<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>​15 ตุลาใช้ศูนย์อีเอ็มดูแลนักโทษนอกเรือนจำ &#039;สมศักดิ์&#039; ดันร่างกฎหมายลดโทษจำคุกคดียาเสพติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.63 - &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ ว่า ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ศูนย์ควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดตามตัว หรือ กำไลอีเอ็ม จะเปิดใช้งานหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทดสอบระบบไปแล้ว &amp;nbsp;ซึ่งกระทรวงยุติธรรม ภายใต้ศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชน หรือ &amp;nbsp;ศูนย์JSOC (Safety Observation Ad hoc Center, Ministry of Justice) &amp;nbsp;เพื่อติดตามผู้ต้องขังที่กระทำผิดซ้ำ หรือคดีที่มีโทษร้ายแรง &amp;nbsp;จะเป็นหน่วยงานเพื่อประสานกับสังคมภายนอก ภายใต้กระบวนการยุติธรรมชุมชน &amp;nbsp;ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล &amp;nbsp;อำเภอ เป็นเครือข่ายดูแลเฝ้าระวัง โดยผู้ต้องขังต้องปรับตัวในสังคม เพราะการพักโทษนั้นคือการปล่อยให้กลับไปทำความดี ไม่ใช่ทำผิดซ้ำ หรือ หากกระทำผิดซ้ำจะถูกติดตามตัวนำตัวกลับเข้าสู่เรือนจำซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทำให้การปล่อยตัว พักโทษผู้ต้องขังได้จำนวนมากขึ้น และช่วยลดความแออัดในเรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการพิจารณาพักโทษนั้น ตามเงื่อนไขคือ เป็นผู้ต้องขังที่ได้รับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของจำนวนโทษที่ได้รับ และการพิจารณาพักโทษจะพิจารณาโดยคณะกรรมการพักโทษ โดยปกติแล้วจะผ่านพิจารณายาก เพราะกรรมการไม่มั่นใจว่าผู้ที่ถูกพักโทษจะไม่กระทำผิดซ้ำ ดังนั้นผู้ต้องขังที่จะได้รับการพักโทษ ต้องมีผู้ที่น่าเชื่อถือรับรอง กล่าวคือเป็นสิทธิของกรรมการพิจารณา ไม่ใช่สิทธิของผู้ต้องขัง ดังนั้นการนำกำไลอีเอ็มมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามตัวจะทำให้การพิจารณาพักโทษง่ายขึ้น อีกทั้งตนเตรียมเสนอแก้ไขกฎกระทรวงผู้ที่ได้รับการพักโทษ หากกระทำผิดซ้ำ จะได้รับโทษที่เหลืออยู่ ไม่ใช่เริ่มต้นรับโทษเต็มจำนวน เช่น ผู้ที่พักโทษ ไปใช้ชีวิตในสังคม 1 ปี แต่เดือนที่ 6 ทำผิดซ้ำ ต้องกลับมารับโทษในเรือนจำ​ 1 ปี ดังนั้นต้องแก้ไขเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้ต้องขังด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามอำนาจของผม ที่มีสิทธิพิจารณาปล่อยตัวผู้ต้องขัง ผมอาจจะพิจารณาปล่อยตัว หากจำคุกมาแล้ว 1 ใน 2 ของโทษที่ถูกตัดสิน หากผู้ต้องขังนั้นมีความประพฤติ ปฏิบัติดี และทำให้เกิดความมั่นใจว่าออกไปแล้วไม่ทำผิดซ้ำอีก โดยที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมมีแนวทางพัฒนาศักยภาพของผู้ต้องขัง ส่งเสริมและฝึกอาชีพ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สนับสนุนและพร้อมผลักดัน ทั้งนี้แนวทางฝึกอาชีพกระทรวงยุติธรรมเตรียมสร้างนิคมเพื่อฝึกงานนักโทษ ให้มีอาชีพ มีรายได้ และสร้างคนดีคืนสู่สังคม&amp;rdquo; นายสมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่าปัจจุบันนักโทษในเรือนจำ กว่า 3.8 แสนคนนั้น พบว่าเป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด กว่า 80% &amp;nbsp;และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาต้องออกเป็นกฎหมาย &amp;nbsp;โดยขณะนี้มีร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่ผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา และฉบับสำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญร่วมของรัฐสภา &amp;nbsp;ซึ่งเนื้อหานั้นจะทำให้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดในปัจจุบันได้รับอานิสงส์เรื่องจำนวนปีที่ติดคุก หรือได้รับการลดโทษ ขณะเดียวกันผู้ที่ค้ายาเสพติดจะถูกยึดทรัพย์ตามมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้จากการค้ายาเสพติด และผลักดันร่างกฎหมาย ให้ปลดล็อคกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด โดยมีเงื่อนไขใช้ใบกระท่อมเป็นพืชสมุนไพร และเป็นพืชทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นคาดว่า 3-4 เดือนจะผลักดันสำเร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เนื้อหาของร่าง​ พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติด นั้น จะแก้ไขการลงโทษจำคุก จากเดิมที่กำหนดช่วงเวลา เช่น &amp;nbsp;มียาบ้า 1 เม็ดจากประเทศลาว โทษคือ 10 ปีถึงตลอดชีวิต ร่างกฎหมายใหม่แก้ไข ไม่เกิน15​ ปี, การครอบครอง เพื่อเสพไม่เกิน 15 เม็ด โทษเดิมคือ จำคุก 6 เดือนถึง 3 ปี ของใหม่คือ ไม่เกิน 2ปี คือเปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลยพินิจการตัดสินลงโทษ ตามเหตุและผล ซึ่งผู้ต้องขังปัจจุบันจะได้รับอานิสงส์ด้วย &amp;nbsp;แต่การผลักดันร่างกฎหมายนี้จำเป็นต้องใช้เวลา ดังนั้นผู้ต้องขังต้องบอกญาติข้างนอก ว่า อย่าเดินขบวนให้รุนแรง เพราะรัฐบาลหรือรัฐสภาอยู่ไม่ได้ หากกฎหมายไม่ผ่านจะยุ่งกันใหญ่ หรือหากสะดุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนต่อไปไม่ทราบว่าจะทำให้หรือไม่ ทั้งนี้สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีพร้อมจะผลักดัน ภายในปีงบประมาณ 2564 ทำให้สำเร็จให้ได้&amp;rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม &amp;nbsp;กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80056</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, กำไลอีเอ็ม, นักโทษ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, เรือนจำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201010/image_big_5f8151e625f62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่รอด! ตร.จับนักโทษแหกคุกบุรีรัมย์รายสุดท้าย ซัดทอดขาใหญ่บงการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค. 63 - เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. พ.ต.อ.อัษฎไนย ป้องกัน ผกก.สภ.คูเมือง พ.ต.ท.มานิตย์ สร้อยจิตร รอง ผกก.ป.หัวหน้าชุดปฎิบัติการปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รอง ผกก.สส.สภ.เมืองบุรีรัมย์ ร.ต.อ.สุวัฒน์ นามมงคล สว.กก.สส.1 บก.สส.ภ.3&amp;nbsp; พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดภูธรจังหวัด&amp;nbsp; สภ.คูเมือง&amp;nbsp; สภ.เมืองบุรีรัมย์ และฝ่ายปกครอง อ.คูเมือง&amp;nbsp; ได้สนธิกำลังติดตามไล่ล่าจับกุม นักโทษชาย ธัณยพงศ์&amp;nbsp; สินพูน&amp;nbsp; อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 5 บ้านโนนเมือง ต.พรสำราญ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ร่วมกันก่อเหตุจลาจล เผาเรือนจำ และหลบหนีออกจากเรือนจำ เมื่อช่วงสายของวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวนักโทษชายที่ร่วมกันก่อเหตุ และหลบหนีออกจากเรือนจำได้เกือบครบทั้งหมดแล้ว&amp;nbsp; เหลือเพียง นักโทษชาย ธันยะพงศ์&amp;nbsp; สินพูน&amp;nbsp; เป็นรายสุดท้ายที่ยังหลบหนีอยู่&amp;nbsp; โดยเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนติดตามเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; กระทั่งทราบว่าช่วงสายของวันที่ 30 มี.ค.63 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบบุคคลต้องสงสัยคล้ายกับ นักโทษชาย&amp;nbsp; ธันยพงศ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ยังหลบหนีการจับกุม&amp;nbsp; มาอยู่แถวบริเวณป่าใกล้กับลำคลองคูเมืองโบราณของหมู่บ้านโนนเมือง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนักโทษชาย ธันยะพงศ์&amp;nbsp; ชุดจับกุมจึงได้จัดกำลังปูพรมค้นหา&amp;nbsp; กระทั่งพบรถจักรยานยนต์ และเสื้อผ้าที่นักโทษชายธันยพงศ์ ได้ขโมยมาจากหอพักใกล้กับเรือนจำ&amp;nbsp; ขณะหลบหนีถอดทิ้งไว้ ชุดจับกุมจึงได้วางกำลังดักรอบหมู่บ้านโนนเมือง และหมู่บ้านใกล้เคียง รวมถึงจัดชุดเดินเท้าสำรวจตามหมู่บ้าน ป่า ทุ่งนา และไร่อ้อยในพื้นที่บริเวณดังกล่าว แต่ก็ยังไม่พบวี่แววของ นักโทษชายธันยพงศ์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.วันนี้ 31 มี.ค.63 ชุดจับกุมก็ได้รับแจ้งว่าพบบุคคลต้องสงสัยคล้ายกับ นักโทษชายธันยพงศ์ ในสภาพไม่สวมเสื้อ ลายสักเต็มตัว นุ่งกางเกงขาสั้น ได้เดินเท้ามาอยู่ในละแวกบ้านผักกาดหญ้า ต.พรสำราญ อ.คูเมือง ซึ่งอยู่ติดถนนสายบุรีรัมย์-พุทไธสง และอยู่ห่างจากจุดที่ นักโทษชายธันยพงศ์ จอดรถจักรยานยนต์ และถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ประมาณ 3 กิโลเมตร ชุดจับกุมจึงได้ปูพรมค้นหาอย่างไม่ลดละท่ามกลางความมืด กระทั่งเวลา 01.30 น.&amp;nbsp; ก็พบตัว นักโทษชายธันยพงศ์ แอบซุกซ่อนตัวอยู่ข้างพุ่มไม้ริมถนนสายบุรีรัมย์-พุทไธสง&amp;nbsp; บ้านผักกาดหญ้า ต.พรสำราญ อ.คูเมือง ในสภาพอิดโรย&amp;nbsp; จึงเข้าทำการควบคุมตัว&amp;nbsp; ก่อนนำตัวมาทำการสอบสวน และควบคุมตัวไว้ที่ห้องขังของ สภ.คูเมือง&amp;nbsp; เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
