สึกเบื่อและผิดหวังต่อ นักการเมืองฝ่ายค้าน ที่มุ่งโจมตีบั่นทอนสร้างความแตกแยกของประชาชนแม้ยามวิกฤตของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.9 อยากเห็น ความร่วมมือจริงใจกันทุกฝ่ายในยามวิกฤต ในความรักและสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกันระหว่าง ภาคการเมือง ภาครัฐ ประชาชน และภาคเอกชน &amp;nbsp;ร้อยละ 91.2 อยากเห็น การนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยเหลือประชาชนที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วทั้ง แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การอพยพช่วยเหลือประชาชน และทรัพย์สินให้ปลอดภัย และร้อยละ 89.6 อยากเห็น ข้าราชการหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบหลักตื่นตัวและตอบสนองปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทันทีมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งการป้องกัน การช่วยเหลือ การเยียวยาและฟื้นฟู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า วิกฤตน้ำท่วม สะท้อนสิ่งที่ปรากฎจากประชาชนได้สัมผัสและเห็นการตอบสนองลงช่วยเหลือดูแลประชาชนยามวิกฤตที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งภาคการเมือง รัฐบาล และภาคราชการ ที่สำคัญได้สะท้อนความผิดหวัง ต่อหน่วยงานราชการรับผิดชอบ ที่ไม่ทำงานเชื่อมโยงกันและยังไม่มีระบบเทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และที่ไม่ผิดไปจากความคาดหวัง คือเบื่อหน่ายต่อนักการเมืองที่เอาแต่พูดสร้างภาพ บั่นทอนพลังสามัคคี สร้างความแตกแยกกันเอง แม้ยามวิกฤตประชาชนเดือดร้อนกันทั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผลโพลนี้ได้สะท้อนสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด คือ ความรักสามัคคีร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกันจากทุกฝ่าย ทั้ง ภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ในการช่วยเหลือและให้กำลังใจกันยามเดือดร้อน &amp;nbsp;รองลงมา คือ การมีระบบเทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าลดความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญต้องการเห็นความตื่นตัวของภาคราชการ โดยเฉพาะข้าราชการหน่วยรับผิดชอบหลัก ที่ต้องลงตอบสนองช่วยเหลือประชาชนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและครอบคลุมทุกปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118585</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, วิกฤตน้ำท่วม, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_615924994dc89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนส่วนใหญ่ หมดความอดทนกับม็อบรุนแรง-ล้ำเส้นสิทธิ เสรีภาพผู้อื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.64 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความหวังและการบั่นทอนใจในสถานการณ์โควิด-19 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,104 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 24 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.3 เริ่มมีความหวังต่อการเปิดประเทศและฟื้นตัวเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ในขณะที่ร้อยละ 30.7 ไม่มีความหวัง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.4 รับรู้ เข้าใจและพอใจผลงานรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤตให้เริ่มดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 31.6 ยังไม่พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.7 ระบุ การเปิดประเทศในพื้นที่นำร่องควรขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ ร้อยละ 74.4 ระบุ มาตรการต่าง ๆ ของรัฐ และความร่วมมือจากภาคประชาชน เริ่มสามารถทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ร้อยละ 74.3 ระบุ การจัดหาวัคซีน เพียงพอ และกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น ร้อยละ 74.2 ระบุ การเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโควิดได้ง่ายและเร็วขึ้น