<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอลุยไอเดียดัน 4 เขตเศรษฐกิจใหม่ครบทุกภาค มั่นใจช่วยหนุนอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย. 2564 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) &amp;nbsp;เปิดเผยถึงนโยบายการผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่อีก 4 แห่ง ใน 4 ภาค คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง &amp;ndash; ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี)ว่า การส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 แห่ง จะไม่กระทบกับการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) แน่นอน เนื่องจากศักยภาพของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน จะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า รวมทั้งช่วยเป็นฐานการผลิตสินค้าเสริมให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในอีอีซี เช่น วัตถุดิบต้นน้ำ บรรจุภัณฑ์ต่างๆ และธุรกิจโลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่อง ทำให้ซัพพายเชนโดยรวมเข้มแข็งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 แห่ง จะช่วยให้เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สร้างงาน สร้างรายได้ และส่งเสริมให้เกิดศูนย์กลางด้านต่างๆ ในหลายพื้นที่ ไม่มากระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีอีซีเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เป้าหมายการพัฒนา แนวทางการขับเคลื่อน และวิธีการบริหารจัดการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่งแล้วเสร็จ บีโอไอจะนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับศักยภาพและอุตสาหกรรมเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ โดยจะส่งเสริมการลงทุนในลักษณะคลัสเตอร์ เพื่อจูงใจผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและช่วยพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ อาจเน้นให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และธุรกิจดิจิทัล &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพครบวงจร ขณะที่ภาคกลาง-ตะวันตก อาจเน้นด้านอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ และปริมณฑล และพื้นที่อีอีซี &amp;nbsp;ส่วนภาคใต้ อาจเน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว สศช. บีโอไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงต้องร่วมกันวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์กระจายสินค้า การดูแลสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ไปจนถึงการเตรียมบุคลากรให้พร้อมรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ คือ ทุกจังหวัดในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง ต้องมีความร่วมมือที่เข้มแข็ง มีเป้าหมายและทิศทางการทำงานร่วมกัน มีการบูรณาการทรัพยากร มีเจ้าภาพแต่ละเรื่องที่ชัดเจน และที่สำคัญคือ การทำให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้วย&amp;rdquo;นายนฤตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เขตเศรษฐกิจใหม่ที่คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ผลักดันล่าสุด คือ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (เอ็นอีซี) ประกอบด้วยเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง) , พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เอ็นเอ็นอีซี) ประกอบด้วยจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และหนองคาย , พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง &amp;ndash; ตะวันตก (ซีดับเบิลยูอีซี) ประกอบด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) ประกอบด้วยจังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105228</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์, บีโอไอ, เขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค, โครงการเขตเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b99bfdd3d7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีพบบีโอไอชงต่อแพคเกจดึงดูดลงทุนก่อนหมดเวลาสิ้นปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ก.ค. 2562 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงกรณีนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) เตรียมหารือบีโอไอพิจารณาต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้นักลงทุนยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ ออกไปจากกำหนดเดิมที่เริ่มตั้งแต่เดือนม.ค. 61 ถึง 30 ธ.ค.62 ว่า สัปดาห์นี้ผู้บริหารอีอีซี จะมาหารือต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี ซึ่งบีโอไอ ยังเดินหน้าต่ออายุมาตรการส่งเสริมในอีอีซีต่อไปแบบมีกรอบเวลา เนื่องจากหากไม่มีกรอบเวลาวันหมดอายุมาตรการส่งเสริม จะไม่มีแรงกระตุ้นให้นักลงทุนรีบเข้ามาลงทุนในอีอีซี โดยจะมีการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมให้มีความเหมาะสมในพื้นที่ อีอีซี มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ที่ผ่านมามีการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก เห็นได้จากหลังมีประกาศมาตรการส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ในวันที่ 31 ม.ค. 61 ทำให้ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี เพิ่มขึ้นมาก โดยปี 61 มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 683,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 137% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น จ.ชลบุรี 576,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 781% จ.ฉะเชิงเทรา 48,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% และจ.ระยอง 58,700 ล้านบาท ลดลง 68% ส่วนรอบ 3 เดือนแรกของปี 62 (ม.ค.-มี.ค.) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 75,054 ล้านบาท ลดลง 55% เนื่องจากเป็นช่วงต้นปีนักลงทุนยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ถ้ามองรายจังหวัดก็เห็นการเพิ่มขึ้นที่โดดเด่น โดย จ.ระยอง มีมูลค่า 17,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 250% จ.ฉะเชิงเทรา 4,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% ขณะที่ จ.