จากการสอบสวน นักโทษชาย ธันยพงศ์&amp;nbsp; ให้การยอมรับสารภาพว่า วันเกิดเหตุตนเองพร้อมกลุ่มนักโทษ ได้ทำการทุบกำแพงพร้อมตัดกรงเหล็ก ออกมาจากบริเวณช่องทางเยี่ยมญาติของเรือนจำบุรีรัมย์ แล้วพากันวิ่งหลบหนีข้างกำแพงเรือนจำ วิ่งอ้อมไปทางด้านหลังเรือนจำ พอไปถึงโรงแรมหรือหอพักได้พากันเข้าไปขโมยเสื้อผ้า และรถจักรยานยนต์ขับหลบหนี โดยได้แยกย้ายกันหลบหนี ระหว่างนั้นตนเองวิ่งตกลงไปในบ่อระเบิดหิน และได้หลบซ่อนตัวอยู่ในนั้น&amp;nbsp; กระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน จึงได้ปีนขึ้นมาจากบ่อระเบิดหิน แล้วไปเอารถจักรยนต์ที่จอดทิ้งไว้บริเวณหอพักของน้องสาว ที่หมู่บ้านโคกเขา ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ ที่ตนได้ฝากไว้ก่อนถูกจับกุม แล้วขับหลบหนีมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านโนนเมือง ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยได้ซุกซ่อนตัวอยู่ในป่า กระทั่งช่วงสายทราบว่าได้มีตำรวจมาติดตามจับกุมตัว&amp;nbsp; จึงได้จอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ และถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ ก่อนจะเดินหลบหนีและซุกซ่อนตัวอยู่ตามป่า และทุ่งนาเรื่อยมา จนถึงหมู่บ้านผักกาดหญ้า และมาถูกจับกุมตัวได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นักโทษชาย ธันยพงศ์ บอกด้วยว่า เหตุการณ์จลาจลครั้งนี้ ทราบเพียงว่า ก่อนหน้านี้ได้มีขาใหญ่ในเรือนจำ ได้เรียกตัวพ่อบ้านของแต่ละบ้าน คือขาใหญ่ของนักโทษแต่ละอำเภอ ไปพูดพูดคุยกันว่าจะทำการแหกคุกในวันที่ 29 มี.ค.63 โดยระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวต้มอยู่ ได้เห็นเพื่อนนักโทษลุกฮือก่อเหตุจลาจล จึงได้ไปร่วมกับเพื่อนนักโทษช่วยกันทุบทำลายกำแพงประตู ตัดกรงเหล็กแล้วทำการหลบหนี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับ นักโทษชาย ธันยพงศ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด จับกุมตัวได้พร้อมกับแฟนสาว ที่หมู่บ้านโคกเพชร ต.พรสำราญ อ.คูเมือง พร้อมของกลางยาบ้า 1,000 กว่าเม็ด ยาไอซ์จำนวนหนึ่ง อาวุธปืนพกสั้นขนาด .357 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนอีกกว่า 100 นัด โดยขณะทำการจับกุม นักโทษชาย ธันยพงศ์&amp;nbsp; ได้ทำการต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับบาดเจ็บถึง 3 นาย&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ยังเคยต้องโทษในคดียาเสพติดมาแล้ว และพึ่งพ้นโทษมาได้เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ก่อนจะถูกจับกุมครั้งล่าสุดอีก เมื่อเดือนต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ก่อนจะทำแหกคุก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61561</URL_LINK>
                <HASHTAG>จลาจล, ธันยะพงศ์ สินพูน, นักโทษ, เรือนจำบุรีรัมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e82cac983801.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุกขอนแก่นคุมเข้มป้องจลาจลซ้ำบุรีรัมย์! หลังรับ250นักโทษดูแลชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 63 &amp;ndash; ที่เรือนจำกลางขอนแก่น&amp;nbsp; ถ.ศรีจันทร์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น เมื่อเวลา 09.30 น. นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย นายสมมาตย์ สุราช ผู้บัญชาการเรือนจำกลางขอนแก่น และ นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นลงพื้นที่เรือนจำกลางขอนแก่น เพื่อตรวจติดตามมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมตรวจเยี่ยมนักโทษที่เดินทางจากเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ถูกส่งตัวมาทำการควบคุมชั่วคราวมาที่เรือนจำกลางขอนแก่น ภายหลังเกิดเหตุจลาจลภายในเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจเยี่ยมมาตรการการรักษาความสะอาดภายในโรงครัว โรงนอน และสถานที่ต่างๆทั่วบริเวณเรือนจำ ซึ่งมีการตั้งจุดล้างมือ มีภาชนะสำหรับการทานอาหาร แก้วน้ำ ช้อน ส้อม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งมีการแยกใช้เป็นของส่วนตัว ตามมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งจุดเยี่ยมญาติที่มีประชาชนเดินทางมาเยี่ยมผู้ต้องขังภายในเรือนจำก็จะมีการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์สื่อสารแทนการพูดคุยในการเยี่ยมผู้ต้องขัง