<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรอบ 11 เดือนปี 63 ลดวูบ 12% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค. 2564 &amp;nbsp;นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันรอบ 11 เดือนของปี 2563 (ม.ค. &amp;ndash; พ.ย.) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 12.7% โดยกลุ่มเบนซิน ลดลง 1.8% กลุ่มดีเซล ลดลง 3.3% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (เจท A1) ลดลง 61.2% น้ำมันเตา ลดลง 13.6% น้ำมันก๊าด ลดลง 14.0% ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ลดลง 14.3% และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(เอ็นจีวี) ลดลง 28.8% โดยสาเหตุสำคัญยังคงมาจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.5 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความต้องการใช้ลดลงมากในช่วงเดือนเม.ย.และพ.ค.ที่มีการล็อคดาวน์ และความต้องการใช้เริ่มกลับมาอยู่ในระดับปกติตั้งแต่เดือนมิ.ย. โดยประชาชนหันมาใช้ รถส่วนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้รถสาธารณะ สำหรับการใช้น้ำมันเบนซินลดลงมาอยู่ที่ 0.8 ล้านลิตรตอวัน หรืแลดลง 17.1% และกลุ่มแก๊สโซฮอล์ปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 30.7 ล้านลิตรต่อวัน หรือลดลง 1.3% เมื่อพิจารณาแยกชนิดน้ำมัน พบว่า แก๊สโซฮอล์ อี85 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 0.9 ล้านลิตรต่อวัน รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 8.2 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่แก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 6.5 ล้านลิตรต่อวัน &amp;nbsp;และแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 15.1 ล้านลิตรต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ 65.1 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.3% โดยการใช้ลดลงมากในเดือนเม.ย.ที่มีการ ล็อกดาวน์ และปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับปกติตั้งแต่เดือนพ.ค. สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 43.9 ล้านลิตรต่อวัน &amp;nbsp;น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา(บี10) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 15.5 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 3.7 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ และการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ เฉลี่ยอยู่ที่ 7.5 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเดินทางด้วยเที่ยวบินระหว่างประเทศและภายในประเทศลดลง และปัจจุบันยอดการใช้ยังไม่กลับมาสู่ภาวะปกติ โดยการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ ในเดือนพ.ย. คิดเป็นเพียง 30% ของการใช้ในระดับปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการใช้แอลพีจี เฉลี่ยอยู่ที่ 15.3 ล้านกิโลกรัม(กก.)ต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.3% โดยปริมาณการใช้ในภาคขนส่งลดลงมากที่สุด โดยมีปริมาณการใช้อยู่ที่ 2.0 ล้านกก.ต่อวัน ลดลง &amp;nbsp;27.3% รองลงมาเป็นภาคปิโตรเคมี ซึ่งมีปริมาณการใช้อยู่ที่ 6.1 ล้านกก.ต่อวัน ลดลง 18.2% ถัดมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 1.7 ล้านกก.ต่อวัน ลดลง 8.1% และภาคครัวเรือนมีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดโดยการใช้อยู่ที่ 5.5 ล้านกก.ต่อวัน ลดลง 4.9% ส่วนการใช้เอ็นจีวีเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3.9 ล้านกก.ต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 28.8% สอดคล้องกับจำนวน รถเอ็นจีวีที่ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแนวโน้มการใช้น้ำมันในปี 2564 คาดว่าการใช้กลุ่มเบนซิน และดีเซลจะสูงกว่าปี 2563 โดยอยู่ที่ 31 - 34 ล้านลิตรต่อวัน และ 65-69 ล้านลิตรต่อวัน ตามลำดับ ใกล้เคียงกับการใช้ในปี 2562 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่คาดว่าจะสามารถควบคุมได้ และการขยายตัวของเศรษฐกิจจะขยายตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้รถส่วนตัวแทนรถสาธารณะ ประกอบกับราคาน้ำมันที่คาดว่าจะอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; หากจำเป็นต้องมี การล็อกดาวน์หรือปิดสถานที่บางแห่งเช่นเดียวกับช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 ปริมาณการใช้น้ำมันอาจลดลงมาต่ำกว่าปกติอีก สำหรับการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2563 มาอยู่ที่ 8-11 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าความต้องการใช้จะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดย บมจ. ท่าอากาศยานไทยคาดว่าการจราจรทางอากาศจะกลับมาอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 ในปี 2566 ขณะที่ปริมาณการใช้แอพีจี และเอ็นจีวีคาดว่าจะยังคงลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ&amp;quot;นางสาวนันธิกา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88956</URL_LINK>
