<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สันธนะ’ได้ประกัน ปัดร่วมอุ้มรีดค่าไถ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;สันธนะ&amp;rsquo; มอบตัวที่ สน.ทองหล่อ พร้อมหลั่งน้ำตา อ้างถูกยัดเยียดข้อหาอุ้มรีดค่าไถ่นักธุรกิจไต้หวัน ลั่นสู้ให้ถึงที่สุด ตำรวจอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ใช้หลักทรัพย์วงเงิน 3 แสนบาทประกัน เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อหา รับน้อยใจในการทำงานของ จนท. เพิ่งหายป่วยโควิด รอให้พ้นช่วงกักตัวก็ไม่ได้
เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 3 ส.ค. เวลา 06.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อายุ 62 ปี อดีตตำรวจสันติบาล พร้อมพวกและทนายความเดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ เพื่อมอบตัว กรณีถูกพนักงานสอบสวน&amp;nbsp;สน.ทองหล่อ ออกหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้เลขที่ 362/2564 คดีอุ้มรีดเรียกค่าไถ่ชาวไต้หวัน ในข้อหากระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ข่มขืนใจ
ทั้งนี้ นายสันธนะมีอาการอิดโรยหลังจากที่เพิ่งหายป่วยจากโรคโควิด-19 ส่วนทีมงานพนักงานสอบสวนและฝ่ายสืบสวนที่เกี่ยวข้องก็เตรียมตัวสวมชุด PPE ปฏิบัติหน้าที่กันทุกนาย เนื่องจากทราบข้อมูลว่านายสันธนะเพิ่งหายป่วยกลับจากโรงพยาบาลมาและยังอยู่ระหว่างการกักตัวต่อที่บ้านพัก
นายสันธนะกล่าวทั้งน้ำตาและท่าทีคล้ายคนเหนื่อยหอบตลอดเวลาก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน ว่า ที่เดินทางมาวันนี้เพราะทางพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้ไปยื่นขออนุมัติหมายจับศาลในคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคดีเกิดมาตั้ง 4 เดือนแล้ว และมีการจับกุมผู้ต้องหาต่างชาติ รวมถึงผู้ต้องหาอื่นๆ อีกหลายคนเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนเคยแถลงข้อเท็จจริงไปแล้วว่า รู้จักกับชาวต่างชาติเหล่านั้น แต่ว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของคดี จนคดีนี้สำนวนการสอบสวนจะครบฝากขังในวันศุกร์ที่ 6 ส.ค.นี้ พนักงานสอบสวนจะต้องนำสำนวนส่งอัยการ ส่วนตนเองก็กำลังพักรักษาตัวเกี่ยวกับการติดโรคโควิด-19 มีใบแพทย์ยืนยัน ซึ่งยังอยู่ในระหว่างกักตัวจะครบกำหนดในวันศุกร์ที่ 6 ส.ค.นี้เช่นกัน เรื่องนี้คิดว่าจะต่อสู้อย่างถึงที่สุด
นานสันธนะกล่าวต่อว่า ตนทั้งเจ็บใจและทรมานกาย หลังต้องต่อสู้จนตัวเองรอดจากโรคโควิด แต่ก็พร้อมสู้ ขอใช้สิทธิ์ยื่นประกันตัว ทั้งตัวเองและอีกหลายๆ คนที่ติดตามตน ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีนี้ด้วย โดยใช้เงินสดและหลักทรัพย์มายื่น ซึ่งก็อยู่ในดุลยพินิจของผู้ปฏิบัติว่าจะอนุญาตหรือไม่ เรียนว่าคดีนี้ตนให้ความร่วมมือมาตลอด เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือมายื่นให้ ผกก.สน.ทองหล่อ ระบุชัดเจนว่าตนป่วยโรคโควิด-19 ยังอยู่ระหว่างรักษาตัว แต่สุดท้ายก็โดนออกหมายจับถึง 4 ข้อหา
&amp;ldquo;จากนี้เมื่อตนได้รับอิสรภาพ จะดำเนินการฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.ท.ศุภชัย หาญคำหล้า รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ทองหล่อ ที่ทุจริตและประพฤติมิชอบ ด้วยการกลั่นแกล้งตนในครั้งนี้&amp;quot; นายสันธนะกล่าว
ต่อมา เวลา 11.20 น. ภายหลังการเข้าพบ พ.ต.ท.ศุภชัย หาญคำหล้า รอง ผกก. (สอบสวน)&amp;nbsp;สน.ทองหล่อ และสอบปากคำ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ พร้อมพวก รวม 5 คน กว่า 5 ชั่วโมง โดยพนักงานสอบสวนอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักทรัพย์ รวม 3 แสนบาท