ซึ่งมาตรการในเรื่องของความสะอาดเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยในภาพรวมทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์จลาจลภายในเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์จนสถานที่เกิดความเสียหายอยู่ระหว่างการซ่อมแซม นักโทษภายในเรือนจำจึงต้องเคลื่อนย้ายไปตามเรือนจำต่างๆ โดยที่เรือนจำกลางขอนแก่นนั้น มีนักโทษจากเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์เข้ามาอยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่นเป็นการชั่วคราวจำนวนทั้งสิ้น 250 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จังหวัดจะมีการพูดคุยเพื่อวางมาตรการร่วมกันกับทางเรือนจำกลางขอนแก่น เพื่อป้องกันเหตุจลาจลซ้ำรอยเกิดขึ้นภายในเรือนจำ โดยเฉพาะการให้ความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ ซึ่งทางเรือนจำและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนมีมาตรการการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างรัดกุม และเป็นมาตรฐาน พร้อมทั้งการให้กำลังใจแก่ตัวนักโทษทุกคน ไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก หวาดกลัว และเกิดความวิตกจนเข้าใจผิดและเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น พร้อมทั้งในวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ในเรือนจำกลางขอนแก่นก็จะมีการให้ความรู้ความเข้าใจ และให้กำลังใจแก่นักโทษของเรือนจำกลางขอนแก่นและเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ที่เดินทางเข้ามาใหม่ทั้งหมด ยืนยันให้การดูแลนักโทษทุกคนเท่าเทียมกัน ขอให้ญาติของนักโทษทุกคนได้มีความสบายใจทั้งในเรื่องของความเป็นอยู่และความสะอาดภายใต้มาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19ในระยะนี้&amp;quot; ผู้ว่าฯขอนแก่น ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61435</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอนแก่น, คุกบุรีรัมย์, นักโทษ, สมศักดิ์ จังตระกุล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e8172ba87a78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักโทษบุรีรัมย์แหกคุกอ้างโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักโทษผวาโควิด! 100 คนฮือก่อหวอดเผาเรือนจำบุรีรัมย์ อธิบดีราชทัณฑ์ลงพื้นที่บัญชาการเองร่วมกับ ตร.-ทหาร ปราบจลาจลสำเร็จล่าแหกคุกได้ 7 ราย นายกฯ สั่งสอบเหตุจูงใจ เชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อพรวดวันเดียว 10 ราย ยะลาตายรายแรกชายวัย 54 ป่วยหลังกลับจากมาเลย์ &amp;quot;ภูเก็ต&amp;quot; ประกาศปิดเมือง 1 เดือนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก สภ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ว่าเวลาประมาณ 11.30 น. ได้รับแจ้งจากเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ ว่ามีเหตุนักโทษก่อเหตุจลาจลภายในเรือนจำ และมีเพลิงไหม้ภายในเรือนจำ พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและร่วมกันควบคุมเพลิงไหม้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างควบคุมเพลิง อีกทั้งได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปรามเข้ามาตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการซักถามพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุเบื้องต้นทราบว่า ภายในเรือนจำมีนักโทษทั้งหมดประมาณ 2,100 คน โดยมีนักโทษประมาณ 100 คน ได้ปลุกระดมก่อความวุ่นวายและจุดไฟเผาภายในเรือนจำ ซึ่งมีนักโทษส่วนหนึ่งได้ลักลอบหลบหนีออกไป เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างไล่กล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี และเร่งไล่ล่านักโทษที่หลบหนีกลับมารับโทษต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอฝากเตือนไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลบหนี หรือให้การสนับสนุนในการหลบหนีหรือให้ที่พักอาศัย จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยเช่นกัน จึงขอความร่วมมือจากญาติและบุคคลใกล้ชิดของผู้ต้องขังเกลี้ยกล่อมขอให้เข้ามอบตัว และหากผู้ใดพบเห็นสามารถแจ้งเบาะแสได้ สำหรับพี่น้องประชาชนคนใดทราบเบาะแสหรือมีข้อมูลของคนร้าย สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โทร.1599 หรือ สภ.เมืองบุรีรัมย์ โทร. 0-3461-2240 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (รอง ผบช.