<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2018 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทย อ่วม ไตรมาส3ขาดทุน 3.6 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บินไทย เผยไตรมาส 3 แต่ยังคงขาดทุน3,686 ล้านบาทหลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่ญี่ปุ่นและจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงรวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 3 ปี 2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้รวม จำนวน 47,953 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงขาดทุนสุทธิ 3,686 ล้านบาท สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่ญี่ปุ่นและจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 40% ทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัท ได้ปลดประจำการเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-400 จำนวน 2 ลำ ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีจำนวนเครื่องบินที่ใช้ในการดำเนินงาน ณ วันที่ 30 ก.ย. 2561 จำนวน 103 ลำ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 4 ลำ มีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบิน เท่ากับ 12.1 ชั่วโมง เท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้น 2.0% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 1.0% มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 77.5% ต่ำกว่าปีก่อน ซึ่งเฉลี่ยที่ 78.2% มีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่ง รวมทั้งสิ้น 6.0 ล้านคน ใกล้เคียงกับปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการดำเนินงานรวม จำนวน 47,953 ล้านบาท มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 1,025 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.2% โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ รายได้จากค่าโดยสารและน้ำหนักส่วนเกิน เพิ่มขึ้น 304 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.8% จากปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น รายได้จากค่าระวางขนส่ง และไปรษณียภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 561 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.9% รายได้จากการให้บริการอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 360 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปกติในไตรมาส3 เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว อีกทั้งการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินยังคงรุนแรง ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่สูงกว่าช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลงและต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงเดือน ก.ย. 2561 ได้แก่ พายุไต้ฝุ่นเซบีพัดเข้าฝั่งประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ท่าอากาศยานคันไซได้รับความเสียหาย รันเวย์เกิดน้ำท่วมขัง และประกาศปิดการให้บริการเป็นการชั่วคราว แผ่นดินไหวบนเกาะฮอกไกโด และพายุไต้ฝุ่นมังคุดพัดเข้าฝั่งฮ่องกง ทำให้บริษัทฯ ต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประกอบกับการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน อีกทั้งในไตรมาสนี้ บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยมีค่าใช้จ่ายรวมที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 5,259 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.3% ค่าน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 3,499 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 29.4% จากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นถึง 41.0% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่รวมค่าน้ำมัน เพิ่มขึ้น 1,862 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.5% สาเหตุหลักเกิดจากค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยาน และค่าเช่าเครื่องบินและอะไหล่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน จำนวน 371 ล้านบาท แต่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 299 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตีมูลค่าทางบัญชี ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดทุนสุทธิ 3,686 ล้านบาท ขาดทุนมากกว่าปีก่อน 1,872 ล้านบาท โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 3,701 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 1.70 บาท ขาดทุนมากกว่าปีก่อน 0.86 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ วันที่ 30 ก.ย. 2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมจำนวน 277,607 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธ.ค. 2560 จำนวน 3,168 ล้านบาท (1.1%) หนี้สินรวมมีจำนวน 249,219 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2560 จำนวน 457 ล้านบาท (0.2%) และส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวน 28,388 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธ.ค. 2560 จำนวน 3,625 ล้านบาท (11.3%) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลขาดทุนจากการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงดำเนินการตามแผนฟื้นฟูองค์กร โดยยังคงมุ่งเน้นการสร้างรายได้เพิ่มและรายได้เสริม รวมทั้งยังมีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21649</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดทุน, นักท่องเที่ยวจีนลดลง, น้ำมันแพง, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), สุเมธ ดำรงชัยธรรม, ไตรมาส3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181109/image_big_5be4f34d79de4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2018 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2018 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทท.หั่นเป้านักท่องเที่ยวเหลือ35ล้านคน รายได้วูบแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เล็งปรับเป้าทั้งปีเหลือ 35 ล้านคน รายได้วูบ 1 แสนล้าน หลังทัวร์จีนเมินเที่ยวไทย คาดตรุษจีนวูบอีก 20% เชื่อฟรีวีซ่าไม่ช่วยเพิ่มยอดท่องเที่ยวสองเดือนสุดท้ายของปีนี้


นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขการท่องเที่ยวไทยในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมาของปีนี้นั้นอยู่ที่ประมาณ 28-29 ล้านคน ถือว่าเข้าเป้ามาตลอดจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตลอดทั้งปี 39 ล้านคนเติบโตจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ราว 35 ล้านคน ทว่าตัวเลขการเติบโตกลับมาสะดุดหลังจากนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาน้อยลงจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคงจะมีการปรับเป้าหมายปริมาณนักท่องเที่ยวตลอดปี 2561ลดลงเป็น 35 ล้านคน


