<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อมตะ” ชี้ล็อคดาวน์กระทบแค่ระยะสั้นเผยนักลงทุนต่างชาติรับได้แนะเร่งฉีดวัคซีนก่อนเปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.64-นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน หรือ AMATA เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้ ประกาศยกระดับการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยมาตรการล็อคดาวน์ และเคอร์ฟิว พื้นที่รวม 10 จังหวัดรวม&amp;nbsp; 14 วัน นับเป็นมาตรการที่จำเป็นภายใต้สถานการณ์ที่ไทยมียอดผู้ติดเชื้อใหม่ในอัตราสูงเฉลี่ยที่ใกล้ระดับ 10,000 คนต่อวัน และมีผู้ที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อจำกัดวงการแพร่ระบาดให้เร็วสุดก่อนที่จะกระทบต่อการบริการด้านสาธารณสุขทั้งระบบจนไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวกระทบระยะสั้นเท่านั้นและในสายตานักลงทุนต่างชาติเข้าใจถึงสถานการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมคิดว่าทุกส่วนยอมรับได้ถึงมาตรการที่เข้มข้นของรัฐบาลดังกล่าว โดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ&amp;nbsp; เพราะแม้แต่ประเทศที่เจริญแล้ว ยังประสบปัญหาการแพร่ระบาดและต้องใช้วิธีล็อคดาวน์ด้วยเช่นกัน แต่ตรงกันข้ามหากไทยยังปล่อยให้มียอดการแพร่ระบาด และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ&amp;nbsp; จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นมากกว่า&amp;rdquo; นายวิบูลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดมากสุดคือต้องมีการบริหารจัดการด้านวัคซีนทั้งระบบ ทั้งในเรื่องการจัดหาวัคซีน แผนการกระจายวัคซีน ให้ถึงมือประชาชนให้ได้เร็วที่สุดเพื่อให้ครอบคลุมจำนวนประชากร 70% ของประเทศเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ควบคู่ไปด้วย ซึ่งล่าสุดทราบว่ารัฐบาลได้มีการอนุมัตินำเข้าวัคซีนมาหลากหลายยี่ห้อแล้วเช่นกัน ขณะเดียวกันภาคประชาชนเองจำเป็นต้องร่วมมือในการป้องกันดูแลตนเองไม่ให้การ์ดตกด้วยเช่นกันเพื่อให้มาตรการรัฐที่ออกมาครั้งนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิบูลย์กล่าวว่า มาตรการยกระดับการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 หรือ การประกาศล็อคดาวน์ในพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ถือว่าเป็นมาตรการที่รัฐต้องดำเนินการให้ประสบความสำเร็จก่อนที่จะเดินไปสู่เป้าหมายการเปิดประเทศ 120 วัน ไม่เช่นนั้นแล้ว โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้น การจะกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับการเดินทางของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ที่จะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะ 6&amp;nbsp; เดือนที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ(GDP)ของไทย เฉลี่ยติดลบกว่า 2%&amp;nbsp; ขณะที่เวียดนาม มีอัตราการเติบโตกว่า 6% หากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องในทุกระบบ และทุกโครงสร้างทางสังคมไม่เพียงระบบเศรษฐกิจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ พื้นที่นิคมฯอมตะ ซิตี้ ชลบุรี ได้จัดพื้นที่ให้ เป็นศูนย์ฉีดวัคซีนของระบบประกันสังคมที่ได้เริ่มดำเนินการฉีดให้พนักงานในโรงงานไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มโรงงาน และป้องกันการแพร่ระบาดในพื้นที่นิคมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109459</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ล็อกดาวน์, 120 วันเปิดประเทศ, นักลงทุนต่างชาติ, บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ebff26d31bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 20:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 20:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อองซาน ซูจี&#039; โอ่ศักยภาพเศรษฐกิจ จีบต่างชาติลงทุนเมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นางอองซาน ซูจี เปิดการประชุมด้านการลงทุนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเมียนมาเมื่อวันจันทร์ เรียกร้องนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาลงทุนในเมียนมา ชูศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่กลับไม่กล่าวถึงการแก้วิกฤติโรฮีนจาที่สร้างความวิตกแก่นักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอองซาน ซูจี กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างพิธีเปิดการประชุมอินเวสต์เมียนมาซัมมิต ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมาซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมาโดยพฤตินัยมานับแต่ปี 2559 ได้กล่าวเปิดการประชุมอินเวสต์เมียนมาซัมมิต ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2562 บรรยายถึงมาตรการปฏิรูปหลายประการที่รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการมา รวมถึงข้อดีของประเทศนี้ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจ, ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่น่าดึงดูด, ตลาดในประเทศที่กำลังขยายตัว และประชากรวัยหนุ่มสาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โปรดมาที่เมียนมา ซึมซับบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยโอกาส และเป็นประจักษ์พยานความมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจที่เพิ่งค้นพบของเราด้วยสายตาของพวกท่านเอง&amp;quot; นางซูจีกล่าวต่อที่ประชุมนักธุรกิจ, นักการทูต และผู้สื่อข่าว โดยยืนยันว่ารัฐบาลเมียนมายึดมั่นกับแผนการปฏิรูปและจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการลงทุน แต่นางกล่าวถึงรายละเอียดของแผนการปฏิรูปไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมานักลงทุนโอดครวญกันว่ารัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการยุติความขัดแย้งด้านอาวุธในประเทศ และละเลยการปฏิรูปเศรษฐกิจและความต้องการของนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า สุนทรพจน์ครั้งนี้ นางซูจีไม่ได้กล่าวถึงวิกฤติโรฮีนจาที่ส่งผลสะเทือนถึงการลงทุน ธุรกิจจำนวนมากวิตกว่าชาติตะวันตกจะกลับมารื้อฟื้นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมาอีกเหมือนในสมัยของระบอบทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปราบปรามของกองทัพในรัฐยะไข่ทางภาคตะวันตกของเมียนมาภายหลังกองกำลังติดอาวุธโรฮีนจาโจมตีที่ตั้งของฝ่ายความมั่นคงหลายสิบจุดและสังหารตำรวจชายแดนกว่า 10 นายเมื่อปี 2560 ส่งผลให้ชาวมุสลิมโรฮีนจาที่เมียนมาไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมือง อพยพข้ามแดนเข้าสู่บังกลาเทศราว 730,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ตำรวจตระเวนชายแดนเมียนมายืนมองครอบครัวชาวมุสลิมโรฮีนจา ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัฐยะไข่ ระหว่างที่รัฐบาลพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะทำงานค้นหาข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติระบุในรายงานว่า กองทัพเมียนมาสังหารหมู่และข่มขืนขืนชาวโรฮีนจาด้วย &amp;quot;เจตนาล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; พร้อมเรียกร้องให้เมียนมาดำเนินคดีกับพวกนายพล รัฐบาลเมียนมาไม่ยอมรับผลการสอบสวนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่านักลงทุนต่างชาติบางส่วนชะลอการขออนุมัติโครงการขั้นสุดท้ายไว้ก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจนว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหภาพยุโรป (อียู) กำลังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อเมียนมาสืบเนื่องจากวิกฤติในรัฐยะไข่ โดยมีความเป็นไปได้ที่อียูจะถอดเมียนมาออกจากสิทธิพิเศษทางการค้าแบบปลอดภาษีศุลกากรภายในตลาดอียู มาตรการที่ว่านี้อาจรวมถึงภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างแรงงานนับหมื่นตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อต้นเดือนมกราคม อียูเพิ่งประกาศเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าข้าวจากเมียนมาและกัมพูชา แต่เป็นเหตุผลเพื่อควบคุมปริมาณนำเข้าข้าวที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากสองประเทศนี้ นางซูจีไม่ได้กล่าวถึงมาตรการของอียูเช่นกันระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนาคารโลกเคยแถลงเมื่อเดือนธันวาคม โดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมาในปีงบประมาณ 2561-2562 จะลดลงมาอยู่ที่ 6.2% เทียบกับ 6.8% ของปีก่อนหน้านั้น เนื่องจากมีปัจจัยหลายประเทศ รวมถึงการมองเห็นความเสี่ยงขาลงเพิ่มขึ้นจากผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากวิกฤติรัฐยะไข่ที่ทำให้การขยายตัวชะลอลง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27722</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวนลงทุน, นักลงทุนต่างชาติ, พม่า, วิกฤติยะไข่, อองซาน ซูจี, เมียนมา, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4efe0a03f89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.โวทุนต่างชาติแห่จองรับเบอร์ซิตี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ. เผยนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย พาเหรด จ่อจองพื้นที่รับเบอร์ซิตี้ จ.