<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 07:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 07:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนมองการเมืองหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ &#039;ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ย. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี คนไทยได้อะไร? จากการ &amp;ldquo;อภิปรายไม่ไว้วางใจ&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,306 คน สำรวจระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน 2564 พบว่า ประชาชนมองว่าจุดเด่นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คือ เป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 55.76 จุดด้อย คือ มีการใช้คำไม่สุภาพ โต้ตอบกันรุนแรง ร้อยละ 50.82 สิ่งที่ประชาชนได้รับ คือ ทำให้เห็นการทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภา ร้อยละ 45.29 หลังการอภิปรายคิดว่าการเมืองไทยน่าจะเหมือนเดิม ร้อยละ 54.67 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ เร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ร้อยละ 74.31 และอยากให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง ร้อยละ 63.79&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ถึงแม้จะไม่มีการยุบสภาดังเช่นในอดีต แต่ก็ทำให้เห็นท่าทีทางการเมืองของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะ &amp;ldquo;รอยร้าว&amp;rdquo; ที่มีอยู่ทั้งสองฝ่าย ประชาชนเองก็ได้รับรู้ข้อมูลจากการอภิปรายครั้งนี้ โดยมองว่าการเมืองไทยหลังจากนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม จึงอยากให้รัฐบาลหันมาเร่งแก้ปัญหาปากท้องและเร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าคนไทยค่อนข้างจะชินชาต่อการคงอยู่ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประชาชนมากกว่าครึ่งเห็นว่าการเมืองไทยน่าจะยังเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกนัยหนึ่ง คือ การสะท้อนว่าประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลุดออกจากการเป็นรัฐบาลได้ เพราะอย่างไรก็ดี ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีต่อนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบมากนัก อีกทั้งในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลที่เผชิญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่างก็รอดพ้นจากการลงมติไม่ไว้วางใจแทบทั้งสิ้น จึงอาจกล่าว ได้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่ผ่านมานั้น ล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงข้อมูลหรือตอบข้อคำถาม ที่ประชาชนสงสัย ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถอธิบายให้คำตอบได้อย่างแจ่มชัด การนำเสนอข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ ของฝ่ายค้าน จึงเปรียบเสมือนการฝังเมล็ดแห่งความคลางแคลงใจต่อการทำงานของรัฐบาลในใจของประชาชนเสียมากกว่า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116409</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, นักวิจัยสวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613d4e4d9612b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลเผยประชาชนห่วงแรงงานข้ามชาติทะลักเข้าไทยขอจนท.จัดการเคร่งครัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค.2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;แรงงานข้ามชาติอพยพเข้าประเทศไทย&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่าง 1,167 คน สำรวจวันที่ 22 &amp;ndash; 25 มีนาคม 2564 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าการที่แรงงานข้ามชาติอพยพเข้าประเทศไทย อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ มากขึ้น ร้อยละ 67.67 สาเหตุที่แรงงานอพยพเข้าไทย เพราะได้ค่าแรงมากกว่า ร้อยละ 69.01 โดยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น คือ การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด-19 &amp;nbsp;ร้อยละ 81.41 สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ร้อยละ 75.16 และมองว่าการที่มีแรงงานอพยพเข้าไทยจำนวนมากนั้นมีผลเสียมากกว่า ร้อยละ 64.44&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์แรงงานข้ามชาติอพยพเข้าประเทศไทยจำนวนมากนั้น เป็นเพราะค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าประเทศต้นทาง รวมถึงสภาพสังคมชีวิตความเป็นอยู่ในไทยก็อาจจะดีกว่าในภาพรวม ทำให้ตัวเลขแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยทั้งถูกและไม่ถูกกฎหมายมีจำนวนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องรับมือในระยะยาว