<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟัน‘นพรัตน์’อายัด176ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ป.ป.ช.ฟัน &amp;quot;นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์&amp;quot; ร่ำรวยผิดปกติ คดีโกงเงินทอนวัดพนัญเชิงฯ พร้อมอายัดทรัพย์อดีต ผอ.พศ.-เมียและญาติ รวม 176 ล้านบาท ชงอัยการสูงสุดยื่นศาลทุจริตสั่งยึดเป็นของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ? (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 15 มกราคม นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีสงสัยนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจำปีงบประมาณ 2557 และปีงบประมาณ 2558 ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายนพรัตน์ ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า นายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ คู่สมรส มีการนำฝากเงิน ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน รวมทั้งมีการซื้อที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตจำนวนมาก ซึ่งไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่พึงมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า นายนพรัตน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยมีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการไต่สวน ซึ่งผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายนพรัตน์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553-30 กันยายน 2557 พบเงินฝากและทรัพย์สินต่างๆ ของนายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ รวมทั้งบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางธาริณี ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) บุตรหลาน และบุคคลอื่น โดยคณะกรรมการไต่สวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลทั้ง 8 คน ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายนพรัตน์ จำนวน 98,659,925 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 13 บัญชี เป็นเงิน 71,974,350 บาท, เงินลงทุน จำนวน 4 รายการ เป็นเงิน 12,580,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 12 กรมธรรม์ มูลค่า 14,105,575 บาท 2.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางพัทธานันท์ (คู่สมรส) จำนวน 196,039,741 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 22 บัญชี เป็นเงิน 122,921,190 บาท, เงินลงทุน จำนวน 3 รายการ เป็นเงิน 6,815,695 บาท, ที่ดินในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 1 แปลง มูลค่า 760,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 3,809,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 10 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 61,733,855 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางธาริณี (อดีตคู่สมรส) จำนวน 131,437,217 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 56 บัญชี เป็นเงิน 105,151,313 บาท, เงินลงทุน จำนวน 25 รายการ เป็นเงิน 25,235,903 บาท และยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,050,000 บาท 4.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายธนรัตน์ ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 26,726,284 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 10 บัญชี เป็นเงิน 20,843,037 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ มูลค่า 1,800,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,014,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 4 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 3,069,247 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวพิมพ์ภัสสร ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 68,307,397 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 31 บัญชี เป็นเงิน 50,597,774 บาท, เงินลงทุน จำนวน 19 รายการ เป็นเงิน 9,750,000 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 รายการ (ในกรุงเทพมหานคร 2 รายการ และจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ) รวมมูลค่า 5,856,489 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 3 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 2,103,134 บาท 6.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาววรัทยา พรหมมาศ (หลานของนายนพรัตน์ ) จำนวน 500,000 บาท ได้แก่ ห้องชุด จำนวน 1 ห้อง ในจังหวัดชลบุรี มูลค่า 500,000 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายปิยชาติ ศรีจันทร์ (บุคคลสนิทของนายนพรัตน์) จำนวน 4,500,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 4,500,000 บาท และ 8.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวณัฎฐาภรณ์ ทุน (บุตรของนางพัทธานันท์) จำนวน 49,000,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 49,000,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติทั้งสิ้นจำนวน 575,170,566 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวแล้ว จำนวน 176,032,978 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54669</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, ร่ำรวยผิดปกติ, วัดพนัญเชิง, ศาลทุจริต, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีต ผอ.