ภ.3) เปิดเผยว่า สาเหตุเกิดจากความกดดันของนักโทษ ประกอบกับมีคนปล่อยข่าวลือว่ามีนักโทษติดเชื้อโควิด-19 ทำให้นักโทษพยายามแหกคุกเพื่อเอาชีวิตรอด เบื้องต้นควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และกำลังติดตามนักโทษที่หลบหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 13.45 น. กรมราชทัณฑ์ชี้แจงกรณีที่มีเหตุจลาจลในเรือนจำ จ.บุรีรัมย์ ว่ากรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการคลี่คลายสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดย พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์, พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เดินทางเพื่อบริหารสถานการณ์ด้วยตนเอง คาดว่าอีกไม่นานจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบโดยทั่วกันอย่างรวดเร็วต่อไป
จับนักโทษแหกคุก 7 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ได้รับรายงานในเบื้องต้นแล้ว และขณะนี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ได้ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้รับรายงานว่า เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์มีผู้ต้องขังกว่า 2,000 คน แต่กลุ่มผู้ต้องขังที่ก่อเหตุมีเพียงประมาณ 100 คน ซึ่งได้เริ่มพังห้องเยี่ยมญาติ โดยได้ทุบทำลายประตูและกระจกภายในห้องเยี่ยมญาติจนได้รับความเสียหายแตกกระจัดกระจาย รวมถึงพื้นห้องที่เป็นกระเบื้อง ก็แตกพังเสียหาย นอกจากนี้ยังทำลายสิ่งของอื่นๆ? &amp;nbsp;ภายในห้องด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุขึ้นทางเรือนจำได้ประสานขอกำลังสนับสนุน ทั้งตำรวจ ทหาร พร้อมประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ช่วยกันระงับเหตุ รวมถึงตั้งด่านสกัดจับบริเวณโดยรอบทั้งหมด ซึ่งจากข้อมูลผู้ต้องขังสามารถหลบหนีออกจากเรือนจำไปได้จำนวนหนึ่ง แต่เวลานี้จับได้แล้วจำนวน 7 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ต้องขังอาศัยใช้จังหวะที่ผู้คุมเรือนจำกำลังปรับปรุงห้องกักโรค โดยได้เผาทำลายโรงเลี้ยงอาหาร ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานผู้เสียชีวิต ทั้งนี้คาดว่าการก่อเหตุน่าจะมาจากกลุ่มผู้ต้องขังก่อหวอดในเรื่องของโควิด-19 และกลุ่มผู้ต้องขังนี้ยังถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มนักโทษหนัก นอกจากนี้ยังได้รับรายงานล่าสุดว่าภายหลังเกิดเหตุทางเรือนจำได้กันผู้ต้องขังที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นเรือนนอนทั้งหมดแล้ว&amp;quot; รมว.ยุติธรรมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ซึ่งขณะนี้จับกุมนักโทษที่หลบหนีออกมาได้แล้ว 7 นาย และนำส่งนักโทษที่ได้รับบาดเจ็บไปโรงพยาบาล 2 คน ส่งกลับเรือนจำ 5 คน และติดตามจับกุมนักโทษที่หลบหนีต่อไป ทั้งนี้ ก?รม?ราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จะเร่งสอบสวนเพื่อชี้แจงถึงมูลเหตุแรงจูงใจการก่อความวุ่นวายในครั้งนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เวลา 19.30 น. พ.ต.อ.ณรัชต์พร้อมคณะได้แถลงความคืบหน้าของเหตุการณ์ว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ ได้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่มีการคัดแยกผู้ต้องขังที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ออกมาได้ประมาณ 1,000 คน ไปฝากขังตามเรือนจำใกล้เคียง และควบคุมตัวไว้ก่อนบางส่วน โดยยังมีผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำอีกประมาณ 500 คน ซึ่งขณะเข้าควบคุมไม่มีการต่อสู้ขัดขวางแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบพบว่าอาคารภายในถูกเพลิงไหม้ และทำลายได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด ไม่สามารถใช้การได้ ส่วนกลุ่มผู้ต้องขังบางส่วนมีการใช้มีด และวัสดุดัดแปลงเป็นอาวุธ ไม่มีอาวุธปืน โดยจำนวนผู้หลบหนีจะมีการสอบสวนให้แน่ชัดก่อน แต่เบื้องต้นไม่มีเจ้าหน้าที่ ผู้ต้องขังเสียชีวิต หรือบาดเจ็บสาหัส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้เชื้อไวรัสโควิด-19 จังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่เพิ่มอีก 1 ราย รวมมีผู้ติดเชื้อสะสมแล้ว 14 ราย โดยผู้ติดเชื้อรายล่าสุดเป็นหญิงอายุ 66 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านท่าอ่าง หมู่ 3 ตำบลท่าอ่าง อำเภอโชคชัย และเป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยงมีความใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อรายที่ 7, 8 และ 9 ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมาจึงมีมติปิดหมู่บ้านในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลท่าอ่าง รัศมี 150 เมตร เป็นเวลา 14 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเฉพาะกิจจังหวัดเชียงใหม่? นพ.