<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;Living with Water&#039; สถานีเรียนรู้รับมือกับภัยพิบัติทางน้ำ จากงานดีไซน์ของ น.ศ. สู่การก่อสร้างจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย อันเป็นผลมาจากพายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;เตี้ยนหมู่&amp;rdquo; ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พี่น้องประชาชนทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางตอนบน ทำให้สังคมไทยตั้งคำถามตัวโตต่อมาตรการรับมือน้ำท่วมของภาครัฐอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงแต่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส หากแต่ภาพความเสียหายได้ทำให้คนกรุงเทพมหานคร (กทม.) หวาดผวา และหวนคืนความทรงจำอันเลวร้ายจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางความรู้สึกไม่มั่นใจ ประชาชนจำนวนมากได้ลุกขึ้นมาสร้างระบบเฝ้าระวัง ตลอดจนสร้างนวัตกรรมในการอยู่ร่วมกับน้ำ หรือ &amp;ldquo;Living with Water&amp;rdquo; ด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในนั้นคือ &amp;ldquo;Am (phi) bious&amp;rdquo; ผลงานรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดแบบสถานีเรียนรู้การรับมือกับภัยพิบัติทางน้ำ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;Save Ubon&amp;rdquo; โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งขณะนี้กำลังจะถูกก่อสร้างและติดตั้งจริงในโรงเรียนบ้านหนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงเรียนบ้านหนองกินเพล ถือเป็น &amp;ldquo;โมเดลต้นแบบ&amp;rdquo; ของการปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำที่พื้นที่อื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของตัวเอง โดยโรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงประถมศึกษา หากไม่มีสถานการณ์น้ำท่วม พื้นที่ของโรงเรียนจะถูกใช้ไปเพื่อให้เด็กๆ ทำกิจกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี นายธนบดี ธนะทักษ์ และ นายนราชิต โครตพรหม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองเห็นโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่ในโรงเรียนเพื่อรับมือกับน้ำท่วม จึงได้ร่วมกันออกแบบสิ่งปลูกสร้างใหม่ขึ้นมา ในลักษณะ &amp;ldquo;อาคารลอยน้ำ&amp;rdquo; ซึ่งผู้คน 20-30 ชีวิต สามารถเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน มีทั้งแปลงผัก อาหาร และน้ำสะอาดเพียงพอต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาคารดังกล่าว ยังมีโซนห้องทำกิจกรรมสำหรับให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงข้อมูล และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเหมาะสมเมื่อเกิดอุทกภัยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนบดี เล่าว่า รูปแบบของงานสถาปัตยกรรมได้ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น โดยรูปแบบการลอยน้ำของอาคารจะเหมือนกับแพที่มีถังน้ำมันอยู่ข้างล่าง ตัวอาคารเป็นระบบโมดูลาร์ทำให้สัดส่วนและขนาดของงานสถาปัตยกรรมมีความง่ายในการจัดการ และสามารถใช้วัสดุขนาดมาตรฐานที่หาซื้อได้ทั่วไป เพื่อลดปริมาณของวัสดุและลดค่าใช้จ่ายในเรื่องวัสดุลง ทำให้ต้นทุนของงานไม่บานปลายและเพิ่มความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;น้ำดื่มเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต เราจึงออกแบบระบบเพื่อแยกน้ำสำหรับดื่มออกจากน้ำสำหรับใช้ทั่วไป และมีพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวที่ไม่ต้องนำไปแปรรูปหรือปรุงแต่ง เมื่อเกิดน้ำท่วมก็สามารถนำพืชผักส่วนนี้มาดำรงชีวิตได้เลย โดยความจุในการรองรับคนเพื่อมาพักพิงขณะเกิดน้ำท่วมอยู่ที่ประมาณ 20-30 คน&amp;rdquo; นายธนบดี ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่า ผลงาน &amp;ldquo;Am (phi) bious&amp;rdquo; ได้รับความสนใจ และได้รับการต่อยอดเพื่อให้เกิดการก่อสร้างจริง แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัดเพียง 2 แสนบาท ทำให้ในการก่อสร้าง ต้องปรับลดขนาดลงกว่าครึ่ง เปลี่ยนโครงสร้างบางส่วน จากแบบเดิมที่พักได้ 20-30 คน จึงเหลือแค่ประมาณ 10 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โชคดีที่ตอนออกแบบครั้งแรกใช้วัสดุก่อสร้างสำเร็จรูปอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นขนาดที่สั่งทำพิเศษ จึงไม่ต้องปรับลดอะไรมากนัก หลังสร้างเสร็จอาคารนี้จะถูกตั้งไว้บริเวณหน้าโรงเรียน ขณะสถานการณ์ปกติจะเป็นจุดนัดรับเด็กนักเรียนกับผู้ปกครองได้&amp;rdquo; นายธนบดี อธิบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักศึกษา มธ. รายนี้ เล่าอีกว่า ได้นำความรู้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัยทั้งหมดมาใช้ในการออกแบบ แต่เมื่อมาเจอหน้างานจริงก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน โดยต้องสอดคล้องและยึดประโยชน์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก ซึ่งในกระบวนการการก่อสร้างนั้น อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ ได้เข้ามาช่วยดูเรื่องวัสดุโครงสร้างเพื่อทำให้ราคาถูกลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการก่อสร้างสถานีเรียนรู้การรับมือกับภัยพิบัติทางน้ำ &amp;ldquo;Am (phi) bious&amp;rdquo; ขณะนี้พูดคุยกับผู้รับเหมาเรียบร้อยแล้ว และมีการประสานงานไปยังมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีให้ช่วยดูแลเรื่องการก่อสร้างด้วย เพราะอยู่ใกล้พื้นที่การก่อสร้างจริง โดยคาดว่าจะสร้างเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นี่เป็นงานการออกแบบชิ้นแรกที่รับรางวัลและได้สร้างจริงๆ แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ออกแบบแค่ในชั้นเรียน โดยปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นถือเป็นประสบการณ์สำคัญมากๆ ส่วนตัวรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ออกแบบ และยืนยันที่จะสร้างผลงานชิ้นใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมต่อไปอย่างแน่นอน&amp;rdquo; นักศึกษารายนี้ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนบดี ธนะทักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นราชิต โครตพรหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119155</URL_LINK>
