<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2019 20:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2019 20:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้ประกาศข่าว &#039;ฟอกซ์&#039; ถอนตัวจากนอมินีทูตสหรัฐประจำยูเอ็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เฮทเธอร์ นาเวิร์ต อดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและอดีตผู้ประกาศข่าวช่องฟอกซ์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น ประกาศถอนตัวจากการพิจารณาแล้ว ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าขาดประสบการณ์ แต่เจ้าตัวอ้างเหตุผลครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เฮทเธอร์ นาเวิร์ด ก่อนแถลงข่าวที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์กล่าวว่า อดีตผู้ประกาศข่าวและผู้จัดรายการของสถานีฟอกซ์นิวส์รายนี้ออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันเสาร์ว่า เธอตัดสินใจถอนตัวจากการพิจารณาในตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของครอบครัวของเธอ ซึ่งเผชิญความทุกข์ทรมานในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงไม่ได้ชี้ชัดถึงความยากลำบากที่เกิดกับครอบครัวของเธอ วอชิงตันโพสต์กล่าวว่า สามีและลูกของนาเวิร์ตใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ก แต่ตัวเธอต้องทำงานที่กรุงวอชิงตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อผู้ประกาศข่าววัย 49 ปีรายนี้ในตำแหน่งทูตสหรัฐประจำยูเอ็นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมปีที่แล้ว เพื่อแทนที่นิกกี เฮลีย์ ที่ลาออกจากตำแหน่งและมีผลเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา การเสนอชื่อเธอเพื่อส่งให้วุฒิสภาไต่สวนก่อนลงมติรับรอง ตกเป็นข้อวิจารณ์ว่าเธอไม่มีประสบการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศ อย่างไรก็ดี เฮลีย์ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนาก็ประสบการณ์ด้านการต่างประเทศน้อยมากเช่นกันก่อนที่ทรัมป์จะตั้งเธอรับตำแหน่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นิกกี เฮลีย์ อดีตทูตสหรัฐประจำยูเอ็น เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาเวิร์ตถูกดึงตัวมาทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศในฐานะโฆษกประจำกระทรวงเมื่อเดือนเมษายน 2560 หรือหลังจากทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ 3 เดือน เธอได้รับแต่งตั้งให้รักษาการตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศด้านการทูตสาธารณะและกิจการสาธารณะเมื่อต้นปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขาดประสบการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศทำให้แกนนำพรรคเดโมแครตหลายคนตั้งคำถามว่า นาเวิร์ตจะมีทักษะในการเจรจาต่อรองประเด็นระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน หรือสามารถขับเคี่ยวกับพวกนักการทูตมากประสบการณ์ของประเทศคู่แข่งของสหรัฐ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจที่มีสิทธิวีโต้ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่น รัสเซีย หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.คริส เมอร์ฟี จากพรรคเดโมแครต กล่าวกับซีเอ็นเอ็นภายหลังทรัมป์เสนอชื่อนาเวิร์ดเมื่อเดือนธันวาคมว่า เห็นได้ชัดเจนว่าเธอไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับตำแหน่งนี้ แต่ก็นั่นแหละ ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าคุณสมบัติสำคัญที่สุดก็คือ คุณได้โผล่หน้าบนจอทีวีของโดนัลด์ ทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา การพิจารณาไต่สวนเพื่อลงมติรับรองเธอจึงไม่น่ามีอุปสรรค การชิงประกาศถอนตัวอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของนาเวิร์ตจึงทำให้หลายคนสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บลูมเบิร์กนิวส์รายงานอ้างแหล่งข่าวนิรนามว่า การตรวจสอบประวัติของทำเนียบขาวค้นพบว่า เธอเคยว่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งที่เป็นชาวต่างด้าว ที่แม้จะเข้าสหรัฐอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่มีอนุญาตทำงานที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเสนอชื่อนาเวิร์ตมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ทรัมป์ยังไม่ได้ยื่นเรื่องต่อวุฒิสภาอย่างเป็นทางการเพื่อให้ลงมติรับรองเธอ ช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมานาเวิร์ตหายหน้าหายตาจากสาธารณะเพื่อเตรียมตัวรับการไต่สวน และรวมถึงรับตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลของทรัมป์ประสบปัญหาเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงบ่อยครั้งอย่างยิ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ, รัฐมนตรีกลาโหม, หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และรัฐมนตรียุติธรรม ที่ถ้าไม่ลาออกก็โดนไล่ออก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถอนตัว, ทูตสหรัฐประจำยูเอ็น, นอมินีทรัมป์, นิกกี เฮลีย์, ฟอกซ์นิวส์, สหรัฐ, เฮทเธอร์ นาเวิร์ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190217/image_big_5c6962c31cdde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2018 21:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 21:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไอโอเอ็มโหวตลับเลือก ผอ.คนใหม่ &#039;นอมินีทรัมป์&#039; หลุดโผ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชาติสมาชิกองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ลงคะแนนลับเมื่อวันศุกร์ เขี่ย &amp;quot;เคน ไอแซคส์&amp;quot; บุคคลที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งเข้าชิงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ หลุดจากเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคน ไอแซคส์ แถลงข่าวที่เจนีวา เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไอโอเอ็มมีผู้อำนวยการใหญ่เป็นคนอเมริกันมาเกือบตลอดประวัติศาสตร์ 67 ปี ขององค์การระหว่างประเทศแห่งนี้ เว้นช่วงแค่เพียงระหว่างปี 2504-2512 เท่านั้น แต่ในการลงคะแนนลับที่นครเจนีวา เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2561 ปรากฏว่า เคน ไอแซคส์ ผู้บริหารมูลนิธิคริสเตียน ซามาริตันส์เพิร์ซ อันอื้อฉาวที่ถูกกล่าวหาร้ายแรงว่ามีคติเกลียดชังต่อต้านมุสลิม ไม่ได้ลุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างแหล่งข่าวหลายคนว่า ไอแซคส์พ้นจากเส้นทางการชิงชัยเก้าอี้ผู้นำขององค์กรแห่งนี้ในการโหวต 3 รอบ และทำให้เหลือคู่ชิงระหว่าง ตัวเก็งคือ อันโตนีโอ วิโตรีโน นักการเมืองชาวโปรตุเกส ซึ่งเคยเป็นกรรมาธิการสหภาพยุโรป กับลอรา ธอมป์สัน รองผู้อำนวยการไอโอเอ็ม ชาวคอสตาริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดยืนอันแข็งกร้าวของทรัมป์ในเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐาน ทั้งจากการออกคำสั่งห้ามพลเมืองชาติมุสลิมหลายประเทศเข้าสหรัฐ จนถึงนโยบาย &amp;quot;ความอดทนเป็นศูนย์&amp;quot; ที่ใช้ปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายทางชายแดนภาคใต้ของสหรัฐ ซึ่งทำให้ลูกผู้อพยพถูกแยกจากพ่อแม่ ล้วนแต่บั่นทอนสิทธิตามประเพณีเก่าแก่ของสหรัฐในการเลือกผู้นำองค์กรแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักการอเมริกาต้องมาก่อนของรัฐบาลทรัมป์ยังถือเป็นการโจมตีองค์กรระหว่างประเทศแบบพหุภาคีต่างๆ และยังบั่นทอนแก่นการทำงานขององค์กรที่มีสมาชิก 172 ประเทศแห่งนี้ ซึ่งก็คือการตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้ลี้ภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์หลายคนเตือนไว้ว่า ชาติที่ลงคะแนนอาจเลือกไอแซคส์เพื่อเลี่ยงการโดนสหรัฐตัดเงินกองทุน แต่ท่าทีของทรัมป์เรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานที่กล่าวมา และประวัติส่วนตัวของไอแซคส์ ทำให้ที่ประชุมซึ่งลงคะแนนลับ ไม่เลือกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไอแซคส์เคยทวีตข้อความจำนวนมากมายที่โจมตีอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์ที่เมืองนีซของฝรั่งเศสเมื่อปี 2559 และเคยรีทวีตข้อความของโรเบิร์ต สเปนเซอร์ ผู้อำนวยการญิฮาดวอตช์ ที่บอกว่ามุสลิมที่รักสันติกับพวกญิฮาดนั้นคล้ายกันจนแยกไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่จะมารับตำแหน่งแทนที่วิลเลียม เลซี สวิง นักการทูตชาวอเมริกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12394</URL_LINK>
                <HASHTAG>นอมินีทรัมป์, ผู้อำนวยการใหญ่, องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน, เคน ไอแซคส์, ไอโอเอ็ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b36395f10770.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
