<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80770</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เปอร์ สุวิกรม&#039;พาชมนวัตกรรมสุดล้ำฝีมือคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ เอาใจคนที่มีความฝันในวัยเด็กที่อยากจะเป็นนักค้นคว้านักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งนักประดิษฐผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ชาติ พาไปชมนวัตกรรมใหม่ ที่จะมาเปลี่ยนโลกกันที่เขตประกอบการอุตสาหกรรม IRPC จ.ระยอง ในรายการ &amp;ldquo;เปอร์สเปกทิฟ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบกับนวัตกรรมสุดล้ำ อย่างทุ่นโซล่าร์ลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&amp;nbsp; ที่จะมาช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึงหนึ่งหมื่นตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้เต็มเกาะเสม็ดทั้งเกาะ! และพูดคุยกับ &amp;ldquo;คุณนพดล ปิ่นสุภา&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และอีกหลากหลายนวัตกรรมล้ำๆที่สร้างสรรค์มาเพื่อโลกและมวลมนุษย์&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย นพดล ปิ่นสุภา กล่าวว่า &amp;ldquo;เรามุ่งมั่นที่จะวิจัยพัฒนาสินค้าตอบสนองของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและก็สิ่งแวดล้อมด้วย เป็นส่วนหนึ่งที่เรามีแรงบันดาลใจที่จะเอาผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติมาใช้เป็นส่วนผสม อย่างเม็ดพลาสติก วันนี้เราสามารถที่จะเอามาผสมผสานกับวัสดุทางธรรมชาติ ทำให้เราสามารถที่จะนำมารีไซเคิลเพื่อนำมาใช้ได้อีก&amp;nbsp; ขณะเดียวกันในการย่อยสลายทางธรรมชาติมันจะเกิดได้ง่ายกว่า ซึ่งอันนี้เป็นทิศทางที่ไออาร์พีซี มุ่งมั่นที่จะพัฒนา สิ่งที่เราเรียกว่าเป็นคลีนโปรดักซ์ ให้กับผู้บริโภค ซึ่งเรามีหลายนวัตกรรมสุดล้ำที่จะพาไปเยี่ยมชม อย่าลืมติดตามได้ในรายการเปอร์สเปคทิฟ คืนวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม นี้ เวลา 22.00 น. ทางช่อง 9MCOT HD&amp;nbsp; (เลข30) และ Facebook Live #PerspectiveTV ครับ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80770</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปิ่นสุภา, เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201016/image_big_5f897f193e9eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59932</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2020 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2020 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ภาคธุรกิจไทยร่วมฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษเสนอมาตรการยกระดับแก้ปัญหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กPM 2.5 ในกรุงเทพฯและปริมณฑลได้คลี่คลายลง เพราะสภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูร้อนทำให้มีกระแสลม พัดพาฝุ่นพิษให้เคลื่อนตัว &amp;nbsp;แต่ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานปริมาณฝุ่นพิษเพิ่มมากขึ้นเกินค่ามาตรฐานมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนปัญหาฝุ่นPM2.5 ไม่เพียงทำลายสุขภาพอนามัยของคนไทยแต่ยังพ่นพิษส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยติดต่อกันทุกปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีหน้าเชื่อได้ว่า ฝุ่นพิษก็ยังคัมแบ็กห่มคลุมเมืองอีก หากไม่เร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมหรือแก้ที่ต้นเหตุ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน(Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD ) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย(TEI) จึงร่วมหาแนวทางการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กแบบบูรณาการให้เกิดผลเพื่อหยุดภัยคุกคามจากมลพิษที่จะเกิดขึ้นผ่านงานเสวนา&amp;rdquo;ภาคธุรกิจไทย(TBCSD) กับการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาPM 2.5 &amp;ldquo; ณบริษัทไออาร์พีซีจำกัด(มหาชน) อาคารENCO B กรุงเทพฯเมื่อวันก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;งานเสวนาครั้งนี้มีซีอีโอของกลุ่มบริษัทเอกชนเข้าร่วมแสดงเจตจำนงในการร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาฝุ่นขนาดเล็กอาทิฉัตรชัยเลื่อนผลเจริยชัยกลุ่มบริษัทดาวประเทศไทย,พงศธรทวีสินบริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตเรียมแห่งประเทศไทย,นพดลปิ่นสุภาบริษัทไออาร์พีซีจำกัด(มหาชน) , เกวลินหวังพิชญสุขบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยจำกัดตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อกับการสู้ฝุ่นพิษมาบอกเล่าสถานการณ์และความท้าทายในการหยุดปัญหาฝุ่นPM 2.5&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเสริฐ บุญสัมพันธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ &amp;nbsp;ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน(TBCSD) กล่าวว่าปัญหาฝุ่นขนาดเล็กจะอยู่กับไทยไปอีกนาน และปีหน้าปัญหาก็จะกลับมาอีกครั้ง &amp;nbsp;องค์กรนี้มี40 บริษัทชั้นนำเป็นสมาชิกในภาคอุตสาหกรรมทั้งกลุ่มธนาคารกลุ่มโรงกลั่นกลุ่มผลิตไฟฟ้ากลุ่มธุรกิจค้าปลีกกลุ่มพลังงานฯลฯ &amp;nbsp;ภายในกลุ่มบริษัทที่เป็นสมาชิกมีแผนลดปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก &amp;nbsp;ซึ่งต้องติดตามประเมินผลกลุ่มนี้ มีขนาดใหญ่รวมพนักงานกว่าแสนคน &amp;nbsp;ถือเป็นเครือข่ายที่ใหญ่โต &amp;nbsp;อีกทั้งกลุ่มค้าปลีกมีลูกค้าเพื่อช่วยร่วมขับเคลื่อนและแก้ปัญหาให้ลดลง &amp;nbsp; โดยงานเสวนานี้จะมีบทสรุปและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 นำเสนอรัฐบาลเพื่อเติมเต็มมาตรการของรัฐบาล &amp;nbsp;เราเห็นว่าการขับเคลื่อนต้องทำต่อเนื่องและมีเป้าหมายไม่ใช่ทำตอนปัญหามาหยุดตอนปัญหาไปแต่ไทยขาดทิศทางแก้ปัญหาภาคเอกชนห่วงมาตรการขอรัฐที่ออกมาโดยไม่คำนึงถึงภาคธุรกิจจะตายหรือไม่การแก้ปัญหาต้องสมดุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเลขาธิการTBCSD กล่าวว่ารวมกลุ่มบริษัทที่สนใจและดำเนินการพัฒนาที่ยั่งยืนดูแลสังคมและใส่ใจสิ่งแวดล้อม มีพันธกิจส่งเสริมภคธุรกิจไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันมี38 บริษัททำธุรกิจเกี่ยวข้องกับพลังงานและกิจกรรมต่อเนื่องก่อกำเนิดฝุ่นขนาดเล็กปัญหาสำคัญของประเทศจะบูรณาการความยั่งยืน &amp;nbsp;กับธุรกิจนอกจากฝุ่นที่ร่วมตัวแก้ไข ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกตามเป้าหมาย ซึ่งภาคพลังงานมีส่วนสำคัญ รวมถึงการปรับตัวอยู่กับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาฝุ่น เมื่อสภาวะอากาศแล้งจัดยิ่งเพิ่มปัญหาฝุ่นอีกประเด็นขับเคลื่อนคือการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืนและการจัดการขยะและขยะพลาสติกครบวงจร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิจารย์ สิมะฉายา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาสมาชิกมีการประชุมเพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนมาตรการรับมือฝุ่นขนาดเล็กโดยมีการดำเนินการเองโดยสมัครใจทั้งตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องยนต์ประสิทธิภาพการบรรทุกพฤติกรรมการขับขี่เลี่ยงการขับขี่เข้าพื้นที่เมืองนอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือจากสมาชิกใช้เชื้อเพลิงและรถที่ระบายฝุ่นต่ำกระจายสินค้าอย่างมีประสทธิภาพลดการจราจรในเขตเมืองลดการใช้รถใช้ถนนส่งเสริมทำงานที่บ้านอย่างปตท.สผ. ทำงานที่บ้านผ่านระบบไอที&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือบริษัทไออาร์พีซีมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์วัตถุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิจารณ์ กล่าวต่อว่า ได้ขอความร่วมมือสมาชิกงดการเผาในที่โล่ง &amp;nbsp;มองในแง่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อข้าวและอ้อยจะไม่สนับสนุนผลผลิตอ้อยจากการเผา &amp;nbsp;และสร้างการรับรู้แก่พนักงานองค์กรและประชาชนทั่วไปโดยสร้างการรับรู้ถึงปัญหาผลลชกระทบของฝุ่นพิษแต่ละหน่วยงานภาครัฐมีแผนแต่เกิดผลในทางป้องกันหรือไม่รวมถึงเราจะประชาสัมพันธ์เชิงรุกและใช้ประโยชน์จากสื่อออนไลน์TBCSD จะเป็นกลุ่มสร้างแรงขับเคลื่อนในประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; &amp;nbsp;TBCSD จะวิเคราะห์แผนงานของรัฐในการแก้ปัญหาฝุ่นขนาดเล็กและเติมเต็มช่องว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคมเราจะจัดทำข้อมูล &amp;nbsp; จากนั้นกำหนดตัวชี้วัดเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลและและแถลงผลการดำเนินงานปลายปี2563 นอกจากนี้ได้เปิดการรณรงค์&amp;rdquo;ช่วยกันลดฝุ่นPM 2.5 เปลี่ยนฟ้าหลัวเป็นฟ้าใสไร้มลพิษกับฟ้าใส&amp;rdquo; ซึ่งชักชวนฟ้าใส- ปวีณสุดาครูอิ้น &amp;nbsp;มิสยูนิเวิรสไทยแลนด์ &amp;nbsp;2019 มาเป็นทูตรณรงค์ผ่านวิดีโอคลิปจะเผยแพร่ทางสื่อต่างๆต่อไป&amp;ldquo; ดร.วิจารณ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหาPM 2.5 จากกลุ่มTBCS นั้นดร.