                <HASHTAG>นวัตกรรม, เตี้ยนหมู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_615ff4e4eb9d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTTEPร่วมไทยพาณิชย์พัฒนาระบบโอนเงินต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปตท.สผ. ร่วมไทยพาณิชย์ พัฒนาระบบโอนเงินระหว่างประเทศสร้างมิติใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มความรวดเร็วในการโอนเงิน กับคู่ค้าและผู้ให้บริการต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2561 - นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP&amp;nbsp;&amp;nbsp;เปิดเผยว่าลงนามความร่วมมือเพื่อศึกษาและพัฒนาระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ บนเทคโนโลยี Blockchain ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อมาใช้ในธุรกรรมโอนเงินระหว่างประเทศ นับเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำธุรกรรมทางการเงินข้ามประเทศของ ปตท.สผ. โดยใช้เวลาน้อยลง ส่งผลให้ต้นทุนลดลงด้วย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางภิมลภา สันติโชค รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด Commercial Banking Solutions ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าการดำเนินธุรกิจของธนาคารฯ ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนำได้นวัตกรรมต่างๆจากทั่วโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร ซึ่งระบบดังกล่าวได้มีใช้กับลูกค้าในกลุ่มบุคคลในปีที่ผ่านมา สำหรับครั้งนี้ธนาคารฯ ได้รับความไว้วางใจจากปตท.สผ. ร่วมสร้างมิติใหม่ของการนำ Blockchain มาใช้สำหรับองค์กรธุรกิจ โดยลงนามความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารฯ ตัดสินใจใช้งานระบบดังกล่าวในรูปแบบ B2B&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12729</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคาร, นวัตกรรม, นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย, ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c8d5332a63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2018 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2018 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชฟโรเลตนำเทคโนโลยีเสมือนจริงออกแบบเพิ่มพื้นที่ในเอสยูวี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมนักออกแบบรถยนต์ของเชฟโรเลตนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการออกแบบภายในรถยนต์ของเชฟโรเลต อาทิ เครื่องจำลองแบบเสมือนจริง (VR) แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัย และเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสารและพื้นที่จัดเก็บสัมภาระในรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากความจำเป็นที่ต้องการจะยกระดับการออกแบบยนตรกรรมระดับโลก การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงนั้นจึงทวีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางตลาดรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวีที่มีการแข่งขันสูง เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่จะนิยมเลือกรถเอสยูวี ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ ความอเนกประสงค์ของที่นั่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ โดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง และยังมีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงเหตุผลอื่นๆ ในการเลือกซื้อรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชฟโรเลตได้นำเสนอ &amp;ldquo;เทรลเบลเซอร์&amp;rdquo; รถเอสยูวี ระดับพรีเมี่ยมสไตล์อเมริกัน ยนตรกรรมที่ได้รับการพัฒนาในระดับโลกเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า&amp;nbsp;เนื่องจากแนวโน้มความต้องการใช้งานรถยนต์ของลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่นิยมใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปสู่การใช้รถเอสยูวีมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ทั่วโลก ที่พบว่ายอดขายรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวีมีเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2554 ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งลดลง 4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิม เกรก ผู้จัดการฝ่ายออกแบบตกแต่งภายในของบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) เปิดเผยว่า เราได้มีการออกแบบภายในห้องโดยสาร ในส่วนของช่องเก็บของในบริเวณที่นั่งทั้งหมดเพื่อให้ลูกค้าสามารถนำสัมภาระติดตัวไปได้อย่างสะดวกสบาย เช่น เครื่องดื่ม โทรศัพท์มือถือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; แท็บเล็ต กระเป๋า และของเล่นที่เด็กๆ สามารถพกติดตัวไปได้ง่าย นอกจากนี้ เรายังออกแบบพื้นที่จัดเก็บสัมภาระให้มีขนาดกว้างขวางที่สุด ซึ่งสามารถเปิดได้จากทั้งด้านข้างและด้านบน รวมถึงมีการออกแบบพื้นสำหรับเลื่อนสิ่งของเข้าออกภายในรถได้อย่างสะดวกสบาย ขณะที่รถเอสยูวี มีข้อได้เปรียบที่ดีกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลอย่างเห็นได้ชัด