ชลบุรี มีมูลค่า 52,401 ล้านบาท ลดลง 67%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น &amp;nbsp;(ดับเบิลยูเอชเอ) ผู้ดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม และคลังสินค้าขนาดใหญ่ในอีอีซี กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่บีโอไอ จะต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี เพราะเป็นมาตรการที่ดึงดูดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมาก ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง ซึ่งจากการพบปะกับผู้บริหารของ แอร์บัส ก็มองว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ทำให้ไทยกลับมาเป็นผู้นำโดดเด่นในอาเซียนเป็นแรงกระตุ้นให้อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ส่วนการทำงานของ อีอีซี ที่ผ่านมาอาจติดขัดปัญหาบ้าง เพราะเป็นหน่วยงานใหม่ เชื่อว่าหลังจากนี้การทำงานของอีอีซี จะเดินหน้าอย่างรวดเร็วมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยพล พรพิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายสงเสริมและพัฒนาธุรกิจ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ กล่าวว่า การต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีในครั้งใหม่ ควรปรับปรุงขอบเขตของการให้สิทธิประโยชน์ครอบคลุมไปถึงกิจการสวนอุตสาหกรรมด้วย เพราะที่ผ่านมาให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนเฉพาะในพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และนิคมฯเอกชนที่ร่วมดำเนินงานกับ กนอ. ขณะที่สวนอุตสาหกรรม ก็มีการดำเนินงานในลักษณะเดียวกันกับนิคมอุตสาหกรรม ผ่านขั้นตอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และมีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานทุกอย่าง แต่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในมาตรการส่งเสริมของ อีอีซี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้อีอีซี และบีโอไอ ควรขยายพื้นที่อีอีซี ให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียงอีอีซี โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีนิคมฯ และสวนอุตสาหกรรมอยู่หลายราย หากขยายไปยังจังหวัดนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุน และเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมได้มากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40997</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่ออายุมาตรการส่งเสริมลงทุน, นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์, บีโอไอ, รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 09:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตสาหกรรมดิจิทัลมาแรง บีโอไออนุมัติ &#039;ทรู&#039;ตั้งดิจิทัล พาร์คแห่งแรกในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอ เผยอุตสาหกรรมดิจิทัลขยายตัวสูง สามไตรมาสปี 2561 มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ล่าสุดไฟเขียว &amp;ldquo;ทรู&amp;rdquo; ลงทุน 1,580 ล้านบาท ตั้งดิจิทัล พาร์คแห่งแรกในประเทศ เดินหน้ารับนโยบายไทยแลนด์ 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ย. 2561 นักลงทุนให้ความสนใจยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 135 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 12,740 ล้านบาท เงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 405% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 2,524 ล้านบาท กิจการที่มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก เช่น กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ การให้บริการแพลตฟอร์มด้านดิจิทัล คลาวด์เซอร์วิส และศูนย์บ่มเพาะด้านนวัตกรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มดิจิทัล เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าความสนใจลงทุนในประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม&amp;rdquo; นายนฤตม์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนฤตม์ กล่าวว่า ล่าสุดคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุน ยังได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด ซึ่งนับเป็นกิจการดิจิทัล พาร์ค แห่งแรกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ โดยบริษัทลงทุนกว่า 1,580 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจดิจิทัล บนพื้นที่กว่า 41,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องทดลองทางด้านเทคโนโลยี ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกอบรม พื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมธุรกิจ ศูนย์บริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส และบริการพื้นที่สำหรับสถานศึกษาเพื่อการสร้างนวัตกรรม เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการลงทุนของบริษัท ทรู จะเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมให้เกิดชุมชนเทคโนโลยีและระบบนิเวศในการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ อีกทั้งจะเป็นสถานที่บ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัล และศูนย์กลางสร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับนโยบาย &amp;ldquo;ไทยแลนด์ 4.0&amp;rdquo; และจะเป็นแหล่งสำคัญในการพัฒนาระบบดิจิทัลต่างๆในสมาร์ทซิตี้อีกด้วย&amp;quot;นายนฤตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นปี บีโอไอได้ทยอยอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการกลุ่มดิจิทัลแล้วจำนวนมาก เช่น กลุ่มกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ ประกอบด้วย ซอฟต์แวร์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร ซอฟต์แวร์ด้านมัลติมีเดียและแอนิเมชันและซอฟต์แวร์ที่ฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งเป็นระบบการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล และทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24117</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิจิทัล พาร์ค, ทรู ดิจิทัล พาร์ค, นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์, บีโอไอ, รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ส่งเสริมการลงทุน, อุตสาหกรรมดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c11c077ee0dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