วิจารณ์กล่าวว่าขอให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง และหลักการ 12 มาตรการ แก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5อย่างเป็นรูปธรรม ,สนับสนุนและสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อย PM 2.5 และเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าให้ครบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยที่วิเคราะห์ต้นทุนในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กให้เป็นรูปธรรม อีกข้อเสนอสำคัญ คือการพัฒนาเครือข่ายการตรวจวัด PM2.5 ให้เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน และทำการสื่อสารข้อมูลPM2.5 ให้เป็นเอกภาพ พร้อมสร้างแนวร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ อยากให้กระทรวงเกษตรฯมองการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรพื้นที่ใด มีการเผาทางการเกษตรต้องงดการช่วยเหลือเทคโนโลยีปัจจุบันระบุพิกัดได้ที่นาที่ไร่ของใครส่วนการเผาอ้อยป้อนผลผลิตให้เพียงพอภาคอุตสาหกรรมกระทรวงเกษตรกระทรวงอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจต้องร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพดล ปิ่นสุภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัท ไออาร์พีซี &amp;nbsp;จำกัด(มหาชน) หนึ่งในสมาชิกองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไออาร์พีซี กล่าวว่า ไออาร์พีซี มุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์วัตถุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงมีแผนปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเป็นมาตรฐานยูโร5 เพื่อลดฝุ่นPM 2.5 ลดมลพิษอากาศและลงทุนสร้างท่อขนส่งน้ำมันทดแทนการขนส่งทางรถและเรือรวมถึงรณรงค์ให้พนักงานทำงานที่บ้านช่วยลดการเดินทางและก่อปัญหาฝุ่นขนาดเลทั้งยังมีความร่วมมือในกลุ่มอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าวว่าปี2562 มีรายงานพื้นที่ห่างจากถนนสายหลักค่าฝุ่นขนาดเล็กอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นข้อมูลจากสถานีของกรมควบคุมมลพิษแต่เมื่อเข้าใกล้พื้นที่ริมถนนค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่29 ไมโครกรัมซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานส่วนข้อมูลปัจจุบันจากAIR 4 THAI เวลา12.00 น. (วันที่10มี.ค.) ค่าฝุ่นขนาดเล็กในกรุงเทพฯอยู่ในระดับที่ปลอดภัยจากนี้ปัญหาจะคลี่คลายแต่ปัญหาจะไปที่ภาคเหนือมาเร็วและเข้มข้นมากข้อมูลค่าเฉลี่ยย้อนหลัง24 ชั่วโมง (วันที่ 10 มี.ค.) &amp;nbsp;สูงถึง231 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร &amp;nbsp;และอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนจ.แม่ฮ่องสอนแหล่งที่มาจากการเผาจากพม่าและลาวหลังเดือนพฤษภาคมสถานการณ์ฝุ่นก็จะกลับสู่ภาวะปกติในปี2563 จุดความร้อนสะสม9 จ.ภาคเหนือสูงกว่าปี2562 และมีบางส่วนมาจากประเทศเพื่อนบ้านปลายเดือนมกราคมต่อต้นเดือนกุมภาพันธ์2563 ลำปางตากมีจุดความร้อนสะสมสูงและขยับไปชายแดนเพราะประเทศเพื่อนบ้านเผาโดยรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; หากการแก้ปัญหาฝุ่นไม่เป็นรูปธรรมปัญหาจะวนกลับมาปีนี้วนกลับมาแม้ระดมวิธีการแก้ปัญหาแต่แก้ไม่ได้จริงหากดูตามแผนปฏิบัติการของรัฐบาลในระยะยาวจะสามารถผ่อรคลายปัญหาลงได้เรื่อยๆทั้งเรื่องการเกษตรคุณภาพน้ำมันจะส่งผลให้ค่าเฉลี่ยรายปีลดลงได้แต่มาตรการเหล่านี้ไม่มีผลใน1-2 ปีอย่างการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันมีรถยูโร5,6,7 กว่าจะทดแทนรถเก่าใช้เวลามากกว่า10 ปีและหากภาคเกษตรยังเผาก็ไม่มีทางเพราะรัฐไม่มีมาตรการเข้มๆช่วงวิกฤตต้นปี &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.สุพัฒน์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีที่มีการติดตั้งหอคอยฟอกอากาศ2 จุดในเมืองกรุงเทพฯแก้ปัญหาฝุ่นคลุมกทม. ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษกล่าวว่าเทคโนโลยีดังกล่าวพัฒนามานานและกรองฝุ่นได้แต่มีขีดความสามารถจำกัดในการฟอกอากาศกรุงเทพฯมีพื้นที่ &amp;nbsp;1,600 ตารางกิโลเมตรหากจะทำให้ได้ผลเชิงภาพรวมต้องติดตั้งหอคอยจำนวนมหาศาลเพื่อลดฝุ่นขณะที่แหล่งกำเนิดยังปลดปล่อยทุกวันตนเห็นว่าไม่มีความคุ้มค่าในการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกวลิน หวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝุ่นพิษส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องหากภาคธุรกิจไม่รวมพลังแก้วิกฤตจริงจัง เกวลิน&amp;nbsp; หวัง พิชญสุขผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงฝุ่นของผู้บริโภคประชาชนงดเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวมีฝุ่นเยอะ &amp;nbsp;ปรับเปลี่ยนแผนไปเที่ยวที่อื่น &amp;nbsp;วางแผนออกนอกกรุงเทพฯนอกจากนี้ปรับการซื้อสินค้าลดความถี่ในการออกนอกบ้านเพื่อซื้อสินค้า ซื้อครั้งละมากขึ้น หรือซื้อออนไลน์ รวมถึงปรับการทานอาหารเพื่อรับมือกับฝุ่นละออง โดยเปลี่ยนมาทานร้านอาหารในห้าง สั่งเดลิเวอร์รี่ และซื้อหรือทำอาหารที่บ้าน งดไปตลาดนัดและร้านอาหารในพื้นที่กลางแจ้ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ตัวเลขการสูญเสียค่าโอกาสด้านเศรษฐกิจจากฝุ่นPM2.5 ในกรุงเทพฯและปริมณลช่วงสองเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.2-6.0 พันล้านบาท &amp;nbsp;โดยในส่วนนี้2-3 พันล้านบาทเป็นค่ารักษาพยาบาลและการป้องกันตัวเองซื้อหน้ากากอนามัยและเครื่องฟอกอากศถ้าปัญหาฝุ่นนี้เรื้อรังยังรอมาตรการของรัฐจริงจังแก้ปัญหามูลค่าการเสียโอกาสด้านเศรษฐกิจจะสะสมมากขึ้นมีแนวโน้มจะยกระดับสู่หลักหมื่นล้านบาทได้&amp;ldquo; เกวลินกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ ระบุว่าแผนระยะสั้นเฉพาะหน้าระยะกลางถึงระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาต้องกำหนดเป้าหมายเป็นระยะและทุกแผนมีทั้งผลบวกและผลกระทบตัวอย่างแนวทางแก้ปัญหาเช่นซื้อเครื่องจักรตัดอ้อยทดแทนการเผาเพราะขาดแคลนแรงงานขณะเดียวกันก็เป็นการปรับประสิทธิภาพการผลิตด้วยเกษตรกรอาจขาดแคลนแรงงานจึงเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวเพราะตัดได้ง่ายและปริมาณมากกว่าตัดอ้อยสดส่งผลเกิดฝุ่นพิษPM 2.5 ถ้ามีเครื่องจักรตัดอ้อยเบื้องต้นอาจใช้เงินลงทุนประมาณ15,000-20,000 ล้านบาทเพื่อซื้อเครื่องจักรที่ยังขาดอยู่3,500 -4,000 เครื่องเมื่อเทียบกับผลผลิตอ้อยต่อปีขณะที่ราคาเครื่องจักรอยู่ที่10 ล้านบาทต่อเครื่องแนวทางอาจรวมกลุ่มหรือรวมครัวเรือนโดยโรงงานน้ำตาลลงทุนช่วยเกษตรกรสนับสนุนเงินตั้งต้นกำหนดกี่ครัวเรือนต่อเครื่องจักรหนึ่งเครื่องหรือทยอยทำเป็นเฟสก็ได้นอกจากช่วยลดฝุ่นPM 2.5 ช่วยยกระดับการผลิตภาคเกษตรให้มีคุณภาพแทนที่การเผา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกแนวทางเยียวยา &amp;nbsp;เธอกล่าวว่าเปลี่ยนรถเก่าเช่นอายุ16-20 ปีขึ้นไปเป็นรถใหม่ที่มาตรฐานควบคุมมลพิษที่ดีกว่าเดิมซึ่งการเปลี่ยนรถใหม่เป็นภาระของประชาชนภาครัฐต้องเสนอเงื่อนไขที่จูงใจหรือให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือควบคู่กับเงื่อนไขด้านภาษีและอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนหากไปถึงรถอีวีได้ยิ่งดีสอดคล้องกับแผนส่งเสริมของรัฐบาล &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ค่าเสียโอกาสที่ประเมินเป็นการประเมินระยะสั้นแต่เชิงผลกระทบระยะยาวเป็นเรื่องสุขภาพร่างกายซึ่งประเมินค่าไม่ได้ฝุ่นสะสมในร่างกายก่อให้เกิดโรคต่างๆยิ่งอายุมากยิ่งมีความเสี่ยง &amp;nbsp;หากประเมินด้านทรัพยากรเป็นความสูญเสียด้านแรงงานและเสียโอกาสการเป็นฮับด้านการท่องเที่ยวฮับด้านการแพทย์เป็นความสูญเสียที่ประเมินได้ลำบาก&amp;ldquo; เกวลินย้ำผลกระทบในทุกมิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่าปี62 คณะรัฐมนตรีประกาศให้ปัญหาฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติเกิดแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองคลอด3 มาตรการมีแนวทางแก้ปัญหาจราจรน่าจะประสบผลสำเร็จมากขึ้นคาดว่า ค่าเฉลี่ยฝุ่นขนาดเล็กเฉลี่ยรายปี63 ในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะน้อยกว่าปี2562 เพราะหลายหน่วยงานให้ความร่วมมือส่วนภาคเหนือเอาไม่อยู่เพราะที่เชียงรายและแม่ฮ่องสอนผลกระทบจากเพื่อนบ้านสำหรับจุดสะสมความร้อนก่อนช่วงรัฐบาลประกาศห้ามเผามาจากชาวบ้านชิงเผาก่อนเกิดปัญหาหมอกควัน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามสนับสนุนให้ท้องถิ่นติดเครื่องตรวจวัดอากาศก่อนรายงานสู่ส่วนกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรฐานเชิงรุก รองอธิบดี คพ. กล่าวว่า มีโครงการจะปรับลดค่าเฉลี่ยค่าฝุ่น PM2.5 รายวันเป็น35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรรวมถึงลดค่าฝุ่นรายปีแต่จะปรับค่าลงได้ต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมืองดกิจกรรมจากแหล่งกำเนิดในช่วงมลพิษสูงต้องมีมาตรการผลักดันลดจากแหล่งกำเนิดขณะนี้มีแล้วสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆหากค่าเฉลี่ยรายปีลดลงเรื่อยต่อไปไทยจะปรับลดค่าเฉลี่ยเท่ามาตรฐานระดับโลกได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนเถลิงศักกดิ์กล่าวว่ามีการดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนแจ้งเตือนประเทศเพื่อนบ้านเมื่อไทยได้รับผลกระทบเช่นพม่าส่วนในระดับจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดมีการประสานกับผู้นำของรัฐนั้นเพื่อส่งอุปกรณ์เข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหาหมอกควันจากข้อตกลงอาเซียนแต่ละประเทศต้องดูแลและจัดการปัญหารวมถึงรายงานเหตุที่ยังเกิดปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างไรก็ตามไทยจะสนับสนุนการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศและวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อเขาแก้ปัญหาในพื้นที่ไทยก็ได้ประโยชน์ด้วยรวมถึงจัดอบรมเสริมสร้างองค์ความรู้ให้เจ้าหน้าที่และจัดกิจกรรมสร้างความร่วมมือและจิตสำนึกบริเวณชายแดนเพื่อนบ้านยกให้ไทยเป็นผู้นำในการแก้หมอกควัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร &amp;nbsp;กล่าวว่า แหล่งกำเนิดฝุ่นขนาดเล็กในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมาจากการขนส่งร้อยละ 72 ซึ่งเมืองใหญ่ในต่างประเทศก็เผชิญปัญหาฝุ่นและใช้มาตรการยาแรงแก้ไขไทยจะเอาแบบนี้มั้ยสเปนเกาหลีใต้จำกัดการใช้รถยนต์จำกัดที่จอดรถภายในเมืองสวีเดนอังกฤษฟินแลนด์เก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมืองยกเลิกใช้รถยนต์ดีเซลมีที่สวีเดนอังกฤษฟินแลนด์บราซิลสิงค์โปรรถใหม่ที่ขายมาตรฐานยูโรกลับมาที่ไทยมีการประชุมแผนปฏิบัติงานชัดเจนในส่วนภาคคมนาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการระยะสั้น 63-64 มีเรื่องบำรุงรักษาเครื่องยนต์รถโดยสารสาธารณะ ขสมก.