สงขลา 500 ไร่ ขณะที่แผนการพัฒนาพื้นที่นิคมฯใกล้สมบูรณ์ 100% มั่นใจพร้อมเปิดรับนักลงทุนไทย-เทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าปัจจุบันการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยางพารา(รับเบอร์ชิตี้) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา ใกล้เสร็จสมบูรณ์100% แล้ว พร้อมรองรับนักลงทุนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศเข้าใช้พื้นที่เพื่อประกอบการได้ทันที ทั้งนี้ภายหลังจากที่การพัฒนาพื้นที่มีความชัดเจน ทั้งทางด้านระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่งผลให้มีกลุ่มนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น ตัดสินใจที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อการลงทุน โดยล่าสุดได้แจ้งความประสงค์จองพื้นที่เพื่อประกอบกิจการแล้ว ประมาณ 500 ไร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้และกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมการแพทย์ และ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจอยู่ระหว่างการตัดสินใจเข้ามาลงทุนอีก จำนวน 179 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพไม่ว่าจะเป็นระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจร ทั้งทางบก ทางน้ำ และ ทางอากาศที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างๆทั้งในกลุ่มสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT &amp;ndash; GT) &amp;nbsp;ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในพื้นที่ดังกล่าว ยังมีความได้เปรียบทางด้านแรงงาน และวัตถุดิบยางพารา โดยกนอ.คาดว่าหากมีการใช้พื้นที่เต็มโครงการทั้งหมด จะมีความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ประมาณ 9,000 ตันต่อปี โดยมีสัดส่วนเป็น น้ำยางข้น ประมาณ 60% หรือ 5,400 ตันต่อปี และยางแผ่นรมควัน ประมาณ 40 % หรือ 3,600 ตันต่อปี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้แก่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางประมาณ 450 ล้านบาทต่อปี และเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราแล้วจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 10 เท่า หรือ คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาดังกล่าวเป็นไปตามที่รัฐบาลมีนโยบายการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรในกลุ่มอุตสาหกรรมยางพารา ตามยุทธศาสตร์พลังประชารัฐ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการผลิต เพื่อยกระดับราคายางพาราภายในประเทศให้มีเสถียรภาพมากขึ้น&amp;quot;นางสาวสมจิณณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20576</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยางพารา, นักลงทุนต่างชาติ, รับเบอร์ชิตี้, สมจิณณ์ พิลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bb96369d650b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2018 20:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2018 07:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>   คลังฟุ้งเศรษฐกิจไทยปึ๊กต่างชาติรุมจีบลงทุน “อีอีซี-ทีเอฟเอฟ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังฟุ้งนักลงทุนต่างชาติตามจีบลงทุนโครงการบิ๊กโปรเจ็กต์ &amp;ldquo;อีอีซี-ทีเอฟเอฟ&amp;rdquo; อวดพื้นฐานเศรษฐกิจไทยสุดแกร่ง ไม่สะท้านตลาดเงินโลกผันผวน เงินทุนไหลออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;07ก.ย.61- นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ความผันผวนของตลาดการเงินตอนนี้กระทบทุกประเทศในโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย อย่างไรก็ตามพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศไทยดีมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่เกิดความปั่นป่วน เกิดภาวะเงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนลง แต่ในส่วนของประเทศไทยทุกอย่างนิ่ง ค่าเงินของไทยแทนที่จะอ่อนค่ากลับแข็งค่าขึ้น เพราะเงินไม่ไหลออกและยังมีเงินไหลเข้ามาด้วย เนื่องจากต่างชาติเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการ สศค. ได้นำคณะทำงาน สศค. ไปโรดโชว์ให้กับนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่กว่า 20 แห่ง ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนที่ลงทุนในไทย โดยบางแห่งลงทุนในไทยถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้มีการชี้แจงเกี่ยวกับพื้นฐานเศรษฐกิจและโครงการต่าง ๆ ที่ประเทศไทยจะเดินหน้าในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นักลงทุนยังเชื่อมั่นพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยดี และเตรียมเงินไว้ซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ทีเอฟเอฟ) และลงทุนในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ดังนั้นจึงจะเห็นว่าแม้ว่าตลาดการเงินของโลกจะมีความผันผวนมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ในส่วนของไทยจะมีผลกระทบเฉพาะในส่วนตลาดหุ้นที่นักลงทุนขายหุ้นและนำเงินไปพักไว้ในตลาดพันธบัตร เพื่อลงทุนในทีเอฟเอฟ และ โครงการอีอีซี&amp;quot; นายศรพล กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายศรพล กล่าวอีกว่า สศค. ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับนักลงทุนสถาบันเรื่องความผันผวนของตลาดการเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ว่าเป็นเรื่องการบริหารการลงทุนปกติ เนื่องจากนักลงทุนสถาบันลดการลงทุนในประเทศจีน เพราะเป็นห่วงเรื่องสงครามการค้ากับประเทศสหรัฐ ถึงแม้ว่าจะมีความเห็นต่างกันว่าจะเกิดผลกระทบไม่รุนแรงหรือรุนแรง แต่ในแง่ของนักลงทุนประเภทสถาบันก็จะลดการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นนักลงทุนสถาบันก็จะไปลดน้ำหนักการลงทุนกับประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับจีน และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ส่วนใหญ่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ที่นักลงทุนขายทั้งหุ้นและพันธบัตรและนำเงินออก แม้ว่าประเทศอินโดนีเซียจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ยังไม่สามารถดึงนักลงทุนไว้ได้ ทำให้เกิดความผันผวนกับค่าเงินอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของไทยแม้ว่าจะเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่นักลงทุนสถาบันลดน้ำหนักการลงทุน แต่มีผลกระทบไม่มากเพราะต่างจากประเทศอื่น ๆ เนื่องจากประเทศไทยยังเกินดุลบัญชีสะพัด ทำให้นักลงทุนมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดีน่าลงทุน จึงมีความผันผวนเรื่องทางการเงินที่มีการโยกเงินจากตลาดหุ้นไปในตลาดพันธบัตรไม่ได้นำเงินออกนอกประเทศ เหมือนประเทศอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ความผันผวนของตลาดเงินโลก กระทบกับประเทศไทยน้อยและไม่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 เพราะเศรษฐกิจจริงของไทยมีพื้นฐานดีไม่มีปัญหาโครงสร้าง ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด จากการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยที่ขยายตัวได้ดี นักลงทุนสถาบันจึงยังไม่ดึงเงินลงทุนออกจากประเทศไทย เพียงแต่พักรอจังหวะลงทุน&amp;quot; นายศรพล กล่าว
&amp;nbsp;
นายสุวิชญ เปิดเผยว่า จากการไปโรดโชว์ในประเทศสิงคโปร์ นักลงทุนสถาบันเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย และพร้อมจะนำเงินเข้ามาลงทุนเพิ่ม เนื่องจากรัฐบาลมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งจำนวนมาก รวมถึงโครงการอีอีซี และ กองทุนทีเอฟเอฟ ที่นักลงทุนสอบถามและสนใจจะมาลงทุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16976</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ค่าเงินบาท, นักลงทุนต่างชาติ, พื้นฐานเศรษฐกิจไ, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3399039afab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 23:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นในรอบ 5เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นรอบ 5 เดือน คาด 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.55% ส่วนเชื่อมั่นทองพุ่ง ศก.ไม่แน่นอน หนุนซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือน ก.ค.61 คาดว่าเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.55% จากเดือน มิ.ย. ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 101.33 ถือเป็นการปรับขึ้นเดือนแรกในรอบ 5 เดือน เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นตัวสนับสนุนการลงทุน แต่สถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด ส่วนปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนเฝ้าติดตามทิศทางเงินทุนไหลเข้าออกระหว่างประเทศ ภายหลังตัวเลขขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศปีนี้เพิ่มขึ้น จากผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า และการลงทุนของสหรัฐกับประเทศคู่ค้าและนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาพรวมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเริ่มดีขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมามีการขายเพื่อปรับพอร์ตไปค่อนข้างมาก ซึ่งขณะนี้ราคาหุ้นไทยที่ค่อนข้างถูก และสถานะการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติที่อยู่ระกับต่ำในรอบ 10 ปี จะทำให้ต่างชาติเริ่มชะลอการขายหุ้นไทยเป็นระยะ โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร เพราะผ่านผลกระทบเรื่องค่าธรรมเนียมกดดันในระยะสั้นแล้ว รวมถึงราคาหุ้นเริ่มอยู่ในระดับน่าลงทุน ขณะที่หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธุรกิจเหล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีทุจริตภายในของ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (จีจีซี) เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แต่เชื่อว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) จะติดตาม และให้ บรมจ.ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เร่งคลี่คลายปัญหาภายใน &amp;nbsp;แม้ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติยังไม่มีการตั้งคำถาม โดยคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธรรมาภิบาลทั้งตลาด เพราะบริษัทจดทะเบียนกว่า 99% ยังมีธรรมาภิบาลอยู่ในระดับที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ เดือน ก.