<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>2255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Transformation องค์กรกันเถอะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงการเริ่มต้นปี คือเวลาที่แผนกไอทีต่างๆ ในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ ใช้เวลาไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ค่อนข้างมาก ซึ่งวันนี้ผู้เขียนมีรายงานการสำรวจของ Red Hat Global Customer Tech Outlook 2018 ที่น่าสนใจมาให้ได้อ่านกัน ซึ่งเรดแฮตระบุว่า องค์กรต่างๆ ลงทุนมากขึ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบไอทีที่มีอยู่เดิม และกำลังเพิ่มบทบาทในการใช้ระบบคลาวด์เข้ามาเสริมทัพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเรดแฮตได้สำรวจลูกค้ามากกว่า 400 รายทั่วโลกทางออนไลน์ ในช่วงเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยใช้ Tech Validate ในกลุ่มลูกค้าของเรดแฮตเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในปี 2561 ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นตัวแทนองค์กรจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก &amp;nbsp;ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา และอเมริกาเหนือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผลสำรวจของปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนแปลงองค์กรของตนสู่ระบบดิจิทัล และคาดหวังที่จะลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานไอทีและแอปพลิเคชันที่ทันสมัย ส่วนผลสำรวจของปีนี้ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการใช้จ่ายด้านไอทีกำลังเปลี่ยนไป ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบไอทีที่มีอยู่เดิม แต่ในปี 2561 นี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่กำลังวางแผนใช้งบประมาณด้านไอทีมากขึ้น อาทิ โครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ บนระบบคลาวด์ 36%, การบูรณาการดาต้าและแอปพลิเคชันต่างๆ เข้าด้วยกัน 76% และการพัฒนาและนำแอปพลิเคชันที่ทันสมัยมาใช้ 30%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดการณ์ว่า จะมีการใช้ระบบคลาวด์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเติบโตเต็มที่ในปี 2561: ผลสำรวจออกมาในลักษณะเดียวกับผลสำรวจของปี 2560: สำหรับผลสำรวจปี 2561 ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญมากที่สุดในการใช้เงินลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (36%) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไฮบริดและมัลติคลาวด์ และองค์กรส่วนใหญ่ (61%) ระบุว่ากลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของตนใช้ไฮบริดคลาวด์ แตกต่างจากผลสำรวจปีที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าเป็นไฮบริดคลาวด์ (30%) และไพรเวตคลาวด์ (38%)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีการใช้กลยุทธ์มัลติคลาวด์กับแอปพลิเคชันต่างๆ องค์กรที่ตอบแบบสอบถามประมาณ 37% กำลังมุ่งหน้าสู่การใช้มัลติคลาวด์ ทั้งที่กำลังใช้งานอยู่ และกำลังวางแผนที่จะใช้โครงสร้างพื้นฐานของปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการลงทุนปรับระบบไอทีที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยขึ้น ยังคงเป็นความท้าทายและเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ โดยปีที่ผ่านมา ผลสำรวจระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่มุ่งมั่นที่จะจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และผลสำรวจปีนี้คือ การจัดการกับความท้าทายด้านการลงทุนปรับระบบไอทีที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งผู้ตอบแบบสอบถาม 42% ได้จัดอันดับความท้าทายนี้เป็นลำดับแรกๆ ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย, กระบวนการอัตโนมัติ, การบูรณาการดาต้า, กระบวนการและแอปพลิเคชันต่างๆ นอกจากนี้ 31% เห็นว่าการปรับระบบไอทีที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยขึ้นเป็นความสำคัญที่ต้องสนับสนุนด้านการเงินลำดับแรกๆ ในปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ได้เห็นความชัดเจนที่องค์กรต่างๆ กำลังต่อจิกซอว์เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (building blocks of digital transformation) ด้วยการลงทุนเพื่อควบรวมระบบต่างๆ ให้ทำงานด้วยกัน ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และแอปพลิเคชันใหม่ๆ อาจเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า นี่คือวิธีการง่ายๆ ที่กลุ่มลูกค้าองค์กรกำลังให้บริการที่ทันสมัยมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในคราวเดียว (transformation tag)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเทคโนโลยีที่ใหม่ๆ ก็ยังคงสถานะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่เหมือนเดิม ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดย 50% ไม่มีแผนที่จะศึกษาข้อมูลหรือใช้งานโซลูชั่นที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือแมชชีนเลิร์นนิง (ML) ในปีนี้ และมากกว่า 40% กล่าวถึงอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ (IoT) ในทำนองเดียวกัน ในขณะที่องค์กรด้านไอทีส่วนใหญ่ยังไม่จัดให้เทคโนโลยีเกิดใหม่เหล่านี้มีความสำคัญในปี 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เรดแฮตเป็นต้นทางของนวัตกรรมด้านโอเพนซอร์สระดับแนวหน้าในเรื่องเหล่านี้ คาดหวังว่าในการสำรวจคราวต่อไป จะได้เห็นว่ามีองค์กรต่างๆ มีแผนการนำเทคโนโลยีเกิดใหม่เหล่านี้ไปใช้งานตามความเหมาะสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2255</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, นัจกร สุทธิมาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>40ชม.ท้าสกิลดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุคดิจิทัลแบบนี้พนักงานขององค์กรใหญ่จะต้องมีศักยภาพเพียงพอที่จะเติบโตไปกับองค์กร เพราะบุคลากรคือกำลังหนุนอันสำคัญในการโกยรายได้ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี พนักงานจะต้องมีสกิลในเรื่องนี้ดีกว่าพนักงานของบริษัททั่วไป ซึ่งองค์กรหลายแห่งพยายามเปิดคอร์สอบรมสร้างความรู้ สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากให้ยกตัวอย่างสักบริษัทที่เห็นการต่อยอดทางความรู้ให้พนักงานได้อย่างชัดเจนในขณะนี้คงหนีไม่พ้นค่ายมือถือสีฟ้า &amp;quot;ดีแทค&amp;quot; ที่ประกาศชัดว่าจะพัฒนาบุคลากรในเชิงรุก โดยจัดอบรมหลักสูตรดิจิในโปรแกรม 40 ชั่วโมงแห่งความท้าทาย &amp;ldquo;40-hour Challenge&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยดีแทคท้าพนักงานทุกคนให้พัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และเข้าร่วมคอร์สอบรมผ่านระบบออนไลน์จำนวน 40 ชั่วโมง ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2561 นี้ ซึ่งจำนวนชั่วโมงการอบรมดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยปัจจุบันของดีแทคถึง 3-4 เท่า และมากกว่าที่กฎหมายกำหนดสูงสุดถึง 10 เท่า โปรแกรมนี้จะนำเสนอชั้นเรียนออนไลน์ระดับโลก ซึ่งจัดทำโดยความร่วมมือระหว่าง Lynda.com Coursera และเทเลนอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นางสาวนาฎฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า &amp;nbsp;เป้าหมายการฝึกอบรมให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้ ตั้งไว้ว่าจะต้องมีการใช้เวลามากกว่า 100,000 ชั่วโมงสำหรับทั้งองค์กร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวใจสำคัญในโปรแกรมนี้ คือการสนับสนุนหลักความเชื่อของดีแทคที่ว่า ทุกคนสามารถกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านดิจิทัลได้ ถ้ามีกระบวนการทางความคิดที่ถูกต้อง โดยมากกว่า 50% ของบริษัททั่วโลก มีช่องว่างเพิ่มขึ้นในทักษะด้านดิจิทัลของพนักงาน และช่องว่างนั้น กว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพูดถึงซอฟต์สกิลด้านดิจิทัล นั่นหมายถึงไม่ใช่แค่การเขียนโปรแกรมและการวิเคราะห์ที่มีความต้องการสูง แต่ทักษะอื่นๆ &amp;nbsp;เช่น ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ความชำนาญ ความคิดสร้างสรรค์ขององค์กรก็เป็นที่ต้องการด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;DNA ของดีแทค คือ การลงมือทำอย่างรวดเร็ว คิดแตกต่าง กล้าที่จะทำ และมีความกระตือรือร้นที่จะมุ่งสู่ชัยชนะ โปรแกรม &amp;lsquo;40-hour Challenge&amp;rsquo; เป็นเครื่องมือที่พนักงานต้องการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโปรแกรม &amp;ldquo;40-hour Challenge&amp;rdquo; นี้ จะช่วยพัฒนาบุคลากรทั้งทักษะดิจิทัลในรูปแบบฮาร์ดสกิลและซอฟต์สกิล โดยจะมีคะแนนของแต่ละคลาสในหัวข้อ ตั้งแต่รูปแบบการทำงานแบบอะไจล์ ไปสู่การวิเคราะห์ และประสบการณ์ของลูกค้าดิจิทัล คลาสต่างๆ ที่มีให้เรียนออนไลน์จะพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา ผ่านโทรศัพท์มือถือ การอบรมครั้งนี้ใช้เกมเข้ามาประยุกต์ (gamification) ซึ่งเมื่อเรียนคลาสไหนสำเร็จแล้ว สามารถปลดล็อกรับ badge คอร์สขั้นสูงและรับดีแทคคอยน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฝึกอบรมจะได้รับแรงสนับสนุนจากการจ้างผู้มีความสามารถด้านดิจิทัลหน้าใหม่ๆ และการโยกย้ายภายในของพนักงาน ดีแทคมีอัตราการย้ายหน่วยงานภายในสูงมากถึง 38% ต่อปี และกำลังประกาศรับพนักงานใหม่ในด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) การตลาดโซเชียลมีเดีย (Social Media Marketing) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) เพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในปี 2560 ที่ผ่านมา ลูกค้าดีแทคมากกว่าครึ่งชำระเงินค่าบริการผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมถึง 50% มีลูกค้าเข้ามาแช้ตบอท (Chatbot) มากถึง 30% และจะมีการขยายช่องทางไปยัง Facebook ซึ่งทำงานแบบ Project-driven โดยที่บุคลากรต่างสายงานมาทำงานร่วมกัน และสามารถทำงานได้สำเร็จอย่างรวดเร็วในระยะเวลาแค่สองสัปดาห์เป็นเรื่องท้าทาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปีนี้สำคัญสำหรับดีแทคมาก การฝึกอบรมจะช่วยให้ผู้ที่เต็มใจที่จะรับโอกาสเพื่อจะได้มาอยู่ในตำแหน่งแถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงองค์กร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าการเร่งพัฒนาคนในองค์กรให้เต็มใจเปิดรับการเปลี่ยนแปลง การยอมรับในวัฒนธรรมใหม่ของการให้บริการ จะช่วยทำให้การทำงานนั้นออกมาจากความตั้งใจและใส่ใจอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลมาถึงลูกค้าที่ได้รับบริการ เพราะสิ่งที่เต็มใจทำคนรับจะสัมผัสได้ งานบริการก็เช่นกัน หากยินดีให้ คนได้รับก็ชื่นใจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นัจกร สุทธิมาศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไรเงา, นัจกร สุทธิมาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2018 21:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาชีพในฝันเด็กไทย2561</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0in 0in 8pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้ผู้เขียนมีผลสำรวจอาชีพในฝันของเด็กไทยยุคดิจิทัลมาเล่าสู่กันฟัง โดยกลุ่ม บริษัท อเด็คโก้ประเทศไทย &amp;nbsp;ได้เปิดเผยผลสำรวจ &amp;ldquo;อาชีพในฝันของเด็กไทย&amp;rdquo; ครั้งที่ 9 ประจำปี 2561 โดยการสำรวจเด็กไทยที่มีอายุ 7-14 ปี จำนวน 2,044 คน พบว่าอาชีพที่เด็กๆ ใฝ่ฝันอยากทำมากที่สุดคืออาชีพ &amp;ldquo;ครู&amp;rdquo; เพราะอยากถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนเก่งและคนดี ซึ่งครูครองแชมป์อันดับที่เด็กอยากเป็นมากที่สุด 2 ปีซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอาชีพที่มีคะแนนตามติดมาเป็นอันดับ 2 คือ &amp;ldquo;แพทย์&amp;rdquo; ซึ่งในปีนี้น้องๆ อยากเป็นแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น เช่น แพทย์ทางด้านสมอง แพทย์ทหาร และแพทย์ผิวหนัง ส่วนอาชีพนักกีฬาเป็นอาชีพที่มาแรงไต่ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ส่วนใหญ่อยากเป็น &amp;ldquo;นักฟุตบอล&amp;rdquo; เพราะเป็นกีฬาที่ชื่นชอบ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง มีค่าตอบแทนที่ดี และสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับเทรนด์อาชีพใหม่มาแรงที่เด็กไทยสนใจ ได้แก่ เกมเมอร์ และนักแคสเกม เพราะอยากใช้ความชอบในการเล่นเกมมาประกอบอาชีพ สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียง ขณะเดียวกันก็มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่สนใจอยากเป็นนักธุรกิจและผู้ประกอบการเพราะต้องการอิสระในการทำงาน บางส่วนต้องการสืบทอดกิจการของครอบครัว ส่วนเชฟเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มาแรงในปีนี้ โดยให้เหตุผลว่าอยากเป็นเพราะอยากทำอาหารอร่อยๆ ให้คนที่รับประทานมีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอาชีพที่เท่ที่สุดในสายตาเด็กไทย อันดับ 1 คือ ทหาร รองลงมา คือ ตำรวจ, นักกีฬา, ศิลปิน/ดารา และแพทย์ ตามลำดับ สำหรับเหตุผลที่เด็กๆ คิดว่าทหารและตำรวจเป็นอาชีพที่เท่นั้น เพราะเป็นอาชีพที่ได้ปกป้องคุ้มครองประเทศ ได้รับใช้ประชาชนและประเทศชาติ เช่นเดียวกับอาชีพนักกีฬาที่เปิดโอกาสให้รับใช้ทีมชาติและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ จึงถูกมองว่าเป็นอาชีพที่เท่ในความคิดของเด็กไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าถึงแม้ว่าครูจะเป็นอาชีพในฝันของเด็กอันดับต้นๆ แต่กลับไม่ใช่อาชีพที่เท่สำหรับเด็กไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ เมื่อถามถึงเงินเดือนที่เด็กๆ ต้องการ ส่วนใหญ่อยู่ที่ 15,000-30,000 บาท โดยเงินเดือนสูงสุดที่เด็กไทยอยากได้ คือ&amp;nbsp; มากกว่า 100,000,000 บาท ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าอาชีพในฝันที่เด็กๆ คิดว่าจะได้เงินเดือนสูง คือ อาชีพนักกีฬา เพราะหากเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงก็จะได้รับค่าตอบแทนที่สูงตามมาด้วย โดยส่วนใหญ่จะนำเงินเดือนที่ได้ไปเลี้ยงดูครอบครัวและตนเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่บางกลุ่มกลับคิดว่าหากได้ทำอาชีพที่ชอบแล้ว จะได้รับเงินเดือนเท่าไรก็ได้ ขอแค่เพียงพอกับการดำรงชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัว เพราะการได้ทำสิ่งที่ชอบนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางใจที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กๆ อยากทำหากได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีคำตอบที่หลากหลายมาก แต่สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า รองลงมาคือ การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ขาดโอกาสในกลุ่มต่างๆ เช่น คนยากจน คนพิการ คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และผู้ประสบภัยต่างๆ ในขณะที่ประเด็นเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดและการทุจริต คอร์รัปชัน ก็เป็นเรื่องที่เด็กๆ ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ &amp;quot;ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์&amp;quot; ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค-ไทยและเวียดนาม กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ประเทศไทย แสดงความคิดเห็นว่า ผลสำรวจอาชีพในฝันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน แม้ว่าอาชีพในฝันปีนี้จะยังคงเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความคล้ายคลึงกับปีที่ผ่านมา คือ ครู แพทย์ นักกีฬา แต่มีความสนใจที่เฉพาะทางในสาขาอาชีพต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น อยากเป็นครูสอนดนตรี ครูสอนคอมพิวเตอร์ หรือกรณีที่อยากเป็นแพทย์ ก็ระบุชัดเจนว่าสนใจที่จะเป็นแพทย์ด้านใด เช่น แพทย์ด้านสมอง แพทย์ทหาร หรือแม้กระทั่งแพทย์อาสาที่จะไปรักษาประชาชนในถิ่นทุรกันดาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งเด็กมีความสนใจที่จะทำอาชีพที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาชีพด้านการบริการสาธารณะ เช่น นักสังคมสงเคราะห์ จิตอาสา และกู้ภัย สะท้อนให้เห็นว่าเด็กไทยเริ่มเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือผู้อื่น ถือเป็นเรื่องน่าชื่นใจเพราะพวกเขาคือแรงสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ผลสำรวจนี้ยังสอดคล้องกับเทรนด์โลกที่คนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสังคมมากขึ้น สนใจที่จะทำงานในองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;นัจกร สุทธิมาศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/743</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, นัจกร สุทธิมาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a96cb0c4b9.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2026 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2017 19:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอนเทนต์VRไทยสู่ตลาดจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันกระแสของวีอาร์ (VR : Visual Reality) ค่อนข้างได้รับความนิยมและเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา อุตสาหกรรม และที่เห็นเด่นชัดคือธุรกิจคอนเทนต์เกมในต่างประเทศมูลค่าของตลาดนี้มีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในเอเชียตลาดที่น่าสนใจและมีขนาดใหญ่คือจีน ที่มีมูลค่าของตลาดนี้สูงถึง 37,000 ล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้น VR เข้ามาได้ระยะหนึ่งแล้วทั้งในรูปแบบที่ใช้บนโมบาย อุปกรณ์ประเภทสวมใส่อย่างแว่นตา ซึ่งปลุกกระแสฮอตฮิตได้เป็นอย่างดี