ในเรื่องของการบรรทุกสัมภาระต่างๆ ที่มีขนาดยาวหรือสูง อาทิ เฟอร์นิเจอร์ กล่องขนาดใหญ่ จักรยาน ซึ่งผู้ใช้&amp;nbsp; &amp;nbsp; เทรลเบลเซอร์ รถเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมสามารถบรรทุกสิ่งของอื่นๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางหลายๆ ใบ อุปกรณ์ตั้งแคมป์ หรืออุปกรณ์กีฬา ด้วยขนาดของพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังของรถยนต์ &amp;nbsp; เทรลเบลเซอร์ที่กว้างขวางและเปิดได้กว้าง ทำให้สามารถเก็บและบรรทุกสัมภาระต่างๆ ได้มากขึ้น ประหยัดเวลาในการจัดสิ่งของให้เข้าที่ ซึ่งเปรียบเหมือนการเล่น &amp;ldquo;เกมส์ตัวต่อเตอติส (Tetris challenge)&amp;rdquo;&amp;nbsp; ที่ใช้เวลาน้อยกว่าในรถยนต์หรือรถที่ขนาดเล็กกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระหว่างการดำเนินงานในส่วนการออกแบบดังกล่าว ทีมออกแบบรถยนต์ของเชฟโรเลตได้ใช้เครื่องมือดิจิทัล เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบภายในกับโครงสร้างให้มีความลงตัวมากที่สุด &amp;nbsp; โดยมีการนำส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปจากห้องโดยสาร เพื่อให้นักออกแบบสามารถใส่ช่องเก็บสัมภาระและลูกเล่นต่างๆได้มากขึ้น โดยทั้งหมดนี้ได้ถูกดำเนินการมาตั้งแต่การเริ่มออกแบบรถยนต์แล้ว ซึ่งทุกกระบวนการค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร จนมั่นใจและกลายมาเป็นแนวคิดของการออกแบบภายในที่ลงตัว อย่างในปัจจุบัน หลังจากที่มีการออกแบบภายในรถยนต์เพิ่ม และสร้างภาพดิจิทัลขึ้นมาแล้ว ทีมนักออกแบบรถยนต์ของเชฟโรเลตจะใช้เครื่องกัดและเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อขึ้นรูปและสร้างชิ้นส่วนต้นแบบก่อนจะนำมาสร้างเป็น &amp;quot;ที่นั่ง&amp;rdquo; (seating bucks) เสมือนจริงที่ทำจากไม้และโฟม จากนั้นจะทำการประเมินโดยรวม และจึงทำแบบจำลองดินเหนียวเพื่อประเมินแนวคิดของการออกแบบในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10453</URL_LINK>
                <HASHTAG>thaipost, ข่าวรถ, ข่าวรถยนต์, นวัตกรรม, ยานยนต์, รถใหม่, เชฟโรเลต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180601/image_big_5b10bf744b80e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอด&quot;กระทรวงวิทยาศาสตร์นวัตกรรมและอุดมฯ&quot;ในรัฐบาลนี้/หารือมหา&#039;ลัยสัปดาห์หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เตรียมหารือกลุ่มมหา&amp;rsquo;ลัยสัปดาห์หน้า &amp;ldquo;สุวิทย์&amp;rdquo; ชี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เรื่องชื่อกระทรวงใหม่ เผยถ้าจัดตั้งกระทรวง จะมีการจัดตั้งกองทุน 3 กองทุน สนับสนุนงานวิจัยให้ตรงประเภท เพื่อไม่ให้เป็นเบี้ยหัวแตก &amp;ldquo;กอบศักดิ์&amp;rdquo; เร่งขับเคลื่อนกม.3 ฉบับ &amp;nbsp;พ.ร.บ.อุดมศึกษา ,พ.ร.บ.ว่าด้วยการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม สามารถเสนอ ครม. พิจารณา ภายใน 3 เดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารพระจอมเกล้าฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) - มีการจัดการประชุมหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าการควบรวม วท. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ที่มีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ วท. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิประเทศ พร้อมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เข้าร่วม โดยนายสุวิทย์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า การควบรวม วท.และ สกอ. มีจุดมุ่งเน้นที่จะยกระดับนวัตกรรมและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าสังคมศาสตร์จะหายไป เพราะการวิจัยในสายสังคมจะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนการวิจัยและพัฒนาสังคมพื้นที่ ซึ่งจะทำหน้าที่สนับสนุนงานวิจัยทางด้านสังคมโดยตรง&amp;nbsp;
อีกทั้งที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่าควรจะจัดตั้งกระทรวงใหม่ให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลนี้ โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการนัดหารือร่วมกับนพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทปอ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ และ ทปอ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทั้งนี้เมื่อมีการจัดตั้งกระทรวงเรียบร้อยแล้วจะมีการจัดตั้งกองทุน 3 กองทุน 1.กองทุนพัฒนาการอุดมศึกษาและผลงานวิจัย ทำหน้าที่สนับสนุนกลุ่มกลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย 2.กองทุนการวิจัยและพัฒนาสังคมพื้นที่ สนับสนุนกลุ่มมหาวิทยาลัยท้องถิ่นและงานวิจัยด้านสังคม 3.กองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและการแข่งขัน เน้นส่งเสริมภาคอุตหกรรมและสตาร์อัพ ซึ่งทั้ง 3 กองทุนนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะได้รับเงินสนับสนุนจากอะไร เพราะการดำเนินการในปัจจุบันเป็นเหมือนเบี้ยหัวแตก อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการกำหนดชื่อของกระทรวงใหม่นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปคงต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การดำเนินการควบรวม วท.และอุดมศึกษา เพื่อให้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดนั้น หลักในการดำเนินงาน คือ เราจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย และตอนนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ประเทศไทยถือว่ามีความท้าทายอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ การสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ขับเคลื่อนประเทศ ที่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาในส่วนนี้เยอะพอสมควร จึงเป็นที่มาในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในจุดนี้ &amp;nbsp;ที่เราจะต้องปฏิรูปอุดมศึกษาเพื่อสร้างคน ปฏิรูป วท. เพื่อสร้างนวัตกรรม ซึ่งหากทำได้ก็จะเกิดกำลังที่เข้มแข็ง เพราะเป็นสองหน่วยงานที่จะนำไปสู่การสร้างคนและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศ เมื่อควบรวมได้ ตนเชื่อว่าเราจะสามารถขับเคลื่อนงานวิจัยที่พุ่งเป้าและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐมนตรีที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในกระทรวงใหม่นี้จะต้องดูใน 2 ส่วน คือ การจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศ และดูแลคณะทำงานที่จะเข้ามาทำงานวิจัยที่ขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าและจะทำให้มหาวิทยาลัยเดินหน้าไปได้ ไม่ใช่ทำคนละทางแบบที่ผ่านมา อีกทั้งยังนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ด้วย ซึ่งกระทรวงใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็จะมาดูแลในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะล่าช้านั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้จะสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ อีกทั้งในขั้นตอนการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน โดยพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องจะมีพ.ร.บ.อุดมศึกษา พ.ร.บ.ว่าด้วยการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งในส่วนของพ.ร.บ.อุดมศึกษา และพ.ร.บ.ว่าด้วยการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ มีการยกร่างมาระยะหนึ่งแล้วเหลือเพียงการปรับในรายละเอียดเล็กน้อย และจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายใน 3 เดือน&amp;rdquo;รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินการของหน่วยงานวิจัยต่างๆ จะถูกล้ม พ.ร.บ.และกลายเป็นส่วนราชการของกระทรวงใหม่หรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า เรายังไม่ขยับในเชิงหน่วยงาน แต่ขยับในส่วนของ พ.ร.บ.ใหญ่ หน่วยงานวิจัยอย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรืออย่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เป็นต้น ก็ล้วนมี พ.ร.บ.ของตัวเองอยู่แล้ว ตรงนี้มองว่าหน่วยงานเหล่านี้ก็ยังเป็นองค์กรที่มี พ.ร.บ.เฉพาะเหมือนเดิม แต่เพียงมารวมกันอยู่ในการบริหารจัดการด้านที่ 2 ของกระทรวงใหม่ ตอนนี้ควรเริ่มจากภาพใหญ่ก่อน แล้วค่อยขยับในชั้นต่อมาภายหลัง ซึ่งงานนี้ยังอีกหลายระลอก เช่น การปรับแก้ พ.ร.บ.ของแต่ละหน่วยงานให้มาขึ้นตรงกับกระทรวงใหม่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ที่ทำเนียบรัฐบาล ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเห็นแตกแยกกรณีการควบรวม วท. สกอ. และหน่วยงานการวิจัยของประเทศว่า เรียกว่าเป็นความแตกต่างดีกว่า เพราะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากดูจากกระแสของคนที่ไม่เห็นด้วยมาจากหลายสาเหตุ แต่น่าจะทำความเข้าใจได้ สาเหตุหนึ่งที่เป็นห่วงกันคือ กลัวว่าจะพะรุงพะรังมาก หรือจะทำให้ช้า และในที่สุดจะไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าเรารับปากว่าสามารถทำให้เร็วได้จะหมดปัญหานี้ อีกส่วนคือ คนที่รู้สึกเหมือนตัวเองถูกรื้อบ้าน คำตอบคือ จะไม่ถูกรื้อบ้าน เคยอยู่อย่างไรในกระทรวงศึกษาธิการ &amp;nbsp;กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานการวิจัยจะอยู่เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ หากเคยเจริญก้าวหน้าในหน้าที่อย่างไรจะเป็นแบบนั้น ดังนั้น ถ้าอธิบายได้ว่าจะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนตัว เขาจะหายวิตก ส่วนข้อดีของการควบรวมนั้นมีอยู่ เนื่องจากจะทำให้ทุกส่วนเชื่อมโยงกันในลักษณะบูรณาการ โดยอาจมีการถ่ายโอนบุคลากรข้ามกรม กอง เพราะในอดีตจะจำกัดอยู่แต่ในหน่วยงานตัวเอง ขณะที่ต่อไปเรื่องการดูแลและการจัดงบประมาณจะสามารถจัดได้เป็นเรื่องเป็นราว หากหลายหน่วยงานมาอยู่รวมกันจะทำให้การดูแลง่ายขึ้น จะเห็นว่าในอดีตหากหน่วยงานไหนที่ใหญ่มากแล้วงบประมาณโปร่ง มันอันตรายทั้งนั้น แต่ถ้าแยกออกไปจะทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นสายล่อฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กังวลว่ากระทรวงใหม่นี้จะให้ความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์มากไป นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งความกังวลของคนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ว่าต้องให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ทั้งหมด เพราะถ้าพูดการวิจัยนวัตกรรมมันจะไปด้วยกันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คนที่คัดค้านเป็นเพราะกลัวว่าถ้าตั้งเป็นกระทรวงอุดมศึกษาธรรมดาเล็กๆ จะไปได้เร็ว แต่พอเอาอะไรมารวมมากๆ จะดูอุ้ยอ้าย ถ้ารัฐบาลรับปากว่าจะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว คงจะเป็นที่พอใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า มีไทม์ไลน์ที่จะเสร็จในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย ถ้าเห็นรูปร่างหน้าตาคงจะสามารถขับเคลื่อนให้เสร็จทันให้ได้ในรัฐบาลชุดนี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9992</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.วิจัย, กระทรวงวิทยาศาสตร์นวัตกรรมและอุดมศึกษา, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, นวัตกรรม, นายวิษณุ เครืองาม, วท., สกอ., สุวิทย์ เมษินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa685b3a992e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯดึงเกาหลีใต้ตั้งคณะทำงานผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.