ค.61 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จากระดับ 52 จุด มาอยู่ที่ระดับ 54.72 จุด เพิ่มขึ้น 2.72 จุด หรือคิดเป็น 5.23% เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าน่าจะมีปัจจัยมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แรงซื้อเก็งกำไร นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐ และราคาน้ำมันในตลาดโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดการณ์ราคาทองคำเดือน ก.ค.61 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 1,235 &amp;ndash; 1,296 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณบาทละ 19,400 &amp;ndash; 20,100 บาท และด้านค่าเงินบาทไทยให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 32.41 &amp;ndash; 33.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13247</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน, นักลงทุนต่างชาติ, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, เดือนก.ค.61</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอนโดฯไทยโดนใจผู้ซื้อจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนักลงทุนต่างชาติได้หลั่งไหลมาในประเทศไทยเป็นจำนวน ซึ่งบางส่วนก็มาเพื่อท่องเที่ยวอย่างเดียว มาบ่อยเข้าก็เกิดสนใจหาซื้อคอนโดมิเนียมไว้เป็นที่พักเพื่อพักร้อนในปีถัดๆ ไป ขณะที่จีนแห่นำเงินมาลงทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์มากยิ่งขึ้น แต่รัฐบาลจีนก็ยังคงใช้มาตรการคุมเข้มให้ประชาชนของตนนำเงินออกนอกประเทศได้ไม่เกินคนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านบาทต่อปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่จากการสังเกตการณ์โดยบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ชาวจีน จากแผ่นดินใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติที่มีสัดส่วนการซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ มากที่สุด โดยประเมินว่าราว 50% ของชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เป็นผู้ซื้อชาวจีน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ที่เข้ามาทำงานกับบริษัทจีนที่ดำเนินธุรกิจในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่บริษัทจีนเข้ามาเปิดดำเนินธุรกิจมากที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลก และเช่าใช้พื้นที่สำนักงานมากที่สุดเป็นอันดับ 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันคอนโดมิเนียมที่ชาวจีนนิยมซื้อ คือจำนวนพวกห้องชุดในย่านรัชดาภิเษก-พระราม 9 มีราคาอยู่ในช่วงราคาระหว่าง 1.5 ล้าน ถึง 3 ล้านบาท โดยทั่วไปผู้ซื้อชาวจีนกลุ่มนี้มักไม่มีปัญหากับมาตรการควบคุมการนำเงินออกจากจีน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาไม่สูงเกินเพดานที่กำหนด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีธนาคารต่างชาติและสถาบันการเงินของไทยบางแห่งที่มีนโยบายปล่อยกู้ให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในไทย นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบว่า มีชาวจีนจำนวนมากที่ซื้อคอนโดฯ เพื่อเป็นการลงทุน เพื่อใช้เป็นที่พักในช่วงที่เข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในสิบเมืองของโลกที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับจีนมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่ชาวจีนนิยมซื้อ ส่วนใหญ่มีระดับราคาที่ประมาณ 6 ล้านบาทในย่านสุขุมวิท แต่ในขณะเดียวกัน ยังพบด้วยว่ามีเศรษฐีชาวจีนจำนวนมากขึ้นที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมกลุ่มลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ และทำเลริมน้ำเจ้าพระยา ซึ่งนักลงทุนเศรษฐีจีนเหล่านี้บางรายเลือกซื้อคอนโดมิเนียมหรูไว้เป็นสมบัติสะสมที่สร้างความภูมิใจให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของมาตรการของรัฐบาลจีนในการจำกัดปริมาณเงินที่ประชาชนของตนสามารถนำเงินออกไปซื้ออสังหาริมทรัพย์นอกประเทศได้ แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ชาวจีนพบกับความยุ่งยากมากขึ้นในการซื้อคอนโดมิเนียมหรูในกรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นๆ ทั่วโลก แต่ยังคงมีวิธีการต่างๆ ที่ผู้ซื้อชาวจีนสามารถใช้ได้ อาทิ การใช้เงินที่มีอยู่ในต่างประเทศเพื่อซื้อ โดยเฉพาะนักธุรกิจจีนที่มีธุรกิจที่สร้างรายได้ในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2561 นี้คอนโดมิเนียมในโครงการที่สร้างเสร็จแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้นราว 524,000 ยูนิต ในจำนวนนี้เป็นระดับบน 46,000 ยูนิต ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา ราคาคอนโดมิเนียมมือหนึ่งเฉลี่ยทั่วกรุงเทพฯ มีราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แต่พบว่าคอนโดมิเนียมระดับบนมีราคาเฉลี่ยปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 0.4% เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้นจากการที่มีผู้ประกอบการหันมาพัฒนาโครงการในตลาดบนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ในไตรมาสแรกของปีนี้ มีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่ซื้อที่ดินแปลงสำคัญๆ จำนวนหนึ่งในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายที่ดินของสถานทูตอังกฤษ โดยการร่วมทุนระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและฮ่องกงแลนด์ในราคาราว 18,700 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการซื้อขายที่ดินที่มีมูลค่าสูงสุดที่เคยมีมา การซื้อที่ดินที่ถนนหลังสวนโดยเอสซีแอสเสท ในราคาตารางวาละ 3.1 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นราคาซื้อขายที่ดินต่อตารางวาที่สูงสุดเท่าที่เคยมีมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีบริษัทพัฒนาคอนโดมิเนียมชั้นนำรายอื่นๆ อีกที่มีการซื้อที่ดินในทำเลชั้นดี ที่มีมูลค่าหรือราคาย่อมลงไป อาทิ ไรมอน แลนด์, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ และในบรรดาที่ดินเหล่านี้ คาดว่าจะมีหลายแปลงที่ถูกใช้สำหรับพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี และมีความเป็นไปได้ว่าบางโครงการอาจสร้างสถิติราคาเสนอขายสูงสุดครั้งใหม่ให้กับตลาดคอนโดมิเนียมของกรุงเทพฯ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12010</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, คอนโดมิเนียม, ชาวจีน, นักลงทุนต่างชาติ, พระราม 9, รัชดาภิเษก, ศรยุทธ เทียนสี, สุขุมวิท, อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์, อสังหาริมทรัพย์, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น, ไรมอน แลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักลงทุนต่างชาติจับตาเสถียรภาพทางการเมือง ชี้หลังเลือกตั้งความเชื่อมั่นฟื้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกรนท์ ธอนตัน เผยภาพรวมเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมือง ชี้เลือกตั้งปี 62 ช่วยเรียกความเชื่อมั่นและดึงนักลงทุนกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอียน แพสโค ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน แกรนท์ ธอนตัน ในประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยส่วนใหญ่ขึ้นกับเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมายังมีความไม่แน่นอน ทั้งความไม่มั่นคงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การเติบโตหยุดชะงักบ่อยครั้ง ทั้งนี้ มองว่าไทยยังมีโอกาสทางธุรกิจให้เติบโตอยู่อีกมาก โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 62 จะช่วยสร้างความมั่นใจ อีกทั้งดึงนักลงทุนและนักธุรกิจกลับมาได้มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การผลักดันนโยบายของภาครัฐ ผ่านโครงการประเทศไทย 4.0 เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่ทำควบคู่กัน เช่น การจัดเก็บภาษีภาคธุรกิจให้อยู่ในระดับเดียวกับทั่วโลก เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน หรือการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลสำรวจธุรกิจนานาชาติของแกรนท์ ธอนตัน โดยทำการสำรวจช่วงเดือนก.พ. &amp;ndash; มี.ค. 61 จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารประมาณ 2,500 คน ครอบคลุมทั้งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และบริษัทเอกชน ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไตรมาส 1/61 โดยรวมปรับตัวลดลง หลังจากความเชื่อมั่นในจีนและญี่ปุ่นลดลง ทำให้ค่าเฉลี่ยของภูมิภาคลงมาอยู่ที่ 52% มาจากการย้ายภาคการผลิตต้นทุนต่ำจากประเทศจีนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาจมีผลกระทบเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอาเซียนสูงขึ้น 61% ในไตรมาสแรก ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการสำรวจในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ แนวโน้มโดยรวมของไทยป็นเชิงบวกเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยรายได้ของธุรกิจต่างๆคาดว่าจะลดลง 10% จาก 36% เป็น 26% ด้านการส่งออกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนจากเดิมที่ -6% เพิ่มขึ้นเป็น 8% ส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย คาดว่าปีนี้อยู่ที่ 3.9-4% จากปีก่อนอยู่ที่ 3.9% ตามที่ธนาคารโลกได้ประเมินไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11810</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุนต่างชาติ, หลังเลือกตั้ง, เลือกตั้ง, เศรษฐกิจไทย, แกรนท์ ธอนตัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180621/image_big_5b2b1189786af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
