<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การนิคมฯ ยันญี่ปุ่นยังสนใจลงทุนในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ส.ค. 2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ประชุมร่วมกับนายอัทซึชิ ทาเคทาชิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) โดยเจโทรได้ทำการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี สำหรับผลการสำรวจในครึ่งปีแรกของปี 2564 มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ระบุว่า ยังมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากปัญหาเรื่องการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการขนส่งระหว่างประเทศที่ทำได้ยากขึ้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทยมากขึ้น โดยอาจจะลดการนำเข้า เพราะมีความเสี่ยงเรื่องขนส่ง ดังนั้นจึงมองว่าเป็นโอกาสของผู้ผลิตในนิคมฯ เพราะมีความสามารถในการผลิตในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งหากประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนขึ้น ทาง กนอ.จะได้ช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสหารือกันเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการที่ กนอ.ได้หารือกับเจโทร พบว่านักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย แม้ว่าจะมีผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ยังคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกได้ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ช่วงที่โควิด-19 กลับมาระบาดอีกรอบก็ต้องยอมรับว่า การขนส่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ของเขาทำได้ยาก ดังนั้นเขาก็มองว่า ถ้าได้พาร์ทเนอร์ชาวไทยที่ผลิตพวกวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนโดยเฉพาะในนิคมฯ ก็จะลดปัญหาเรื่องการขนส่งระหว่างประเทศได้มาก เพราะในนิคมฯ ก็มีผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรมที่โดดเด่นต่างกัน เราก็พร้อมให้ความสนับสนุนเต็มที่ อาจจะเป็นในรูปแบบการเจรจาระหว่างผู้ผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในแต่ละธุรกิจให้ได้มาหารือกัน ซึ่งถ้ามีโอกาสตรงนั้น กนอ.พร้อมช่วยเหลือ&amp;rdquo; นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เจโทรยังได้เปิดเผยอีกว่า นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจในนโยบายเศรษฐกิจบีซีจี โดยผู้ตอบแบบสำรวจกว่าครึ่งระบุว่า ยังสนใจสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนในเศรษฐกิจชีวภาพ หรือบีซีจี โดยเฉพาะในประเด็นพลังงานสีเขียว เช่น ไฟฟ้าหรือไอน้ำจากพลังงานทดแทน ประเด็นผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน เช่น ชิ้นส่วนประหยัดพลังงานในรถยนต์ เซลล์แสงอาทิตย์และวัสดุที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;เซลล์เชื้อเพลิง เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เป็นต้น รวมทั้งประเด็น เและการบำบัดหรือกำจัดกากอุตสาหกรรมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม นักลงทุนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 37.36% รองลงมาคือนักลงทุนจากประเทศจีน 8.16% อเมริกา 6.79% สิงคโปร์ 6.78% และไต้หวัน 4.11% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง 10.91% รองลงมาคืออุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ 9.97% อุตสาหกรรมยาง พลาสติก และหนังเทียม 8.3% อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เครื่องจักรและอะไหล่ 7.65% อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ 6.6% &amp;nbsp;ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111919</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคม, นักลงทุนญี่ปุ่น, วีริศ อัมระปาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210529/image_big_60b1b83fc379b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะ ดันเอสเอ็มอีไทยจับคู่ธุรกิจกับญี่ปุ่น เร่งเครื่องหนุนอุตฯเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค. 2562 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ออกมาตรการสร้างโอกาสทางการตลาดต่างประเทศให้กับเอสเอ็มอี โดยในเบื้องต้นจะใช้โอกาสในช่วงการจัดงานครบรอบ 10 ปี ความร่วมมือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกับประเทศญี่ปุ่นภายใต้ความร่วมมือ &amp;ldquo;Japan Desk&amp;rdquo; ในวันที่ 28 ส.ค. 2562 ซึ่งจะจัดให้มีการทำ Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีนักลงทุนญี่ปุ่นมาร่วมงาน 300 รายจาก 22 จังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่กสอ.ลงนามความร่วมมือไว้ก่อนหน้านี้

&amp;ldquo;นักลงทุนที่มาร่วมงานครั้งนี้ประมาณ 300 ราย ในจำนวนนี้จะมีประมาณ 20-30 ราย เข้าร่วมการ Business Matching กับผู้ประกอบการไทยกว่า 100 ราย หรือผู้ประกอบการญี่ปุ่น 1 ราย จับคู่กับผู้ประกอลการไทย 3 ราย เพื่อขยายช่องทางการค้า และการลงทุนร่วมกัน&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว

นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังจะมีการจัดกิจกรรมโรดโชว์ โดยการเชิญชวนนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้มากขึ้น นับเป็นแนวทางในการขยายการลงทุนและโอกาสทางการตลาด รวมทั้งกำหนดแนวทางในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศไม่ให้ย้ายฐานการผลิต และขยายการลงทุนในไทยต่อไป

ทั้งนี้ ยังได้มอบนโยบายให้ กสอ. เร่งดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) สร้างเศรษฐกิจภูมิภาคด้วยโมเดลเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเกษตร&amp;nbsp; ซึ่งจะเน้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเกษตรหลักในแต่ละพื้นที่ พร้อมผลักดันสู่เกษตรอุตสาหกรรมตามนโยบายของรัฐบาล การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่ 4.0 โดยมุ่งสร้าง และพัฒนาผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีให้เข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 การพัฒนาปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและมาตรการทางการเงินต่าง ๆ

ส่วนมาตรการรับมือวิกฤตภัยแล้ง กระทรวงอุตสาหกรรมจะใช้กลไกประชารัฐ ด้วยการส่งเสริมองค์ความรู้ในการสร้างอุปกรณ์และภาชนะในการกักเก็บน้ำในระดับครัวเรือนและระดับชุมชนในท้องถิ่น โดยมีเป้าหมาย 10,000 ครัวเรือนในพื้นที่ประสบภัยแล้ง และการปรับอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรม จาก 4% เหลือ 1% เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยการผ่อนปรนหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รวมทั้งการพักชำระหนี้และการขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43325</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, จับคู่ธุรกิจ, นักลงทุนญี่ปุ่น, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d3198ae58ee6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่น สนใจลงทุนสายสีแดงต่อขยายช่วง &#039;ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา&#039; 2หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ญี่ปุ่น&amp;quot;สนลงทุนสายสีแดงส่วนต่อขยาย 2 หมื่นล้าน เล็งเฟสแรกเปิดใช้ฟรีเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนปลายปี 63 ลุยศึกษาพัฒนาศิริราช-รังสิต จุดเชื่อมขนส่ง เสนอตั้งบอร์ดระบบรางเมืองหลวงกำกับแผนพัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่าความคืบหน้าโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยายมูลค่า 2.42 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 1.02 หมื่นล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช วงเงิน 7.46 พันล้านบาท และรถไฟฟ้าสีแดงส่วนต่อขยายช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ วงเงิน 6.57 พันล้านบาท นั้นสภาพัฒน์จะทำการประชุมพิจารณาภายในช่วงปลายเดือนนี้หากได้รับความเห็นชอบจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายในเดือนหน้าเพื่อเปิดประมูลโครงการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรูปแบบการลงทุนนั้นอยู่ระหว่างศึกษามีทั้งการเปิดประมูลทั่วไปและการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนพีพีพี ซึ่งทางเอกชนคู่สัญญาด้านการเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีแดงเฟสแรกอย่างกลุ่มร่วมค้า MHSC (บริษัท MITSUBISHI Heavy Industrial Ltd บริษัท Hitachi และ บริษัท Sumitomo Corporation) นั้นให้ความสนใจเข้ามาลงทุนต่อเนื่องเพื่อให้การเดินรถมันไหลลื่นไม่ต้องเปลี่ยนขบวนใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนด้านความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเป็นไปตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือน ม.ค. 2564 โดยจะเป็นการทดลองเปิดเดินรถให้ประชาชนใช้บริการฟรีก่อนในช่วงเดือนธ.ค. 2563 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ก่อนเริ่มเก็บอัตราค่าโดยสารจริงในเดือน ม.ค. ต่อไป ส่วนด้านความคืบหน้าสัญญาที่ 3 งานระบบราง อาณัติสัญญาณ และขบวนรถไฟฟ้า วงเงิน 3.2 หมื่นล้านบาทนั้นบริษัทคู่สัญญาคือกลุ่มร่วมค้า MHSC (มิตซูบิชิเฮฟวี่-ฮิตาชิ-สุมิโตโม) ผู้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นแจ้งว่าขณะนี้ได้ทำการผลิตตัวรถแล้ว คาดว่าจะส่งมอบทั้งหมดได้ภายในเดือน มิ.ย. 2563 เพื่อทำการทดสอบ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธกล่าวต่อว่าสนข.ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถไฟชานเมืองเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางไปยังเขตเมืองชั้นในดังนั้นจึงต้องเร่งศึกษาแผนพัฒนาระบบเชื่อต่อตามสถานีขนาดใหญ่ของรถไฟสายสีแดงเพื่อให้รองรับปริมาณการเดินทางที่เหมาะสมรวมถึงพัฒนาจุดจอดแล้วจรอีกด้วย โดยเฉพาะสถานีศิริราชที่จะต้องมีการทำเป็นสถานีเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าสายสีส้มและสถานีรังสิตที่มีกลุ่มประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสนข.จะเสนอกระทรวงคมนาคมให้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการระบบรางในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล ตั้งขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลแผนพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายโดยเริ่มจากสายสีแดงเป็นเส้นทางแรก สำหรับคณะกรรมการดังกล่าวจะประกอบด้วยหน่วยงานในกระทรวงอย่างเช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)และบริษัทผู้รับเหมาเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)แจ้งถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง26.3 กม. ภาพรวมคืบหน้าไปแล้ว 60% มีทั้งหมด3สัญญา โดยสัญญาที่1 งานสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง ก่อสร้างโดยกลุ่มกิจการร่วมค้า SU (บมจ.ซิโน-ไทยฯ และ บมจ.ยูนิคฯ) มีผลงานกว่า 70% ตามสัญญาจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย. 2562 สัญญาที่ 2 งานโครงสร้างทางวิ่งยกระดับและระดับพื้นงานสถานี 8 แห่งและถนนเลียบทางรถไฟ ก่อสร้างโดย บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ปัจจุบันคืบหน้า 99 % แต่มีปัญหาการส่งมอบพื้นที่ sky walk จำนวน 12 แห่งที่ยังมอบให้ไม่ครบ เช่นสถานีดอนเมือง หลักสี่ การเคหะฯ ทุ่งสองห้อง บางเขน เป็นต้น ซึ่งขณะนี้การรถไฟฯได้ดำเนินการเร่งเจรจากับเจ้าของพื้นที่เพื่อดำเนินการติดตั้งsky walk ให้ครบทั้ง2ด้าน แล้วเสร็จเดือน ก.ย. 2562ส่วนสัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้า เครื่องกล และจัดหาตู้รถไฟฟ้า คืบหน้าไปแล้ว 25% อาจมีการการขยายเวลาออกไปเนื่องจากเพิ่งเริ่มงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งต่อว่าส่วนกรณีที่ผู้รับเหมาจะขอขยายเวลา ในส่วนของสัญญาที่ 1 และ 2 เพิ่มขึ้นนั้นคาดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาการเข้าพื้นที่ในสัญญาที่1แะละ2 เข้าได้หมดแล้วในส่วนที่เกี่ยวกับการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ และทางรถไฟสายหลัก เพราะผู้รับเหมามีหน้าที่จะต้องเร่งรัดงานให้เสร็จตามเป้าหมายที่การรถไฟตั้งเป้าเปิดให้บริการ ส่วนที่มีการขอขยายวงเงินการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท นั้นอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.พิจารณาอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20007</URL_LINK>
                <HASHTAG>งช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช, ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา, ช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์, นักลงทุนญี่ปุ่น, สราวุธ ทรงศิวิไล, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a428c8cfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่นมึน &#039;อีอีซี-บีโอไอ&#039; ทำงานทับซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักลงทุนญี่ปุ่นยังมึน การทำงานอีอีซี-บีโอไออาจทับซ้อน ด้าน &amp;rdquo;คณิศ&amp;rdquo; แจงเป็นการร่วมมือแบบบูรณาการ ด้านเอกชนจ่อเสนอขอสิทธิ์ส่งเสริมนอกพื้นที่อีอีซี เจโทรเผยความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นสูงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เปิดเผยจากกรณีความกังวลใจของสื่อญี่ปุ่นที่รายงานถึงความการพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 อาจจะเป็นเรื่องที่เสียเปล่า ว่าจากการเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Eastern Economic Corridor (EEC) ให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีความสนใจที่จะลงทุนในอีอีซี ยังไม่มีนักลงทุนคนใดที่มีความเคลือบแคลงใจในการดำเนินงานของรัฐบาลไทย เพียงแต่ยังเกิดความสงสัยในบางข้อเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นักลงทุนญี่ปุ่นได้ตั้งคำถามประมาณ 30 ข้อ โดยสิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นสอบถามเข้ามามากที่สุด คือ บทบาทการทำงานระหว่างอีอีซีกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ว่าต่างกันอย่างไร รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าหน่วยงานอีอีซีจะดูภาพรวมและส่งต่อให้บีโอไอเป็นผู้พิจารณาสิทธิประโยชน์ตามกิจการที่ลงทุน โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน การให้สิทธิ์การทำงาน(สมาร์ทวีซ่า) ที่ส่งต่อไปยังบีโอไอ และการกำหนดพื้นที่เขตส่งเสริมพิเศษ รวมทั้งการกำหนดพื้นที่ การให้เช่าอาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะทำงานที่เป็นภาพใหญ่กว่าบีโอไอ แต่ถือว่าเป็นการทำงานที่ร่วมมือแบบบูรณาการ ขณะเดียวกันนักลงทุนสอบถามถึงโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์ลงทุนในพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมในอีอีซี อาทิ ค่ายรถยนต์โตโยต้าหากต้องการสิทธิประโยชน์เพราะมีพื้นที่ลงทุนอยู่แล้ว กรณีได้แนะนำว่าต้องมีการจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมก่อน จึงจะเข้าเกณฑ์สิทธิประโยชน์ตามพื้นที่ของอีอีซี&amp;quot;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้มีการเสนอการกำหนดสิทธิประโยชน์ภายใต้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ร.บ.