สำหรับการลดลง 4 ล้านคนนั้นแบ่งเป็นชาวจีน 2 ล้านคนเศษหรือคิดเป็น 50% ของทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวชาติอื่น ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีนั้นจะปรับลดลง 1 แสนล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 3 ล้านล้านบาทแบ่งเป็นรายได้นักท่องเที่ยวต่างประเทศ 2 ล้านล้านบาท จะปรับลดลงเหลือ 1.9 ล้านล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศ 1 ล้านล้านบาท


อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบยาวไปจนถึงปี 62 โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นวันหยุดยาวของชาวจีนนั้นคาดว่ายอดนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาจะลดลง 15-20% เนื่องจากตลาดยังไม่กระเตื้องเพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาเช่น เรือล่มมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หรือเรื่องของการทำร้ายนักท่องเที่ยวจีนภายในสนามบิน ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องทางอารมณ์ของนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้ามา


สำหรับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวโดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการขอ Visa On Arrival ให้ทุกประเทศที่ทำ VOA อยู่แล้ว เป็นเวลา 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค.นั้นเชื่อว่าจะไม่สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้มากนัก คงช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะไม่ใช่ยาแรงที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างทันทีทันใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20265</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักท่องเที่ยวจีนลดลง, นักท่องเที่ยวต่างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc937e952667.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. รับจีนแตะเบรกเข้าไทยฉุดท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. รับนักท่องเที่ยวจีนแตะเบรกเที่ยวไทยช่วงไฮซีซั่น หลังเหตุการณ์สะพรึงเรือร่มที่ภูเก็ต-การใช้ความรุนแรงที่สนามบิน ลุ้นปีนี้จีดีพีเติบโตที่ 4.4% อานิสงส์การใช้จ่าย-ลงทุนภาคเอกชน ส่งออกฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวและต่อเนื่อง โดยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.4% และปี 2562 ขยายตัว 4.2% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งการบริโภคและการลงทุนที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวได้ดีตามการขยายตัวเศรษฐกิจโลก โดยมูลค่าการส่งออกในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัว 9% ส่วนปี 2562 ขยายตัว 4.3% ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม 5% &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การส่งออกบริการในปี 2562 มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาการชะลอการท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากปี 2561 อย่างไรก็ดีคาดว่านักท่องเที่ยวในปี 2561 ใกล้เคียงกับเดิมที่คาดไว้ที่ 38.3 ล้านคน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาส 2/2561 ที่สูงจะช่วยชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ทั้งจากเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต รวมทั้งเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงกับท่องเที่ยวจีนที่สนามบิน ทำให้คาดว่าช่วงที่เหลือ 4 เดือนของปี (ต.ค.-ธ.ค.) ที่เป็นช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวจีนจะยังไม่กลับมาขยายตัวเป็นบวก จากที่เดือน ก.ค.ขยายตัว -0.9% และส.ค.ที่ -11.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธปท.ยังมองว่านักท่องเที่ยวจีนไม่ได้ยกเลิก แต่เลื่อนการเที่ยวออกไปซึ่งจะไปส่งผลในปี 2562 โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจะถึง 40 ล้านคน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากปัจจัยบวกทั้งความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น การเปิดเส้นทางบินในกลุ่มประเทศอาเซียนมาไทยเพิ่มขึ้นและความสามารถในการบริหารจัดการของสายการบินที่ส่งผลให้รองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น&amp;rdquo; นายจาตุรงค์ กล่าว
นายจาตุรงค์ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่าควรติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทย ในด้านเศรษฐกิจโลก จะต้องติดตามปัญหาสงครามการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น ซึ่งมีผลต่อธุรกิจและแรงงานไทยจากการย้ายตลาดของประเทศที่ได้รับผลกระทบมายังไทย ส่วนปัจจัยด้านเศรษฐกิจในประเทศ ต้องติดตามความเข้มแข็งด้านอุปสงค์ และการเบิกจ่ายภาครัฐที่อาจล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเงินเฟ้อจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในด้านตลาดเงินต้องติดตามภาวะตลาดเงินในตลาดโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้นตามทิศทางการขึ้นดอกเบี้ย และความกังวลต่อสงครามการค้า ส่วนด้านเสถียรภาพระบบการเงินไทย ต้องติดตามการแข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน โดยยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ซึ่งพบว่าธนาคารบางแห่งมีการปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 100% ขณะที่แนวโน้มสินเชื่อด้อยคุณภาพที่อยู่อาศัยก็มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19063</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรงค์ จันทรังษ์, จีดีพี, ธนาคารแห่งประเทศไทย, นักท่องเที่ยวจีนลดลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba260a716f0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