อุตฯร่วมเกาหลี ตั้งคณะพัฒนาแผนความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 เน้นอัพเกรดเอส-เคิร์ฟ บุคลากรเอสเอ็มอี และสนับสนุนการลงทุนอีอีซี แบ่ง 3 ระยะความร่วมมือ จี้เสนอแผนภายใน 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังคณะรัฐมนตรีกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน เข้าพบว่ารัฐบาลไทยและเกาหลีมีความเห็นร่วมกันที่จะส่งเสริมยุทธศาสตร์ระดับชาติร่วมกันโดยจะตั้งคณะทำงานร่วมยกร่างแผนความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 โดยมอบหมายให้นายณัฐพล รังสิตพล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เป็นตัวแทนในฝ่ายไทย ร่วมกับกรมความร่วมมือด้านการค้า กระทรวงการค้า อุตสาหกรรมและพลังงาน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยกำหนดให้เห็นร่างแผนภายใน 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความร่วมมือจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1.การร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย(เอส-เคิร์ฟ) ทั้งยานยนต์ ที่จะปรับเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) หุ่นยนต์ ไบโอคีโคโนมี อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล 2.การร่วมกันพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ3.การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี และพัฒนาพื้นที่เป็นสมาร์ทซิตี้ โดยแบ่งเป็นแผนระยะสั้นกรอบเวลาความร่วมมือ 1 เดือน ระยะกลางกรอบเวลา 6 เดือน และระยะยาวกรอบเวลา 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังปฏิรูปสู่ อุตสาหกรรม 4.0 เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่ขับเคลื่อนด้วยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) เพียงอย่างเดียว แต่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจมีความสมดุล โดยให้ความสำคัญเรื่องการสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศให้ครอบคลุมอย่างทั่วถึงและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาประเทศไทย 4.0 จะทำให้เกิดการสร้างฐานการลงทุนใหม่ เกิดอุตสาหกรรม 4.0 ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและนวัตกรรมมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น นำเศรษฐกิจไทยไปสู่ยุคดิจิตอล เชื่อมโยงประเทศในกลุ่มอาเซียน และซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม) รวมถึงตลาดประเทศใหม่ในเวทีโลก&amp;rdquo;นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ... มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว เชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าประเทศไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนาการลงทุนโครงการต่างๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถในเอส-เคิร์ฟอย่างเป็นรูปธรรมครอบคลุมอุตสาหกรรมเดิมที่เป็นอุตสาหกรรมหลัก เพื่อเป็นกลไกสำคัญผลักดันให้ไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนัติ ช่วยยกระดับไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9439</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, นวัตกรรม, นายอุตตม สาวนายน, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, อีอีซี, อุตสาหกรรม 4.0, เกาหลี, เทคโนโลยี, เอส-เคิร์ฟ, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180226/image_big_5a93ce3378ce0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล้อเลื่อนเพื่อผู้สูงวัย ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่ป่วยติดบ้าน และใช้ชีวิตในการเคลื่อนไหวยากลำบาก กับผลงานชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้สูงวัย ผ่านการนำเสนอในรูปแบบคลิปวิดีโออุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขากายภาพบำบัด ม.วลัยลักษณ์ ที่ใช้ชื่อทีมว่า &amp;ldquo;ล้อเลื่อนเคลื่อนชีวิต&amp;rdquo; ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้นโดย สสส.ร่วมกับมูลนิธิ มส.ผส. และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ความโดดเด่นของสิ่งประดิษฐ์เพื่อคนสูงวัยดังกล่าวเน้นการใช้งานได้จริงและมีระบบที่ไม่ซับซ้อน ใช้งบประมาณในการดีไซน์ผลงานอยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ อีกทั้งช่วยเติมเต็มคุณภาพคุณย่าคุณยายได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อัสมาอ์ พิทักษ์คุมพล (ซ้าย), กันทรากรณ์ แก้วดานา (กลาง), อัจฉรา เอียดหวัง (ขวา))&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กันทรากรณ์ แก้วดานา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ สาขากายบำบัด ม.วลัยลักษณ์ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;เหตุผลของการสร้าง &amp;ldquo;ล้อเลื่อน&amp;rdquo; สำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในสาขาวิชาเรียนของเราที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องกายบำบัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุโดยตรง จึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มจำนวน 9 คน ลงพื้นที่ไปยังชุมชน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช กระทั่งได้พบกับคุณยายท่านหนึ่งที่ป่วยและมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกร่วมกับมีอาการข้อสะโพกหัก ทำให้ใช้ชีวิตค่อนข้างยากลำบาก และปัญหาที่สำคัญของคุณยายอีกอย่างหนึ่ง ผู้ดูแลไม่ค่อยอยู่บ้าน จึงทำให้เกิดเป็นนวัตกรรมดังกล่าว เนื่องจากเราพยายามหาสิ่งประดิษฐ์เพื่อที่จะเข้ามาช่วยคุณยายให้ได้มากที่สุด ซึ่งล้อเลื่อนมีนานแล้ว แต่มีข้อจำกัดคือต้องใช้มือดัน ที่สำคัญผู้สูงอายุมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ผมและเพื่อนจึงคิดว่านวัตกรรมดังกล่าว เมื่อทำออกมาแล้วนั้นจะต้องทำให้คุณยายมีความสุขมากที่สุด และนึกถึงพวกเราครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ล้อเลื่อนเคลื่อนชีวิต&amp;rdquo; นวัตกรรมช่วยผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีกและสะโพกหัก ที่ช่วยทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกมากยิ่งขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การใช้งานของนวัตกรรมดังกล่าวจะขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ที่สำคัญเราดีไซน์ให้มีแฮนด์จับสำหรับมืออีกข้างของคุณยายที่มีแรงเพื่อใช้ขับเคลื่อน ซึ่งก็คล้ายกับการนั่งบิดรถมอเตอร์ไซค์ โดยดีไซน์ให้บิดข้างเดียว และใช้มือเป็นตัวบังคับ ถ้าจะเลี้ยวก็ให้ดันไปข้างหน้า หรือกดที่ปุ่มสีแดง เพื่อปรับสวิตช์ให้รถถอยหลัง ซึ่งทีมของเรามองว่าช่วยแก้ปัญหาผู้ป่วยติดเตียง ติดบ้าน ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งก่อนหน้านี้คุณยายมีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเวลาที่ไปอาบน้ำ ทำให้รู้สึกปวด แต่ล้อเลื่อนที่เราประดิษฐ์ขึ้นมานี้ค่อนข้างสะดวก ไม่ปวด สามารถนั่งพิงหรือเคลื่อนไหวได้ทั้งวัน เพราะตัวอุปกรณ์เดินหน้า-ถอยหลังได้ นอกจากนี้ ผู้อายุที่ไม่ได้เจ็บป่วยรุนแรงก็สามารถใช้งานและขับออกไปนอกบ้านได้&amp;rdquo;
สำหรับล้อเลื่อนเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ กันทรากรณ์ บอกให้ฟังว่า ได้ร่วมกันผลิตขึ้นมา 1 อัน และมอบให้คุณยายไว้ใช้งาน โดยใช้ระยะเวลาในการคิดและสร้างสรรค์ผลงานเป็นเวลา 2 เดือน ในส่วนของแบตเตอรี่ที่เป็นตัวขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าก็สามารถชาร์จแบตได้ และการชาร์จ 1 ครั้ง อยู่ได้ประมาณ 9 ชั่วโมง ในรอบ 1 สัปดาห์โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้สูงอายุจะชาร์จแบตเตอรี่อยู่ที่ 1 ครั้ง ทั้งนี้ การใช้งานของล้อเลื่อนอยู่ที่ 2-3 ปีต่อการซ่อมบำรุงทั้งตัวมอเตอร์และแบตเตอรี่ โดยในชุมชนจะมีทีมช่างคอยให้การช่วยเหลือหากตัวอุปกรณ์มีปัญหาหรือชำรุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน อัจฉรา เอียดหวัง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ สาขากายบำบัด สมาชิกหนึ่งในทีม กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;เราทราบข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยสาขาวิชาของเราได้กระจายข่าว เราจึงได้เห็นโครงการ &amp;ldquo;สังคมสูงวัย ก้าวไปด้วยกัน&amp;rdquo; ซึ่งจัดเป็นปีที่ 2 ประกอบกับเป็นกิจกรรม ที่สาขาวิชาของเราต้องเรียน หรือคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว ก็เลยรวมกลุ่มกับเพื่อนรวมทั้งหมด 9 คน ในสาขากายภาพบำบัด โดยสร้างผลงานขึ้นมา และส่งเข้าประกวดผ่านคลิปวิดีโอ การใช้งานจริงของผู้สูงอายุ โดยมีอาจารย์ที่ ม.วลัยลักษณ์เป็นที่ปรึกษาให้ นอกจากนี้ พวกเราก็ได้ทำงานกับทีมช่างที่ให้คำแนะนำในการดีไซน์ รวมถึงการที่เราลงพื้นที่ และให้ผู้ดูแลหรือญาติของคุณยายมีส่วนร่วม โดยการที่ผู้ดูแลเสนอว่านวัตกรรมของเราค่อนข้างสูงไป โดยขอปรับขนาดให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถนั่งได้สะดวก นอกจากนี้ ทีมของเราก็ได้ขอให้ผู้ดูแลปรับสภาพพื้นที่บ้านซึ่งแคบให้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้ล้อเลื่อนเคลื่อนย้ายได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เป็นการทำงานร่วมกันกับญาติผู้ป่วยค่ะ สุดท้ายก็ต้องขอบคุณโครงการนี้ เป็นอะไรที่ดีมากสำหรับผู้สูงอายุ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น คุณยายก็อาจต้องการนวัตกรรมเพื่อมาช่วยเหลือในการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ หรือให้เขาได้ทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ และลดภาระการดูแลจากลูกหลานลงได้ค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8447</URL_LINK>
                <HASHTAG>กันทรากรณ์ แก้วดานา, กายบำบัด, คุณภาพชีวิต, นวัตกรรม, ป่วยติดบ้าน, ผู้สูงอายุ, ม.มหิดล, ล้อเลื่อนเคลื่อนชีวิต, อัจฉรา เอียดหวัง, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb08f86ff33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยืมมือ ’อาลีบาบา’ พัฒนาไทย ก้าวแห่งการลงทุนใหญ่ในอนาคต / อีโค โฟกัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรือยุคที่จะปรับเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมให้เกิดความก้าวหน้า โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เสริมเกราะให้กับผู้ประกอบการในประเทศ จนสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก รวมถึงสร้างประเทศไทยให้เป็นจุดสนใจในการลงทุน เป็นศูนย์กลางการพัฒนาอะไรหลาย ๆ ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมของคนในประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังไม่พอจะต้องอาศัยประสบการณ์และความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกียวข้อง ร่วมพัฒนาและผลักดันให้ไปสู่จุดมุ่งหมายได้ในที่สุด แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าความท้าทายที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย คือ ความพร้อมของกำลังคนด้านดิจิทัล ที่ไทยเองยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่และใหญ่พอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความเข้มแข็งในจุดนี้อย่างมาก และประเทศไทยก็เลือกที่จะเข้าหากลุ่มอาลีบาบา บริษัทที่ประกอบธุรกิจหลายประเภทรวมกันทั้งการค้าออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ ค้าปลีก อินเทอร์เน็ต เอไอและเทคโนโลยีข้ามชาติของจีน และยิ่งใหญ่ในระดับโลก ติดอันดับบริษัทมีมูลค่าเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) มากที่สุดและใหญ่สุด 