มีบริษัทไทยไม่กี่รายที่ได้รับโอกาสจากเงินทุนต่างชาติให้ผลิตคอนเทนต์เพื่อป้อนตลาดในต่างประเทศ และหากให้ยกตัวอย่างบริษัทที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จเรื่องนี้ และเป็นที่ยอมรับจากตลาดจีนคงหนีไม่พ้น บริษัท อิ๊กดราซิล กรุ๊ป จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุดได้เซ็นสัญญากับบริษัท Ningbo Inception Media เป็นที่ปรึกษาของเซี่ยงไฮ้ นิวมาร์จิน เวนเจอร์ แคปิตอล จำกัด (Shanghai NewMargin Venture Capital Co., Ltd) ซึ่งเป็นบริษัทกองทุนบริหารเงินของจีน ในการผลิตเกม Home Sweet Home Episode 2 และเกม Number 6 เข้าสู่ตลาดจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนัช จุวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิ๊กดราซิล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เราเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ก่อตั้งมากว่า 10 ปีแล้ว แต่มีความกระตือรือร้นที่จะพิสูจน์ตัวเองในการมุ่งสู่ความสำเร็จในโลกแห่งอุตสาหกรรม Visual effect-Animation โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาความสามารถในการผลิตและขยายธุรกิจคอนเทนต์ไปสู่ระดับสากล สำหรับผลงานที่สร้างโอกาสและชื่อเสียงให้กับบริษัทคือการได้ผลิตเกม Home Sweet Home Episode1 ใช้เงินลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท และเปิดตัวไปเมื่อช่วงกันยายนที่ผ่านมา หลังจากนั้นกระแสตอบรับดีมาก และนอกจากนี้ยังมีเกม Number5 ที่กระแสดีไม่แพ้กัน เพราะเกมทั้ง 2 คงความมีเอกลักษณ์ความเชื่อแบบไทยอิงจากเรื่องลึกลับทำให้เกิดความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจในการเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งที่ผ่านมาได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DEPA เพื่อเข้าร่วมแสดงผลงานและจับคู่ทางธุรกิจในประเทศต่างๆ ทั้งจีน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา และแคนาดา เพื่อเปิดตลาดและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากบริษัทต่างประเทศ โดยวางแผนขยายตลาดแบบใช้ช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความรับรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่าการได้ร่วมสัญญากับบริษัท Ningbo Inception Media เป็นโอกาสที่สำคัญของบริษัทในการขยายธุรกิจเกม Visual Effect Animation เข้าสู่ตลาดจีนอย่างจริงจัง และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่นักพัฒนาด้านดิจิทัล คอนเทนต์ และคอมพิวเตอร์กราฟิกไทยจะก้าวเข้าสู่ตลาดต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเกม Home Sweet Home Episode 2 นั้น บริษัทวางเป้าหมายที่จะขยายไปทั่วโลก&amp;nbsp;


fifa356 และจีนเป็นตลาดเป้าหมายที่มีจำนวนคนเล่นเป็นจำนวนมากอันดับต้นๆ ของโลก และจากปัจจัยดังกล่าวย่อมส่งผลให้เกิดรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งได้เรียนรู้การทำธุรกิจเกมในตลาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนแผนระยะยาวในช่วง 3-5 ปี บริษัทจะเน้นทำในสิ่งที่ตนเองถนัด&amp;nbsp;


bnk789 คือการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ให้มีความทันสมัยรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงขยายความสามารถโดยการตั้งสาขาในต่างประเทศและร่วมมือกับบริษัทไทยอื่นๆ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับไทยผ่านพันธมิตรการค้าในต่างประเทศ นอกจากนี้จะพัฒนาและผลิตทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของบริษัท&amp;rdquo; นายธนัชกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นแบบนี้แล้วก็คงต้องเอาใจช่วยและร่วมกันผลักดันให้บริษัทไทยก้าวออกไปสู่ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;


save168 เพราะที่ผ่านมาปัญหาหลักของธุรกิจนี้สำหรับบริษัทไทยแล้ว ไม่ใช่ความสามารถในการพัฒนาคอนเทนต์หรือความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นการขาดเงินทุนสนับสนุน อีกทั้งการกระตุ้นให้บริษัทเหล่านี้ผลิตคอนเทนต์ที่เป็น IP ก็จะส่งผลรวมที่ดีต่อประเทศอย่างมาก.&amp;nbsp;


สล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นัจกร สุทธิมาศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/280</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, นัจกร สุทธิมาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a96cb0c4b9.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
