<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพดล&#039;สลดใจคนรอเตียงจนตาย ชี้ผู้นำ งดรับเงินเดือนไม่มีประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค. 2564 นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ในฐานะคนไทยที่สลดใจอย่างสุดซึ้งจากการเสียชีวิตและชะตากรรมของพี่น้องร่วมชาติ ครอบครัวพลัดพรากโดยไม่ได้ร่ำลา ความเจ็บป่วยทุกข์ระทม ความยากแค้นแสนสาหัสจากการตกงานและปิดกิจการ เป็นผลจากการติดเชื้อโควิด ในยามที่คนจำนวนมากที่สุด ต้องรับผลจากการบริหารงานของรัฐบาล ไม่แน่ใจว่าผู้รับผิดชอบได้ยินเสียงของประชาชนผู้ทุกข์ยากแสนสาหัสและเสียงเรียกร้องจากทุกภาคส่วนในการแก้วิกฤตหรือไม่ ถ้าได้ยิน ทำไมรัฐบาลไม่เร่งแก้วิกฤตให้สำเร็จเร็วกว่านี้ เช่น 1. ทั้งที่รู้ว่ารู้ผลตรวจเร็วลดการกระจายเชื้อและรักษาเร็วยิ่งดี ทำไมไม่ทุ่มเททรัพยากรเพื่อเพิ่มการตรวจเชื้อให้เร็วและมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งอุปกรณ์การตรวจ บุคลากร สถานที่ ทำไมต้องให้พี่น้องไปกางเต้นท์นอนค้างคืนเพียงเพื่อไปตรวจโควิด ทำไมไม่เพิ่มให้ตรวจที่บ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ทำไมยังมีคนตายจากการรอเตียงเพื่อรักษา หลายรายตายก่อนได้เตียง จะให้ปัญหานี้คงอยู่นานแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ทุกคนรู้ว่าวัคซีนคือทางออก แต่รัฐบาลระดมสรรพกำลังในการหาวัคซีนคุณภาพมาให้คนไทยพอเพียงแล้วหรือ วัคซีนทางเลือกควรเร่งเซ็นสัญญาเร็วกว่าต้นเดือนสิงหาคมไหม และควรเร่งเจรจากับผู้ขายขอให้ช่วยส่งมอบวัคซีน mRNA ให้ได้อย่างน้อยบางส่วนก่อนไตรมาส 4 ได้ไหม ผู้มีอำนาจในรัฐบาลได้ใช้ความพยายามแล้วหรือไม่ หรือควรส่งคนระดับรัฐมนตรีไปเจรจาหรือไม่ รัฐบาลต้องคิดว่าวัคซีน mRNA จากไฟเซอร์ 20 ล้านโดสพอหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การเยียวยาทำไมไม่ทำให้รวดเร็วกว่านี้ &amp;nbsp;คิดเรื่อง ล็อกดาวน์แล้วทำไมไม่คิดเรื่องเยียวยาพร้อมกันไปเลย เยียวยาให้คนจนมีเงินต้องเร็วกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ปรับวัฒนธรรมในการทำงานใหม่ได้แล้ว เลิกแก้ตัวแต่เร่งแก้ไข สื่อสารให้ตรงประเด็น เช่นคนอยากรู้ว่าจะได้ฉีดวัคซีนเร็วที่สุดเมื่อไหร่ ไม่ใช่มาบอกว่าปีหน้าจะได้วัคซีนตามเป้า 150 ล้านโดส ลดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ ควรสื่อสารด้วยความจริงและสลดในความทุกข์ของเพื่อนร่วมชาติ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; รัฐบาลบอกยินดีรับฟังข้อเสนอ แต่ไม่รู้ฟังแล้วได้ยินและไปปรับปรุงการทำงานหรือไม่ ปัญหาที่เผชิญอยู่เป็นเรื่องยาก แต่แก้ได้ด้วยหู หัวใจและสมอง คือฟัง มีเมตตา และความสามารถจะแก้ได้ ไทยมีแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละทุ่มเทในการดูแลคนไข้ ซึ่งเราเป็นหนี้บุญคุณท่านเหล่านั้น จึงขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจและรัฐบาลเพิ่มความพยายาม ความสามารถ และประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา การทำให้คนไม่ป่วยไม่ตายมีค่ากว่าการไม่รับเงินเดือน 3 เดือนมากนัก ต้องกู้วิกฤตโควิด และวิกฤตเศรษฐกิจให้ได้&amp;quot;นายนพดลกล่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109323</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปัทมะ, ผู้นำไม่รับเงินเดือนไร้ประโยชน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cec4ba306fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพดล&#039;เสนอโรดแมป&#039;การเมืองแห่งความรัก การเมืองแห่งความหวัง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย.64-นายนพดล ปัทมะ ประธานคณะกรรมการนโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญและสถานการณ์และการขับเคลื่อนประเทศว่าคนไทยส่วนใหญ่ประสบความเดือดร้อนจากวิกฤตโควิดและเศรษฐกิจ และยังหาทางออกไม่เจอ หลายคนเดือดร้อนแสนสาหัส หลายคนสิ้นหวัง ตนขอเป็นกำลังใจ และอีกไม่นานต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ตนขอเสนอโรดแมปเพื่อออกจากวิกฤติ ด้วยแนวคิด&amp;ldquo;การเมืองแห่งความรัก การเมืองแห่งความหวัง&amp;rdquo; (Politics of Love, Politics of Hope) ให้ประเทศเดินหน้าอย่างมีสันติสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือ 1.