วรเชษฐ? เต๋ชะรัก? ผอ.รพ.นครพิงค์ ?โฆษกศูนย์?ข้อมูล?ฯ แถลงว่า จังหวัดเชียงใหม่?มีผู้ติดเชื้อยืนยันเพิ่มรายใหม่อีก 10 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มครอบครัวที่กลับจากประเทศอังกฤษ &amp;nbsp;1 ราย และ 2.กลุ่มที่สัมผัสกับผู้ป่วยซึ่งเป็นดีเจในสถานบันเทิงผับ 9 ราย ทำให้มียอดสะสมผู้ติดเชื้อโควิด?-19? รวม? 30? ราย? หายกลับบ้านไปแล้ว 1 ราย และค่ำวันนี้จะมีผู้ป่วยที่หายกลับบ้านอีก? 4? ราย รวมหาย? 5? ราย? แต่มี? 1? รายอาการหนัก เพราะมีโรคประจำตัวเป็นไตวาย?
ยะลาตายรายแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ยะลา นพ.สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา เปิดเผยสถานการณ์โควิด-19 จังหวัดยะลา ว่าผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 7 ราย รวมสะสม 35 ราย เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งนับเป็นรายแรกของจังหวัดยะลา โดยผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย อายุ 54 ปี อาชีพค้าขาย สัญชาติไทย นับถือศาสนาอิสลาม มีประวัติเดินทางไปประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 12 มี.ค. เพื่อส่งบุตรสาวที่เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน และเดินทางกลับวันที่ 13 มี.ค. เริ่มป่วยวันที่ 15 มี.ค. และไปพบแพทย์ในวันที่ 16 มี.ค. โดยผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยผลตรวจยืนยันเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 วันที่ 18 มี.ค. ทีมแพทย์ให้การรักษาอย่างเต็มที่ แต่อาการไม่ดีขึ้นและเสียชีวิต สำหรับผู้สัมผัสร่วมบ้าน มีจำนวน 5 คน พบ 2 ราย เป็นผู้ป่วยยืนยันนอนพักรักษาตัวใน รพ.อีก 3 รายไม่พบเชื้อและแยกกักตัวเองอยู่ที่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงานว่า จังหวัดปัตตานียังพยายามควบคุมสถานการณ์การแพร่เชื้อ เพราะเป็นจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยพบผู้ติดเชื้อใหม่ 7 ราย รวมมีผู้ป่วย 41 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อจากทำกิจกรรมเผยแผ่ศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย และมาจากการสัมผัสกลุ่มนี้ นอกจากนี้ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ยังคงมีการติดตามกลุ่มแรงงานที่กลับจากมาเลเซียและที่กลับจาก กทม.อย่างต่อเนื่อง หลังจากทราบข่าวว่าไม่กักตัวเอง 14 วันตามคำสั่งของรัฐ ซึ่งอีกจำนวนกว่า 100 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางจังหวัดปัตตานีจึงออกมาตรการเข้มข้นขึ้น โดยมีหนังสือแจ้งนายอำเภอทุกอำเภอ ชุมชนทุกชุมชน และผู้นำในพื้นที่ ยกระดับความเข้มงวดในการผ่านด่านทั้งคนและยานพาหนะ อาทิ ด่านขาออกทั้งหมดห้ามผ่านยกเว้นตามคำสั่ง และหรือที่หัวหน้าด่านตรวจพิจารณาว่าจำเป็น ห้ามรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารรับจ้าง หรือยานพาหนะอื่นใดที่มีผู้โดยสารผ่านเข้า-ออก หากมีความจำเป็นให้ควบคุมรถโดยสารดังกล่าวไปรายงานตัวที่โรงยิม สนามกีฬา อบจ.ปัตตานี เพื่อทำการคัดกรอง และสั่งให้อำเภอท้องที่มารับตัวไปกักกันต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ภูเก็ต ในช่วงค่ำ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต ได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องก่อนออกประกาศฉบับที่ 11/2563 เรื่องปิดช่องทางเข้า-ออกจังหวัดภูเก็ต ซึ่งสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว คือ กำหนดปิดช่องทางเข้า-ออกพื้นที่จังหวัดภูเก็ตทั้งทางน้ำและทางบก ยกเว้นช่องทางเดินอากาศ ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปิดทางบก ทางน้ำสามารถทำได้ทันที แต่ทางอากาศ ต้องประสานให้ทุกหน่วยเตรียมตัวล่วงหน้า ซึ่งกำหนดปิดทางอากาศ ในวันที่ 10 เม.ย.นี้&amp;quot; นายภัคพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ การเฝ้าระวังคนไทยกรณี COVID-19 พื้นที่สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กองทัพเรือ และกระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS จำนวน 83 คนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 15 มี.