บขส.รวมถึงเรือโดยสารรถไฟไทย รฟม. อีกมาตรการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันรถโดยสารใช้ไบโอดีเซลบี20 แก้ปัญหารถติดและลดฝุ่นจากการก่อสร้างระยะกลางปี65-69 เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นพลังงงานสะอาดเครื่องEV จะต้องทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานกระทรวงอุตสาหกรรมระยะยาวปี70-75 จำกัดการใช้รถยนต์ &amp;nbsp;,เปลี่ยนท่าเรือกรุงเทพจากบริการสินค้าเป็นท่าเรือท่องเที่ยวและเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นพลังงานสะอาดทั้งหมดเราวางมาตรการไว้หมดแล้วเพราะภาคคมนาคมตกเป็นจำเลยของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร วิชัย &amp;nbsp;ไตรสุรัตน์ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่าพื้นที่320 ล้านไร่มี149 ล้านไร่เป็นพื้นที่การเกษตรในจำนวนนี้เป็นพื้นที่อ้อยโรงงาน19 จังหวดรวมพื้นที่81,783 ไร่จากการมอนิเตอร์ปี2562 เป้าหมาย26 จังหวัดส่วนปี2563 เป้าหมายเพิ่มเป็น46 จังหวัดโดยขยายมาที่ภาคอีสานและภาคตะวันตกด้วย &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์และพื้นที่เสี่ยงเปราะบางมากมีปลูกพืช3 ชนิดที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว3.18 ล้านไร่เป็นข้าวอ้อยและข้าวโพดโดยสร้างความตระหนักลดปริมาณเชื้อเพลิงบังคับใช้กฎหมาย &amp;nbsp;จัดตั้งชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังอ้อยมีประเด็นมากแม้มีเป้าหมายปี65 จะไม่รับซื้ออ้อยจากการเผาเลยแต่ก็ยากเพราะไทยผลิตน้ำตาลส่งออกเป็นหลักโรงงานน้ำตาลต้องการปริมาณเยอะเกษตรกรลดต้นทุนโดยการเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว วิธีแก้ คือซื้อเครื่องจักรตัดอ้อยแต่เครื่องจักรไม่เพียงพอ &amp;nbsp;หลายหน่วยงานต้องช่วยกัน ปีนี้เน้นเฝ้าระวังพื้นที่ที่มีการเผาสูงในภาคเหรือกลางอีสานเตรียมปฏิบัติการฝนหลวง นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ เสนอครม. ปลูกพืช 6 ชนิดที่มีความสามารถในการลดฝุ่นมีผลวิจัยยืนยันลดฝุ่น30-60% &amp;nbsp;เช่นกระดุมทองคล้านกยูงเศรษฐีเรือนในฯลฯโดยแจกจ่ายหนึ่งล้านต้นให้ประชาชนปลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ในการสร้างเกษตรปลอดการเผาเน้นพื้นที่ปลูกอ้อยเช่นเชียงใหม่น่านมีพื้นที่ต้นแบบส่งเสริมอ้อยเป็นอาหารสัตว์และประสานกับธกส. กู้เงินเพื่อซื้อเครื่องจักรสิ่งสำคัญปัจจุบันมีศูนย์เรียนรู้สร้างประสิทธิภาพการตลาด800 กว่าศูนย์ทั่วประเทศ&amp;ldquo; วิชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์ดนัย ชีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย &amp;nbsp;กล่าวว่า สภาพแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของไวรัสฉะนั้น ต้องมองเป็นองค์รวม สำหรับผลกระทบฝุ่นขนาดเล็กระยะสั้นจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเด็ก &amp;nbsp;ผู้สูงอายุและผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ&amp;lt;span style=&amp;quot;font-family:&amp;quot;.SFUIText&amp;quot;;font-
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59932</URL_LINK>
                <HASHTAG>TBCSD, ค่าPM2.5, นพดล ปิ่นสุภา, นายวิจารณ์ สิมาฉายา, ประเสริฐ บุญสัมพันธ์, วิขัย ไตรสุรัตน์, องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน, เกวลิน หวัง, เถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200316/image_big_5e6f314eb8a31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไออาร์พีซี ปรับกลยุทธ์ลุยตลาดในประเทศเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ. 2563 นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC &amp;nbsp;เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ปรับแผนกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2563 เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร โดยการขยายตลาด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศเพิ่มขึ้น (Domestic First) &amp;nbsp;เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาดโลก เพิ่มการเจาะตลาดสินค้ามูลค่าเพิ่มร่วมกับพันธมิตร (Strategic Partners) และปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงงานผลิต (Reliability Improvement) ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน (Hedging Management) รวมทั้งลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพื่อบริหารความเสี่ยงแหล่งวัตถุดิบ (Secured Feedstock)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทฯ คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันของตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 102.