การเมืองแห่งความรัก&amp;nbsp; (Politics of Love)&amp;nbsp; ความปรองดองของคนในชาติเป็นเรื่องจำเป็นในการเดินหน้าประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ที่ผ่านมาผู้นำการเมืองหลากหลายพูดกันมาตลอดว่าอยากเห็นความรักความสามัคคี แต่ไม่แก้เงื่อนไขที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น เราต้องเร่งสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน เรื่องเร่งด่วน 3 เรื่องที่ต้องแก้เพื่อให้เกิดความปรองดองคือ 1)การมีกติกาการอยู่ร่วมกันที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม ด้วยการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งการจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2) การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญ ยิ่งผ่านไป่ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งเพิ่ม ในขณะนี้ยังไม่เห็นกระบวนทัศน์หรือนโยบายที่จะเผชิญความท้าทายนี้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิผล ผู้นำทางการเมืองและพรรคการเมืองทั้งหลายต้องสำเหนียกว่าปัญหานี้ดำรงอยู่ และต้องประดิษฐ์นโยบายมาบำบัดความทุกข์ยากให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาส การเข้าถึงปัจจัยการผลิต เข้าถึงทุน เข้าถึงการศึกษาเป็นต้น และ 3) การสร้างหลักประกันและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพองประชาชน ทำให้หลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่ชาวบ้านสัมผัสได้ คนจะยากดีมีจนอย่างไรก็ตาม ความยุติธรรมคือที่พึ่งที่เข้าถึงได้เท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การเมืองแห่งความหวัง (Politics of Hope)&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ชีวิตจะลำบากแร้นแค้นเพียงใดก็ตาม เราต้องมีความหวัง ผู้นำทางการเมืองต้องสร้างและส่งมอบความหวังให้ประชาชนให้ได้ จึงจะเป็นการเมืองที่มีความหมาย และการเมืองแห่งความหวังอย่างแท้จริง นอกจากนั้น การเมืองแห่งความหวังจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำทางการเมืองและพรรคการเมืองทั้งหลาย รักษาคำสัญญาทางการเมือง และมีศักยภาพพอที่จะแปลงคำสัญญาให้เกิดผลสัมฤทธิ์&amp;nbsp; ตนเห็นว่าผู้นำทางการเมืองและพรรคการเมืองควรสร้างและส่งมอบความหวังอย่างน้อย 4 เรื่องดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ความหวังในการสร้างรายได้ และฟื้นเศรษฐกิจประเทศ คนยากจนที่สุดควรมีหลักประกันรายได้ที่พอยังชีพ ฝ่ายการเมืองต้องปลดปล่อยศักยภาพตนเองออกมาเพื่อเร่งสร้างรายได้ให้ประชาชน ธุรกิจ และประเทศ เราจะเพิ่มศักยภาพให้คนไทยและประเทศไทยเพื่อสร้างรายได้อย่างไร ความแหลมคมของนโยบาย ประวัติในการผลักดันนโยบายจนสำเร็จ รวมทั้งการรักษาสัญญาที่ให้ไว้จะเป็นปัจจัยที่ประชาชนจะใช้ในการตัดสินใจว่าจะให้ใคร พรรคการเมืองใดมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าคนไทยในขณะนี้ สัญญาที่ว่างเปล่าจะเป็นปัจจัยที่หนักแน่นในการกาบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ความหวังในการพลิกโฉมการศึกษาไทยไประดับโลก ต้องพลิกโฉมการศึกษาทั้งการสร้างโอกาส สร้างคุณภาพ สร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;rdquo;.หลักประกันการศึกษาคุณภาพถ้วนหน้า&amp;rdquo; ต้องหาฉันทานุมัติในการพลิกโฉมการศึกษาในทุกมิติ การสร้างทุนมนุษย์ของไทยเป็นทั้งเรื่องการสร้างโอกาส และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ สังคมไทยบ่นเรื่องการศึกษามานาน ได้เวลาที่ต้องมีผู้นำไปพลิกโฉมการศึกษาเพื่อคนไทยให้ได้ ไม่ใช่งานง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ความหวังในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แข่งให้ถูกเรื่อง แข่งในเรื่องที่ไทยมีศักยภาพ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ในทุกมิติ การสร้างระบบน้ำเพื่อผลิตอาหารปลอดภัยมูลค่าสูง สู่การเป็นมหาอำนาจการผลิตอาหารป้อนโลก การดำรงความมุ่งหมายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก การเพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา เพื่อแข่งขันและสร้างมูลค่าของสินค้าและบริการ การเตรียมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความเป็นเลิศทางการแพทย์และการสร้างมูลค่าจากสมุนไพรไทย ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประเทศ รวมทั้งการใช้และผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ตกขบวนเศรษฐกิจดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) ความหวังในการพร้อมเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ Climate change เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่จะกระทบความอยู่รอดของมนุษย์ ปัญหาการเมือง เช่นเถียงกันว่าจะเอาระบบเลือกตั้งแบบไหน เป็นเรื่องที่เทียบไม่ได้เลยกับการถกเถียงเรื่องโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ เราต้องคิดระดับโลก แต่ช่วยกันทำที่บ้าน&amp;nbsp; Think globally, Act locally. ผู้นำทางการเมืองและพรรคการเมืองทั้งหลายต้องตระหนักในเรื่องนี้ และเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว การกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้มาตรการทางราคาและภาษีเพื่อให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น เร็วขึ้น การเพิ่มพื้นที่ป่าขนานใหญ่ สร้างงาน สร้างอนาคตด้วยการปลูกไม้มีค่า การเน้นการวิจัยและพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่าแต่นี้ไป จนถึงการเลือกตั้ง และหลังจากนั้น ประชาชนจะคาดหมายจากผู้นำทางการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆมากขึ้นว่า จะสามารถแก้ปัญหาของประชาชนและของประเทศได้หรือไม่ ทั้งความรู้และความสามารถ และประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ตนเชื่อว่าแนวทาง &amp;ldquo;การเมืองแห่งความรัก การเมืองแห่งความหวัง&amp;rdquo; (Politics of Love, Politics of Hope)&amp;nbsp; จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสามารถแก้ปัญหาของคนไทยและเดินหน้าประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107802</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปัทมะ, โรดแมป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cec4ba306fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยเดินหน้าแก้รธน.ปัดข้อกล่าวหาหวังชนะแลนสไลด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 2564 นายนพดล ปัทมะ ประธานคณะกรรมการนโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขและไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปี 60 พร้อมกับเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมทั้งอีกหลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่าหลายประเด็นในรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นปัญหา โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหัวใจหลักก็คือจะต้องทำให้มีกติกาเป็นธรรม เป็นประชาธิปไตยเพื่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยมีหลักคิดในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
1. พรรคขอย้ำจุดยืนที่มั่นคงในเรื่องประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
2.พรรคเพื่อไทย ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มี ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งโดยประชาชน เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่แก้ไขและไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปี 60 และเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราบางประเด็น เช่น การเพิ่มสิทธิและเสรีภาพประชาชน ระบบเลือกตั้ง การตัดอำนาจ ส.ว. ในการให้ความเห็นชอบผู้ที่เป็นนายกฯ ซึ่งประเด็นรายมาตรานี้พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เคยร่วมกันเสนอให้แก้ไขมาแล้วเมื่อปี 2563 จึงไม่ได้เป็นการยื่นแก้ไขครั้งแรกหรือยื่นตามร่างที่พรรคพลังประชารัฐได้ยื่นแก้ไขไปก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง ส.ส.ร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 ควบคู่กันไปกับการแก้ไขรายมาตราข้างต้นเนื่องจากมองว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีการทำประชามติและอาจต้องใช้เวลา กว่าจะผ่านการพิจารณาของสภา ไปจนเลือก ส.ส.ร. และ ส.ส.ร.มาดำเนินการยกร่างใหม่ก็อาจต้องใช้เวลา 6-8 เดือน กว่าจะนำกลับมาลงประชามติอีกครั้ง อาจใช้เวลานานเกิน 1-2 ปี ระหว่างนี้หากเกิดการยุบสภาและต้องมีการเลือกตั้งใหม่ก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเห็นว่าต้องแก้ไขกติกาให้เป็นประชาธิปไตยในบางประเด็นไปก่อนด้วย ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การตัดอำนาจ ส.ว.ไปก่อนแล้วให้ ส.ส.