พศ., เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200115/image_big_5e1f28f28cc0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟัน&#039;นพรัตน์&#039;อดีตผอ.พศ.กับเมียโกงเงินทอนวัด อายัด176ล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค. 63 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีสงสัย นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจำปีงบประมาณ 2557 และปีงบประมาณ 2558 ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายนพรัตน์ ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า นายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ คู่สมรส มีการนำฝากเงิน ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน รวมทั้งมีการซื้อที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตจำนวนมาก ซึ่งไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่พึงมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า นายนพรัตน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนโดยมีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธาน นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการไต่สวน ซึ่งผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายนพรัตน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553 - 30 กันยายน 2557 พบเงินฝากและทรัพย์สินต่างๆ ของนายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ รวมทั้งบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางธาริณี ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) บุตรหลาน และบุคคลอื่น โดยคณะกรรมการไต่สวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลทั้ง 8 คน ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายนพรัตน์ จำนวน 98,659,925 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 13 บัญชี เป็นเงิน 71,974,350 บาท, เงินลงทุน จำนวน 4 รายการ เป็นเงิน 12,580,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 12 กรมธรรม์ มูลค่า 14,105,575 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางพัทธานันท์ (คู่สมรส) จำนวน 196,039,741 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 22 บัญชี เป็นเงิน 122,921,190 บาท, เงินลงทุน จำนวน 3 รายการ เป็นเงิน 6,815,695 บาท, ที่ดินในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 1 แปลง มูลค่า 760,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 3,809,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 10 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 61,733,855 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางธาริณี (อดีตคู่สมรส) จำนวน 131,437,217 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 56 บัญชี เป็นเงิน 105,151,313 บาท, เงินลงทุน จำนวน 25 รายการ เป็นเงิน 25,235,903 บาท และยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,050,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายธนรัตน์ ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 26,726,284 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 10 บัญชี เป็นเงิน 20,843,037 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ มูลค่า 1,800,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,014,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 4 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 3,069,247 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวพิมพ์ภัสสร ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 68,307,397 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 31 บัญชี เป็นเงิน 50,597,774 บาท, เงินลงทุน จำนวน 19 รายการ เป็นเงิน 9,750,000 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 รายการ (ในกรุงเทพมหานคร 2 รายการ และจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ) รวมมูลค่า 5,856,489 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 3 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 2,103,134 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาววรัทยา พรหมมาศ (หลานของนายนพรัตน์ ) จำนวน 500,000 บาท ได้แก่ ห้องชุด จำนวน 1 ห้อง ในจังหวัดชลบุรี มูลค่า 500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายปิยชาติ ศรีจันทร์ (บุคคลสนิทของนายนพรัตน์) จำนวน 4,500,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 4,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวณัฎฐาภรณ์ ทุน (บุตรของนางพัทธานันท์) จำนวน 49,000,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 49,000,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติทั้งสิ้นจำนวน 575,170,566 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวแล้วจำนวน 176,032,978 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54610</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, ป.ป.ช., ร่ำรวยผิดปกติ, วัดพนัญเชิง, อดีตผอ.พศ., อายัดทรัพย์176ล้าน, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200115/image_big_5e1eaa5f44497.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก26ปี&#039;พระครูกิตติ&#039;ร่วมฟอกเงินพศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาเงินทอนวัดคดีแรก ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางสั่งจำคุก &amp;quot;พระครูกิตติ&amp;quot; เจ้าคณะอำเภอชนแดน 26 ปี ร่วม &amp;quot;นพรัตน์&amp;quot; ฟอกเงิน พศ. ถอนจีวรห่มขาว เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรียบร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 18 เม.ย. ที่ห้องพิจารณาคดี 8 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีฟอกเงินทอนวัด สำนวนแรก หมายเลขดำ อท.38/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ ฟ้องพระครูกิตติ พัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 55 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานฟอกเงินโดยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5 (1) (2) (3), 9, 60
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีที่พระครูกิตติร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 60 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งตัวยังหลบหนีตั้งแต่ชั้นสอบสวนของตำรวจ ปปป. วางแผนยักย้าย-ถ่ายโอนเงินทอนวัดราว 24 ล้านบาทเศษ ที่ได้เบียดบังจากการทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ที่เป็นเงินอุดหนุนให้ 12 วัด 13 รายการ จำนวน 28 ล้านบาท ในการบูรณะซ่อมแซมวัด หรือเพื่อโครงการศึกษาพระปริยัติธรรม หรือโครงการเผยแผ่กิจกรรมทางศาสนา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพวกจำเลยร่วมกันเบียดบังเงินส่วนที่ให้กับวัดใน จ.เพชรบูรณ์, ตาก, นครสวรรค์, ชุมพร ไปด้วยการแบ่งส่วนเงินงบประมาณเพียงเล็กน้อยประมาณ 50,000 บาทถึงหลักแสนบาท จูงใจให้วัดยินยอมนำเงินงบประมาณฯ ที่จะถูกจัดสรรมานั้นเข้าบัญชีวัด แล้วให้โอนคืนเงินนั้นกลับให้พวกตนโดยใช้บัญชีธนาคารของวัดเป็นเครื่องมือปกปิดอำพรางการกระทำความผิดของพวกตน ให้ดูเสมือนว่าเงินที่โอนและถอนออกจากบัญชีวัดเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่เงินซึ่งถูกทอนมานั้นจะนำเข้าบัญชีหรือส่งมอบเป็นเงินสดให้แก่พระครูกิตติ เพื่อรวบรวมมอบให้นายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. อันเป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้อัยการฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.พ.2561 ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี โดยระหว่างการพิจารณาได้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้ และให้คืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาประกันแล้วด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้พระครูกิตติยังอยู่ในสมณเพศ สวมจีวร ได้เดินทางมาพร้อมกับทนายความและคณะศิษย์ โดยเดินทางมาถึงศาลตั้งแต่ก่อนเวลา 08.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว มีทั้งเจ้าหน้าที่ ปปง., นิติกรของ พศ. จ.เพชรบูรณ์, พระในวัดต่างๆ ที่นำบัญชีของวัดให้จำเลยรับโอนเงิน ซึ่งรับรู้การโอนและถอนเงิน รวมทั้งลูกศิษย์คนสนิทของพระครูกิตติ เบิกความสอดคล้องกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกับนายนพรัตน์ ที่ได้จัดสรรงบ พศ. มาให้กับ 12 วัดใน จ.เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, ตาก และชุมพร โดยที่แต่ละวัดไม่ได้ทำคำของบแต่อย่างใด แต่นายนพรัตน์ให้นำบัญชีของวัดมาเพื่อจะโอนเงินให้แต่ละวัดนับล้านบาท โดยเมื่อโอนเงินแล้วให้แต่ละวัดโอนเงินกลับส่งคืนให้จำเลย เพื่อส่งต่อให้นายนพรัตน์ อ้างว่าจะนำไปให้วัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่มีการนำไปดำเนินการดังกล่าวจริง และได้นำมาแบ่งปันกัน บางส่วนจำเลยนำมาให้จ่ายส่วนตัว เช่นที่อ้างว่าได้พาพระและสามเณรไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษ 13 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 39 ปี แต่ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงรวมจำคุก 26 ปี ส่วนคำขออื่นให้ยก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทนายความของพระครูกิตติฯ เปิดเผยสั้นๆ ว่าขณะนี้กำลังเตรียมคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อจะยื่นขอประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็ได้ควบคุมตัวพระครูกิตติ จำเลย ไปยังห้องคุมขังชั้นใต้ถุนศาล ระหว่างรอฟังผลการขอประกันตัวสู้คดีชั้นอุทธรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังสิ้นสุดเวลาทำการศาล 16.30 น. แล้ว ปรากฏว่าไม่มีคำสั่งพิจารณาประกันตัวพระครูกิตติจากศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนในการสึกพระ เปลี่ยนการห่มจีวรเป็นชุดขาว เพื่อนำตัวไปควบคุมยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างรอศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ประกันตัวหรือไม่ออกมา โดยศาลอุทธรณ์จะใช้เวลาพิจารณาและส่งคำสั่งเรื่องการประกันกลับมาให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อให้ศาลแจ้งทนายความจำเลยรับทราบคำสั่ง ซึ่งคาดว่าจะออกมาภายในวันที่ 19 เม.