<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จาตุรนต์&#039; ฟ้องแพ่งเรียก 10 ล้าน &#039;สนธิ&#039; หาเป็นคนสั่ง ศธ. ไม่ต้องสอนประวัติศาสตร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าวันนี้ที่ศาลเเพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ตนได้ส่งทีมทนายความไปยื่นฟ้องในคดีที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบให้ตน และคณะทนายความยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ 1, บริษัท เอนิวซัน จำกัด ที่ 2, นายกฤษณ์พงศ์ เกียรติศักดิ์ ที่ 3, บริษัท บลู สกาย แชนแนล จำกัด ที่ 4 ในข้อหาหรือฐานความผิด ละเมิด ไขข่าว พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท สืบเนื่องจากกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ดำเนินรายการ SONDHI TALK กล่าวหานายจาตุรนต์ ฉายแสง ว่า &amp;ldquo;เป็นคนที่สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ต้องสอนวิชาประวัติศาสตร์อีกต่อไป&amp;rdquo; ซึ่งเป็นความเท็จ ทำให้มีบุคคลอีกหลายกลุ่ม นำคลิปคำพูดของนายสนธิ ไปตัดต่อและเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย กล่าวหาโจมตีแพร่หลายเป็นวงกว้าง ซึ่งทำให้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้รับความเสียหาย ทั้งชื่อเสียงและความเชื่อถือทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.4192/2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนรินท์พงศ์ ยังระบุอีกว่าในส่วนคดีอาญานั้น ก่อนฟ้องคดีแพ่งนี้นั้น เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมานายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้มอบให้ทนายความดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) &amp;nbsp;และพนักงานสอบสวน (บก.ปอท.) เพื่อให้ทำการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ทำคลิปวีดีโอของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ดังกล่าวออกเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย ในข้อหาหรือฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แล้ว ซึ่งคดีอาญาอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอาญากับบุคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116568</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรนต์ ฉายแสง, นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, สินธิ ลิ้มทองกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b3ecc042eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสมาคมทนายฯ ชี้หากตร.ทำสำนวนคดี &#039;อดีตผกก.โจ้&#039; เสร็จแล้ว ควรแถลงให้ปชช.รู้ทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ความว่า ตามที่สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2564 เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล (ผู้กำกับโจ้) กับพวก กรณีถูกกล่าวหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ที่ จ. 187/2564 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดซึ่งต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้โอนสำนวนมาให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยขอเรียนว่า เหตุที่ได้เรียกร้องให้มีการโอนสำนวนคดีนี้จาก สภ.เมืองนครสวรรค์ ให้กองบังคับการกองปราบปรามรับผิดชอบเพื่อขจัดการมีส่วนได้เสียอันจะทำให้การสอบสวนเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยเฉพาะการดำเนินคดีนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานตำรวจในขณะที่ผู้ทำหน้าที่สอบสวนก็เป็นเจ้าพนักงานตำรวจเช่นกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงต้องดำเนินคดีนี้ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในตำรวจที่เป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนว่ามีความเป็นกลางและเป็นธรรม การมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องบุคคลใดได้ดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและตามรูปคดี โดยปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำไม่ว่าจะจากบุคคลหรือองค์กรใด ดังนั้น เมื่อทำการสอบสวนเสร็จก่อนส่งสำนวนและความเห็นของพนักงานสอบสวนให้กับพนักงานอัยการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรแถลงให้ประชาชนได้ทราบถึงความเห็นของพนักงานสอบสวนในการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคนใด ในข้อหาใดหรือไม่พร้อมด้วยเหตุผลประกอบการมีความเห็นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศเห็นว่าการแถลงให้ประชาชนทราบถึงความเห็นของพนักงานสอบสวนไม่ถือเป็นการแทรกแซงการสอบสวน ทั้งมิได้เป็นการเปิดเผยความลับในสำนวนและมิได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยขอสนับสนุนการดำเนินคดีอย่างอิสระของพนักงานสอบสวน โดยทุกขั้นตอนจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ปราศจากอคติ ความลำเอียง และต้องเคารพสิทธิของผู้ต้องหาที่รัฐธรรมนูญสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115402</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงคลุมหัว, นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, ผู้กำกับโจ้, สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_6080221fedcaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งคดีฟ้องนายกฯบริหารโควิดผิดพลาด ให้ปธ.ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยเขตอำนาจศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซอยสีคาม ถ.