ค.63 ซึ่งครบกำหนด 14 วันในการเฝ้าดูอาการแล้ว และทั้งหมดตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 โดยบรรยากาศในวันนี้เป็นไปอย่างชื่นมื่น ทุกคนดีใจที่ได้พบหน้าผู้ปกครอง ก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายกันเดินทางกลับ บางส่วนครอบครัวไม่ได้เดินทางมารับ ทางกองทัพเรือได้จัดรถบัส 1 คัน และรถตู้ 1 คัน นำทั้งหมดไปส่งยังสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สถานีขนส่งหมอชิต สถานีขนส่งเอกมัย และสถานีขนส่งสายใต้ เพื่อเดินทางต่อกลับไปยังภูมิลำเนาของแต่ละคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61395</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, นักโทษ, นักโทษก่อหวอด, นักโทษแหกคุก, ปราบจลาจล, ราชทัณฑ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เผาเรือนจำบุรีรัมย์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200329/image_big_5e80bb2333467.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!นักโทษผูกคอตายในห้องพยาบาลเรือนจำกระบี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค.62- พ.ต.ต.ประพันธ์ หนูชัยแก้ว สารวัตรสอบสวนสภ.เมืองกระบี่ รับแจ้งจากทางเรือนจำจังหวัดกระบี่ว่า มีเหตุนักโทษผูกคอตัวเองเสียชีวิต หลังรับแจ้งจึงประสานแพทย์ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.กระบี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ โดยที่ห้องพยาบาลของเรือนจำ พบผู้เสียชีวิต คือนายยุทธพล มายชะนะ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 139 หมู่ 2 ต.สินปูน อ.เขาพนม จ.กระบี่ สภาพศพใช้เชือกกางเกงขาสั้นผูกติดกับหัวเตียงผูกคอตัวเองในลักษณะนอนคว่ำอยู่ใต้เตียง เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของเรือนจำ พบว่าผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในคดี ช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนี เมื่อปี 2560 ของ สภ.เขาพนม จังหวัดกระบี่ ซึ่งติดคุกอยู่และป่วยพิการจากการถูกรถชนก่อนถูกจับกุม ได้พักนอนอยู่ในอาคารพยาบาลของเรือนจำ ได้เข้าไปในห้องตามปกติ และตอน 3 ทุ่มครึ่ง ได้เห็นลักษณะนอนอยู่ใต้เตียงแล้วทุ่มตัวเองลงบนพื้นแล้วแน่นิ่งไป จากนั้นช่วงเวลา 05.30 น. ทางเรือนจำได้เช๊คยอด พบว่าผู้ตายไม่ออกมา จึงได้ไปตรวจสอบจนพบว่าเสียชีวิตแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่พร้อมหน่วยงานต่างๆให้เข้าตรวจสอบดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุการผูกคอในครั้งนี้ เบื้องต้นทราบว่า ผู้ตายเคยใช้เชือกกางเกงผูกคอมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเพื่อนนักโทษเห็นได้ช่วยเหลือไว้ได้ โดยผู้ตายบ่นว่าเครียดจากอาการบาดเจ็บที่ขาช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ จึงคิดสั้น จนครั้งนี้ได้ผูกคอตัวเองเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นนำร่างผู้ตายไปเก็บไว้ที่ รพ.กระบี่ และแจ้งทางญาติมารับศพเพื่อตรวจสอบร่วมกันต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53591</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักโทษ, สภ.เมืองกระบี่, เรือนจำจังหวัดกระบี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b0608373c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2019 21:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2019 21:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทสโกสอบการ์ดคริสต์มาสแฉจีนใช้แรงงานนักโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บริษัทเทสโก เจ้าของเครือซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่สุดของอังกฤษ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทยุติการผลิตการ์ดอวยพรคริสต์มาสจากโรงงานจีนแล้ว ภายหลังลูกค้าพบการ์ดเขียนข้อความขอความช่วยเหลือจากนักโทษต่างชาติในเรือนจำที่ถูกบังคับใช้แรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า หนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ของอังกฤษรายงานว่า เด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่ทางใต้ของกรุงลอนดอนพบเห็นข้อความในการ์ดคริสต์มาสใบหนึ่งที่เป็นรูปลูกแมวสวมหมวกซานตาคลอสเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน เขียนว่า &amp;quot;พวกเราเป็นนักโทษชาวต่างชาติในเรือนจำชิงผู่ เมืองเซี่ยงไฮ้ของจีน ถูกบังคับให้ทำงานโดยขัดต่อเจตนารมณ์ของพวกเรา