<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กระทุ้งรัฐคลอด กฎหมายอุม้ หาย มึนทำไมเตะถ่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กระทุ้งรัฐกฎหมายอุ้มหายต้องเร่งคลอด อังคณา-พี่สาววันเฉลิม-นักสิทธิมนุษยชนร่วมวง ชี้เป็นภัยอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ข้องใจนักการเมืองกลัว กม.ไม่มีอายุความหวั่นสาวถึงเหตุมีส่วนได้ส่วนเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนา &amp;ldquo;รัฐสภากับการพัฒนาระบบกฎหมายอำนวยความยุติธรรมและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน&amp;rdquo; โดย นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ บรรยายพิเศษ เรื่อง &amp;ldquo;คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ กับความหวังในการอำนวยความยุติธรรม และพิทักษ์สิทธิมนุษยชน&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ตนเองเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.... (ฉบับประชาชน) ที่ กมธ.ศึกษาร่างที่เสนอโดยภาคประชาสังคมและขับเคลื่อนเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณานั้น หากออกมาก็จะเป็นประโยชน์มากในการป้องกันการทรมาน หรือทำให้สูญหายเมื่อมีการควบคุมตัว ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 10.00 น. เป็นการเสวนา &amp;ldquo;ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหาย ความก้าวหน้าครั้งใหม่ของสิทธิมนุษยชนไทย&amp;rdquo; โดย นางสิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ถูกบังคับให้สูญหาย นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นางพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอังคณากล่าวว่า จากประสบการณ์ในประเทศไทย คนที่ถูกอุ้มหาย ขอย้ำว่าการอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่ามีการวางแผนมาล่วงหน้า ทำเป็นกระบวนการ นี่ไม่ใช่อาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ดังนั้นต้องเป็นคดีอาญา ไม่มีการนิรโทษกรรม ไม่มีอายุความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งสำคัญที่สุดคือมีเจตจำนงทางการเมือง อย่าให้กฎหมายนี้เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญ ที่ไปตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษา เชื่อว่าภายใต้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน จะออกกฎหมายที่ดีต่อประชาชนได้ เข้าใจว่า ส.ว.หรือรัฐบาลบางคนกังวลกับกฎหมายที่ไม่มีอายุความ กังวลว่าจะสาวมาถึงตัวเองหรือไม่&amp;quot; นางอังคณาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายรังสิมันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กมธ.มีการปรับปรุงร่างประชาชนหลายเรื่องและเปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว แต่ยังไม่มีการบรรจุวาระการพิจารณาในสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเองกังวลอยู่ เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ กฎหมายที่ ส.ส.ร่างนั้นไม่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สภาต้องเร่งพิจารณา หากได้รับการบรรจุก็ต้องไปต่อแถวท้ายสุด กว่าสภาจะพิจารณาต้องใช้เวลานาน ตนเองไม่มั่นใจว่าต่อให้รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี กฎหมายนี้จะได้รับการพิจารณาเมื่อไหร่ ทางแก้ไขคือ ส.ส.ต้องเข้าชื่อขอเลื่อนเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน หลังจากนั้นต้องตั้ง กมธ.มาพิจารณาใช้เวลา 60-90 วัน ก็เข้าสู่วาระ 2 วาระ 3 คิดว่าการพิจารณาของสภาไม่น่ามีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ที่น่ากังวลคือชั้นของ ส.ว. ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะมี ส.ว.หลายคนมีส่วนได้เสียกับการป้องกันการอุ้มหาย และซ้อมทรมานหรือไม่ โดยเฉพาะสถานที่ที่มักมีปัญหามายาวนานคือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะมีการใช้กฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึกที่ให้มีการควบคุมบุคคลได้ 7 วัน มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมตัวได้ 30 วัน รวม 2 ฉบับ ควบคุมตัวได้ 37 วัน ซึ่งเราไม่รู้ว่าช่วงเวลานี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่ได้ยินมาเป็นระยะคือมีการซ้อมทรมาน สิ่งที่กังวลคือ เมื่อไหร่เราจะเป็นรายต่อไปที่จะถูกอุ้มหาย สภาวะแบบนี้ไม่ใช่คำตอบของสังคมไทย กฎหมายป้องกันการอุ้มหายไม่ใช่การเยียวยาคนไม่กี่คน แต่คือการสร้างความปลอดภัยให้คนทั้งประเทศ ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เราต้องผลักดัน&amp;rdquo; นายรังสิมันต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.สิตานันท์กล่าวว่า หลังจากที่นายวันเฉลิมถูกอุ้มหายไป ทางญาติต่อสู้มาตลอดอีก 8 วันก็จะครบ 4 เดือน ที่ผ่านมามีการไปยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ รัฐบาลเพิกเฉยมาก เข้าใจว่าตอนนี้ประเทศไทยมีหลายเรื่องเกิดขึ้น คิดว่ารัฐบาลคงเรียงลำดับความสำคัญของการอุ้มหายเป็นลำดับรอง แต่เนื่องจากเป็นคนไทยควรได้รับการช่วยเหลือบ้าง ครอบครัวลำบาก เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในไทย เราไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ แต่ต้นเหตุการลี้ภัยของนายวันเฉลิม เพราะมีการแสดงความเห็นแตกต่างทางการเมืองไทย และอีก 9 รายที่หายไปยังไม่รู้ชะตากรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้มีเด็กนักเรียน นักศึกษาออกมาขึ้นเวทีแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งกำลังถูกคุกคามรายวัน เพราะเป็นนักเรียนก็ไม่มีเว้น เสี่ยงต่อการถูกอุ้มหาย ดังนั้นจึงขอให้การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายให้สำเร็จ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อุ้มหายขึ้นอีก และขอประชาชนเป็นหูเป็นตาช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองด้วย ไม่อยากให้เกิดการอุ้มหายขึ้นอีกเป็นกรณีที่ 10 อยากให้รัฐฟังความเห็นประชาชนบ้าง หากเห็นว่าการแสดงออกต่างๆ ไม่ถูกต้อง ควรใช้หลักการพูดคุย แนะนำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า&amp;quot; น.ส.สิตานันท์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.พรเพ็ญกล่าวว่า จากข้อมูลของยูเอ็นพบว่ามีการบังคับสูญหายกว่า 87 ราย หลายรายญาติยังตามหาอยู่ตลอด และสะเทือนใจทุกครั้งเมื่อมีรายงานข่าวพบศพไร้ญาติ ดังนั้นการผลักดันให้มีร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายเป็นเรื่องสำคัญมาก มีการเสนอมานาน แต่ก็ยังไม่สามารถออกมาได้ วันนี้ ส.ส.ในสภากว่า 200 คนเห็นด้วยกับกฎหมายนี้ แต่ที่ยังล่าช้าอยู่เพราะรัฐบาลยื้อด้วยขั้นตอนต่างๆ ตอนนี้อยู่ในมือกฤษฎีกาแก้ไข แต่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ ถ้าทำให้กฎหมายเข้าสู่สภาไม่ได้ก็ควรยุบสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากรัฐบาลจริงใจควรเร่งรัดให้กฤษฎีกาแก้ไขฉบับของเราโดยเร็ว และผ่านกระบวนการทุกอย่างเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมสภาสมัยหน้า โดยกฎหมายจะต้องกำหนดให้การควบคุมตัวทุกรูปแบบห้ามทรมาน และอุ้มหาย ต้องเป็นคดีอาญา ไม่มีอายุความ มีการฟื้นฟูเยียวยาญาติทุกด้านตามตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เราปฏิเสธการลงโทษด้วยการประหารชีวิต&amp;quot; น.ส.พรเพ็ญระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78816</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอุ้มหาย, นักสิทธิมนุษยชน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, ไม่มีอายุความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f709954a710f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2020 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2020 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชาวไทใหญ่&#039; จัดงานรำลึกวันกองทัพพม่าสังหารโหด 56 ชีวิตเมืองพันเกาะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.63 -&amp;nbsp;นาวสาวจ๋ามตอง นักสิทธิมนุษยชนไทใหญ่เปิดเผยว่าชุมชนชาวไทใหญ่ ในรัฐฉาน ได้ออกแถลงการณ์และจัดกิจกรรมทำบุญเพื่อรำลึกลึกถึงการสังหารหมู่ประชาชนรัฐฉาน จำนวน 56 ราย โดยกองทัพพม่า ที่น้ำตกตาดพาโฮ และทรายขาว ในเขตเมืองพันเกาะ หรือเมืองกุ๋นฮิง ในรัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นการสังหารหมู่ประชาชนโดยกองทัพพม่าในวันเดียวที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด ในช่วงที่มีปฏิบัตการกวาดล้างทางภาคกลางและภาคใต้ของรัฐฉาน ระหว่างปี 2539-2541&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักสิทธิมนุษยชนไทใหญ่กล่าวว่า ในวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ชาวบ้านรัฐฉาน ที่มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กๆ จำนวน 56 คน ถูกกองทัพพม่าสังหารอย่างโหดเหี้ยม&amp;nbsp;โดย 1 เดือนก่อนหน้านั้น ชาวบ้านถูกบังคับอพยพจากหมู่บ้านเดิมที่ริมแม่น้ำป๋าง ลำน้ำสาขาของแม่น้ำสาละวิน ให้ไปอยู่ที่เมืองกุ๋นฮิง โดยกองทัพพม่าได้อนุญาตให้ชาวบ้านกลับไปยังหมู่บ้านเดิมด้วยเกวียนเทียมวัว เพื่อเก็บข้าวสารและสิ่งของ แต่ระหว่างทาง ชาวบ้านกลุ่มนี้ถูกทหารพม่าจับกุม และยิงสังหารทั้งหมดตามคำสั่งที่ได้รับมา ที่พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำป๋าง ใกล้น้ำตกตาดพาโฮ โดยหลังจากการสังหารไม่ได้มีการเก็บศพ หรือทำพิธีใดๆ แต่ศพทั้งหมดถูกปล่อยให้เน่าสลายไปเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักสิทธิมนุษยชนชาวไทใหญ่ กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่มีผู้กระทำผิดจากการสังหารหมู่ครั้งนี้ให้ได้รับโทษ ไม่มีผู้รับผิดต่อการทรมาน ข่มขืน และสังหารประชาชนอีกหลายร้อยคนในรัฐฉาน ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองทัพพม่า ระหว่างปี2539-2540 ที่ถอนรากถอนโคนประชาชนกว่า 400,000 คน ใน15 เมืองของรัฐฉาน เป็นเหตุให้หมู่บ้านต่างๆ นับร้อยแห่งทางตอนใต้ของเมืองกุ๋นฮิง หรือที่รู้จักกันในชื่อ &amp;ldquo;เมืองฟันเกาะ&amp;rdquo; ยังคงถูกทิ้งร้างจนกระทั่งทุกวันนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้หนีมายังประเทศไทย และไม่สามารถกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนได้ เนื่องจากทหารพม่ายังคงอยู่ในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการสำรวจสำมะโนประชากรของพม่าเมื่อปี 2557 เจ้าหน้าที่รัฐบาลพม่าไม่ได้นับรวมประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในเขตเมืองกุ๋นฮิงจำนวนหลายหมื่นคน ทำให้ชาวบ้านเหล่านี้ไม่มีสัญชาติพม่า ไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา คือเมื่อ พ.ศ.2553 &amp;nbsp;และ พศ. 2558 และจะไม่มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งที่จะมาถึงในปลายปีนี้ด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขับไล่และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่ เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัฐบาลพม่า ในการขับไล่&amp;nbsp;ยึดครอง และแสวงหาประโยชน์จากพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ ในขณะที่รัฐบาลพม่าก็เดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบร้ายแรง อาทิ โครงการเขื่อนเมืองโต๋น หรือเขื่อนมายตง ในภาษาพม่า ซึ่งจะสร้างกั้นแม่น้ำสาละวิน ในรัฐฉาน โดยจะทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งท่วมหมู่บ้านต่างๆ ตามแม่น้ำป๋าง ในเมืองกุ๋นฮิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ทหารพม่าก็ยังคงปฏิบัติการรอบๆ พื้นที่หัวงานเขื่อน และปฏิบัติมิชอบกับประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นเราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุน หยุดแสร้งทำเป็นเหมือนมองไม่เห็นต่ออาชญากรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันของกองทัพพม่า และยุติความสัมพันธ์แบบปกติกับรัฐบาลพม่า จนกว่ากองทัพพม่าจะเข้ามารับผิด และจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ ที่รับประกันสิทธิและความปลอดภัยของชุมชนชาติพันธุ์ ที่ถูกทหารพม่าถือปืนขับไล่ออกจากแผ่นดินของตนเอง&amp;rdquo; นักสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง โครงการเขื่อนมายตง เป็น 1ใน 7 โครงการเขื่อนที่มีการวางแผนก่อสร้างบนแม่น้ำสาละวิน ในพม่า และพรมแดนไทย-พม่า โดยมีแผนที่จะส่งไฟฟ้าให้แก่จีน และไทย โดยก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า จะเป็นการลงทุนโดยรัฐวิสหากิจของจีน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68877</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวไทใหญ่, นักสิทธิมนุษยชน, เมียนมาร์-รัฐฉาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee8b7d13eb39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2019 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2019 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ดีกว่าแค่การประณาม!เปิด4ข้อเสนอ&#039;อังคณา&#039;หลังชรบ.ถูกยิงดับ15ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8พ.