นครชัยศรี ศาลนัดอ่านคำสั่งชั้นตรวจฟ้องในคดี หมายเลขดำที่ 117/2564 ที่ น.ส.สุกัญญา วงศ์ศรีแสงสุอุทัย กับพวกรวม 8 คน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ มาตรา 165 จากกรณีปล่อยปละละเลยเเละบริหารผิดพลาด จนเกิดการแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด ถึง 4 ระลอก รวมทั้งบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จํานวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนระบบสาธารณสุขปกติไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจํานวนมากดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยทีมทนายความเดินทางมาฟังคำสั่งศาลพิจารณาตรวจฟ้องเบื้องต้นแล้วเห็นว่าโจทก์ทั้ง 8 ยื่นฟ้องจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,165 โดยที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 10 บัญญัติให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่มีมูลแห่งคดี เป็นการกล่าวหาว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจึงมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือไม่ อาศัยอำนาจตามพรบ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 เห็นควรส่งสำนวนนี้ให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ และรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวก่อนจนกว่าประธานศาลอุทธรณ์จะได้มีคำวินิจฉัยให้นัดพร้อมเพื่อรอฟังผลหรือฟังคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์ในวันที่ 15 พ.ย. เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนรินท์พงศ์ กล่าวภายหลังฟังคำสั่งว่า การที่คดีจะไปพิจารณาที่ศาลใดนั้นต้องดูเขตอำนาจศาล โดยก่อนหน้าที่จะมายื่นฟ้องเราได้พิจารณาเเล้วว่ามาศาลนี้ถูกที่สุดโดยที่เราไม่ได้ไปยื่น ป.ป.ช. การฟังคำสั่งวันนี้ศาลก็ยังไม่ได้ชี้ว่าเป็นอำนาจของศาลใด เพียงเเต่ส่งไปศาลสูงพิจารณา เนื่องจากยังเห็นว่าเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกัน แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคดีจะต้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเราก็ไม่ได้กังวลเราก็จะใช้ช่องทางนำคดีไปที่ศาลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้เราได้เเถลงศาลว่าที่ท่านอ่านรายงานกระบวนพิจารณาว่าฟ้องตำเเหน่งนายกฯนั้นไม่ถูกทั้งหมด เพรา พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;นอกจากเป็นนายกฯ เเล้วยังเป็นประธาน ศบค.เเละยังเป็นประธานทุกคณะที่บริหารเรื่องโรคโควิด เราก็มองว่าตำเเหน่งประธานคณะต่างๆ อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯซึ่งศาลท่านก็เข้าใจเเละเรายังได้เเถลงถึงอำนาจในหน่วยงานอื่นๆนอกจากตำเเหน่งนายกฯเข้าไปด้วย&amp;rdquo; นายกสมาคมทนายความระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีนี้ นายนรินท์พงศ์ ได้นำรายชื่อประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารทางสาธารณสุขผิดพลาดจากรัฐบาลกว่า 700,000 คน ที่ได้ลงชื่อในแคมเปญของพรรคไทยสร้างไทย ในการร่วมฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา กับ พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกฯเเละประธานบริหารหน่วยงานเกี่ยวกับโควิด เมื่อวันที่ 13ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้จัดการประกวดเวทีนางงามชื่อดัง เป็นโจทก์ในคดีด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115044</URL_LINK>
                <HASHTAG>นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c93a19bf3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมทนายความฯ ควง &#039;ไทยสร้างไทย&#039; นำ 7 แสนรายชื่อฟ้องนายกฯปฏิบัติหน้าที่มิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ออกเเถลงการว่า สมาคมทนายความเเห่งประเทศไทย และพรรคไทยสร้างไทย ,โดย รศ.ดร. โภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ ,นายวัฒนา เมืองสุข ประธานคณะกรรมการกฎหมายและการเมือง พร้อมด้วยผู้เสียหาย ได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้า สืบเนื่องจากกรณีที่มีประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารทางสาธารณสุขผิดพลาดจากรัฐบาลกว่า 700,000 คน ลงชื่อในแคมเปญของพรรคไทยสร้างไทย ในการร่วมฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา กับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. จากประเด็นและสาเหตุดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย ประชาชนย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่อจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนรัฐมีหน้าที่ต้องควบคุมและป้องกันโรค รักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 47 และ 55 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สถานการณ์ของโควิด-19 ณ วันที่ 7 ส.