นายสันธนะเปิดเผยว่า ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้ และใช้เงินประกันตัวออกมา มูลค่า 1 แสนบาท ส่วนลูกน้อง ใช้เงินประกันตัวคนละ 5 หมื่นบาท ซึ่งทางตำรวจได้อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ยอมรับน้อยใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะขณะนี้ป่วยเป็นโรคโควิด-19 และหมอให้กักตัวจนถึงวันที่ 6 ส.ค.นี้ คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. ควรรอให้ตนหายดีก่อนและจะมาพบพนักงานสอบสวน แต่กลับถูกตำรวจ สน.ทองหล่อ ออกหมายจับ 7 หมาย คือ ตนเองและผู้ติดตาม ซึ่งได้มามอบตัวแล้ว 5 คน ส่วนอีก 2 คน ติดโควิด 1 คน และอยู่ในช่วงกักตัวอีก 1 คน โดยจะมามอบตัวในภายหลัง
ทั้งนี้ ทั้ง 7 คนถูกตั้งข้อหา &amp;quot;ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ซ่องโจร, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการ ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยมีอาวุธ ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยอ้างอำนาจ อั้งยี่ หรือ ซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใด ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพและร่างกาย&amp;quot;.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112101</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักธุรกิจ, ปัดร่วมอุ้ม, รีดค่าไถ่, ลั่นสู้ให้ถึงที่สุด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไต้หวัน, ‘สันธนะ’ได้ประกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_61092ec8dd101.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ดีเจ.เฟี๊ยต”โพสต์“เราต้องส่งเสียงเรียกร้อง ปกป้องตนเองก่อน อย่าไปหวังพึ่งใคร”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; นาทีนี้ประเทศไทยเจอกับปัญหาต่างๆมากมาย ทั้งปัญหาฝุ่นพิษ โควิด-19&amp;nbsp;ปัญหาปากท้อง ปัญหาน้ำท่วม หรือกระทั่งปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึงในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งหลายเรื่องที่ประชาชนก็รอการแก้ปัญหาจากนักการเมืองและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และก็มีทั้งเรืองที่แก้ได้และเรื่องที่นานเท่าไหร่ก็ยังไม่พัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ดีเจ.เฟี๊ยต-ธัชนนท์ จารุพัชนี โพสต์ถึงประโยคเกี่ยวกับนักการเมืองและนักธุรกิจว่าจะไม่ลงมือทำอะไรจนกว่าประชาชนจะรวมตัวกันเรียกร้อง ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นเช่นนี้จริงอย่าหวังพึ่งใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ไปเจอประโยคนี้มา &amp;ldquo;นักการเมืองและนักธุรกิจจะไม่ลงมือทำอะไร&amp;nbsp;จนกว่า ปชช จะรวมตัวกันช่วยกันเรียกร้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งก็จริงเราต้องส่งเสียงเรียกร้องปกป้องตนเองก่อนอย่าไปหวังพึ่งใคร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89595</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเจ.เฟี๊ยต, ดีเจ.เฟี๊ยต-ธัชนนท์ จารุพัชนี, นักการเมือง, นักธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffd751082dd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 20:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักธุรกิจร้องกมธ.ปปช.ถูกอ้างเป็นดีเอสไอเรียกเงิน28ล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค.63-คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้รับการร้องเรียนจากกรณีเป็นผู้เสียหายจากการถูกกลุ่มที่อ้างตัวว่า เป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภาค 8 ร่วมกันเรียกร้องสินบน 28 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆอีกรวมเกือบ 100 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยอ้างว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้พนักงานอัยการพิเศษสั่งไม่ฟ้อง และมีคำสั่งรอลงอาญาเกี่ยวกับการให้คนต่างด้าวประกอบการด้วยเหตุผลพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจารึก ศรีอ่อน รองประธาน กมธ.ป.ป.ช. สอบถามถึงปัญหาดังกล่าว โดยน.ส.