โดยจะต้องคำนึงถึงหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธพงษ์ ลีลากิจไพศาล รองคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต &amp;nbsp;การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมีเหตุผลหลักคือ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ โดยกลุ่มแรงงานดังกล่าว มีค่าแรงที่ถูกกว่าแรงงานไทย มีความอดทนสู้งาน ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดีของนายจ้างทำให้เกิดการหลั่งไหลของแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับผลการสำรวจของ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่พบว่าสาเหตุที่แรงงานข้ามชาตินิยมเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากเป็นอันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp;คือ ได้ค่าแรงที่มากกว่า ส่วนผลกระทบจากกรณีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานมากขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่กังวลเรื่องการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ โดยเฉพาะโควิด-19 และมองว่ารัฐบาลควรดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ไม่ทุจริต ประเด็นดังกล่าวถือเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนในสังคมต่างต้องร่วมกันปฏิบัติและรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการใช้แรงงานข้ามชาติกับการจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97497</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิจัยสวนดุสิตโพล, แพร่ระบาดของโรค, แรงงานข้ามชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_605fd5a6d3d17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลเผยผลสำรวจประชาชนไม่เห็นด้วยกับม็อบแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการตอบโต้ของรัฐบาล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 2564 &amp;nbsp;สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;จุดกึ่งกลางระหว่างการชุมนุมกับรัฐบาล&amp;rdquo; จำนวน 1,147 คน สำรวจวันที่ 1 &amp;ndash; 5 มีนาคม 2564 พบว่า ส่วนใหญ่ติดตามข่าวการชุมนุมทางโทรทัศน์มากที่สุด ร้อยละ 70.04 รองลงมาคือ เฟซบุ๊ก การไลฟ์สด โดยเห็นว่าการชุมนุม ณ วันนี้มีการเคลื่อนไหวแตกต่างจากสมัยก่อน ร้อยละ 55.33 ท่าทีของรัฐบาลเน้นการสกัดกั้นการชุมนุม จับกุมแกนนำ ร้อยละ 51.41 มองว่า &amp;ldquo;จุดกึ่งกลาง&amp;rdquo; ระหว่างการชุมนุมกับรัฐบาล คือ ทุกฝ่ายต้องยอมรับความเห็นต่าง ถอยคนละก้าว ร้อยละ 50.07 และกลุ่มตัวอย่างไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม ร้อยละ 27.63 และไม่เห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อการชุมนุม ร้อยละ 39.49&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้ประชาชนจะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาลที่ออกมาตอบโต้เช่นกัน การควบคุมสถานการณ์ที่เน้นการจับกุม การสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และการฉีดน้ำแรงดันสูง หลายฝ่ายมองว่าเป็นการกระทำที่รุนแรง ไม่ว่าสถานการณ์การชุมนุมและท่าทีของรัฐบาลจะเป็นไปในทิศทางเช่นไร สุดท้ายแล้วก็ควรเร่งหาทางออกที่เป็นจุดกึ่งกลางสำหรับเรื่องนี้ให้ได้โดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญชลี รัตนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต &amp;nbsp;ในระบอบประชาธิปไตย การชุมนุมถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนและได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ดังนั้น การที่รัฐบาลเลือกวิธีการใช้กำลังเข้าสกัดกั้น ปราบปราม จับกุมคุมขัง แกนนำและผู้เข้าร่วมชุมนุมแทนการรับมือด้วยสันติวิธี จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้โดยหลักการสากล เพราะนี่คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รัฐบาลควรแสดงวุฒิภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหารจัดการด้วยการเปิดพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ให้เกิดการพูดคุยด้วยความจริงใจ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและทางออกร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ฝั่งผู้ชุมนุม ซึ่งมารวมกลุ่มกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกทางความคิดในเรื่องที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับความเดือดร้อน &amp;nbsp;เพื่อให้รัฐได้รับทราบปัญหาและนำไปสู่การกำหนดแนวทาง ก็ต้องปรับแก้ท่าทีหรือวิธีการเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้เสียขบวนหรือเสียมวลชนและยังคงมีความชอบธรรมในการชุมนุมตามหลักการประชาธิปไตยต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95237</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดกึ่งกลางระหว่างการชุมนุมกับรัฐบาล, นักวิจัยสวนดุสิตโพล, ม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_6044404f32537.