ค. 2564 ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขปรากฏว่า มีผู้ติดเชื้อสะสมถึง 707,659 ราย เสียชีวิต 6,066 คน เป็นผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวจำนวน 213,444 คน รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 78,733 คน ทำให้ผู้ป่วยล้นเกินจากระบบสาธารณสุขปกติถึง 134,671 คน ต้องรักษาตัวนอกระบบสาธารณสุขปกติ ได้แก่ รักษาตัวโรงพยาบาลสนาม 70,281 คน รักษาตัวด้วยการกักตัวในบ้านหรือในชุมชน (Home/Community Isolation) 55,177 คน รักษาตัวอยู่ในที่อื่นที่ไม่สามารถระบุได้อีก 9,213 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สาเหตุของความล้มเหลวของการบริหารสถานการณ์โควิด-19 และการบริหารทางสาธารณสุข เกิดจากความบกพร่องอย่างร้ายแรงของนายกรัฐมนตรีที่ปล่อยปละละเลยจนเกิดการแพร่ระบาดถึง 4 ระลอก รวมทั้งบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จํานวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนระบบสาธารณสุขปกติไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจํานวนมากดังกล่าวได้ ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่สาธารณะหรือบ้านพักตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 และขยายเวลาจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2564 โดยรวมอำนาจรักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับไว้ที่ตนเองแต่เพียงผู้เดียว แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายดังกล่าวอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสมาคมทนายความฯ ได้ดำเนินการจัดทำสำนวนคำฟ้องในเรื่องนี้เสร็จเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมจะยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในวันศุกร์ที่ 13 ส.ค.เวลาประมาณ 10.30 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112993</URL_LINK>
                <HASHTAG>นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, พรรคไทยสร้างไทย, สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113acc530e59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมทนายความฯ จี้ &#039;บิ๊กตู่&#039; ยกเลิกข้อกำหนดให้อำนาจ กสทช.ฟันข่าวปลอม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ความว่า &amp;quot;ตามที่นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ลงวันที่ 29 ก.ค. 64นั้น สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ตามข้อกำหนดข้อ 1 ที่ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว นั้น &amp;nbsp;เป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจไว้เฉพาะเพียงเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน เท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจการนำเสนอข่าวหรือสิ่งที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) การห้ามนำเสนอข่าว สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจะกระทบไปถึงเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลบางกลุ่ม เช่น นักประพันธ์หนังสือหรือผู้สร้างภาพยนตร์แนวสยองขวัญหรือฆาตกรรม ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความหวาดกลัวมากที่สุดเพื่อผลทางการค้าและความบันเทิง โดยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19แต่การประกอบอาชีพของบุคคลดังกล่าวกลับถูกห้ามตามข้อกำหนดข้อ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) ตามมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบเป็นผู้ใช้อำนาจออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 แทนก็ได้นั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว จะต้องเป็นบุคคลซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโทรคมนาคม หรือสื่อสังคมออนไลน์ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2563 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 แต่ตามข้อกำหนดข้อ 2 กลับให้อำนาจสำนักงาน กสทช. ซึ่งมิได้เป็นบุคคลที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อกำหนดนี้จึงขัดต่อกฎหมายและขัดกับคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2563ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) ส่วนการให้อำนาจสำนักงาน กสทช. ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรเป็นผู้วินิจฉัยว่าข้อความหรือข่าวสารใดขัดต่อข้อกำหนดข้อ 1 ซึ่งเป็นอำนาจศาลที่นอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 194 แล้ว การใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยดังกล่าว จะกระทำได้เฉพาะผู้ที่เป็นบุคคลเท่านั้น ส่วนสำนักงาน กสทช. มิได้เป็นบุคคล จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจตามคำสั่งดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) นอกจากนี้ การให้อำนาจสำนักงาน กสทช. มีอำนาจสั่งให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ในไอพี (IP address) ที่ใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวสารหรือข้อมูลดังกล่าวทันที เท่ากับเป็นการปิดกิจการของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นที่ดำเนินกิจการทางออนไลน์ จึงขัดต่อบทบัญญัติตามมาตรา 35 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of powers) เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ โดยฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ออกกฎหมาย ฝ่ายบริหารมีหน้าที่รักษาและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนศาล หรือฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตัดสินกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การที่กฎหมายยกเว้นให้ฝ่ายบริหารสามารถออกข้อกำหนดที่มีสถานะเป็นกฎหมายได้ก็เฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่กฎหมายมิได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการในการวินิจฉัยผิดถูกด้วย การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารจึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ยกเลิกข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 29 ทันที พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาลพึงตระหนักว่า อำนาจและงบประมาณที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินเป็นของประชาชนและมาจากภาษีอากรของประชาชน รัฐบาลที่ดีจึงต้องรับฟังความคิดเห็นและเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้การตรากฎหมายหรือออกข้อบังคับใด ๆ นอกจากจะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเพื่อความมั่นคงของรัฐ แต่ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111677</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อกำหนดฉบับที่ 29, นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, พรก.