10 อันดับแรกของโลก แถมยังมียอดขายและกำไรของบริษัทแซงหน้าผู้ค้าปลีกทุกรายในสหรัฐรวมกันถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการดิจิทัลที่ไม่น้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะขยับตัวไปไหนก็จะมีคนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไทยเองก็พยายามอย่างสุดความสามารถเช่นกันที่จะดึงอาลีบาบาเข้ามายกระดับประเทศไทยในด้านดิจิทัล ให้ก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งก็ตามจีบอยู่พักใหญ่ หลายฝ่ายก็หมดความหวังไปแล้วก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2561 &amp;rdquo;แจ็ค หม่า&amp;rdquo; ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา ก็ได้มาเยือนประเทศไทยตามคำชักชวนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมกับประกาศแผนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และความร่วมมือร่วมกับเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลและส่งเสริมการพัฒนาทักษะบุคลากรของไทยกับหลายหน่วยงานในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่ากลุ่มอาลีบาบา พร้อมที่จะมาลงทุนในไทยรวมถึงเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะช่วยผลักดันให้ไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งการมาเยือนของ &amp;ldquo;แจ็ค หม่า&amp;rdquo; นี้ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะที่เป็น &amp;ldquo;ฮับ&amp;rdquo; ของการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคและการเข้ามาของอาลีบาบานั้น ก็ไม่ใช่ว่าหอบเงินมาลงทุนและขายของตัวเองอย่างเดียว แต่ก็มีการบันทึกความร่วมมือ(เอ็มโอยู) กับหน่วยงานต่าง ๆ ของไทย โดยกำหนดโครงการที่จะพัฒนาทั้งหมด 4 เรื่องได้แก่ 1.โครงการลงทุนสร้างศูนย์สมาร์ท ดิจิทัล ฮับ ในพื้นที่อีอีซีโดยศูนย์ดังกล่าวจะอาศัยเทคโนโลยีของอาลีบาบา ประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีและไปยังที่อื่นทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.โครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิทัลและการส่งเสริมธุรกิจผ่านอี-คอมเมิร์ซ โดยจะร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิตอล โดยเสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อมาร่วมสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มของอาลีบาบา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล อี-คอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพของไทย โดยจะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยใช้เครือข่าย ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 สู่อนาคต (ไอทีซี) ในระดับภาคและจังหวัดของกระทรวงอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อทำโครงการให้เข้าถึงผู้ประกอบการของไทยมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 4.จัดทำ Thailand Tourism Platform ที่ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดทำแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะเพื่อจัดกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกันบนออนไลน์แพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงกับสื่อและช่องทางต่างๆ ของ ททท.เจาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีหากถือว่าอาลีบาบานั้นเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาส่วนต่าง ๆ ให้ประเทศไทยก้าวขึ้นไปใช้ระบบดิจิทัลได้อย่างสะดวกกว่าเดิม แต่สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ก็คือการที่ก้าวไปสู่การใช้ดิจิทัลของประเทศไทยนั้น ยังติดข้อจำกัดอยู่หลายสิ่ง ที่อาจจะให้เป็นปัจจัยในการไม่พัฒนาการลงทุนของหลาย ๆ อุตสาหกรรมจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก รวมถึงอาลีบาบาในอนาคตด้วย ซึ่งในทางที่ควรคือนอกจากที่ไทยจะยืมมือของอาลีบาบามาพัฒนาแล้ว ควรต้องออกแรงพัฒนากำลังคนไทยเองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยผลิตกำลังคนด้านดิจิทัลออกมามากพอสมควร เพราะมีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านดิจิทัลมากถึง 427 หลักสูตร ในสถาบันการศึกษาเกือบ 170 แห่งทั่วประเทศ และสามารถผลิตบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านดิจิทัลมากกว่า 26,000 คนในปี 2560 &amp;nbsp;แต่ปัญหาก็คือ บุคลากรที่ผลิตออกมาจำนวนไม่น้อยมีปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่ตอบโจทย์ของภาคธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุหนึ่งของปัญหาดังกล่าวเป็นเพราะหลักสูตรที่ใช้ล้าสมัย ไม่ได้ปรับให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และถ้ายังปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้เรื่อย ๆ ก็คงต้องเตรียมรับผลที่บริษัทต่างๆ ที่มาลงทุนเลือกที่จะไม่ทำกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย แต่มาลงทุนในไทยเพียงเพื่อใช้ไทยเป็นฐานกระจายสินค้าไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการจะได้ประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และสามารถสร้างเสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัล เหมือนหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวันและญี่ปุ่น สิ่งที่ภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพสูงและใช้งานได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนางสาวเสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้มีการกล่าวถึงการดำเนินนโยบายที่จะพัฒนาประเทศในด้านของกำลังคนให้สามารถรองรับการพัฒนาด้านดิจิทัลได้ โดยกำหนดนโยบายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวควบคู่กันไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ว่าในระยะสั้นและระยะกลาง