เป็นผู้ให้ความเห็นชอบในตัวนายกฯ และแก้ระบบเลือกตั้ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ประเด็นที่ถกเถียงกันมาก คือ การแก้ไขระบบเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเพื่อไทย เสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ที่เคยใช้มาแล้วในรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ซึ่งประเด็นนี้เมื่อปี 2563 พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ได้ร่วมลงนามเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคเพื่อไทยมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน เพื่อให้มีกติกาที่ชัดเจน เป็นธรรม และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดลกล่าวว่า การพาดพิงว่า พรรคเพื่อไทย ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์นั้น ขอให้คำนึงด้วยว่าการที่พรรคหนึ่งพรรคใดจะชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์หรือไม่นั้นจะต้องเคารพเสียงของประชาชน ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงเท่าไร การเสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้งสองใบนั้นเนื่องจากมองว่าสามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้มากที่สุด โดย ส.ส.ร.40 เป็นผู้ออกแบบให้ ส.ส.มาจาก 2 ส่วนคือ ส.ส.เขต เขตละคน เพื่อให้ใกล้ชิดกับประชาชน คล้ายระบบของอังกฤษ และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งสองแบบจะแยกจากกันชัดเจน ไม่ได้มาจากคะแนนเลือกตั้งเดียวกัน ซึ่งจะมีความชัดเจนในการคำนวณคะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าระบบเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้งสองใบ ตามรัฐธรรมนูญ 40 ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองหรือกีดกันพรรคหนึ่งพรรคใดหรือไม่นั้น &amp;nbsp;ทุกพรรคการเมืองมีสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส. ในทุกระบบอย่างเท่าเทียมกัน กติกานี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคใด อีกทั้งระบบเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้งสองใบนี้เคยใช้มานานแล้ว พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นผู้คิดค้นระบบนี้ รวมทั้งการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้ก็เคยยื่นมาแล้วเมื่อปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดสำคัญที่พรรคเพื่อไทยเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้คือ ต้องการให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีฝ่ายบริหารที่สามารถแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;ซึ่งไม่เพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่เห็นเช่นนี้ แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลเอง หลายพรรค เช่นพรรคประชาธิปัตย์ ก็เสนอแก้ไข ไม่เชื่อว่า พรรครัฐบาล มายื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นระบบเลือกตั้ง เพื่อให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์
จึงขอสรุปว่าระบบเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้งสองใบ เป็นสิ่งที่เคยใช้มาแล้วและประชาชนมีความคุ้นเคย ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดเพื่อตัวเอง แต่เป็นการคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของกติกา ในการเข้าสู่อำนาจและได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาให้ประชาชนในท้ายที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106949</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปัทมะ, เพื่อไทย, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cec4ba306fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพดล&#039;ท่องคาถาแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเป็นทางออกประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า นอกจากเร่งฉีดวัคซีนโควิด 19 แล้ว ต้องหาทางออกให้ประเทศที่ยั่งยืนด้วยการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย พรรคการเมืองต่างๆจะเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาในเร็วๆนี้ พรรคเพื่อไทยจะเสนอหลายประเด็น สองประเด็นสำคัญคือ แก้ไขระบบเลือกตั้งกลับไปใช้บัตร 2 ใบ และการแก้ไขตัดอำนาจ ส.ว.และให้สภาผู้แทนฯเป็นผู้เห็นชอบตัวนายกฯ แนวทางนี้มีหลายพรรคเห็นด้วย ส่วนการแก้จะสำเร็จหรือไม่คงต้องรอดูการพิจารณาของรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาคงตระหนักดีว่ากติการัฐธรรมนูญที่เป็นธรรมเป็นรากฐานของการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี และจะเอื้อให้เกิดความไว้วางใจในหมู่คนไทยด้วยกัน ซึ่งถ้าไม่วางใจกัน ความปรองดองก็เกิดขึ้นยาก และคนที่เสียโอกาสคือคนไทยและประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นตนมี 5 เหตุผลที่ควรเสนอแก้ 2 ประเด็นข้างต้นคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การเลือกตั้งบัตร 2 ใบทำให้ประชาชนมีตัวเลือกว่าจะเลือกพรรคและเลือกตัวคน ไม่ต้องถูกบีบให้กาใบเดียว ทำให้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้ตรงจุด