ย.62-นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Angkhana Neelapaiji มีเนื้อหาดังนี้ เหตุการณ์ยิงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และบาดเจ็บอีก 5 คน ที่ลำพะยาเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อคนทั่วประเทศ ชรบ. อรบ. และ อส. ถือเป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือน #Militias ที่จัดตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย โดยคาดหวังให้ประชาชนปกป้องตัวเอง ทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้าน รวมถึงเป็นกำลังเสริมในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่ากองกำลังพลเรือนเหล่านี้เป็นอาสาสมัคร ได้รับการฝึกฝนน้อยทั้งเรื่องการใช้อาวุธ และทักษะ มีงบประมาณไม่เพียงพอ และขาดอุปกรณ์ต่างๆในการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ทุกฝ่ายคงต้องถามตัวเองว่า #นอกจากการออกมาประนามผู้ก่อเหตุ และสร้าง #FakeNews #FalseNews เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อนักปกป้องสิทธิแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีมาตราใดบ้างในการในการแก้ปัญหา ส่วนตัวในฐานะที่ติดตามปัญหา จชต. มายาวนาน มีข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่าย คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) นอกจากการฝึกใช้กำลังอาวุธ กองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนควรได้รับ #การฝึกเพื่อเสริมทักษะในดูแลความปลอดภัยของตัวเอง เช่น การไม่จัดประชุมหรือมีการรวมกลุ่มกันในเวลาเดิมๆโดยเฉพาะในเวลาค่ำจนทำให้ง่ายแก่การถูกจ้องโจมตี
2) กองกำลังฝ่ายพลเรือนควร #มีวัสดุอุปกรณ์เพียงพอเพื่อปกป้องตนเอง เช่น #เสื้อเกราะกันกระสุน ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ (สังเกตุผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไม่สวมเสื้อเกราะกันกระสุน)
3) #การปฏิรูปงานการข่าว ปัญหาปฏิรูปงานการข่าวเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมาก มีการของบประมาณเพื่องานการข่าวจำนวนมากในทุกปี แต่ยังเกิดเหตุร้ายขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถป้องกันได้ (เหตุการณ์ยิง ชรบ. ครั้งนี้เชื่อว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุจำนวนมาก ทั่งคนดูต้นทาง คนโรยตะปูเรือใบ เผายางรถยนต์ฯ ทำให้สามารถปฏิบัติการได้ในเวลารวดเร็ว)
4) #การแก้ปัญหาโดยใช้การเมืองนำการทหาร ยอมรับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Inclusiveness) เปิดใจกว้างและอดทนอดกลั้นในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่มองคนคิดต่างเป็นศัตรู หยุดสร้างวาทกรรมการเกลียดชัง (hate speech) เพราะอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) ซึ่งยากจะแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้น่าจะดีกว่าแค่การประณาม หรือการสร้าง #IO เพื่อสร้างความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการโยนความผิดให้คนทำงานสิทธิ ทั้งที่ #รัฐเองมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิในชีวิตของบุคคลทุกคน
#AKN&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49798</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองนำการทหาร, ชรบ.ลำพะยา, นักสิทธิมนุษยชน, นางอังคณา นีละไพจิตร, สร้างความเกลียดชัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d443c0cb7012.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 00:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี้ส.ส.-NGOออกโรงต้านโจรใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าสรุปเหตุบึ้มป่วน 4 อำเภอ 6 จุดที่ยะลา ทำชาวบ้านบาดเจ็บ 10 ราย ประชาชนกว่าครึ่งแสนกระทบ จี้ &amp;ldquo;นักการเมืองในพื้นที่-นักสิทธิมนุษยชน&amp;rdquo; แสดงจุดยืนต่อต้านพวกสุดโต่ง &amp;ldquo;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ประสานเสียงสั่งเร่งหาตัวคนร้าย พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 21 ส.ค. ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีผู้ไม่หวังดีลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า, เสาสัญญาณโทรศัพท์ และตู้เอทีเอ็ม ใน 4 อำเภอคือ อ.เมืองยะลา, &amp;nbsp;ยะหา, บันนังสตา และธารโต จังหวัดยะลา ช่วงค่ำวันอังคาร ซึ่งสร้างความเสียหายและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย ในช่วงเช้าวันพุธ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐาน ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้เก็บหลักฐาน สำรวจความเสียหาย รวมทั้งเร่งแก้ไขเรื่องเสาไฟฟ้าและสายโทรศัพท์