เอื้อมพรและนายคริสตอฟให้ข้อมูลว่าโดนบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กองปฏิบัติคดีพิเศษภาค 8 ดีเอสไอ มาเรียกรับเงินหลังจากที่ได้เข้ามาลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการซีดีแอนด์พี อ.สมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;อย่างถูกต้องและมีการรเสียภาษีเรียบร้อย จึงได้แจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลพระยาไกรเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจารึก ระบุว่า ทางกรรมาธิการฯ จะเชิญดีเอสไอที่เป็นเจ้าของสำนวน รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มว่าการกระทำแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ คดีมีความสำคัญต้องนำเข้าดีเอสไอหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องจริงก็จะนำคนผิดมาลงโทษ การกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมาย และจะต้องโดนข้อหากรรโชกทรัพย์ เพราะหน้าที่ของ กมธ.ป.ป.ช. มีหน้าที่ดูแลและสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชน โดยผู้สียหายจากกระบวนการเรียกรับเงิน จะต้องได้รับการคุ้มอย่างเต็มที่ และจะขอสอบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งหน่วยงานราช จะต้องให้ความเป็นธรรมกับชาวต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86444</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ป.ป.ช., ดีเอสไอ, นักธุรกิจ, ร้องเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd0cd6e2a6a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักธุรกิจร้องชายหัวเกรียนบุกออฟฟิศแจ้งตร.6เดือนคดีไม่คืบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.63-ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิธิศ เกษมโกเมศ อายุ 32 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมด้วยนายฐปนวัชร์ สระสม ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.นภัสกร วงศา เจ้าหน้าที่จเรตำรวจ ประจำศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้ดำเนินคดีกับคู่กรณีหลายคนข้อหาร่วมกันบุกรุกฯ และทำให้เสียทรัพย์ ภายในที่อยู่อาศัยหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนเวลาผ่านล่วงเลยมาถึงปัจจุบันนานกว่า 6 เดือนแต่คดีไม่มีความคืบหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิธิศ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 15-17 ม.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายชายฉกรรจ์หัวเกรียน นับสิบคนบุกเข้ามาที่สำนักงานบริษัทและห้องพัก บริเวณ ชั้น 1 อาคารวอเตอร์ฟอร์ด ปาร์ค ซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.ซึ่งตนครอบครองกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้องตามสัญญาเช่าที่ตนทำกับนิติบุคคลเอาไว้ ตั้งแต่ พ.ศ.2556 นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียนการเช่ากับกรมที่ดินเอาไว้ด้วย เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยกลุ่มคนร้ายมีการนำกุญแจมาคล้องและล็อคสายยูไว้ ซึ่งหลังเกิดเหตุตนได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้กับ ร.ต.อ.ปราชญา พุฒพันธ์ พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เจ้าของคดี ให้ดำเนินการกับกลุ่มคู่กรณีตามกรอบกฎหมาย เพื่อเรียกแต่ละฝ่ายมาสอบสวนยุติปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีการนำภาพวงจรปิด เอกสารการครอบครองที่อยู่อาศัย และพยานบุคคลไปให้เจ้าของคดีแต่กลับไม่มีการเรียกคู่กรณีมาสอบสวนหรือดำเนินการตามระเบียบของกฎหมายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิธิศ กล่าวว่า &amp;nbsp;ก่อนเกิดเหตุทางนิติบุคคลไม่ได้มีการแจ้งความประสงค์ว่าจะมีการยึดพื้นที่คืนแต่อย่างใด เนื่องจากสัญญาที่ตนทำไว้ยังเหลืออีก 2-3 ปี การทำอย่างนี้เหมือนบีบให้ตนออกจากพื้นที่โดยไม่มีเหตุผล และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นทางพนักงานสอบสวนก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ จนความเสียหายได้เกิดขึ้นซ้ำอีก คือเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา มีคนร้ายกลุ่มใหญ่แต่งกายลักษณะเดิมบุกรุกมาตัดมิเตอร์น้ำในสำนักงานและห้องพักในความครอบครองของตนออกไป จนทำให้เกิดความเสียหายเพราะมีผู้เช่าห้องพักต่อจากตนพักอาศัยอยู่ โดยวันเวลาที่เกิดเหตุ ตนก็มีหลักฐานเป็นคลิปวงจรปิด และคลิปถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ บันทึกภาพกลุ่มชายฉกรรจ์แต่งกายชุดดำเข้ามาร่วมกันลงมือ แม้จะมีการโทรศัพท์เรียกสายตรวจ สน.ทองหล่อ เข้ามาระงับเหตุแล้ว แต่มีผู้สังเกตเห็นคนร้ายในกลุ่มเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างสนิทสนมกระทั่งคนร้ายร่วมกันตัดมิเตอร์น้ำไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เหตุการณ์ล่าสุดนี้ เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และรัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉิน อยู่ด้วย ซึ่งผมก็พยายามติดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อขอทราบความคืบหน้าทางคดีทั้งร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ แต่ก็ยังไม่ได้รับทราบถึงรายละเอียดความคืบหน้าใดๆ ที่ผ่านมาผมมีการส่งหนังสือร้องเรียนไปถึง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.และ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ แล้ว แต่ก็ไม่มีการตอบกลับ จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความนำเอกสารเข้ามาร้องทุกข์ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมให้มีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน และให้ตำรวจท้องที่เร่งดำเนินการตามกฎหมาย โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกเลขรับหนังสือที่ ตช.01630000052 เอาไว้เพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาทราบก่อนพิจารณาให้ความยุติธรรมกับผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่นายฐปนวัชร์ สระสม ทนายความ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทางคู่กรณีใช้กำลังบุคคลกลุ่มใหญ่ลักษณะคล้ายคนมีสีเข้ามาดำเนินการข่มขู่ กระทำความผิดกฎหมายอาญาฐานบุกรุก และมีการตัดมิเตอร์น้ำทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งทางผู้เสียหายก็ได้เข้าแจ้งความเอาไว้แต่ต้นแล้ว แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่า พนักงานสอบสวนใช้ระยะเวลาการทำงานนานเกินไป ไม่มีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับทางคู่กรณีไปสอบปากคำทั้งๆ ที่ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานไปให้แล้วและติดตามทวงถามด้วยตนเองมาโดยตลอด แม้จะเคยไปร้องทุกข์กับผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดในส่วนของโรงพัก และกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า จึงเกรงว่าทางคู่กรณีน่าจะมีคนมีสีและมีผู้อิทธิพลหนุนหลัง ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจมาพึ่งพา ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อช่วยให้เกิดความเป็นธรรมในส่วนของคดีที่เกิดขึ้น โดยอยากให้มีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนมาเร่งรัดดำเนินการคดีนี้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70330</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายฉกรรจ์หัวเกรียน, ตำรวจ, นักธุรกิจ, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, สน.ทองหล่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efd8fc19dd5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 07:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 07:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เอนก&#039; ชี้นักธุรกิจไทยเปี่ยมล้นด้วยน้ำใจในยามวิกฤติโควิด-19  เผยมีไม่น้อย &#039;ใจบุญสุนทาน&#039; คืนกำไรสู่สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย.63 - ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รองอธิการบดี ม.