<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดยอดเมียแห่งปี ‘ไฮโซน้ำหวาน’ทุ่ม10ล้านประเดิมโปรเจกต์ของสามี‘นาวินต้าร์’ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาเริ่มลุยธุรกิจการเขียน &amp;ldquo;Whitepaper&amp;rdquo; ให้กับลูกค้าชาวต่างชาติ สำหรับ &amp;ldquo;นาวินต้าร์&amp;rdquo; (นาวิน เยาวนพกุล) กับการเทรดเหรียญ Wwin ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความนิยมไม่เว้นแม้แต่ดาราไทยระดับแถวหน้าก็ลงทุนด้วยหลายคน แต่งานนี้คนที่จะตื่นเต้นสุดๆกับงานใหม่ของสามีคงเป็นสุดยอดเมียแห่งปีอย่าง &amp;ldquo;ไฮโซน้ำหวาน&amp;rdquo; (พัสวี พยัคฆบุตร) ที่เตรียมลงทุนควักเงิน 10ล้าน ซื้อเหรียญ Wwin ที่จะเปิดขายในรอบวันที่ 6กันยายน นี้ เรียกว่าเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกันของสามีและภรรยา ที่เก่งเรื่องการทำธุรกิจสุดๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115766</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุน, นาวิน เยาวนพกุล, นาวินต้าร์, น้ำหวาน-พัสวี พยัคฆบุตร, พัสวี พยัคฆบุตร, ไฮโซน้ำหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_61359958afea3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87527</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นนักลงทุนกระเจิง! นายกฯสั่งบีโอไอเร่งแจง ไทยคุมโควิดอยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค. 63 - ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ครั้งที่ 2/2563 พร้อมกล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า บีโอไอจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้นักลงทุนได้รับทราบ และติดตามมาตรการด้านการสาธารณสุขที่ดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยชี้แจงว่าเป็นการระบาดที่รู้ถึงแหล่งที่มา และได้มีการติดตามคนที่มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่ มีการตรวจคัดกรองหลาย 1,000 คนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งได้กำชับไปแล้วว่าขอให้ทุกอย่างดำเนินการได้โดยเร็ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87527</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุน, นายก, บิ๊กตู่, บีโอไอ, สมุทรสาคร, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0becf340767.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะลึก ‘โออาร์&#039; หุ้นใหม่ที่นักลงทุนไม่ควรพลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในบรรดาหุ้นที่นักลงทุนทั้งขาประจำและขาจรเฝ้ารอมากที่สุด คงหนีไม่พ้นหุ้นของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของ กลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก โดยล่าสุด โออาร์ ได้รับการอนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา และจะสามารถเสนอขายหุ้นได้เมื่อร่างหนังสือชี้ชวนมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering หรือ IPO) เร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทำไมถึงบอกว่า หุ้นของ โออาร์ เป็นหุ้นที่น่าลงทุน เหตุผลแรก คือ โครงสร้างธุรกิจของ โออาร์ ที่มีความแข็งแกร่งและครองความเป็นเจ้าตลาด อย่างที่ทราบกันดี โออาร์ เป็นเจ้าของทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ทั้งร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ที่มีสาขาทั่วประเทศไทย เป็นแบรนด์ร้านกาแฟอันดับ 1 ของประเทศทั้งด้านรายได้และจำนวนสาขา และเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ไก่ทอด Texas Chicken ร้านสะดวกซื้อ Jiffy อยู่ในพอร์ตฟอลิโอและ โออาร์ ยังเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์ คือผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกภายในสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทย ภายใต้โมเดลธุรกิจ Retailing Beyond Fuel เพื่อสร้างประสบการณ์ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน และเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ธุรกิจหลักของ โออาร์ มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil Business) ประกอบด้วย 1.1 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีกให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้ารายย่อย เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีแผนจะขยายเพิ่มกว่า 2,500 แห่งในประเทศไทยภายในปี 2568 เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน นอกจากนี้ โออาร์ ยังครองส่วนแบ่งตลาดขายปลีกน้ำมันรวมกว่า 38.9% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์เป็นผู้นำในการพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานทดแทนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 น้ำมันไบโอดีเซล B7 และ B20 รวมถึงพัฒนาสูตรการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;1.2 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ ซึ่งจับลูกค้ากลุ่มเอกชนหรือกลุ่มธุรกิจ ทั้งลูกค้าภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม มีลูกค้าทั้งหมดกว่า 2,600 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) โดยผลิตภัณฑ์หลักที่ โออาร์ จำหน่ายให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม คือ น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ยางมะตอย ยางมะตอยน้ำ แอมโมเนีย โพรเพน (C3) และบิวเทน (C4) ซัลเฟอร์ ฯลฯ สำหรับภาคครัวเรือนจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านค้าก๊าซหุงต้ม และยังมีโรงซ่อมถังก๊าซหุงต้ม เพื่อดูแลและบำรุงรักษาถังก๊าซหุงต้มให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดก๊าซปิโตรเลียมเหลวภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับ 1 ยาวนานกว่า 26 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นอกจากนี้ โออาร์ ยังดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์หล่อลื่นครอบคลุมทั้งการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี ไขข้น และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทาง B2B และ B2C ภายใต้แบรนด์ PTT Lubricants ซึ่งถือเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน) สามารถครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันหล่อลื่นกว่า 31.1% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) และยังมีศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ที่ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในอนาคต นอกจากแผนที่จะขยายธุรกิจด้วยการขยายจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในประเทศไทยแล้ว กลุ่มธุรกิจน้ำมันของ โออาร์ ก็มีแผนที่จะขยายพอร์ตฟอลิโอของสินค้าน้ำมันให้มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น และในอนาคตเมื่อยุครถยนต์ไฟฟ้าเข้ามา โออาร์ ก็มีแผนที่จะเพิ่มบริการ EV ทั้งการให้บริการ EV Charging Station ที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station และการซ่อมบำรุงรถ EV เบื้องต้นที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto โดยมีโอกาสพัฒนาแพลตฟอร์มในสถานีบริการที่สามารถรวบรวมความต้องการด้านพลังงานจากผู้ใช้รถ EV ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ 2 คือ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil Business) โดยธุรกิจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคนอกเหนือจากการเติมน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ เติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปี (ปี 2560 - 2562) เมื่อพิจารณาจากกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3,626 ล้านบาท ในปี 2560 เป็น 4,255 ล้านบาท ในปี 2562 โดยในส่วนของธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ โออาร์ ดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้เช่าภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการอื่น ๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับแบรนด์แรกที่เป็นที่รู้จักกันดีของ โออาร์ คือร้านกาแฟ &amp;ldquo;Caf&amp;eacute; Amazon&amp;rdquo; ที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,400 สาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เปิดให้บริการทั้งภายในและภายนอกสถานีบริการน้ำมัน มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19.2% ต่อปี (ตั้งแต่ปี 2560 จนถึง ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสาขาเป็นกว่า 5,200 แห่งในประเทศไทยและต่างประเทศภายในปี 2568 ปัจจุบันร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon เป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกเมื่อพิจารณาจากจำนวนสาขา ขณะเดียวกันยังมีธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ &amp;ldquo;Jiffy&amp;rdquo; รวมถึงประกอบกิจการร้านอาหารในกลุ่มแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก อย่างไก่ทอด &amp;ldquo;Texas Chicken&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์ ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่ โดยดำเนินการบริหารจัดการและให้เช่าพื้นที่แก่ธุรกิจในเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ของ โออาร์ และพื้นที่อื่นที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ โออาร์ เช่น จุดแวะพักระหว่างการเดินทาง (Rest Area) เป็นต้น ซึ่งมีแบรนด์จากต่างประเทศซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินธุรกิจ เช่น &amp;ldquo;KFC&amp;rdquo; &amp;ldquo;Burger King&amp;rdquo; &amp;ldquo;Pizza Hut&amp;rdquo; &amp;ldquo;A&amp;amp;W&amp;rdquo; &amp;ldquo;McDonalds&amp;rdquo; ฯลฯ รวมถึงแบรนด์ในประเทศไทยซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดี เช่น &amp;ldquo;Chester&amp;rsquo;s Grill&amp;rdquo; &amp;ldquo;S&amp;amp;P&amp;rdquo; &amp;ldquo;The Pizza Company&amp;rdquo; &amp;ldquo;เจ้าสัว&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;Black Canyon&amp;rdquo; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;3. ธุรกิจต่างประเทศ เป้าหมายของ โออาร์ จะรุกหนักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจ Oil และ Non-oil ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ โอมาน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย โดยการดำเนินธุรกิจมีทั้งในรูปแบบที่ โออาร์ ดำเนินการเอง และในรูปแบบที่ให้บริษัทย่อยที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการ ปัจจุบัน ธุรกิจในต่างประเทศของ โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station 329 แห่ง ร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon 272 สาขา ร้านสะดวกซื้อ Jiffy 86 สาขา และศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto 4 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับแผนการในอนาคต โออาร์ จะเพิ่มจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในต่างประเทศให้ครอบคลุมกว่า 650 สาขา และเพิ่มร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ให้ครอบคลุมกว่า 550 สาขา โดยยังคงเน้นการขยายตลาดผ่านการเปิดสาขาใหม่ในประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว อีกทั้ง โออาร์ ได้ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อขยายธุรกิจร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ในเวียดนาม รวมถึงเน้นการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างแบรนด์ PTT Station ในระดับภูมิภาค และผลักดันแบรนด์ PTT Lubricants ในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนเหตุผลที่ 2 ซึ่งเป็นจุดขายของหุ้น โออาร์ ก็คือ ผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โออาร์ มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.1% ด้วยรายได้จากการขายและการให้บริการในปี 2562 กว่า 577,134 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.6% ซึ่งในปี 2562 อยู่ที่ 10,896 ล้านบาท นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ของปี 2563 สัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ โออาร์ มาจากธุรกิจ Oil 68.7% ธุรกิจ Non-oil 25.1% ธุรกิจต่างประเทศ 5.8% และธุรกิจอื่น ๆ 0.4% โดยธุรกิจ Non-oil เข้ามามีบทบาทในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของ โออาร์ มากขึ้น โออาร์ จึงเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจ Oil และ Non-oil อย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เหตุผลที่ 3 ทำไมต้องลงทุนใน โออาร์ ก็เพราะ ชื่อของ ปตท. เป็นตัวการันตีความมั่นคงและความเข้มแข็งของ โออาร์ ได้เป็นอย่างดี จากการที่ โออาร์ เป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ทำให้ โออาร์ ได้รับประโยชน์จากข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญต่างๆ จากการทำงานร่วมกับบริษัทในเครือและยังได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้โออาร์ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ปตท. ยังเป็นกลุ่มบริษัทที่มีเครือข่ายระดับโลก และมีพันธมิตรทางธุรกิจมากมายทำให้ โออาร์ สามารถปรับโมเดลธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;และเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้ โออาร์ เป็นหุ้นที่น่าสนใจ ก็เนื่องจากแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างประโยชน์และความแข็งแกร่งให้กับสังคมชุมชน ที่ผ่านมา โออาร์ ก็มีโครงการดี ๆ ต่อสังคมมากมาย เช่น โครงการไทยเด็ด โมเดลธุรกิจที่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของดีของเด็ดจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็นการส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รวมไปถึงโครงการที่สร้างรอยยิ้มให้ทั้งผู้รับบริการและผู้ได้รับโอกาสแห่งความเท่าเทียมอย่างโครงการ Caf&amp;eacute; Amazon for Chance ที่เปิดโอกาสให้กับผู้สูงวัย ผู้พิการทางการได้ยินและการเรียนรู้ รวมถึงทหารผ่านศึก ได้มาเป็นบาริสต้า ช่วยสร้างโอกาสการทำงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งผลต่อคุณค่าด้านจิตใจ โครงการ Caf&amp;eacute; Amazon Circular Living ที่นำวัสดุใช้แล้วของร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon มาผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งและผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งร้าน สอดคล้องกับแนวคิดการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ โออาร์ ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และยังมีโครงการแยกแลกยิ้ม และโครงการห้องน้ำ 20 บาท ที่นำรายได้ไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นต้น ดังนั้น ทุกก้าวของการเติบโตของ โออาร์ ก็คือการเติบโตร่วมกับลูกค้า คู่ค้า และชุมชนไปด้วยกัน และเร็ว ๆ นี้ #หุ้นโออาร์ ก็พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักลงทุนให้มาเป็นเจ้าของร่วมกันเพื่อก้าวสู่อีกระดับในการช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจเคียงคู่การยกระดับสังคมและเศรษฐกิจของชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86387</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่ม ปตท., นักลงทุน, น้ำมันเชื้อเพลิง, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd065c026b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!