ร้อยละ 73.9 ระบุจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง จำนวนผู้รักษาหายได้มากขึ้น ร้อยละ 73.8 ระบุ เยาวชนเริ่มเข้ารับวัคซีนและกลับเข้าสู่การเปิดเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.9 ระบุ ม็อบขัดขวางการทำมาหากินของผู้อื่นที่บริสุทธิ์ ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรและผู้พักอาศัยในพื้นที่ ร้อยละ 94.4 รับรู้ข่าว ม็อบรุนแรงรายวันที่ใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ ร้อยละ 94.2 ระบุ ต้องการให้ตำรวจเอาจริง เด็ดขาดทางกฎหมายกับแกนนำ กลุ่มผู้สนับสนุน ผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ร้อยละ 93.7 ระบุ ผู้ปกครองและสังคมต้องไม่ปล่อยให้เยาวชนถูกปั่นหลอกใช้ซ้ำซากจนเกิดการเผชิญหน้า ขยายสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมเหมือนในอดีต ร้อยละ 93.3 ระบุ ม็อบที่ใช้ความรุนแรงเป็นการก่ออาชญากรรม เกินเลยการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ร้อยละ 93.2 ระบุ มีแกนนำและกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังรู้เห็นเป็นใจใช้ความรุนแรงถ่อยเถื่อน หยาบคายทำลายทรัพย์สินสาธารณะจากเงินภาษีของประชาชน และร้อยละ 92.9 ระบุ ไม่เห็นประโยชน์ของม็อบ ที่ใช้ความรุนแรง ขาดอุดมการณ์ ล้ำเส้นสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ทำลายภาษีของประชาชน สร้างความเดือดร้อน เบียดเบียนผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมีความหวังต่อการเปิดประเทศและเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดดีขึ้นตามลำดับ &amp;nbsp;โดยรับรู้และพอใจกับผลงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น จากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงและรักษาหายมากขึ้น การจัดหาวัคซีนเพียงพอและกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;การเข้าถึงการตรวจเชื้อเร็วและง่ายขึ้น &amp;nbsp;การเปิดประเทศในพื้นที่นำร่องเป็นต้นแบบขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ &amp;nbsp;เด็กและเยาวชนเริ่มเข้ารับวัคซีนและกลับเข้าสู่การเปิดเรียน รวมทั้งมาตรการรัฐต่างๆที่ประชาชนเริ่มสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติ
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่กังวล หมดความอดทน และไม่เห็นประโยชน์กับม็อบรุนแรงรายวันที่ขาดอุดมการณ์ประชาธิปไตยและล้ำเส้นสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น ขัดขวางการทำมาหากินสร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรไปมาและผู้พักอาศัย มีแกนนำรู้เห็นเป็นใจใช้ความรุนแรงถ่อยเถื่อนหยาบคายเผาทำลายสมบัติสาธารณะ ที่น่าสนใจประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเป็น&amp;rdquo;อาชญกรรม&amp;rdquo;เกินเลยการชุมนุม ต้องการให้ตำรวจเอาจริงเด็ดขาดทางกฎหมายกับแกนนำ ผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด &amp;nbsp;ไม่ปล่อยให้เยาวชนถูกปลุกปั่นหลอกใช้ซ้ำซากจนเกิดการเผชิญหน้าขยายสู่ความขัดแย้งทางสังคมดังเช่นอดีต.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, นพดล กรรณิกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210925/image_big_614e8ecaa61cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 11:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซูเปอร์โพล&#039; คนเบื่อหน่ายม็อบปิดถนนป่วนเมือง แนะตำรวจใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เสียงประชาชนต่อม็อบที่รุนแรง กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,002 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8 &amp;ndash; 10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.0 ระบุ การชุมนุมเริ่มไม่มีความชัดเจนและไม่เห็นมีประโยชน์อะไรต่อส่วนรวม ร้อยละ 96.1 ระบุ มีกลุ่มการเมืองเชื่อมโยงแกนนำ แตกกลุ่มย่อยสาขาชักชวนคนมาเคลื่อนไหว สร้างเงื่อนไขความรุนแรงและขยายผลปั่นกระแสผ่านเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.1 ต้องการให้ตำรวจใช้กฎหมายจัดการเด็ดขาด หยุดม็อบรุนแรง ละเมิดคุกคามเบียดเบียนผู้อื่น สร้างความเดือดร้อน ส่งผลผู้ไม่เกี่ยวข้องบาดเจ็บ ทำลายทรัพย์สินส่วนรวม ร้อยละ 97.0 ต้องการให้ฝ่ายความมั่นคงเห็นความสำคัญกับการรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองและความปลอดภัยของประชาชนส่วนรวมมากกว่า &amp;nbsp;โดยให้เด็ดขาดจับกุมต้นตอผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุน อาวุธ และปลุกปั่นม็อบ &amp;nbsp;ร้อยละ 96.5 รู้สึกเบื่อหน่ายม็อบปิดพื้นที่และปิดถนนใช้ความรุนแรง สร้างความเดือดร้อนประชาชนรายวัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.0 ระบุ ควรเปิดพื้นที่รับฟัง พูดคุยกับกลุ่มม็อบที่ชุมนุมอย่างสงบ ร่วมแก้วิกฤตชาติในทางสร้างสรรค์ &amp;nbsp;ร้อยละ 97.9 ระบุมีความพยายามใช้ความรุนแรงของม็อบและขยายผลบิดเบือนปั่นกระแสทำลายความรู้สึก ความหวังและความเชื่อมั่นของประชาชน &amp;nbsp;ร้อยละ 97.6 ขอให้กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังม็อบ หยุดทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ที่ต้องการเห็นการเปิดประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน &amp;nbsp;ร้อยละ 96.7 สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้า เปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ภาพรวมโพลสะท้อนชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและเบื่อหน่ายกับการเคลื่อนไหวรวมกลุ่มชุมนุมที่เริ่มไม่มีความชัดเจน มีการแตกกลุ่มสาขาย่อยใช้อาวุธนำสู่ความรุนแรง สร้างเงื่อนไขปั่นกระแสทำลายภาพลักษณ์รัฐบาลและประเทศ &amp;nbsp;สร้างความเดือดร้อนรายวันกระทบประชาชนในพื้นที่และผู้สัญจรไปมา &amp;nbsp;โดยส่วนใหญ่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ขณะเดียวกันส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟัง พูดคุยร่วมแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง &amp;nbsp;ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจปากท้อง ไม่ต้องการให้ใครมาทำลายความหวังความเชื่อมั่น โดยสนับสนุนและต้องการให้รัฐบาล เดินหน้าแก้ปัญหาวิกฤตโควิดอย่างจริงจังและตรงจุด นำสู่การเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจและปากท้องเต็มรูปแบบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116350</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, ม็อบ, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210911/image_big_613c281bed8da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพล เผยประชาชนเริ่มมีความหวังจากวิกฤตโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง แสงเริ่มสว่าง จากปลายอุโมงค์โควิด กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวนทั้งสิ้น 1,141 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 - 28 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.7 ได้รับผลกระทบและทุกข์ยากลำบากถ้วนหน้าจากสถานการณ์วิกฤตโควิด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.3 ระบุ ในช่วงเริ่มต้นโควิด-19 การสื่อสารมีปัญหา ไม่เป็นระบบ โทษกันไปมา เกิดปัญหาความตื่นตระหนก สับสนของประชาชน และร้อยละ 78.9 เริ่มเรียนรู้และมีความเข้าใจ ปรับตัวตามวิถีปกติใหม่อยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.9 ต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมจัดหา นำเข้าและกระจายวัคซีน ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.1 เห็นด้วยต้องขับเคลื่อนเปิดประเทศพื้นที่นำร่องด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว และร้อยละ 91.2 เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิดได้ปริมาณที่มากพอภายในปลายปีนี้ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.1 เห็นด้วยกับรัฐบาลในการเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมการค้า ธุรกิจฐานราก เช่น ร้านอาหารแบบนั่งทานได้ ร้านตัดผม เสริมสวย ร้านอาหารข้างถนนแบบนั่งทานได้ และอื่น ๆ ช่วยลดกระแสต่อต้านรัฐบาลและค่อย ๆ ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากได้ ในขณะที่ร้อยละ 18.3 ระบุไม่แน่ใจ และร้อยละ 5.6 ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.9 ยังคงกังวลต่อ การกลับมาแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ จากการรวมกลุ่มที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ม็อบ ชุมนุมการเมือง บ่อนพนัน แหล่งมั่วสุม ปาร์ตี้ยาเสพติด เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 21.3 ระบุปานกลาง และร้อยละ 11.8 ไม่กังวล ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.8 เริ่มมีความหวังจะก้าวต่อไปค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ที่จะก้าวเดินต่อไป ในขณะที่ร้อยละ 21.3 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 9.9 ระบุมีความหวังค่อนข้างน้อยถึงไม่มีเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า โพลนี้สะท้อนให้เห็นว่า สถานการณ์วิกฤตโควิดที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ทุกหมู่เหล่าได้รับผลกระทบและยากลำบากกันถ้วนหน้า &amp;nbsp;โดยเห็นร่วมกันถึงปัญหาความตื่นตระหนกจากภัยของโรคและการสื่อสารที่ไม่เป็นระบบ เป็นเหตุให้ต่างโทษกันไปมาในช่วงเริ่มต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่ส่วนใหญ่เห็นว่า ปัจจุบันเราเริ่มเรียนรู้ปรับตัวดำรงอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างเป็นวิถีปกติใหม่มากขึ้น ทั้งยังมีความหวังร่วมกันที่จะกลับมาใช้ชีวิตปกติเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มเห็นสัญญานทางบวก จากการที่รัฐบาลสามารถติดต่อนำเข้าวัคซีนได้ปริมาณมากขึ้นและเพียงพอ การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดหาและกระจายวัคซีน การจัดหาเครื่องมือและขยายขีดความสามารถในการตรวจเชิงรุกมากขึ้น ความสามารถในการกระจายวัคซีนเพื่อลดการติดต่อและความรุนแรงของโรค &amp;nbsp;การจัดระเบียบดูแลผู้ป่วยทางบ้านและในชุมชนกันเองภายใต้การดูแลของสาธารณสุข &amp;nbsp;รวมทั้งปริมาณผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงและจำนวนผู้หายป่วยมากกว่าผู้ติดเชื้อต่อเนื่อง &amp;nbsp;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่มีความหวังและพึงพอใจกับการที่รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายให้กิจการต่าง ๆ เดินหน้าได้ภายใต้มาตรการควบคุมโรค โดยเห็นถึงความพยายามขับเคลื่อนพื้นที่นำร่องด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว การยืนยันเดินหน้าแผนเปิดประเทศ และการดำรงความช่วยเหลือเยียวยาสังคมในทุกมิติอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังมีความกังวลกับการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธ์ใหม่ที่ไม่สามารถควบคุม และการขาดความรับผิดชอบของบางกลุ่มที่อาจสร้างปัญหานำสู่การแพร่ระบาด ซึ่งความไม่ประมาท มีความรับผิดชอบในตนเองและสังคม การช่วยเหลือดูแลกันและกัน จะทำให้ประเทศสามารถกลับมาฟื้นตัวและทุกคนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114890</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL), แสงเริ่มสว่าง จากปลายอุโมงค์โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612af4b5b6c8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพล &#039;ผู้กำกับโจ้&#039; สิ่งที่เห็นกับเบื้องหลังที่ปรากฏ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ผู้กำกับโจ้ สิ่งที่เห็นกับเบื้องหลังที่ปรากฏ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,091 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 26 - 28 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า เกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 98.9 ระบุปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นต้นตอปัญหาใหญ่ในระบบราชการที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเร่งผ่าตัด สะสางครั้งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.5 ไม่เชื่อมั่นต่อการแถลงข่าวเหมือนการตัดตอน ควรขยายผลให้กระจ่างเกี่ยวโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานอื่นหลายระดับ เช่น กรณีรถหรู เงินฝากและผลประโยชน์อื่น ๆ ร้อยละ 98.1 เชื่อว่ามีการเชื่อมโยงเป็นขบวนการในหลายระดับ &amp;nbsp;ร้อยละ 92.1 ไม่เชื่อมั่นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม ที่ยังมีการรีดไถ ตบทรัพย์ ยักย้ายถ่ายเทของกลาง และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.0 ระบุต้องปฏิรูปการทำงานแก้ปัญหายาเสพติดของ ป.