ต่อมาที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้สรุปเหตุการณ์ใน 4 พื้นที่ 6 จุด ว่าเวลา 19.10 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดบริเวณเสาไฟฟ้า ริมถนนสาย 4065 บ้านเจาะบือแน หมู่ที่ 1 ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา ทำให้เสาไฟฟ้าเสียหาย 4 ต้น ราษฎรบาดเจ็บ 4 ราย และไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง, &amp;nbsp;19.40 น. คนร้ายวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทยและออมสิน ที่ท่ารถโดยสาร บ.คอกช้าง อ.ธารโต และวางระเบิดร้านรับซื้อขี้ยางในตลาดคอกช้าง รวมถึงเกิดเพลิงที่บ้านเรือนราษฎร ทำให้ชาวบ้านบาดเจ็บ 6 ราย ต่อมา 19.45 น. คนร้ายเผายางรถยนต์ บนถนนสาย 410 (ยะลา-เบตง) ก่อนถึงโรงงานสามดาวพาราวู้ด ที่บ้านเจาะบันตัง และเผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา, เวลา 19.50 น. เกิดเหตุ ระเบิดเสาไฟฟ้าที่หน้ามัสยิดกำปงนิบง ต.บุดี อ.เมืองยะลา เสาโค่นหักลงมาขวางถนน และเวลา 20.00 น. ระเบิดเสาทวนสัญญาณโทรศัพท์ดีแทค ที่ ม.3. ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา และเผายางรถยนต์ที่บ้านบันนังกูแว ต.บันนังสตา และในเวลาเดียวกันได้เกิดเหตุระเบิด ที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์ยาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา
&amp;ldquo;คนร้ายได้กระจายกำลังไปวางระเบิดตามจุดต่างๆ เน้นสิ่งสาธารณูปโภค โดยใช้ระเบิดแบบแสวงเครื่องบรรจุในกล่องเหล็กทรงกลม จุดชนวนด้วยการตั้งเวลา และยังพบการวางระเบิดเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะเข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้เรียบร้อยแล้ว แต่แรงระเบิดทำให้สาธารณูปโภคเสียหายจำนวนมาก ไฟฟ้าขัดข้องในหลายพื้นที่ มีประชาชนเดือดร้อนกว่า 53,400 คน และมีผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บรวม 10 ราย&amp;rdquo; พ.อ.ปราโมทย์กล่าว&amp;nbsp;
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ายังกล่าวอีกว่า &amp;nbsp;เหตุการณ์ครั้งนี้เห็นถึงความพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว การค้าการลงทุนและระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตร ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าจะเร่งรัดบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มก่อเหตุโดยเร็วที่สุด พร้อมขอให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และนักการเมืองในพื้นที่ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านและประณามการใช้ความรุนแรงดังกล่าว เพื่อปกป้องพิทักษ์สิทธิ และคืนความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสุดโต่ง
ด้านความเคลื่อนไหวของส่วนกลางนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่าได้สั่งการไปแล้วหลังเกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการติดตามสืบสวนสอบสวนกันอยู่ และมอบหมายให้หน่วยงานด้านการสาธารณสุขและ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเข้าไปช่วยดูแลด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งการเยียวยาต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้มีกติกาอยู่แล้ว ขณะนี้ก็ต้องติดตามเฝ้าระวังกันด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ระบุว่าต้องพูดคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ส่วนการป้องกันต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ต้องระวังให้มากขึ้น โดยขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย โดยเราพยายามทำทุกอย่างแล้ว ทั้งการระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุและอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งยะลาไม่ค่อยมีเหตุการณ์เกิดขึ้น &amp;nbsp;ต้องให้เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนและติดตามผู้กระทำความผิดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรยืนยันว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ต้องการให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง และไม่เกี่ยวกับเหตุระเบิดใน กทม. ส่วนการเดินหน้าพูดคุยสันติสุขเพื่อจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ยังคงมีอยู่ต่อไป ที่ผ่านมามีความคืบหน้าอยู่พอสมควร ส่วนหัวหน้าคณะพูดคุยยังไม่ได้ตั้งใหม่ ขณะที่การกำหนดโซนนิ่งในพื้นที่นั้น เร็วๆ นี้จะเพิ่มอีก 1 อำเภอ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงเหตุร้ายใน จ.ยะลา ว่ามีประชาชนบาดเจ็บ 8 คน เป็นผู้ใหญ่ 4 คน ชาย 2 คนและหญิง 2 คน และเด็กอีก 4 คน เป็นหญิงทั้งหมด ในส่วนของเด็กนั้น ได้รักษาและเดินทางกลับบ้านแล้ว ส่วนผู้ใหญ่ 4 คนอยู่ระหว่างรอการประเมินอาการของแพทย์ ซึ่ง พม.