ฉุกเฉิน, สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_6080221fedcaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 20:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 20:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาวถอนฟ้องแพ่ง &#039;กยศ.&#039; ปมชำระหนี้ครบ แต่บ้านโดนขายทอดตลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เม.ย.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กสมาคมทนายความฯ ว่า จากกรณี นางสาวทิพย์รัตน์ แสงใส &amp;nbsp;ลูกหนี้ ได้กู้ยืมเงินจาก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 151,760 บาท และได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำนวน 201,646 บาท ให้กับ กยศ. ครบถ้วนแล้ว แต่ กยศ. ไม่ได้ถอนการบังคับคดี ทำให้กรมบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านของลูกหนี้โดยมีบุคคลภายนอกซื้อไป ในราคา 1,650,000 บาท และผู้ซื้อทรัพย์มีหนังสือให้ลูกหนี้และบิดามารดาออกจากที่ดินและบ้าน ทำให้ลูกหนี้ได้รับความเสียหาย ซึ่งต่อมา ลูกหนี้ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก กยศ. แล้ว แต่ กยศ. แจ้งว่า เป็นความผิดพลาดของลูกหนี้ ไม่ไปยื่นขอถอนการบังคับคดี จึงไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวทิพย์รัตน์ แสงใส จึงได้ร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ต่อมา เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2564 สมาคมทนายความฯ ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง กับ กยศ. กับพวก ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.312/2564 &amp;nbsp;เพื่อให้ กยศ. ทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านคืนให้กับ นางสาวทิพย์รัตน์ฯ และเรียกค่าเสียหาย ซึ่งศาลแพ่งนัดชี้สองสถานในวันที่ 17 พฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากยื่นฟ้องคดีแล้ว กยศ. ได้แสดงความรับผิดชอบ และเยียวยาความเสียหายให้กับลูกหนี้ โดยได้ดำเนินการซื้อที่ดินและบ้านคืนจากผู้ซื้อทรัพย์ ในราคา 2,500,000 บาท แล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้กับนางสาวทิพย์รัตน์ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;สมาคมทนายความฯ จึงได้ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องคดีแพ่งดังกล่าว โดยศาลแพ่ง มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง และสมาคมทนายความฯ ได้ดำเนินการให้ ลูกหนี้ได้รับเงินค่าธรรมเนียมที่ศาลสั่งคืนเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 68,100 บาท ด้วย ข้อพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าวจึงยุติแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าว จึงเป็นกรณีศึกษาสำหรับลูกหนี้ กยศ. และเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประชาชนทั่วไปทราบว่า เมื่อเป็นหนี้ต้องมีวินัยทางการเงินในการชำระหนี้ที่ตนเองก่อขึ้น และเมื่อชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้แล้วก็ต้องติดตามตรวจสอบเก็บหลักฐานการชำระหนี้ไว้ และหากเกิดข้อพิพาททางคดีแล้ว ก็ต้องติดตามกระบวนการพิจารณาทางกฎหมายต่าง ๆ ให้ครบถ้วนและใช้สิทธิตามกฎหมายให้ถูกต้อง &amp;nbsp;ซึ่งในกรณีนี้ สมาคมทนายความฯ ได้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ให้ได้รับความเป็นธรรม และได้รับการเยียวยาความเสียหายจาก กยศ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100248</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_6080221fedcaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2020 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2020 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัฒนา&#039; ขอขยายเวลาอีก 30 วันยื่นอุทธรณ์คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ต.ค.63 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ในฐานะทนายความของนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นอุทธรณ์คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของนายวัฒนา เนื่องจากครบกำหนด 30 วันนับจากวันพิพากษา ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ไปยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากเพิ่งได้รับคำพิพากษาส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ เพื่อทำคำอุทธรณ์ไปหักล้างความเห็นขององค์คณะผู้พิพากษา โดยมีแนวทางต่อสู้ไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งจะครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ครั้งต่อไปวันที่ 24 พ.ย.นี้ แต่ถ้าทำคำอุทธรณ์เสร็จไม่ทันก็ยังสามารถขอขยายเวลาอุทธรณ์ได้อีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81946</URL_LINK>
                <HASHTAG>นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, พรรคเพื่อไทย, วัฒนา เมืองสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6cb1f6a7e1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
