<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 06:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 06:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯประกาศแล้ว ล็อกดาวน์กรุงเทพ-ปริมณฑล 4 จังหวัดภาคใต้ มีผล 28 มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิถุนายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 25) มีคำสั่งปิดสถานที่ก่อสร้าง ห้ามทานอาหารในร้าน รวมกลุ่มสังสรรค์ งานเลี้ยงรื่นเริง และห้างสรรพสินค้าสามารถเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม ลงนาม โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อกำหนดนี้ มีผลในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล (นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ และ สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร &amp;nbsp;และพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปข้อกำหนด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. สั่งปิดแคมป์ก่อสร้าง สั่งหยุดทำงานก่อสร้าง อย่างน้อย 30 วัน และห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้ มอลล์ โรงแรม ร้านสะดวกซื้อ ตลาดนัด ซูเปอร์มาร์เก็ต ให้เปิดบริการเฉพาะนำกลับไปบริโภคที่อื่นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดดำเนินการได้ถึง 21.00 น. โดยงดให้บริการโรงมหรสพ โรงภาพยนต์ สวนน้ำ ศูนย์อาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โรงแรม ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุมหรือที่จัดนิทรรศการ ให้เปิดได้ตามเวลาปกติ แต่ให้งดการจัดประชุม การสัมมนา และจัดเลี้ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มที่มีบุคคลจำนวนรวมกันเกินกว่า 20 คน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสถานกักกันโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ และเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ควบคุมสูงสุด เข้าไปตรวจตราเขตชุมชน ตลาด หรือสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการระบาด เมื่อพบแหล่งที่มีการระบาดของโรคเป็นกลุ่มก้อน ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจดำเนินการสั่งปิดเขตชุมชน หรือสถานที่ดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ จุดสกัด เพื่อคัดกรองการเดินทาง อย่างน้อย 30 วัน ในเส้นทางคมนาคมเข้าออกชายแดนภาคใต้ และกรุงเทพ-ปริมณฑล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ให้ประชาชนงดกิจกรรมทางสังคมที่มีการรวมกลุ่ม ในลักษณะการสังสรรค์ งานจัดเลี้ยงรื่นเริงในเขตพื้นที่ขวบคุมสูงสุดและเข้มงวด เป็นระยะเวลา 30 วัน เว้นแต่เป็นการจัดพิธีการตามประเพณีนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คำสั่งนี้มีต้ังแต่วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107742</URL_LINK>
                <HASHTAG>นราชกิจจานุเบกษา, ปิดแคมป์คนงาน, ล็อกดาวน์กรุงเทพ, ห้ามทานอาหารในร้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_606985bc8e5df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศ ศธ เพิ่มเขตพื้นที่มัธยมศึกษา 62 เขต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ก.พ.64- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง การกำหนดและแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกาศ โดยกำหนดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และที่ตั้งของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 62 เขต ดังนี้ 1.สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 1 ประกอบด้วยท้องที่เขตพญาไท บางซื่อ ดุสิต สัมพันธวงศ์ ปทุมวัน ราชเทวีพระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย บางแค บางขุนเทียน บางบอน ทุ่งครุ ราษฎร์บูรณะ จอมทอง คลองสาน ธนบุรีภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ และหนองแขม กรุงเทพมหานคร 2.กรุงเทพมหานคร เขต 2 ประกอบด้วยท้องที่เขตบางรัก วัฒนา สาทร พระโขนง บางนา คลองเตยบางคอแหลม ยานนาวา ดินแดง ห้วยขวาง จตุจักร ลาดพร้าว บางเขน สายไหม บึงกุ่ม บางกะปิ วังทองหลางดอนเมือง หลักสี่ ลาดกระบัง สะพานสูง คันนายาว มีนบุรี คลองสามวา หนองจอก ประเวศ และสวนหลวงกรุงเทพมหานคร 3.สพม.กาญจนบุรี ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี 4.สพม.กาฬสินธุ์ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดกาฬสินธุ์ 5.สพม.กำแพงเพชร ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดกำแพงเพชร 6.สพม.ขอนแก่น ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดขอนแก่น 7.สพม.จันทบุรี ตราดประกอบด้วยท้องที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด 8.สพม.ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 9.สพม.ชลบุรี ระยอง ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง 10.สพม.ชัยภูมิ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดชัยภูมิ 11.สพม.เชียงราย ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดเชียงราย 12.สพม.เชียงใหม่ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ 13.สพม.ตรัง กระบี่ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดตรังและจังหวัดกระบี่ 14.สพม.ตาก ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดตาก 15.สพม.นครปฐม ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดนครปฐม 16.สพม.นครพนม ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดนครพนม 17.สพม.นครราชสีมา ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดนครราชสีมา 18.สพม.นครศรีธรรมราช ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 19. สพม.นครสวรรค์ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดนครสวรรค์ 20.สพม.นนทบุรี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดนนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า 21.สพม.นราธิวาส ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดนราธิวาส 22.สพม.น่าน ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดน่าน 23.สพม.บึงกาฬ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดบึงกาฬ &amp;nbsp;24.สพม.