ยะลาได้เร่งลงพื้นที่ประเมินทางสังคมและได้เยียวยาความเสียหายตามเกณฑ์และระเบียบของทางราชการเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเสียใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ พร้อมทั้งได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งเข้าช่วยเหลือเยียวยาประชาชนบริสุทธิ์และเด็กที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด ควบคู่ไปกับการเร่งฟื้นฟูความเสียหายของระบบสาธารณูปโภคที่ถูกทำลาย เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติโดยเร็ว พร้อมได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งติดตามผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดมาดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว และให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังในพื้นที่และตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผู้ช่วย ผอ.รมน.) กล่าวว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นแล้ว ซึ่ง พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุ โดยช่วงที่ผ่านมาเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นมากน้อยสลับกันไป โดยเกิดขึ้นเป็นช่วงจังหวะ แต่ไม่ได้มากขึ้นจนถือเป็นนัยสำคัญหรือน่าห่วงใยอะไร เพราะไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นมากหรือน้อย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าก็ให้ความสำคัญ และทุ่มเทการทำงานเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้มากที่สุด&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า คนที่ไม่เข้าใจและยังมีการลอบก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเข้าถึงคนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เป็นธรรมดา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้นโยบายอยู่เสมอว่า เป็นธรรมดาที่คนหมู่มาก 77 ล้านคน จะให้ทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันสร้างการรับรู้และความเข้าใจ มุ่งมั่นทำความดีเพื่อช่วยเหลือประชาชน เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่งคนที่ไม่เข้าใจก็อาจเข้าใจในสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำได้
ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว พร้อมมีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอาชญากรรม เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราสถานที่ต่างๆ โดยขณะนี้ ผบช.ภ.9 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวนบูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวบรวมพยานหลักฐาน และพิสูจน์ถึงตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ พร้อมออกติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งสาเหตุนั้นเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ที่มุ่งหวังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ตัดประเด็นอื่นทิ้งไป
ด้านนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวประณามการก่อเหตุดังกล่าวว่า เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ผิดกฎหมาย และละเมิดต่อสิทธิในชีวิตและร่างกาย อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จึงขอให้ผู้ก่อเหตุหรือผู้อยู่เบื้องหลัง ยุติการกระทำความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และขอสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานความมั่นคง เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว มีมาตรการป้องกันการก่อวินาศกรรมทำลายทรัพย์สินของทางราชการและประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป ตลอดจนให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวอย่างทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาความไม่สงบและความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และสถาบันการศึกษา ต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการเฝ้าระวัง และปลูกฝังค่านิยมการปฏิเสธการใช้ความรุนแรง และการใช้ยุทธวิธีโจมตีสาธารณะที่สร้างความหวาดกลัว เพราะการใช้ความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหา แต่กลับจะยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรงของความแตกแยกในสังคมมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นายวัสกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43989</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอ.รมน., ต้านโจรใต้, นักสิทธิมนุษยชน, หนังสือพิมพ์, ออกโรงต้านโจรใต้, เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ, เร่งหาตัวคนร้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d56df5a069.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