รังสิต ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา เขียนบทความบนเฟซบุ๊กในหัวเรื่อง &amp;quot;ธุรกิจไทยก็เปี่ยมด้วยน้ำใจ : ภาพจากกรณีโควิด-19 ระบาด&amp;quot; มีเนื้อหาระบุว่า ธุรกิจไทยนั้นบ่อยครั้งถูกมองในแง่ลบ ทั้งที่ทำประโยชน์ให้สังคม ช่วยเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพให้ประเทศ ยิ่งธุรกิจใหญ่ จะถูกสงสัยไว้ก่อนว่าเอารัดเอาเปรียบสังคม ชอบผูกขาดตัดตอน และฉกผลประโยชน์จากรัฐ แต่ผมก็สังเกตได้ว่า นักธุรกิจ นั้น เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ก็มีไม่น้อยที่ &amp;ldquo;ใจบุญสุนทาน&amp;rdquo; ชอบบริจาค และทำสาธารณกุศล ชอบช่วยเหลือสังคม เป็นอย่างนี้มานานเต็มที ขอให้นึกถึง &amp;ldquo;ป่อเต๊กตึ๊ง&amp;rdquo; นึกถึง &amp;ldquo;ร่วมกตัญญู&amp;rdquo; และ นึกถึง &amp;ldquo;หัวเฉียว&amp;rdquo; เป็นตัวอย่างนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร็วๆ นี้ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 โดยไม่คาดคิด เราท่านก็เห็นความริเริ่มของคุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ในฐานะอภิมหาเศรษฐีชั้นนำ ท่านได้รีบเร่งสร้างโรงงานผลิตหน้ากากที่ทันสมัยขึ้นมา และภายในไม่กี่อาทิตย์ก็แจกจ่ายให้วงการแพทย์ และ ประชาชน โดยผ่านทางสภากาชาดไทย ก็ เป็นอันว่า ที่กังวลกันมาก่อนว่า หน้ากากอนามัยจะแพงเหลือล้น และจะมีไม่พอจำหน่ายแน่ นั้น ปัญหานี้ เป็นอันหมดไป โดยสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องข้างต้นนี้ย่อมจะชี้ให้เห็นว่า อันธุรกิจนั้น ไม่ใช่ทำเพื่อเงิน เพื่อกำไรได้แต่เพียงอย่างเดียว หากธุรกิจใด &amp;ldquo;คิดดี ทำดี&amp;rdquo; แล้วในยามวิกฤต ยังผลิตของใช้ทางอนามัยบริจาคก็ได้ นับเป็นการคืน &amp;ldquo;กำไรสะสม&amp;rdquo; ให้แก่สังคม-ลูกค้า ซึ่งได้อุปถัมภ์ธุรกิจทั้งหลายของตนมาแต่ช้านาน นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกกรณีหนึ่ง สืบเนื่องจากที่กระทรวงแรงงานจัดการนำเงินจาก &amp;rdquo;กองทุนประกันสังคม&amp;rdquo; มาจ่ายให้ผู้ประกันตนที่ตกงานจากโควิด-19 ได้ ซึ่งถึงวันนี้ มีคนมาลงทะเบียนขอรับเงินนี้ราวหนึ่งล้านคน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ และ กองทุน ยืนยันว่าเงินชดเชยซึ่งจะตกเดือนละ 5-9 พันล้านบาทนั้น อยู่ในกำลังความสามารถของกองทุน ไม่มีอะไรต้องวิตกกันอีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอเล่าเพิ่มเติมว่า ทางการได้รับรายงานด้วยว่า จนถึงทุกวันนี้ มีธุรกิจโรงแรมจำนวนหนึ่ง ไม่ได้ปิดกิจการ ยังเสียสละ จ่ายเงินให้ฝ่ายจัดการพนักงาน และลูกจ้างต่อไป ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้มีแต่โรงแรมที่ทุนหนาเท่านั้น หากโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนไม่น้อย ก็ทำเช่นนี้ มีที่ผมทราบเองรายหนึ่ง อยู่วงเวียนใหญ่ ซอยอินทรพิทักษ์ 1 ที่นี่เขายังยืนหยัดกิจการมาตลอด ทั้งที่แทบจะไม่มีลูกค้าเลย แต่คุณเจ้าของไม่ยอมปลดลูกน้องออกแม้คนเดียว ยังหน้าชื่น อกตรม รับการขาดทุนด้วยตนเอง นี่ก็แสดงอีกครับว่า นักธุรกิจไทยไม่น้อยไม่ได้คิดแต่เรื่องกำไรขาดทุน หากเขาคิดได้ว่า ก็ตนเองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วย หากสังคมร้อนก็ร้อนตาม หากสังคมหนาวก็ยอมหนาวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้าย ยังมีธุรกิจที่ผมฟังมานะครับว่า แม้รัฐบาลจะจ่ายค่าชดเชยการว่างงาน &amp;ldquo;สุดวิสัย&amp;rdquo;ให้เจ้าหน้าที่และพนักงานแล้ว แต่เจ้าของกิจการก็ยังมี &amp;ldquo;หัวใจก้อนโต&amp;rdquo; จะจ่ายเงินทบขึ้นไปใน&amp;rdquo;รูปแบบ&amp;rdquo; ที่ทำได้อีกจน &amp;ldquo;ลูกน้อง&amp;rdquo; ทุกคน ยังจะได้รับเงินเดือนต่อไปในอัตราเดิม เสมือนว่าไม่มีโควิดมากล้ำกรายเบียดเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนดีศรีอยุธยา เที่ยวนี้ จึงมีมากมายเสียจริงๆ มีตั้งแต่ &amp;ldquo;คนจน&amp;rdquo; &amp;ldquo;คนแสนจะธรรมดา&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;คนชั้นกลางระดับล่าง&amp;rdquo; ในชนบท โดยเฉพาะนับล้านที่เป็น &amp;ldquo;อสม.