อีอีซี) โดยกำหนดสิทธิ์การเข้าประเทศ การถือเงินตราต่างประเทศ และการทำงานของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (โอเอสเอส) ให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยต้องมีการกำหนดระเบียบการดำเนินงานออกมาภายใน 30 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการอีอีซี ว่าเจโทรได้เผยผลสำรวจระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่น พบว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยแนวโน้มความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกปีนี้อยู่ระดับ 40 สูงสุดในรอบหลายปี ปรับเพิ่มจากครึ่งปีหลัง 2560 ที่ระดับ 36 และมั่นใจว่าผลจากอีอีซีจะทำให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่า ได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์การลงทุนในส่วนของบีโอไอแก่นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดบีโอไอได้ออกประกาศสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้านบริการทางการแพทย์ อาทิ โรงพยาบาลเฉพาะทาง ศูนย์แพทย์แผนไทย ส่วนหนึ่งของกิจการทางการแพทย์ เพื่อให้สิทธิประโยชน์มีความครอบคลุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้บีโอไอได้สำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย ปี 2561 จากจำนวน 600 บริษัท พบว่า นักลงทุนต่างชาติ 98.5% มีแผนการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 จำนวนนี้ 33% มีแผนที่จะขยายการลงทุนในไทย และนักลงทุนอีก 65.5% ยังรักษาระดับการลงทุนในไทยไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนนักลงทุนที่มีแผนลดระดับการลงทุน มีสัดส่วนเพียง 1.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15171</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุนญี่ปุ่น, บีโอไอ, สกพอ., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 23:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมคิด&quot; นำทัพเยือนญี่ปุ่นดึงเอกชนลงทุนอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สมคิด&amp;quot;เตรียมจัดคณะเยือนกรุงโตเกียว ไอจิ และมิเอะ ของญี่ปุ่น วันที่ 17-21 ก.ค.นี้ พร้อมจัดสัมมนาใหญ่พบผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอากาศยาน อาหารทางการแพทย์ เครื่องจักร และหุ่นยนต์-ระบบอัตโนมัติ ดึงลงทุนในอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 17-21 ก.ค. 2561 นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่านเศรษฐกิจจะนำคณะผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย - ญี่ปุ่น (High Level Joint Commission - HLJC) ครั้งที่ 4 ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงโตเกียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้รองนายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมกิจกรรมชักจูงการลงทุน ณ จังหวัดไอจิ และจังหวัดมิเอะ ในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน ยานยนต์และอากาศยาน ผู้ผลิตอาหารทางการแพทย์ ผู้ผลิตเครื่องจักร และผู้ผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นต้น เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ของไอจิ และมิเอะ ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังจะมีการจัดงานสัมมนา &amp;nbsp;&amp;ldquo;Thailand Taking off to New Heights&amp;rdquo; ที่เมืองนาโกยา โดยมี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการบีโอไอ และนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ศักยภาพของไทยในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุน และความคืบหน้าการดำเนินโครงการต่างๆ ในอีอีซี ล่าสุดมีนักลงทุนในจังหวัดไอจิ และพื้นที่ใกล้เคียงสนใจเข้าร่วมงานสัมมนาแล้วกว่า 650 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บีโอไอจะมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับจังหวัดมิเอะ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งทั้ง 2 จังหวัดมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของไทย อาทิ ที่ไอจิ มีชื่อเสียงมากในเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งนอกจากมีบริษัทใหญ่ระดับโลก เช่น บริษัท โตโยต้าแล้ว ยังมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์อีกจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดมิเอะ มีความร่วมมือกับประเทศไทยมาแล้วในหลายด้าน และกำลังพัฒนาความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาบุคลากรของไทย ดังนั้นกิจกรรม และการให้ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ในครั้งนี้ จึงเป็นการเน้นย้ำความตั้งใจของรัฐบาลที่จะขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมหน่วยงานระดับท้องถิ่นรายจังหวัดของญี่ปุ่น&amp;rdquo; นางสาวดวงใจ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิ้นส่วนอากาศยาน, นักลงทุนญี่ปุ่น, บีโอไอ, มิเอะ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, อาหารทางการแพทย์, ไอจิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb2205c6454.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