2. การใช้บัตร 2 ใบไม่ได้เอื้อให้พรรคใด ทุกพรรคมีสิทธิแข่งขันเท่าเทียม
3. การแก้ให้ ส.ส. เป็นผู้ให้ความเห็นชอบตัวนายกฯเพราะประชาชนเป็นผู้เลือกส.ส. เคารพหลักการ 1 คน 1 เสียงหรือ one man one vote ทำให้ทุกพรรคแข่งขันทางการเมืองและเข้าสู่อำนาจอย่างเท่าเทียม
4. เราเรียกร้องความรักความสามัคคีในหมู่คนไทย แต่กติกาที่ไม่เป็นธรรมในบางเรื่องเป็นอุปสรรคในการสร้างความเป็นธรรมและความปรองดอง
5. การแก้ข้างต้นจะทำให้มีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง การเมืองมีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาต่างๆให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีมากขึ้น เวลาเราจะหาวัคซีนโควิด เราต้องการวัคซีนที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานสากล แต่สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเช่นรัฐธรรมนูญก็ควรแก้ให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานและมีความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้นมิใช่หรือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106198</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปัทมะ, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056fba9cf0ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97345</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพดล&#039;กระทุ้งรัฐบาลจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค. 2564 นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงท่าทีของแกนนำรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นใด เมื่อใด และยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นเจ้าภาพในการผลักดันการแก้ไข จะเป็น ครม. หรือพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังไม่ชัด จึงมีคำถามและข้อสังเกตดังนี้ 1. การดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลแถลงต่อสภาในเดือนกรกฎาคม 2562 ดังนั้นชัดเจนว่ารัฐบาลหรือ ครม. ต้องเป็นเจ้าภาพในการเแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตนเองใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การขอให้ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันเสนอก็ไม่ใช่และไม่เท่ากับการเสนอโดยรัฐบาล เพราะการเสนอโดยรัฐบาลต้องเป็นการเสนอโดยครม. 3. การสัมภาษณ์ของแกนนำรัฐบาลในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะดำเนินการหรือไม่ อย่างไร ไม่ทราบเกิดจากสาเหตุใด ถ้าปล่อยให้ความคลุมเครือยังคงอยู่ ประชาชนจะขาดความเชื่อมั่น และจะตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ดำเนินการตามนโยบายที่เขียนเอง แถลงเองในสภา และจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. หลายฝ่ายเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะแสดงภาวะผู้นำและรับผิดชอบในนโยบายที่ตนแถลงต่อรัฐสภา เดินหน้าเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มองข้ามไปสู่ประโยชน์ส่วนรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นอย่าปล่อยให้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญกลายไปเป็นวิกฤตการเมืองมาเพิ่มภาระให้รัฐบาลเสียสมาธิเลย คนห่วงใยประเทศก็ได้แต่แนะนำ ส่วนรัฐบาลจะทำหรือไม่คงเป็นเรื่องของรัฐบาล ถ้าพูดจริงทำจริงก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ประชาชนเชื่อมั่น &amp;quot;นายนพดลกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97345</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปัทมะ, แกนนำรัฐบาล, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056fba9cf0ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพดล&#039;ปลุกนโยบายเร่งด่วนแก้รธน.