&amp;rdquo; มาจนถึง &amp;ldquo;คนชั้นกลาง&amp;rdquo; ในเมือง ในกรุง รวมทั้ง &amp;ldquo;ฝ่ายค้าน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ฝ่ายวิพากษ์&amp;rdquo; ที่ยอมสงบ ยอมอดทน และยอมให้ความร่วมมือกับหมอพยาบาลและเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง และในวันนี้ผมขออนุญาตเพิ่มอีกประเภทของคนดีศรีอยุธยา&amp;rdquo; คือ &amp;ldquo;นักธุรกิจ&amp;rdquo; ไงครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภูมิใจกับ &amp;ldquo;คนดี&amp;rdquo; เหล่านี้ ห่วงแต่ว่าวันใดที่ วิกฤต หมดไป เราจะกลับมาเป็นคนไทยยามปกติต่อไป ฤา เราจะอยู่ในแบบแผน &amp;ldquo;คนดีศรีอยุธยา&amp;rdquo; กันได้ ก็แต่เฉพาะในยามมหาวิกฤตเท่านั้น ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63978</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นักธุรกิจ, วิกฤติโควิด 19, เอนก เหล่าธรรมทัศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea0de9ae5dab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2019 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2019 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กัสจัง จีร่าร์&#039;โพสต์ระบายความในใจชุดใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นทั้งนักธุรกิจและนักแสดง สำหรับ กัสจัง-จีร่าร์ พิทักษ์พรตระกูล และยังผันตัวไปเป็นบล็อกเกอร์สาว เจ้าของช่อง Guzjungjiraa Channel ซึ่งมีคนติดตามเกือบ 3 &amp;nbsp;แสนคน ล่าสุดไม่รู้เจ้าตัวเจอเหตุการณ์อะไร ทำให้ต้องออกมาโพสต์ข้อความระบายความในใจการทำช่องยูทูปแบบยาวเหยียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ทำช่อง YouTube เพราะมันคือความสุข ถามว่าเงินอยากได้ไหม อยากได้แน่นอน เพราะการทำช่องก็มีค่าใช้จ่ายทีมงาน มีค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ ต้องซื้อและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา แต่ถ้าการรับเงินเป็นการที่ทำให้ช่องสูญเสียการเป็นของตัวเอง และต้องโกหกผู้บริโภคว่าสินค้าดีหรืออร่อย ทางเราต้องขอโทษจริงๆที่จะขอไม่รับงานนะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือถ้าไปหน้างานแล้วลูกค้ารับไม่ได้ที่เมนูไหนเรารู้สึกไม่โอเคแล้วจะขอ comment ตามตรงในความรู้สึกของผู้บริโภค ก็แนะนำว่าช่องเราอาจจะไม่เหมาะสำหรับลูกค้านะคะ ที่ต้องมาแจ้งเพราะทางเราอยากเซฟทั้งน้ำใจของลูกค้าและน้ำใจของผู้บริโภค จะได้ไม่มีปัญหากันหน้างาน &amp;nbsp;เพราะทุกวันนี้ช่องมีวันนี้ได้ก็เพราะคนดูที่เชื่อมั่นในเราค่ะ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงอยากให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่ Script หรืออวยเกินจริง ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณลูกค้าด้วยที่อยากสนับสนุนช่องเรานะคะ อาจจะดูเหมือนเรื่องมาก ก็อยากให้เข้าใจจริงๆ ค่ะ ถ้าอันไหนชอบจริงๆ ขออวยเองดีกว่า มันจะเป็นข้อดีให้ลูกค้าด้วยจริงๆ นะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท้ายที่สุด ขอบคุณคนดูทุกคนมากๆ และก็ยังขอบคุณ​ลูกค้ามากๆ ที่ไว้ใจ ที่เลือกเรา ที่อยากสนับสนุนเรา ทำให้มีเงินมาพัฒนาช่อง ถ้าไม่มีลูกค้าสนับสนุนช่อง เราก็คงไม่มีเงินมาพัฒนาทีมงานและ Production ให้คนดูได้ดูมากขึ้นแบบนี้ ขอบคุณ​จากใจค่ะ ขอบคุณที่รับคอนดิชั่นของช่องเราได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @guzjun9&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46237</URL_LINK>