บุรีรัมย์ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ 25.สพม.ปทุมธานี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดปทุมธานี 26.สพม.ประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 27.สพม.ปราจีนบุรี นครนายก ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก 28.สพม.ปัตตานี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดปัตตานี 29.สพม.พระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 30.สพม.พะเยา ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดพะเยา &amp;nbsp;31.สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดระนอง 32.สพม.พัทลุง ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดพัทลุง 33.สพม.พิจิตร ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดพิจิตร 34.สพม.พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดอุตรดิตถ์ 35.สพม.เพชรบุรี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดเพชรบุรี 36.สพม. ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์ 37.สพม.แพร่ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดแพร่ 38.สพม.มหาสารคาม ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดมหาสารคาม 39.สพม.มุกดาหาร ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;40.สพม.แม่ฮ่องสอน ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 41.สพม.ยะลา ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดยะลา 42.สพม.ร้อยเอ็ด ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดร้อยเอ็ด 43.สพม.ราชบุรี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดราชบุรี 44.สพม.ลพบุรี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดลพบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า 45.สพม.ลำปาง ลำพูน ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน &amp;nbsp;46.สพม.เลย หนองบัวลำภู ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดเลย และจังหวัดหนองบัวลำภู &amp;nbsp;47.สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร 48.สพม.สกลนคร ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสกลนคร 49.สพม.สงขลา สตูล ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล &amp;nbsp;50.สพม.สมุทรปราการ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสมุทรปราการ 51.สพม.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม 52.สพม.สระแก้ว ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสระแก้ว &amp;nbsp;53.สพม.สระบุรี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสระบุรี 54.สพม.สิงห์บุรี อ่างทอง ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง 55.สพม.สุโขทัย ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสุโขทัย 56.สพม.สุพรรณบุรี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรี &amp;nbsp;57.สพม.สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร 58.สพม.สุรินทร์ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดสุรินทร์ 59.สพม.หนองคาย ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดหนองคาย 60.สพม.อุดรธานี ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดอุดรธานี 61.สพม.อุทัยธานี ชัยนาท ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดชัยนาท &amp;nbsp;62.สพม.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอำนาจเจริญ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93461</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., นราชกิจจานุเบกษา, สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ปลดล็อกกัญชา&quot; ลงราชกิจจาฯ ปชช.สามารถใช้ส่วนที่ไม่มีสารเสพติด เฉพาะที่ปลูกในประเทศได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15ธ.ค.63-นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงมติคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ในประเด็นการจัดทำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เพื่อปลดล็อกส่วนของกัญชาและ กัญชงให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จัดเป็นยาเสพติดนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเรียนว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในประกาศดังกล่าวและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่ที่ 15 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระสำคัญของประกาศดังกล่าว เป็นการระบุว่าสิ่งใดจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และสิ่งใดที่ยกเว้น ซึ่งกัญชาและกัญชงยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เพียงแต่ส่วนของกัญชาและกัญชงที่ได้จากการปลูกหรือผลิตในประเทศ ได้แก่ ใบที่ไม่ติดกับช่อดอก กิ่ง ก้าน ลำต้น เปลือก ราก และ เส้นใย รวมถึง &amp;nbsp; &amp;nbsp; สารสกัดที่มี CBD เป็นส่วนประกอบและกากที่เหลือจากการสกัด ซึ่งต้องมี THC ไม่เกินร้อยละ 0.2, เมล็ดกัญชงน้ำมันและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ &amp;nbsp; ทางการแพทย์ การศึกษาวิจัย ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และอื่น ๆ ได้ ประชาชนสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของกัญชา
กัญชง ทั้งนำไปประกอบอาหาร ทำยารักษาโรค เป็นต้น ส่วนการนำเข้ากัญชา กัญชง สามารถทำได้ โดยขออนุญาตเป็นยาเสพติด ยกเว้น เปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง และเส้นใยแห้ง ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่เป็นยาเสพติดตามประกาศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ทั้งนี้ เหตุที่ยังปลดทุกส่วนของต้นกัญชา &amp;nbsp; กัญชงออกจากยาเสพติดไม่ได้ เนื่องจากติดอนุสัญญาว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น การปลูกกัญชาและกัญชงยังคงต้องขออนุญาตตามกฎหมายยาเสพติด แต่เมื่อปลูกไปแล้วส่วนที่มีสาร THC ต่ำ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องทำลายทิ้ง โดยผู้ขออนุญาตจะต้องแจ้ง อย. ว่าจะนำส่วน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ไม่เป็นยาเสพติดไปใช้ประโยชน์อย่างไร ส่วนการนำกัญชาไปใช้จะต้องได้มาจากผู้รับอนุญาตที่ถูกกฎหมาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยตรวจสอบได้จาก https://www.fda.moph.go.th หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 1556 กด 3&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86937</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กม.กัญชา, #อย., นราชกิจจานุเบกษา, ปลดล็อกกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd87f8d17225.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2019 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังเกตการณ์เลือกตั้งได้ค่าจ้าง350ต่อวันนะจ๊ะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.2562 &amp;ndash; นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงนามในระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการช่วยเหลือการปฏิบัติงานและการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง พ.ศ.2562 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 31 ก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื้อหาระเบียบดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการช่วยเหลือการปฏิบัติงานและการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรชุมชน หรือสถาบันการศึกษาซึ่งสมัครใจปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานหรือเป็นผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งให้บรรลุภารกิจ และหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกรรมการการเลือกตั้งทราบได้ตามสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาของระเบียบดังกล่าวมีทั้งสิ้น 2 หมวด 10 ข้อ ซึ่งเนื้อหาที่น่าสนใจอยู่ที่ ข้อ 5 ที่ระบุว่า &amp;ldquo;การช่วยเหลือการปฏิบัติงานและการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้งให้ดำเนินการในระหว่างประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา การออกเสียงประชามติ หรือประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นกรณีการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประกาศเชิญชวนบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรชุมชน สถาบันการศึกษา ซึ่งสมัครใจปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งเข้ามายื่นความประสงค์ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานกำหนด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 6 ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดออกเป็นคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจำจังหวัด แต่งตั้งบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรชุมชน หรือสถาบันการศึกษาซึ่งสมัครใจปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานหรือเป็นผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง ตามข้อ 5 ให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคแรก ได้รับค่าตอบแทนตามบัญชีอัตราค่าตอบแทนซึ่งกำหนดไว้ท้ายระเบียบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 7 ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน หรือผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความเป็นกลางทางการเมือง รวมทั้งแจ้งเหตุเบาะแสเพื่อป้องกันต่อต้านการทุจริตในการเลือกตั้งทุกรูปแบบ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและต้องรายงานผลการปฏิบัติงานให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 8 หากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้รับรายงานหรือตรวจสอบพบว่าผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน หรือผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งที่ได้รับการแต่งตั้งผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำการใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้มีอำนาจสั่งหยุดการช่วยเหลือการปฏิบัติงานหรือสังเกตการณ์โดยทันที และรายงานคณะกรรมการทราบโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 9 ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน หรือผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งจัดทำรายงานผลการสังเกตการณ์ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทันทีที่พบเหตุทุจริตการเลือกตั้ง และรายงานผลการปฏิบัติงานเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ตามแบบที่สำนักงานกำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 10 ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยอย่างน้อยจะต้องทำการประเมินผล ดังต่อไปนี้ (1) ด้านประสิทธิภาพของการดำเนินงาน (2) ด้านประสิทธิผลของการดำเนินงาน (3) ด้านความคุ้มค่าและการก่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินการเลือกตั้ง ให้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้การประเมินผลการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่ง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพถูกต้องตามหลักวิชาการ สำนักงานอาจว่าจ้างสถาบันการศึกษาดำเนินการประเมินผลก็ได้ และเผยแพร่ผลการปฏิบัติงานและผลการประเมินตามวรรคหนึ่ง ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือช่องทางอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัญชีอัตราค่าตอบแทนบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน หรือผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งท้ายระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการช่วยเหลือการปฏิบัติงานและการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 โดยผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน หรือผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งให้เบิกจ่ายได้ 2 วันอัตราไม่เกิน 350 &amp;nbsp;บาท/คน/วัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31257</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., นราชกิจจานุเบกษา, ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ระเบียบ, สังเกตการณ์การเลือกตั้ง, อิทธิพร บุญประคอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