ป.ส. ฝ่ายปกครอง ตำรวจทหาร ศุลกากร และอื่นๆ โดยเฉพาะยังพบการส่งออกยาเสพติดไปยังต่างประเทศต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและลดความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า โพลนี้สะท้อนความเข้าใจของประชาชนต่อภาพเหตุการณ์เชื่อมโยงขบวนการค้ายาเสพติดที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีตำรวจคลุมถุงดำผู้ต้องหายาเสพติด จว.นครสวรรค์ &amp;nbsp;ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่า มีขบวนการโยงใยเบื้องหลังไม่สามารถทำเองลำพังได้ &amp;nbsp;มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องส่งต่อเชื่อมโยงรับประโยชน์กันหลายระดับมีการละเว้นหน้าที่ด้วยการปล่อยยาเสพติดผ่านเข้าและส่งออกต่างประเทศตามที่มีปรากฎเป็นข่าวต่อเนื่อง &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ ที่ยังมีการรีดไถตบทรัพย์ผู้ต้องหาและยักย้ายถ่ายเทของกลาง &amp;nbsp;ไม่เชื่อมั่นต่อการตัดตอนแถลงข่าวและตัดตอนสอบสวนเชื่อมโยง อยากเห็นความจริงใจของรัฐบาล และสนับสนุน นรม.ถือธงนำแก้ปัญหาแบบไม่ไว้หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า เสียงสะท้อนของประชาชนดังกล่าวเป็นความสั่งสมภาพความแคลงใจหน่วยงานรัฐที่ปรากฎกับสังคมมาต่อเนื่องยาวนานมีผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลและกลไกของรัฐ &amp;nbsp;ที่ต้องการให้รัฐบาล และ นรม.แสดงความจริงใจกับการขุดรากถอนโคน อิทธิพลของขบวนการค้ายาเสพติดและการทุจริตคอรัปชั่นที่มีอยู่ในทุกวงการ โดยเฉพาะ กรณี &amp;ldquo;ผู้กำกับโจ้&amp;rdquo; ที่เห็นวงจรของปัญหาจากหน่วยงานรัฐ มีหลายตัวละครปรากฏที่ต้องพิสูจน์ตัวเองในความจริงใจตัดเนื้อร้ายทิ้งจริงหรือ ทั้งตำรวจ &amp;nbsp;ศุลกากรที่มักปรากฏนำเข้ารถหรูและยาเสพติดหลุดออกนอกประเทศอยู่บ่อยครั้ง &amp;nbsp;ปปง.ที่สอบโยงเส้นทางการเงินแบบชนตอแล้วหยุด &amp;nbsp;ป.ป.ส.ที่ยังไม่เห็นการแก้ปัญหายาเสพติดที่ยั่งยืน &amp;nbsp;หน่วยงานพิสูจน์หลักฐานที่ยังไม่สามารถถ่วงดุลกัน หรือว่าจะมีมือที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลังจริง และเชื่อว่าสังคมยังจับจ้องรอคำตอบการทำความจริงให้ปรากฎ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114825</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, ผู้กำกับโจ้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_6129d33378b34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยมองระบบราชการล้าหลัง ไม่สามารถแก้วิกฤตชาติ มีช่องเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เปลี่ยนประเทศ รื้อระบบราชการ ครั้งใหญ่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,105 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 17 - 21 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.1 ระบุหัวหน้าส่วนราชการ และ ผู้นำหน่วยในระบบราชการลอยตัวเหนือปัญหาเดือดร้อนของประชาชน เห็นแก่ตัว แก่งแย่งหวงตำแหน่ง เข้าไม่ถึงประชาชนอยู่บนหอคอยงาช้าง ร้อยละ 96.9 ระบุ ระบบราชการมีความอ่อนแอ ล่าช้า ไม่สามารถแก้วิกฤตชาติและของประชาชนได้ทันเวลา ร้อยละ 96.8 ระบุ หลังเกิดวิกฤตโควิด-19 เดือดร้อน เป็นทุกข์ เพราะติดขัดระบบราชการ ระเบียบกฎเกณฑ์ และการทำงานตามเวลาของพวกข้าราชการ นอกจากนี้ ร้อยละ 96.6 ระบุ เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งจากเงินกู้และเงินช่วยเหลือประชาชน และร้อยละ 95.9 ระบุ ต้องการให้ นายกรัฐมนตรี