                <HASHTAG>Guzjungjiraa Channel, กัสจัง จีร่าร์, นักธุรกิจ, นักแสดง, ยูทูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d84d8c9b7e56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2019 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2019 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนจีนทุ่ม 700 ล้าน ผุดโรงงานแปรรูปทุเรียนชายแดนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 7 ก.ค.62 ที่บริษัท ม่านกู่หวาง ฟู๊ด จำกัด ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. นายเย่าเหิง เซียว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทฯ ร่วมเปิดบริษัท ม่านกู่หวาง ฟู๊ด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทฯลงทุนโรงงานแปรรูปทุเรียนของนักลงทุนภาคเอกชนประเทศจีน คัดบรรจุเพื่อส่งออกที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของประเทศไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีข้าราชการ ผู้นำท้องที่และท้องถิ่นและประชาชนร่วมประมาณ 500 คน

รายงานข่าวว่านนายเย่าเหิง เซียว ผู้จัดการใหญ่บริษัทฯได้นำเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปทุเรียน ของบริษัท ม่านกู่หวาง ฟู๊ด จำกัด ซึ่งมีเครื่องจักรทันสมัยที่นำเข้าจากประเทศจีน ที่ติดตั้งและพร้อมเดินเครื่องแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลการผลิตการเกษตร

นายเย่าเหิง เซียวกล่าวว่าบริษัทม่านกู่หวาง ฟู๊ด จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนเอกชนไทยกับเอกชนจีน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ก่อสร้างโรงงานแปรรูปทุเรียนด้วยเงินลงทุน 700 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;รับซื้อผลผลิตทุเรียนเพื่อแปรรูปแช่แข็งเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน โดยใช้แรงงานในพื้นที่ในกระบวนการผลิตในโรงงานประมาณ 1,200 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้เงินทุนหมุนเวียนประมาณ 2,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถรับซื้อทุเรียน 1.2 หมื่นตันต่อปี และได้ปี 63 ตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถรับซื้อทุเรียนเพิ่ม 2 หมื่นตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของผลผลิตทุเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายนิพนธ์กล่าวว่าบริษัทม่านกู่หวาง ฟู๊ด จำกัด เป็นบริษัทฯสร้างงานและสร้างเงินในพื้นที่แล้ว สามารถประกันราคาพืชผลทุเรียน&amp;nbsp;&amp;nbsp;สร้างความมั่นใจและสร้างโอกาสให้กับชาวสวนทุเรียนในภาคใต้ได้ระดับหนึ่ง เพราะโรงงานสามารถรับผลผลิตปีละ 15,000 ตันต่อปี เป็นการยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศจีนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มจากสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว&amp;nbsp;

&amp;ldquo;นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุน 700 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าพื้นที่ชายแดนภาคใต้นักลงทุนมีความมั่นใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และพร้อมรับนักลงทุนเข้ามาลงทุน&amp;rdquo;

ทางด้าน พลเรือตรีสมเกียรติกล่าวว่าประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ทำการเกษตร มีพื้นที่ปลูกผลไม้โดยเฉพาะปลูกทุเรียนหลายพันไร่ มีผลผลิตปีละหลายหมื่นตัน สามารถรับประกันราคาผลผลิตทุเรียนในฤดูกาลปีละ 12 ล้าน กก. สามารถตอบโจทย์การส่งเสริมการเกษตร สร้างเงิน สร้างงาน สร้างรายได้ในครัวเรือนและที่สำคัญสามารถสร้างเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและต่างถิ่นด้วย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40358</URL_LINK>
                <HASHTAG>4จังหวัดชายแดนใต้, ขายทุเรียน, นักธุรกิจ, นักลงทุนจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190707/image_big_5d21c491f1abb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
