<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>13622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2018 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2018 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนยิ้มออก กกบ. มีมติเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานการเงิน IFRS9 ไปอีก 1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาณิชย์&amp;rdquo;นัดประชุม กกบ. หาทางออกการใช้มาตรฐานทางการเงินฉบับใหม่ IFRS9 มีมติเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็น 1 ม.ค.63 จากเดิม 1 ม.ค.62 แต่ให้ธุรกิจที่มีความพร้อมใช้ได้เลยตามกำหนดเดิม พร้อมมอบแบงก์ชาติ กลต. คปภ. จัดทำรายละเอียดแนวทางปฏิบัติ คำถาม คำตอบ ภายใน 1 เดือน เพื่อใช้เป็นข้อแนะนำให้กับภาคธุรกิจในการเตรียมตัวใช้มาตรฐานใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี (กกบ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อพิจารณามาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศฉบับใหม่ (IFRS9) ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้เลื่อนการบังคับใช้ IFRS9 ออกไปจากเดิมที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2562 เป็นวันที่ 1 ม.ค.2563 หรือขยายระยะเวลาออกไป 1 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวได้เตรียมตัวและมีความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรฐาน แต่ได้เพิ่มทางเลือกให้กับธุรกิจที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ให้สามารถใช้มาตรฐานใหม่ได้เลยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธุรกิจที่มีความพร้อม ก็ให้ใช้มาตรฐาน IFRS9 ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัย แบงก์พาณิชย์ กองทุน เพราะธุรกิจเหล่านี้ได้มีการเตรียมตัวมานานแล้ว แต่ในส่วนของแบงก์พาณิชย์ ที่ยังมีความกังวลกันว่าถ้าใช้มาตรฐานการเงินใหม่ จะกระทบต่อการปล่อยกู้ให้กับ SMEs แบงก์ชาติบอกว่าแบงก์พาณิชย์ต่างๆ จะไม่เริ่มใช้ 1 ม.ค.2562 เหมือนรายอื่นๆ แต่จะเริ่มทดลองใช้ ถือเป็นการเตรียมตัวของแบงก์พาณิชย์เอง&amp;rdquo;นางนันทวัลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ไปจัดทำแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนว่าใครดูแลใคร จะทำอะไรกันบ้าง มีแนวทางปฏิบัติในเรื่องนี้ยังไง ให้ทำคำถามคำตอบด้วย เพื่อเป็นรายละเอียดให้กับผู้ที่จะต้องนำ IFRS9 ไปปฏิบัติภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนันทวัลย์กล่าวว่า การนำระบบมาตรฐานทางการเงิน IFRS9 มาใช้ จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจ และดึงดูดการลงทุน เพราะรายงานทางการเงินของไทยจะมีมาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุน ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศที่น่าเข้ามาลงทุน ขณะที่การทำธุรกิจ จะมีความโปร่งใส มีมาตรฐานชัดเจน งบการเงินเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจเอง และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตมากขึ้น
ส่วนข้อกังวลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ยังมีความกังวลว่าการบังคับใช้มาตรฐานทางการเงินใหม่ จะกระทบต่อ SMEs ได้ขอให้ กกร. ไปศึกษาว่าจะมีผลกระทบอะไร และจะได้รู้ว่า SMEs ต้องการอะไร เพื่อที่จะได้นำมาใช้ในการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมให้กับ SMEs ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม กกบ. ครั้งนี้ มีคณะกรรมการจากทุกหน่วยงานมาประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง และหัวหน้าหน่วยงานเดินทางมาประชุมด้วยตนเอง จากปกติมักจะมีการมอบหมายให้ผู้แทนมาเข้าร่วมประชุม และยังมีบิ๊กโฟว์ด้านบัญชีมาเข้าร่วมประชุมด้วย เพราะการประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อภาคธุรกิจ โดยที่ประชุมได้พิจารณาว่าจะบังคับใช้ตามเดิม คือ วันที่ 1 ม.ค.2562 หรือเลื่อนการบังคับใช้ออกไป และสุดท้ายได้ใช้วิธีการโหวตเลื่อนการบังคับใช้เป็นวันที่ 1 ม.ค.2563 และมีทางเลือกให้ผู้ที่พร้อมเริ่มใช้ได้เลยตามกำหนดเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13622</URL_LINK>
                <HASHTAG>IFRS9, กกบ., กกร., กระทรวงพาณิชย์, ธนาคารพาณิชย์, นันทวัลย์ ศกุนตนาค, เลื่อนใช้IFRS9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af576ea5e68e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2018 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ยกทัพบุกโมซัมบิกหวังขยายการค้าร่วมกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดพาณิชย์ นำทัพผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า &amp;nbsp;ไทย-โมซัมบิก หวังหารือแนวทางขยายการค้าระหว่างกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มีกำหนดจะนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-โมซัมบิก (ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส) ครั้งที่ 2 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2561 ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก โดยจะเป็นประธานร่วมกับ นางคาร์ลา โซโต้ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ของโมซัมบิก โดยการเยือนโมซัมบิกครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และเป็นโอกาสอันดีที่จะได้กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ หารือแนวทางขยายการค้าระหว่างกัน รวมถึงโอกาสการขยายการลงทุนของไทยในโมซัมบิกในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ รวมทั้งจะร่วมหาแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ เช่น อัญมณี การเกษตร ประมง พลังงาน และการท่องเที่ยว เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โมซัมบิกเป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นพื้นที่เป้าหมายการลงทุนของไทยในแอฟริกา