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีที่แล้ว เนื่องจากโรงกลั่นกลับมาเดินกำลังการผลิตอย่างเต็มที่เพื่อผลิตน้ำมันตามมาตรฐานน้ำมันเดินเรือใหม่ (IMO 2020) รวมทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนเริ่มผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบปี 2563 อยู่ในช่วง 55 - 65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาพรวมตลาดปิโตรเคมี คาดว่าความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้นจากการปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2563 ของธนาคารโลก เพิ่มขึ้นเป็น 2.5% ในปี 2563 &amp;nbsp;จาก 2.4% ในปี 2562 และการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้ความต้องการพลาสติกในกลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์ และสินค้าบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง (Delivery Products) สูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการลดการบริโภคพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastic) ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตใหม่ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยการวิจัยและพัฒนาร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมถึงการหาพันธมิตรทางการผลิต และการตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทุ่นลอยน้ำสำหรับโซลาร์เซลล์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2562 เริ่มดีขึ้น โดยมีขาดทุนสุทธิ 513 ล้านบาท &amp;nbsp;ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2562 &amp;nbsp;ที่ขาดทุนสุทธิ 1,321 ล้านบาท เป็นผลมาจากการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคา (Hedging) แม้จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยืดเยื้อเรื่อยมาตั้งแต่กลางปี 2561 และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งสูงขึ้น ประกอบกับ supply ใหม่จากจีนและมาเลเซีย ทำให้ส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว บริษัทฯ ได้มองหาตลาดใหม่ๆ ในกลุ่มประเทศ AEC ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองให้ตรงต่อความต้องการของลูกค้าและสิ่งแวดล้อม หรือ Human Centric ทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด รวมถึงรุกธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลซึ่งมีความต้องการสูงมากในแถบยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล กล่าวว่า ปี 2563 สถานการณ์ตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลจากการเซ็นสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้สงครามการค้าผ่อนคลายลง ส่วนต่างราคาน้ำมันกำมะถันต่ำ (LSFO) ที่ดีขึ้น และหากแนวโน้มตลาดเป็นไปตามคาด บริษัทฯ ก็สามารถดำเนินการผลิตอย่างเต็มที่โดยเพิ่มขึ้นจาก 2 แสนบาร์เรลต่อวัน ในปี 2562 เป็น 2.15 &amp;nbsp;แสนบาร์เรลต่อวันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ IRPC ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินอล จำกัด และ บริษัทไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เพื่อเพิ่มช่องทางในการขยายตลาดโดยพัฒนาระบบขนส่งน้ำมันทางท่อ จากโรงกลั่นน้ำมัน IRPC ไปสู่ระบบขนส่งน้ำมันทางท่อของ Thappline เพื่อร่วมกันสร้างช่องทางขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมัน High Speed Diesel ตามมาตรฐาน &amp;nbsp;Euro V และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet &amp;nbsp;A1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานประจำปี 2562 ในอัตรา 0.10 บาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อหุ้น คิดเป็นเงินประมาณ 2,043 ล้านบาท จากกำไรสะสมส่วนที่ยังไม่ได้จัดสรร โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 7 เมษายน 2563 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57081</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปิ่นสุภา, ไออาร์พีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190806/image_big_5d495aec9f1fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 19:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา&quot;ผู้หญิง&quot;ชิงเก้าอี้ผู้ว่าปตท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปตท.ประกาศรับสมัครคัดเลือประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน&amp;quot;ชาญศิลป์&amp;quot;4-26พ.ย.62 จับตา&amp;quot;ผู้หญิง&amp;quot;ร่วมชิงเก้าอี้ผู้ว่าปตท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 พ.