โปรดช่วยพวกเราและแจ้งต่อองค์กรสิทธิมนุษยชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกหญิงของเทสโกกล่าวว่า บริษัทช็อกกับข่าวนี้ และได้ระงับการผลิตที่โรงงานเจ้อเจียง หยุนกวง ปรินติง ที่ผลิตการ์ดเหล่านี้โดยทันที บริษัทจะไม่ยอมให้มีการใช้แรงงานนักโทษในห่วงโซ่อุปทานของเรา และได้เปิดการสอบสวนเรื่องนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่า บริษัทมีระบบการตรวจสอบที่ครอบคลุม ซัพพลายเออร์รายนี้ผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระเมื่อเดือนที่แล้ว และไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าพวกเขาทำผิดกฎของบริษัทด้วยการใช้แรงงานนักโทษ หากพบหลักฐานว่ามีการทำผิดกฎนี้ บริษัทจะตัดชื่อซัพพลายเออร์รายนี้อย่างถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของซันเดย์ไทมส์กล่าวด้วยว่า ข้อความในการ์ดแผ่นนี้ ซึ่งขายระดมทุนเพื่อการกุศล ยังร้องขอให้ผู้ที่เห็นข้อความนี้ติดต่อ &amp;quot;คุณปีเตอร์ ฮัมฟรีย์&amp;quot; และพ่อของเด็กหญิงได้ค้นหาชื่อนี้ทางอินเทอร์เน็ตจนพบว่าเขาเป็นอดีตนักข่าวที่เคยติดคุกชิงผู่นาน 9 เดือน พ่อของเด็กจึงติดต่อไปที่ฮัมฟรีย์ ซึ่งได้ติดต่ออดีตนักโทษคนอื่นอีกหลายรายและได้รับคำยืนยันว่านักโทษต่างชาติในเรือนจำนั้นทำการ์ดให้เทสโก ฮัมฟรีย์จึงนำเรื่องราวนี้มาเขียนลงไทมส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตนักข่าวรายนี้ถูกจับพร้อมกับภรรยาชาวอเมริกันเชื้อสายจีนเมื่อปี 2556 ฐานต้องสงสัยว่าครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างผิดกฎหมาย พวกเขาอ้างว่าถูกบังคับให้รับสารภาพ ทั้งคู่ถูกตัดสินเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 และถูกเนรเทศเดือนมิถุนายนปีถัดมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53035</URL_LINK>
                <HASHTAG>การ์ดคริสต์มาส, นักโทษ, บังคับใช้แรงงาน, เทสโก, เรือนจำชิงผู่, โรงงานจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191222/image_big_5dff77825e0fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปารีณา&#039;ฉะ&#039;ไก่&#039; อย่ายกนักโทษขี้โกงที่ไม่มีใครอยากจับมือด้วยมาเทียบกับ&#039;บิ๊กตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.62- &amp;nbsp; น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อความระบุว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความสำคัญในการบริหารประเทศ มากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีว่า ตนเห็นเรื่องนี้จากการอ่านข่าว ก็ไม่มั่นใจว่านายวัฒนาเป็นผู้เขียนเองหรือไม่ หรือมีใครสั่งให้เขียนหรือเปล่า เชื่อว่าทุกประเทศต่างก็มีทูตอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะรู้ดีว่า เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย และพฤติกรรมของนายทักษิณ ที่ได้กระทำความผิดข้อหาอะไรบ้างในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่จะเอาผู้ต้องหาหนีคดีอย่างนายทักษิณ มาเปรียบเทียบกับ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่น่าจะสมควรเพราะเหมือนกับการนำนักโทษไปเปรียบเทียบกับทหารที่มีเกียรติที่ทำประโยชน์เพื่อนประเทศชาติ เห็นได้จากเวลาที่พล.อ.ประยุทธ์ไปต่างประเทศ ทุกคนก็อยากจะจับมือ แต่ นายทักษิณ คงไม่มีใครอยากจับมือด้วย&amp;rdquo;น.ส.ปารีณา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ปารีณา กล่าวต่อว่า พฤติกรรมคอร์รัปชั่นของ นายทักษิณ มีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อให้ไปทำเครือข่ายโทรศัพท์ แล้วอุปกรณ์ที่ซื้อก็ซื้อจากบริษัทของตนเอง นำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบาย แต่ก็คงจะอดชื่นชมนายสุรเกียรติ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ไม่ได้ ที่ท่านได้ไปให้ข้อมูลต่อกรรมการ คตส.และต่อศาลที่เป็นประโยชน์ต่อคดีมาก ท่านเป็นรัฐมนตรีน้ำดี ทำเพื่อความถูกต้อง รักษาผลประโยชน์ให้กับประเทศ ต่างกับรัฐมนตรีหลายๆคนในยุคนายทักษิณที่มีคดีทุจริตติดตัวเต็มไปหมด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49555</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ-บิ๊กตู่, น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์, นักโทษ, นายวัฒนา เมืองสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc0e84f3a0df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