ทั้งยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สามารถเป็นแหล่งวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนันทวัลย์ กล่าวว่า โมซัมบิกถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อไทยทางด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคแอฟริกา ปัจจุบันไทยลงทุนในโมซัมบิกมูลค่ากว่า 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสาขาสำคัญ เช่น พลังงาน การก่อสร้าง และโรงแรม เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่ไทยมีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในแอฟริกา ทั้งนี้ โมซัมบิกมีที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี เป็นสะพานเชื่อมไปสู่ประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาที่ไม่มีทางออกทางทะเล ได้แก่ มาลาวี ซิมบับเว แซมเบีย และสวาซิแลนด์ อีกทั้งมีทรัพยากรทั้งทางบกและทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยเฉพาะด้านเหมืองแร่ และพลังงาน โดยโมซัมบิกเป็นแหล่งวัตถุดิบอัญมณีที่สำคัญของโลก ทับทิมกว่าครึ่งของโลกถูกขุดขึ้นในเหมืองโมซัมบิก และยังมีสปิเนลสีชมพู (Pink Spinel) ทัวร์มาลีน (Tourmaline) และพลอยชนิดอื่นๆ อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีแหล่งพลังงานมหาศาล โดยมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองมากเป็นอันดับ 11 ของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บริโภคชาวโมซัมบิกและแอฟริกาส่วนใหญ่มีความชื่นชอบสินค้าและบริการของไทย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจบริการ อาทิ โรงแรม สปา นวดแผนไทย และร้านอาหารไทย การเดินทางเข้าร่วมการประชุม JTC ครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นหารือถึงแนวทางการขยายโอกาสการค้าสินค้าและบริการของไทยในตลาดโมซัมบิก ตลอดจนผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน และแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ นอกจากนี้ ชาวโมซัมบิกยังมีความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 รัฐบาลไทยได้บริจาคข้าวสารจำนวน 1 ล้านกิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือโมซัมบิกที่ประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2560 โมซัมบิกเป็นคู่ค้าอันดับที่ 75 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 11 ในภูมิภาคแอฟริกา โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 219.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.9% จากปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกมูลค่า 204.05 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.8% จากปีก่อนหน้า และนำเข้ามูลค่า 15.79 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.3% จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2561 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 49.50 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า &amp;nbsp;7.55% เมื่อพิจารณาศักยภาพในฐานะแหล่งวัตถุดิบแล้ว มูลค่าการค้าสองฝ่ายยังสามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปโมซัมบิก ได้แก่ ข้าว เม็ดพลาสติก รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สายไฟฟ้า สายเคเบิ้ล เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และผ้าผืน สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากโมซัมบิก ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9557</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, คณะกรรมการร่วมทางการค้า, นันทวัลย์ ศกุนตนาค, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, โมซัมบิก, ไทย-โมซัมบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af576ea5e68e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2018 17:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2018 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนป.ไฟเขียวเร่งรัดผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 3 แสนตันแก้ราคาตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนป.เดินหน้าเร่งแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ ไฟเขียวเร่งรัดผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 3 แสนตัน ช่วงมิ.ย.-ต.ค.นี้ โดยตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการช่วยลดต้นทุนให้ผู้ส่งออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.61- นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติให้ดำเนินมาตรการระยะสั้น เพื่อแก้ไขปัญหาสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่เพิ่มขึ้น โดยให้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาว่าจะใช้มาตรการอะไรในการเร่งรัดและผลักดันการส่งออก เช่น การช่วยเหลือค่าขนส่ง เพื่อให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนต่ำลงและสามารถแข่งขันด้านราคาส่งออกได้ มีเป้าหมายผลักดันส่งออกไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัน ในช่วงเดือนมิ.ย.-ต.ค.2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการอื่นๆ จะส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันตั้งแต่ 18% ขึ้นไป มีเป้าหมายที่ 20% , คุมเข้มชายแดนเพื่อเพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำมันปาล์มดิบหลุดรอดเข้าในประเทศ , บังคับโรงงานสกัดต้องซื้อผลปาล์มที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ขึ้นไป ส่งเสริมใช้บี 20 ในรถบรรทุก และจูงใจชาวสวนโค่นปาล์มแก่ ปลูกปาล์มใหม่โดยใช้พันธุ์ดีแทน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9017</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนป., นันทวัลย์ ศกุนตนาค, น้ำมันปาล์ม, ปาล์ม, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af576ea5e68e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