ย. 62- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.ปตท.ได้ประกาศรับสมัครบุคคล เพื่อรับการคัดเลือกเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ เพื่อทำงานต่อจากนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ซึ่งครบวาระ เหตุเพราะครบอายุ 60 ปี วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 โดย ปตท.ได้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 4-26 พฤศจิกายน 2562 นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปรากฏว่ามีผู้บริหารภายในกลุ่ม ปตท.สมัคร 6 คน ได้แก่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยออยล์ นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี &amp;nbsp;นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (จีพีเอสซี) น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บมจ.ปตท. และน.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (โออาร์)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;โดยครั้งนี้นับว่ามีผู้บริหาร ปตท.ที่เป็นสตรีสมัครชิงตำแหน่งซีอีโอครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการสรรหาซึ่งมีประธานบอร์ด ปตท.เป็นประธาน ระบุว่าจะไม่เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการสรรหา เพราะเกรงว่าจะมีการวิ่งเต้นคัดสรร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51169</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิราพร ขาวสวัสดิ์, ชวลิต ทิพพาวนิช, นพดล ปิ่นสุภา, ปตท., วิรัตน์ เอื้อนฤมิต”, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, เพียงพนอ บุญกล่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0c3d9356c26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไออาร์พีซีทุ่มลงทุนกว่า 8.5 พันล้านบาท ผลิตน้ำมันเกรดยูโร 5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย.2562 นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทฯมุ่งเน้นที่จะดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดมาโดยตลอด และในปี 2563 &amp;nbsp;ไออาร์พีซีได้ตั้งงบประมาณสำหรับใช้ลงทุนในโครงการหลัก ๆ ของบริษัทไว้ที่ 8,500 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับการควบรวมและซื้อกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) อีกประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยโครงการหลัก ๆ ที่จะดำเนินการและใช้งบประมาณในปีหน้า ได้แก่ โครงการอัลตร้า คลีน ฟูเอล(ยูซีเอฟ) ที่เป็นการดำเนินงานผลิตน้ำมันให้อยู่ในมาตรฐานของยูโร 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งจะใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(ไออีเอ) และคาดว่าจะเริ่มต้นก่อสร้างโรงงานได้ภายในต้นปี 2564 และแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 รวมถึงงบประมาณในการดำเนินงานปกติของบริษัทอีกประมาณ 2,500 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะกระจายไปยังการจัดการอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการผลิตน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 หรือยูซีเอฟนั้น จะใช้เงินลงทุนรวมทั้งหมดกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งในปีหน้าก็จะเริ่มใช้เงินไปกับการจัดการเบื้องต้นแล้วแม้จะมีการก่อสร้างในปี 64 ก็ตาม ส่วนงบเอ็มแอนด์เอเราตั้งไว้ประมาณนี้ทุกปี แต่จะได้ใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับโอกาสและช่องทาง หากมีธุรกิจหรือบริษัทที่น่าสนใจก็จะมีการใช้งบในส่วนนี้&amp;quot;นายนพดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามได้ประเมินระดับราคาน้ำมันตลาดดูไบในช่วงปีหน้าอยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะอยู่แค่เพียง 61 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งแน่นอนว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก หากมีการฟื้นตัวผนวกกับปัญหาสงครามทางการค้าเริ่มคลี่คลายก็จะทำให้ความต้องการใช้กลับมา แต่ในขณะที่สถานการณ์ปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเทรดวอร์โดยตรงเนื่องจากถูกกดดันจากซัพพลายของประเทศจีนที่ล้นตลาดออกมานั้น หากในอนาคตมีความคืบหน้าทางด้านการค้าชัดเจนก็อาจจะกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรณีที่บริษัทค้าน้ำมัน อารามโก้ นำเข้าตลาดและระดมทุนหรือปล่อยไอพีโอในเร็ว ๆ นี้นั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อซัพพลายของประเทศอื่น ๆ หรือประเทศไทยมากนัก แต่มองว่าจะเป็นการสร้างสีสันให้กับตลาดหลักทรัพย์ของโลกมากกว่า จึงไม่น่าเป็นห่วง&amp;quot;นายนพดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความคืบหน้าของการผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำตามมาตรฐานองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ(ไอเอ็มโอ) ที่จะเริ่มกำหนดจ่ายตั้งแต่ 1 ม.