ตลาดหุ้นปิดบวก4จุด ชี้เสถียรภาพรัฐบาลดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นักลงทุนขานรับยุบพรรคอนาคตใหม่ หุ้นดีดขึ้น 3.85 จุด ปิดตลาดที่ 1,495.09 จุด สวนทางตลาดหุ้นเอเชียที่แดงพรึ่บ &amp;nbsp;เหตุเชื่อจะทำให้เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคง สานต่อนโยบายได้ต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าบรรยากาศการซื้อขายตลอดทั้งวันมีความผันผวนอย่างมาก โดยช่วงเช้านักลงทุนเทขายออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีความกังวลถึงผลการพิจารณาการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในคดีการกู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค จำนวน 191.2 ล้านบาท จึงเทขายออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ตลาดปิดติดลบ 9.46 จุด มูลค่าซื้อขาย 22,269.66 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงบ่าย เมื่อผลการตัดสินออกมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ยุบพรรค อนค. พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 10 ปี ทำให้นักลงทุนกลับมาเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร หลังจากเชื่อมั่นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และยังคงเดินหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปได้ ส่งผลให้ตลาดปิดที่ 1,495.09 จุด ปิดบวก 3.85 จุด หรือเพิ่ม 0.26% มูลค่าการซื้อขาย 56,082.23 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,546.49 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 97.58 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,776.87 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 1,132.81 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนยังมีการเทขาย เพราะยังกังวลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลก &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ ก่อนพลิกกลับมาบวกช่วงท้ายตลาด หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ และลงมติให้ยุบพรรค ทำให้ตลาดคาดว่าหลังจากนี้เสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะดีขึ้น ประกอบกับดัชนีปรับตัวลงหลายวันก่อนหน้านี้ ในทางเทคนิคก็มีสัญญาณรีบาวด์ขึ้นมา
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลในระบบสภามีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างความคล่องตัวในการทำงานและออกกฎหมายต่างๆ ในช่วงถัดไปได้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐ เช่น รับเหมา ฐานราก วัสดุก่อสร้าง &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่มีโอกาสเกิดแรงกระเพื่อมนอกสภาได้ จากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยต่อคำตัดสิน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง แต่ไม่มีนัยมองว่าจะไม่มีผลใดๆ แต่หากขยายวงเป็นการชุมนุมกลุ่มใหญ่และลากยาว มองว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว&amp;rdquo;
น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปิดบวกสวนทางภูมิภาคส่วนใหญ่ปิดลบ ยกเว้นจีนที่ปิดบวก 0.31% หลังจากศาลมีมติยุบพรรคอนาคตใหม่ทำให้การเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น และส่งผลดีต่อรัฐบาลระยะสั้น จากก่อนหน้านี้ดัชนีเคลื่อนไหวแดนลบเกือบตลอดทั้งวัน
น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันนี้ตลาดผันผวนค่อนข้างแรงในช่วงตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่ โดยภาพในระยะสั้นยังมองเป็นเชิงลบอยู่ แม้ว่าตลาดจะมีการฟื้นตัวขึ้นมา ซึ่งประเมินว่าน่าจะเป็นมุมมองต่อการเมืองในสภาที่น่าจะเข้มแข็งมากขึ้นจากคะแนนเสียงที่จะไหลมาทางฝั่งพรรครัฐบาลเพิ่ม ฉะนั้นต้องรอดูการจัดกระบวนทัพใหม่ของสมาชิก ส.ส.ที่จะต้องย้ายพรรค รวมถึงบัญชีรายชื่อที่หายไปอาจมีการร่นคะแนน ซึ่งต้องพิจารณากันอีกที ทั้งนี้ ยังประเมินการเมืองนอกสภาไม่ได้ ยังคงต้องรอดูท่าทีของพรรคอนาคตใหม่ก่อน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57831</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุน, ยุบพรรคอนาคตใหม่, สานต่อนโยบาย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200221/image_big_5e4fe80fd4902.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จิตอาสา..งานหลังเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครที่เกษียณแล้วยังไม่เคยชินกับการต้องอยู่กับบ้านเฉยๆ ในวันเวลาราชการ ก็ลองหาสิ่งที่เราชอบเพื่อทำในยามว่างในวันเกษียณ เช่น งานจิตอาสา หรือบางงานก็ยังสามารถหาเงินให้ได้อีก เช่น งานที่ปรึกษา นักเขียน วิทยากร นักลงทุน ทำขนม นายหน้าค้าที่ดิน ไกด์นำเที่ยว เป็นต้น ส่วนใครที่ยังไม่เกษียณก็ควรเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเงินไว้ตั้งแต่วันนี้นะคะ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45889</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุน, นักเขียน, วิทยากร, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต.ตั้งศูนย์ช่วยผู้ลงทุนหลัง&#039;บิทคอยน์&#039;ยุติซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.62- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เผยแพร่เอกสารข่าวฉบับที่ 105 / 2562 ระบุว่า ตามที่บริษัท บิทคอยน์ จำกัด ประกาศ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 เวลา 6.06 น. ว่า &amp;ldquo;บริษัท บิทคอยน์ จำกัด ได้ตัดสินใจยุติบทบาทการประกอบธุรกิจเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือการให้บริการด้านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Asset Wallet) เนื่องจากบริษัทฯได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาธุรกิจในทางอื่น ๆ แทนการประกอบธุรกิจเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ดังนั้นภายหลังจากวันที่ 30 กันยายน 2562 ลูกค้าจะไม่สามารถทำการซื้อขาย, แลกเปลี่ยน (เทรดดิ้ง) ผ่านเว็บไซต์ BX.in.th ได้อีกต่อไป แต่ลูกค้ายังคงทำคำสั่งถอนได้ตามปกติ... &amp;rdquo; ดูรายละเอียดได้ที่ https://bx.in.th/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ลงทุน จึงได้ตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์แนะนำช่วยเหลือผู้ลงทุนเฉพาะกิจ&amp;rdquo; เพื่อช่วยเหลือและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการถอน การรับโอนคืน หรือโอนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าว โดยสามารถติดต่อได้ที่ Help Center ของ ก.ล.ต. ได้ที่ 1207 กด 7 หรืออีเมล info@sec.or.th 24ชั่วโมง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2562 เวลา 6.45 น. เป็นต้นไป&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44785</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล, นักลงทุน, บริษัท บิทคอยน์ จำกัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190902/image_big_5d6c7164c7788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาฯโตต่อฮาบิแททสบช่องครึ่งหลังปี 61 เปิด 3 โครงการใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮาบิแทท เล็งอสังหาฯครึ่งหลังปี 61 ยังโตต่อเนื่อง หลังพบสัญญาณบวกเศรษฐกิจฟื้น หนุนแรงซื้อนักลงทุนเพิ่มปีละ 10-20% เผยแผนจ่อเปิด 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท พร้อมโชว์ผลงานครึ่งปีแรกกวาดยอดขายรวม 1,900 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 ก.ค. 61- นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งแรกปี 2561 ที่ผ่านมาว่า ยังคงมีอัตราการเติบโตได้ในทิศทางที่ดี และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจมีทิศทางขยายตัวได้ดี ขณะที่ภาพรวมการลงทุนจากนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมีแนวโน้มเติบโตในทิศทางที่ดี ปัจจุบันการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีอัตราการเติบโตขึ้นปีละ 10-20% ทุกปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปี 2561 นี้บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกเปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการ และในช่วงครึ่งหลังบริษัทมีแผนเตรียมเปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาในทำเลกรุงเทพและทำเลพัทยา โดยในไตรมาส 3 จะเปิดตัว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ วาลเด้น สุขุมวิท 39 พัฒนาบนพื้นที่เกือบ 1 ไร่ สูง 8 ชั้น จำนวน 116 ยูนิต มูลค่า 950 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 5.6 ล้านบาท และ โครงการ วาลเด้น สุขุมวิท 31 พัฒนาบนที่ดินเกือบ 1 ไร่ สูง 8 ชั้น จำนวน 104 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 5.6 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในไตรมาสที่ 4 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่ม 1 โครงการ ในทำเลพัทยาเหนือ มูลค่าประมาณ 1,250 ล้านบาท โดยการพัฒนานั้นบริษัทจะยังคงยึดรูปแบบโมเดลการลงทุนแบบการันตีการเช่า สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทสามารถทำยอดขายอยู่ที่ 1,900 ล้านบาท หรือ 63% ของเป้าหมายยอดขายรวม ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมไว้ที่ 3,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขาย 1,298 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 131% และคาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 400-500 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีแบล๊คล๊อกกว่า 3,500 ล้านบาท และสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12719</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนินทร์, นักลงทุน, วานิชวงศ์, อสังหา, อสังหาริมทรัพย์., ฮาบิแทท, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c7930b9205.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