จริงจังจริงใจ ถือธงนำโยกย้ายข้าราชการที่ไม่มีผลงานช่วยเหลือประชาชนไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.2 ต้องการให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง คนดี คนเก่ง คนกล้า ขึ้นเป็นผู้นำส่วนราชการทุกระดับมีเป้าหมายแก้วิกฤตโควิดและลดความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนได้ ในขณะที่ ร้อยละ 3.8 ไม่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจ คือ ความต้องการให้เลือกตั้งผู้ว่าราชกากรุงเทพมหานครคนใหม่โดยเร่งด่วนมากถึงมากที่สุด จำแนกตามภูมิภาคผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.5 ของคนกรุงเทพมหานคร และเกินครึ่งหรือร้อยละ 55.5 ของคนต่างจังหวัด ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่โดยเร่งด่วนมากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามความต้องการเร่งด่วนของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.5 ต้องการให้ลงโทษผู้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการช่วยเหลือประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม ร้อยละ 97.1 ต้องการข้าราชการที่ดีคือ ข้าราชการที่รับใช้ประชาชน รักประชาชน ช่วยเหลือประชาชนให้สุขและปลอดภัย ร้อยละ 96.6 ต้องการให้เร่งแก้ปัญหา ทุจริตคอร์รัปชันในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 96.5 ต้องการให้ปรับแก้กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับ และเวลาทำงานที่ไม่เอื้อต่อการช่วยเหลือประชาชน และร้อยละ 90.9 ต้องการให้เร่งปรับระบบส่งคนต่างจังหวัดติดโควิดในกรุงเทพกลับภูมิลำเนาให้ครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ในทุกภาวะวิกฤติของปัญหาชาติ กลไกหลักของรัฐในการแก้ปัญหาคือ &amp;ldquo;ระบบราชการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นชัดขึ้นถึงความอ่อนแอของระบบราชการ ที่ยังมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางสังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความแตกต่างของคนในแต่ละรุ่นอายุซึ่งการก้าวไม่ทันและไม่สามารถตอบสนองความต้องการและความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนทั้งประเทศได้จึงเกิดปัญหาการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีทุกยุคทุกสมัยดังนั้น &amp;ldquo;การปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่&amp;rdquo; จึงเป็นความหวังของประชาชนที่สำคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารโครงสร้างทางสังคมทั้งระบบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลโพลยังสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยต้องแสดงความกล้าและจริงใจให้เห็นถึงการปรับย้ายครั้งใหญ่ ต.ค.64 นี้ พิจารณา คนดี คนเก่ง คนกล้าทำงานบนผลประโยชน์ของส่วนรวม เข้ามาทำหน้าที่ผู้บริหารในทุกระดับ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ปรับย้ายข้าราชการ กทม.และกระทรวงต่างๆที่เกียร์ว่า เอาประโยชน์ ไม่ตอบสนองการทำงานเพื่อประชาชนในทุกระดับ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เช่น กทม. มหาดไทย สาธารณสุข พาณิชย์ แรงงาน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เกษตรและสหกรณ์ ศึกษาธิการ รวมทั้งฝ่ายความมั่นคงทหารและตำรวจ &amp;nbsp;รวมทั้งต้องเร่งปฏิรูป ขับเคลื่อนแก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัย เป็นเหตุของความล่าช้า ไม่สามารถตอบสนองความทุกข์ยากและความเป็นความตายของประชาชนได้ทันเวลา &amp;nbsp;และที่สำคัญต้องลงโทษข้าราชการที่กระทำผิดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมิให้เป็นตัวอย่างของความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114119</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, รื้อระบบราชการ, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL), เปลี่ยนประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210822/image_big_6121cf046cb24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