ค. 63 นั้นปัจจุบัน ไออาร์พีซี สามารถผลิตได้ 50,000 บาทต่อเดือน ตามแผนจากกำลังการผลิตรวม 6 000 ตันต่อเดือน โดยวางเป้าหมายขายในประเทศ 65% และส่งออกอีก 35% ซึ่งตลาดเอเชียและตะวันออกกลางมีความต้องการนำมันดังกล่าวมากถึง 9.3 ล้านตันต่อเดือน จากปัจจุบันมีทรัพย์ภายในตลาดเพียง 4.7 ล้านตันต่อเดือน ซึ่งกำลังการผลิตในปัจจุบันไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ถือว่าเป็นโอกาสให้บริษัทเข้าไปดำเนินการ เป็นผู้นำในตลาดดังกล่าวได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50170</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปิ่นสุภา, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190806/image_big_5d495aec9f1fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2019 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2019 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>IRPC รุกตลาดเม็ดพลาสติกผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;IRPC รุกตลาดเม็ดพลาสติกผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ นำร่องโครงการผลิตไฟ12.5 เมกป้อนในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี&amp;nbsp;คาดแล้วเสร็จไตรมาส1/63มั่นใจช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเพียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค. 62 - นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ ดำเนินการลงทุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ขนาด 12.5 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จ.ระยอง คาดว่าจะสามารถติดตั้งและดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2563 ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และยังเป็นการใช้นวัตกรรมเม็ดพลาสติกของ IRPC ที่คิดค้นเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการผลิต ทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุ่นโซลาร์ลอยน้ำผลิตจากเม็ดพลาสติก HDPE (High Density Polyethylene: โพลีเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง) เกรดพิเศษ P301GR โดยออกแบบให้เนื้อพลาสติกเป็นสีเทา มีคุณสมบัติการใช้งานที่โดดเด่นเหมาะสำหรับการผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ ที่ช่วยลดอุณหภูมิใต้แผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้ระบบผลิตกระแสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถ รีไซเคิลได้ และรับประกันอายุการใช้งานของวัสดุได้ไม่ต่ำกว่า 25 ปี เนื่องจากมีความทนทานต่อแสงยูวี (UV resistance) ทนทาน ต่อสารเคมี (Chemical resistance) และมีความเสถียรต่อความร้อน (Thermal stabilization)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับนวัตกรรรมเม็ดพลาสติก HDPE เกรด P301GR เป็นเกรดพิเศษสำหรับทุ่นโซลาร์ลอยน้ำเหมาะสมอย่างยิ่งกับสภาวะแวดล้อมและภูมิอากาศของประเทศไทย IRPC จึงพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ทุ่นลอยน้ำที่จะเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มที่ ทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนนโยบายการใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกลงได้กว่า 10,510 ตัน เทียบเท่าการปลูกป่าราว 10,000 ไร่ และช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ ด้วยการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ผิวน้ำ&amp;rdquo; นายนพดลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยคุณสมบัติที่ดีของผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก HDPE เกรด P301GR เกรดพิเศษเฉพาะทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ ซึ่งผลิตภายในประเทศ ช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้า IRPC คาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงการด้านพลังงานทดแทนของประเทศ เพราะปัจจุบันพื้นที่ผิวน้ำในประเทศไทยมีประมาณ 14,600 ตารางเมตร หรือประมาณ 9 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 3 ของพื้นที่ประเทศ หากนำพื้นที่เหล่านี้มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็จะได้รับประโยชน์จากพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยบริษัทฯ มองถึงการต่อยอดในโครงการโซลาร์ลอยน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2018) กำลังการผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42868</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปิ่นสุภา, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), โซลาร์ลอยน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190806/image_big_5d495aec9f1fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