ย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระครูกิตติ ยังถูกอัยการฟ้องคดีอนาจารเด็กหญิง 3 คน อายุไม่เกิน 15 ปีฯ ซึ่งถูกล่อลวงไปยังกุฏิที่พักของพระครูกิตติ เมื่อช่วงปี 2548-2549 ไว้ต่อศาลอาญาด้วย โดยพระครูกิตติได้ประกันตัวไปวงเงิน 200,000 บาท ขณะที่ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศเช่นกัน ส่วนคดีศาลอาญาสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วกำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีอนาจารเด็กหญิง ในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33939</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb88cc861481.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดือด!ฉะ2มาตรฐานคดีเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ที่มาภาพ&amp;nbsp;http://www.alittlebuddha.com/&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.2561 - &amp;nbsp;http://www.alittlebuddha.com/ ได้เขียนในวิเคราะห์ในหัวข้อ &amp;ldquo;สองมาตรฐานของรัฐบาลไทย&amp;rdquo; ไว้น่าคิด โดยระบุว่า เจ้าคุณจำนงค์ : ถูกตั้งข้อหาฉ้อฉลเงิน &amp;quot;ห้าล้าน&amp;quot; หนีออกนอกประเทศ รัฐบาลรีบยกเลิกพาสปอร์ต ส่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไล่ล่า ไล่ตั้งแต่พรมแดนไทย ลาว เขมร เวียตนาม แถมยังนำเจ้าหน้าที่เป็นคณะ บินด่วนไปถึงเยอรมนีขอตัวกลับมาลงโทษ ถึงไม่ได้ตัวกลับมา แต่ถามว่า หมดเงินหมดทองไปเท่าไหร่ กับมหกรรม &amp;quot;ขี่ช้างจับตั๊กแตน&amp;quot; ของรัฐบาลบิ๊กตู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ : หนีไปสหรัฐอเมริกา ตั้งปีมะโว้ เป็นหัวโจกในคดีเงินทอนวัด ว่ากันว่าผลาญไปร่วม &amp;quot;พันล้าน&amp;quot; รัฐบาลเฉย ไม่ยกเลิกพาสปอร์ต ไม่ออกหมายจับ ไม่ส่งใครไปขอตัวกลับ ไม่ต่อรองให้เวลา &amp;quot;สามวัน&amp;quot; จากสองเดือนเหมือนพระพรหมเมธี นี่สงสัยว่านายนพรัตน์จะเป็นพ่อของบิ๊กตู่แต่ชาติก่อนหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจถึงได้เกรงใจ ไม่ยอมทำอะไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เช่นว่า กรณีเงินทอนวัด รัฐก็พูดปาวๆ ว่ามีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมมือกับพระเจ้าอาวาสหลายวัด ทำการฉ้อฉล จึงต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด สั่งจับพระผู้ใหญ่สึกยัดคุกไปหลายรูป แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพุทธ ที่มีชื่อเป็นจำเลย เช่น นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ นางสาวประนอม คงพิกุล เป็นต้น กลับไม่ถูกจับกุมคุมขัง ทุกคนยังอยู่สบายดี ที่สำคัญก็คือ นายนพรัตน์นั้น หนีคดีไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยก็ไม่ทำห่าอะไร แต่สำหรับพระพรหมเมธีแล้ว กลับใช้วิธีการ &amp;quot;ไล่ล่า&amp;quot; ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงกับ &amp;quot;สั่งตำรวจทั้งประเทศ&amp;quot; ไล่จับพระเพียงรูปเดียว แถมตัว ผบ.ตร. ยังบินไกลไปถึงเยอรมนี เพื่อจะตามจับพระพรหมเมธีกลับมาสึกเข้าคุก เหมือนอีกสองพรหม ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องแบนนี้ก็มีที่เทียบเคียง แบบว่ามีมูล ไม่งั้นหมาไม่ขี้ รัฐบาลควรจะรับฟังและพิจารณาหาเหตุผล ก่อนจะใช้อำนาจเข้าจัดการแบบเด็ดขาด เหมือนกับว่าพระเณรนั้นเป็นอาชญากรฆ่าคนตายปานนั้น วัดต่างๆ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ได้แบ่งแยกดินแดน แต่แดนดินถิ่นนี้เป็นเมืองพุทธ มีวัดวาอารามคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่เริ่มสร้างกรุง แถมบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกยุคสมัยก็ก็ทรงผนวชผ่านมาแล้วทั้งสิ้น จะปฏิรูปอะไรก็ไมว่ากันอยู่แล้ว ใครๆ ก็อยากเห็นความเจริญก้าวหน้า แต่ว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะใช้แต่กฎหมายเหมือนโฆษกรัฐบาลไทยว่านั้น มีปัญหาแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างเช่นคำว่า &amp;quot;รัฐให้ความสำคัญกับทุกศาสนา&amp;quot; ถามว่า แปลว่าอะไร ? ศาสนาทุกศาสนามีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมดอย่างนั้นหรือ ถ้าพุทธ คริสต์ อิสลาม เท่าเทียมกันหมด ต่อไป ถ้ามีการอ้างความเสมอภาคแล้วขอให้สร้าง &amp;quot;โบสถ์-สุเหร่า&amp;quot; คู่กับวัดพระแก้วด้วย รัฐจะตอบยังไง ต้องให้สร้างตามความเสมอภาคใช่ไหม ?
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11053</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, ประนอม คงพิกุล, พนม ศรศิลป์, พาสปอร์ต, รัฐบาล, รัฐบาลไทย, สองมาตรฐาน, เจ้าคุณจำนง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1cc1ece4e2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