ชี้เสียงประชาชนผลักดันสำเร็จ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค.64- นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า คนไทยยังไม่สิ้นหวังกับการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ เชื่อว่าความเชื่อมั่นในประเทศที่ง่ายและลงทุนน้อยที่สุดและคนไทยทุกคนจะได้ประโยชน์ คือการมีกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย และทำให้การเลือกตั้งสามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถเริ่มต้นจากการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราใน 2 ประเด็นคือ 1) แก้เพื่อให้สภาผู้แทนฯเป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ และ 2)แก้ไขระบบเลือกตั้งให้เป็นธรรมและไม่ซับซ้อน กลับไปใช้ระบบสัดส่วนและบัตร 2 ใบที่เคยใช้มาก่อน ซึ่งถ้าสามารถแก้ไขใน 2 ประเด็นนี้สำเร็จจะทำให้กติกาเป็นธรรมขึ้น มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และจะทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;หลังจากที่ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสสร. มาร่างรัฐธรรมนูญต้องจบลง รัฐบาล พรรคการเมือง สส. สว. มีหน้าที่ต่อประชาชนที่จะช่วยกันผลักดันให้มีการแก้กติกาให้เป็นธรรมมากขึ้น แม้งานข้างหน้ายังยาก แต่การทำเพื่อบ้านเมืองและคนไทยทุกคนแม้จะยากแต่ก็ต้องเดินหน้า และเหลือเวลาประมาณไม่เกินสองปีก็ต้องมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดังนั้นใครเขียนนโยบายเร่งด่วนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วได้ผลักดันให้สำเร็จหรือไม่ ตนเองเชื่อว่าพฤติกรรมและความจริงใจของแต่ละพรรคการเมืองจะเป็นปัจจัยในการตัดสินใจในวันเลือกตั้ง ใครพูดและทำอะไรไว้ประชาชนคงจำได้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96786</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปัทมะ, แก้รธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056fba9cf0ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;นพดล&#039;จี้รัฐบาลเคาะกรอบเวลาเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ได้แล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.2564 นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลยังไม่กำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ทั้งๆที่การเลือกตั้งนายกอบจ. ก็เกิดขึ้นแล้ว และเทศบาลก็กำลังจะเกิดขึ้น มีกระแสข่าว อาจมีการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ปลายปีนี้ก็ช้าไป การกำหนดเวลาเลือกตั้งให้ชัดเจนจะทำให้พรรคการเมืองหรือบุคคลที่สนใจเสนอตัวเข้าแข่งขันเพื่อให้คนกรุงเทพฯได้พิจารณาประวัติ ผลงาน แนวนโยบายของผู้สมัครในการแก้ปัญหากรุงเทพฯ แต่เนิ่นๆ เนื่องจากมีปัญหาปากท้อง การจราจร น้ำท่วม ที่อยู่อาศัย ขยะ ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต PM 2.5 ยาเสพติด หาบเร่แผลงลอย การศึกษา ถนนหนทาง การท่องเที่ยวรวมทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่รอการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่สนใจเสนอตัวลงสมัครผู้ว่าฯต้องมีนโยบายและแนวทางชัดเจนในการแก้ปัญหาที่สำคัญดังกล่าว ไม่ใช่จะอาศัยชื่อเสียงหรือความปรารถนาส่วนตัวและป้ายโฆษณาหาเสียงอย่างเดียว &amp;nbsp;การเลือกตั้งจะทำให้ผู้เลือกตั้งเห็นแนวคิดก่อนลงคะแนนและติดตามการทำงานของผู้ได้รับเลือกว่าทำตามนโยบายหาเสียงหรือไม่ ดังนั้นรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องควรรีบกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ให้ชัดเจน ยิ่งเร็วทุกฝ่ายยิ่งได้ประโยชน์ เพราะในขณะนี้การพูดคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องตัวบุคคลว่า มีใครสนใจจะลงสมัคร พรรคใดจะส่งไม่ส่ง แต่วาระการดีเบทควรเป็นเรื่องแนวนโยบายกทม. ของผู้สมัครหรือของพรรคที่จะส่งผู้สมัครว่า มีนโยบายในแต่ละด้านเป็นอย่างไร มีความชัดเจนเป็นไปได้หรือไม่ กทม. มีงบประมาณทำได้หรือไม่ มิใช่เพียงขายฝัน และที่สำคัญต้องดูว่าความสามารถและความปรารถนาทางการเมืองของผู้สมัครได้สัดส่วนกันหรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90813</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบเวลาเลือกตั้ง, นพดล ปัทมะ, ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร, เลือกตั้งผู้ว่ากทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181009/image_big_5bbcc158a9eab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