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2020 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลสำรวจความกังวลคนไทยห่วงบ้านเมืองแตกแยกปัญหาหนี้สินและคอร์รัปชัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 2563 นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต &amp;nbsp;สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ความวิตกกังวลของประชาชนต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ณ วันนี้&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่าง 1,727 คน สำรวจวันที่ 25 - 28 สิงหาคม 2563 พบว่า &amp;ldquo;ด้านการเมือง&amp;rdquo; วิตกกังวลเรื่องความขัดแย้งแตกแยก ร้อยละ 75.80 การซื้อเรือดำน้ำ ร้อยละ 66.24 &amp;ldquo;ด้านเศรษฐกิจ&amp;rdquo; วิตกกังวลเรื่องหนี้สิน ร้อยละ 80.78 สินค้าแพง ร้อยละ 76.78 และ &amp;ldquo;ด้านสังคม&amp;rdquo; วิตกกังวลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 83.56 สุขภาพอนามัย (โควิด-19)ร้อยละ 64.16 จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในและนอกสภา ส่งผลให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลเรื่องการเมืองถึงร้อยละ 75.80 ยิ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากระแสการอนุมัติซื้อเรือดำน้ำท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่ GDP &amp;nbsp;ติดลบจนกระทบต่อปากท้องของประชาชน ยิ่งทำให้ประชาชนกังวลมากขึ้น ต้องการให้รัฐบาลรับฟังและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน เพราะคนกังวลเรื่องหนี้สิน ร้อยละ 80.78 สินค้าแพง ร้อยละ 76.78 การว่างงานร้อยละ 74.64 และในด้านสังคมประชาชนกังวลเรื่องการทุจริตถึงร้อยละ 83.56 ซึ่งกังวลมากกว่าเรื่องโควิด-19 เกือบร้อยละ 20 เลยทีเดียว (กังวลเรื่องโควิด-19 ร้อยละ 64.16) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร. พรชณิตว์ แก้วเนตร &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศและลูกค้าสัมพันธ์ ประธานหลักสูตรธุรกิจระหว่างประเทศ (ธุรกิจจีน-อาเซียน) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากผลการสำรวจของสวนดุสิตโพลในเรื่องความวิตกกังวลของประชาชนต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แสดงให้เห็นถึง &amp;ldquo;อาการน่าเป็นห่วง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ปัญหารุมเร้า&amp;rdquo; ของรัฐบาล ข้อกังวลของประชาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะส่งผลต่อความกังวลในอีกเรื่องหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ข้อขัดแย้งทางการเมือง การซื้อเรือดำน้ำ ฯลฯ ยิ่งหันมามองตัวเลขความกังวลในด้านเศรษฐกิจยิ่งตอกย้ำความเป็นเรื่องเดียวกันในความรู้สึกของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลในด้านหนี้สิน สินค้าราคาแพง และปัญหาการว่างงาน กล่าวโดยง่ายคือ ที่บ้านปากท้องยังไม่อิ่ม เจ้าหนี้ทวงหนี้อยู่หน้าบ้านแต่ผู้นำครอบครัวยังเอาเงินไปใช้จ่ายเพื่อการอื่น ความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง และตำหนิถึงความไม่มีประสิทธิภาพของผู้นำยิ่งตามมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขจากผลสำรวจย้ำเตือนให้รัฐบาลควรออกมายอมรับความจริงเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ผลสำรวจสะท้อนเสียงของประชาชนว่า &amp;ldquo;ต้องการการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ทั้งนี้ปัญหาต่างๆ ไม่เคยอยู่นิ่ง มีแต่จะพอกพูนทับทวีขึ้นเรื่อยๆ และความรู้สึกของประชาชนก็เป็นเสียงสะท้อนของ &amp;ldquo;วิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาล&amp;rdquo; อย่ารอให้ความวิตกกังวลก่อตัวและสะสมเป็นเชื้อเพลิงรอวันให้จุดติดอย่างทุกวันนี้ หากรัฐบาล &amp;ldquo;ไวต่อความรู้สึกวิตกกังวลของประชาชน&amp;rdquo; ขยับให้เห็นอย่างรวดเร็วและชัดเจนถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ สื่อสารด้วยความจริงใจ เพื่อให้ประชาชนได้มีความหวังในการเห็นการชำระสะสางข้อวิตกกังวล เชื่อแน่ว่าประชาชนจะเข้าใจและยังไม่ถึงทางตันในอนาคตของรัฐบาลอย่างแน่นอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75935</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความวิตกกังวลของประชาชนต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ณ วันนี้, นักวิจัยสวนดุสิตโพล, พรพรรณ บัวทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200830/image_big_5f4b0a1f622af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