ประเทศไทยควรมีนโยบายเพื่อให้เกิดกำลังคนด้านดิจิทัล 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรกคือ กลุ่มคนด้านดิจิทัลที่สามารถพัฒนาและใช้เทคโนโลยีหลักที่เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊ก ดาต้า) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (อินเตอร์เน็ต ออฟ ติงส์)ในหลายประเทศ การพัฒนาคนกลุ่มนี้ มักทำโดยการจัดหลักสูตรเข้มข้นระยะประมาณ 6 เดือน โดยเน้นการพัฒนาทักษะจากโจทย์จริง ข้อมูลจริงเพื่อใช้งานจริงและแก้ปัญหาจริงได้ ไม่มุ่งเน้นปริมาณมาก แต่เน้นฝึกอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้คุณภาพระดับสามารถใช้งานได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่สองคือ กลุ่มคนด้านดิจิทัลที่ต้องการจำนวนมากพอสมควร เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และโปรแกรมเมอร์ ซึ่งต้องมีคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจเช่นกัน กลุ่มนี้ สามารถสร้างได้โดยสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจ อย่างเช่นในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเปิดให้สถาบันการศึกษาสมัครเข้าร่วมโครงการ ICT Model Schools โดยมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก คือ การมีหลักสูตรการสอนที่เหมาะสมและความพร้อมด้านสถานที่และอุปกรณ์วิจัย ที่สำคัญต้องสามารถดึงดูดการลงทุนร่วมด้านการศึกษาและวิจัยจากภาคธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสถาบันที่สนใจต้องส่งข้อเสนอการพัฒนาสู่ความเป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญด้าน ICT มาให้คณะกรรมการพิจารณา ซึ่งจากโครงการดังกล่าวมีสถาบันที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 30 แห่ง ซึ่งกระจายในแต่ละภูมิภาคแต่ละแห่งได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 45-90 ล้านบาทสำหรับโครงการ 4 ปี อย่างไรก็ตามหากการประเมินผลประจำปีไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ สถาบันนั้นก็จะถูกคัดออกจากโครงการโดยสถาบันที่อยู่ในระดับรองลงไปจะได้รับการคัดเลือกแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่สามคือ กลุ่มคนด้านดิจิทัลทักษะสูงจากต่างประเทศ โดยกลุ่มนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความขาดแคลนเฉพาะหน้า สามารถดึงดูดกลุ่มนี้ได้จากการอำนวยความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาทำงาน ที่ผ่านมา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และสหรัฐ ได้ใช้มาตรการนี้ดึงดูดกำลังคนจากต่างประเทศมาเป็นระยะเวลานานและประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย มาตรการดังกล่าวได้เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2561 เมื่อรัฐบาลออกมาตรการสมาร์ทวีซ่า ซึ่งเป็นวีซ่าพิเศษ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การให้วีซ่าถึง 4 ปี และไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน
อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวของไทยยังมีเงื่อนไขไม่ดึงดูดพอ เพราะกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำไว้สูงมากถึง 200,000 บาทต่อเดือน ทำให้มีผู้ที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวและสนใจเข้ามาทำงานในไทยน้อยเกินไป ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณาปรับเงินเดือนขั้นต่ำและเงื่อนไขให้เหมาะสมกัน เช่น ผู้ที่มีเงินเดือนอย่างน้อย 200,000 บาท จะได้วีซ่านาน 4 ปี ส่วนผู้ที่มีเงินเดือนเกิน 100,000 บาทแต่ไม่ถึง 200,000 บาท จะได้วีซ่านาน 2 ปีเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในระยะยาว ประเทศไทยควรมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา โดยสร้างกลไกให้ภาคธุรกิจให้ข้อมูลทักษะกำลังคนที่ต้องการแก่สถาบันการศึกษา และให้สถาบันการศึกษาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งหาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยสถาบันการศึกษาวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง จัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ขยายจำนวนนักศึกษาฝึกงาน และเพิ่มอาจารย์ที่มีคุณภาพประเทศไทยเองสามารถที่จะหยิบยิมความรู้ ประสบการณ์จากต่างประเทศเข้ามาใช้ได้ โดยปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลประกอบด้วย 4 ประการคือ1.เน้นการพัฒนาคุณภาพมากกว่าปริมาณ 2.เน้นความร่วมมือกับภาคเอกชน 3.มีกลไกการตรวจสอบและประเมินผลที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความรับผิดชอบ และ 4.มีกลไกที่สนับสนุนความเข้มแข็งของสถาบันการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการทำทั้งหมดนี้ เพื่อไม่ใช่แค่พัฒนาคนให้พร้อมกับการพัฒนาประเทศ ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโอกาสที่จะแสดงความพร้อมให้กับเอกชนบริษัทอื่น ๆ ระดับโลกเห็นว่าประเทศไทยเอง สมควรแล้วที่จะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในภูมิภาค สร้างความมั่นใจในการลงทุนขนาดใหญ่ เป็นก้าวแรกที่จะทำให้ไทยเพิ่มความเข้มแข็งเพื่อที่จะพัฒนาไปสู่เวทีโลกได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังเห็นภาพไม่ชัด แต่ก็เชื่อว่าจะสามารถสร้างทำได้ จากการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่อาลีบาบาเข้ามาลงทุน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8150</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีดีอาร์ไอ, นวัตกรรม, สตาร์ทอัพ, สมาร์ทวีซ่า, อาลีบาบา, เทคโนโลยี, เศรษฐกิจดิจิทัล, เศรษฐกิจไทย, แจ็ก หม่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad72495c5c65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