                <HASHTAG>นันธิกา ทังสุพานิช, ยอดใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 9 เดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabbb042dd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพ.เผยยอดใช้น้ำมันรวมช่วง 10 เดือนลดลง 13% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.2563 นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันรอบ 10 เดือน ของปี 2563 (ม.ค. &amp;ndash; ต.ค.) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 13.0% โดยกลุ่มเบนซิน ลดลง 2.4% กลุ่มดีเซล ลดลง 3.6% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) ลดลง 60.0% น้ำมันเตา ลดลง 15.5% น้ำมันก๊าด ลดลง 12.0% ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ลดลง 14.6% และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(เอ็นจีวี) ลดลง 29.5% โดยสาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เชื่อว่านโยบายภาครัฐ เช่น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ฯลฯ ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;quot;นางสาวนันธิกา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.3 ล้านลิตรต่อวัน โดยแก๊สโซฮอล์ อี85 มีปริมาณการใช้ลดลงมากที่สุดโดยลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 0.9 ล้านลิตรต่อวัน รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 8.2 ล้านลิตรต่อวัน และ แก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 6.4 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ 15.0 ล้านลิตรต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ 64.6 ล้านลิตรต่อวัน โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 มีปริมาณการใช้ลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 44.0 ล้านลิตรต่อวัน น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี10 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 14.7 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 3.9 ล้านลิตรติอวัน โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดามีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากนโยบายของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ เฉลี่ยอยู่ที่ 7.6 ล้านลิตรติอวัน ลดลงเป็นอย่างมากเนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ภาครัฐยังคงมีมาตรการควบคุมและอนุญาตให้บุคคลเฉพาะกลุ่มเดินทางเข้าออกประเทศ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไม่มากนัก ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าความต้องการใช้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยการท่องเที่ยวภายในประเทศฟื้นตัวจากช่วงวันหยุดยาวที่รัฐบาลประกาศเพิ่มเติม และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การใช้แอลพีจีเฉลี่ยอยู่ที่ 15.3 ล้านกิโลกรัม(กก.)ต่อวัน โดยปริมาณการใช้ในภาคขนส่งลดลงมากที่สุด โดยมีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.0 ล้านกก.ต่อวัน รองลงมาเป็นภาคปิโตรเคมี ซึ่งมีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 6.1 ล้านกก.ต่อวัน ถัดมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 ล้านกก.ต่อวัน และภาคครัวเรือนมีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดโดยการใช้อยู่ที่ 5.5 ล้านกก.ต่อวัน ขณะที่การใช้เอ็นจีวี เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3.8 ล้านกก.ต่อวัน สอดคล้องกับจำนวนรถยนต์ที่ใช้เอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง มีปริมาณรวมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 886,172 บาร์เรลต่อวัน ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 850,397 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่า 37,741 ล้านบาทต่อเดือน โดยเป็นผลจากการลดลงทั้งปริมาณนำเข้า และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และสำหรับน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการนำเข้าน้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และแอลพีจีโดยมีปริมาณนำเข้าลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 35,775 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่านำเข้ารวม 1,655 ล้านบาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยานและน้ำมันก๊าด และแอลพีจี โดยปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 187,380 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 8,308 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งลดลงโดยเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ลดลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85980</URL_LINK>
                <HASHTAG>นันธิกา ทังสุพานิช, ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabbb042dd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดฉุดยอดใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรอบ 8 เดือนหดตัว 13.6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2563 นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันรอบ 8 เดือน ของปี 2563 (มกราคม &amp;ndash; สิงหาคม) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 13.6 โดยกลุ่มเบนซิน ลดลงร้อยละ 4.3 กลุ่มดีเซล ลดลงร้อยละ 4.0 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) ลดลง ร้อยละ 56.6 น้ำมันเตา ลดลงร้อยละ 18.6 น้ำมันก๊าด ลดลงร้อยละ 17.8 LPG ลดลงร้อยละ 16.4 และ NGV ลดลงร้อยละ 30.8 โดยยังคงมีสาเหตุสำคัญมาจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ เครื่องบิน การขนส่งสินค้า และการดำเนินธุรกิจลดน้อยลง ประกอบกับความกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงยังลดลง

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 30.8 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 4.3 โดยน้ำมันเบนซินมีการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 18.7 และกลุ่มแก๊สโซฮอล์มีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 30.0 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 3.8 เมื่อพิจารณาแยกชนิดน้ำมัน พบว่า แก๊สโซฮอล์ อี85 มีปริมาณการใช้ลดลงมากที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.9 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 28.9 รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 8.2 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง ร้อยละ 14.9 และแก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 6.3 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 2.5 ขณะที่

แก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 14.6 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7

การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65.1 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 4.0 โดยน้ำมันดีเซล หมุนเร็วธรรมดา (บี7) มีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 45.3 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 27.0 น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10

มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 13.3 ล้านลิตร/วัน (เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2562) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.3 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่กำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานของประเทศ จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 8.4 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 56.6 เนื่องด้วยยังคงอยู่ในช่วงมาตรการที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อนุญาตให้บุคคลเฉพาะกลุ่ม เดินทางเข้าออกประเทศได้และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการควบคุมโรคติดต่ออย่างเคร่งครัด จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าความต้องการใช้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ

การใช้ LPG เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 15.0 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 16.4 โดยปริมาณการใช้ภาคขนส่งลดลงมากที่สุด มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 27.2 รองลงมาเป็นภาคปิโตรเคมี มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 5.9 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 20.8 ถัดมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 ล้านกก./วันคิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 13.3 และภาคครัวเรือนมีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 5.4 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 6.2

การใช้ NGV เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3.8 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 30.8 เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายการปรับราคาขายปลีก NGV สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปเพื่อสะท้อนต้นทุน จึงทำให้ราคา NGV ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์หรือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วแทน

การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง มีปริมาณรวมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 900,063 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 9.6 โดยมีปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 869,358 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 5.0 คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 39,024 ล้านบาท/เดือน เนื่องจากในเดือน สิงหาคม 2563 ยังคงอยู่ในช่วงหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลดลง จึงส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบลดลงไปด้วย

สำหรับน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการนำเข้าน้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG โดยมีปริมาณนำเข้าลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 30,705 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 61.5 คิดเป็นมูลค่านำเข้าเฉลี่ยรวม 1,444 ล้านบาท/เดือน

การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยานและก๊าด และ LPG โดยมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 197,684 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.9 คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวมเฉลี่ย 8,770 ล้านบาท/เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78950</URL_LINK>
                <HASHTAG>8 เดือน, กรมธุรกิจพลังงาน, นันธิกา ทังสุพานิช, ยอดใช้น้ำมันเชื้อเพลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabbb042dd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78217</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานเคาะเปลี่ยนชื่อ&#039;บี10&#039;เป็น&#039;ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. 2563 นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ตามที่กรมธุรกิจพลังงาน ได้กำหนดมาตรการการปรับเปลี่ยนชื่อเรียกของน้ำมันในกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนผสมของไบโอดีเซลร้อยละ 10 ให้เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศ โดยจะมีการเปลี่ยนชื่อเรียกน้ำมันดีเซล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มีสัดส่วนผสมของไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 10 จาก &amp;ldquo;น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10&amp;rdquo; เปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา&amp;rdquo; และจะเปลี่ยนชื่อเรียกน้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนผสมของไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 7 จาก&amp;rdquo;น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา&amp;rdquo; เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวว่าเพื่อเป็นการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศให้มีความยั่งยืน ทำให้ความต้องการใช้ปาล์มน้ำมัน ทั้งภาคพลังงานและเพื่อการบริโภคมีความสมดุลกับปริมาณการผลิตในประเทศ เป็นการสนับสนุนเกษตรกร ลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 จะเป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถยุโรปและรถยนต์รุ่นเก่า (ที่ไม่สามารถใช้ บี10 ได้) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 จะเป็นน้ำมันดีเซลทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ไม่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล (บี 100) มานานแล้ว การเปลี่ยนชื่อน้ำมันพื้นฐานได้มีผลการศึกษารองรับ โดยมีค่ายรถยนต์เกือบทุกค่ายให้การรับรองว่าสามารถใช้น้ำมันดีเซล บี10 ได้ โดยเฉพาะรถยนต์ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ใช้รถยนต์สามารถตรวจสอบว่ารถรุ่นใดใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาได้หรือไม่ จากเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th หรือที่ศูนย์บริการหรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละยี่ห้อ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78217</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธุรกิจพลังงาน, นันธิกา ทังสุพานิช, น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา, น้ำมันในกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว, เปลี่ยนชื่อ บี10</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabbb042dd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดฉุดยอดใช้พลังงานดิ่งต่ำสุดรอบ 70 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;โควิด-19 ทำให้การใช้ไฟฟ้าของโลกก็หดตัว 5% มากสุดตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ 2473 ขณะที่ไทยลดลงหนักเช่นกัน ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปีนี้ การใช้น้ำมันลดลง 13.4% ไฟฟ้าลดลง 3.8% ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิด เพื่อปรับแผนพลังงานให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยต้องพิจารณาควบคู่กับโอกาสการแพร่ระบาดรอบที่ 2 ในประเทศด้วย เพื่อที่จะทบทวนแผนพีดีพีฉบับใหม่ และอีก 4 แผนพลังงานหลักของประเทศอาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2564&amp;quot; นายกุลิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในภาวะกดดันมาตลอดหลายเดือนจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลให้กิจกรรมต่างๆ ในสังคมจะต้องหยุดชะงักไป ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย ที่กำลังซื้อของคนนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งออกของสินค้าบางชนิดที่ถูกยกเลิกไป เพราะหลายประเทศต้องทำการปิดเมือง ขณะที่การบริการนั้นยิ่งได้รับผลกระทบหนัก เพราะด้วยความไม่ไว้วางใจนี้ การบริการเกือบทุกด้านจึงไม่มีใครกล้าจะใช้งาน และเมื่อธุรกิจต่างๆ นั้นได้รับผลกระทบจากความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลง จึงทำให้การจ้างงานนั้นถูกมองว่าเป็นภาระ จึงเกิดภาวะเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้ความต้องการหลายๆ ด้านลดลง นอกเหนือจากสินค้าและบริการทั่วไป ยังมีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง กลุ่มคมนาคมและการขนส่ง รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมด้านพลังงาน ที่แม้จะเป็นปัจจัยหลักของการดำเนินชีวิต ที่ก็ยังมีสัดส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดย นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยในงานสัมมนา &amp;quot;ทิศทางพลังงานประเทศไทยหลังวิกฤติโควิด&amp;quot; ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ว่า ได้มีการติดตามสถานการณ์การใช้พลังงานภาพรวมในปี 2563 อย่างใกล้ชิด หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้การใช้น้ำมันและไฟฟ้าลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต่ำสุดในรอบ 70 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (อีไอเอ) ประเมินว่าการใช้พลังงานของโลกปี 2563 จะลดลงมากสุดในรอบ 70 ปี รวมถึงหากมีการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ก็อาจกระทบต่อการใช้พลังงานได้อีก ซึ่งเหล่านี้ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการปรับแผนพลังงานของประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (พีดีพี 2018 Rev.1) ระยะยาว 20 ปี ที่อาจจะปรับในไตรมาส 4 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;โควิด-19 ทำให้การใช้ไฟฟ้าของโลกหดตัว 5% มากสุดตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ 2473 ขณะที่ไทยลดลงหนักเช่นกัน ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปีนี้ การใช้น้ำมันลดลง 13.4% ไฟฟ้าลดลง 3.8% ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิด เพื่อปรับแผนพลังงานให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยต้องพิจารณาควบคู่กับโอกาสการแพร่ระบาดรอบที่ 2 ในประเทศด้วย เพื่อที่จะทบทวนแผนพีดีพีฉบับใหม่ และอีก 4 แผนพลังงานหลักของประเทศอาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2564&amp;quot; นายกุลิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปรับแผนการใช้พลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนพลังงานทั้ง 5 ประกอบด้วย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (พีดีพี 2018 Rev.1), แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2561-2580 (เออีดีพี 2018), แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561-2580 (อีอีพี 2018), แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ.2561-2580 (แก๊ส แพลน 2018) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (ออยล์ แพลน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากสถานการณ์โควิด-19 นี้เอง กระทรวงพลังงานจะต้องเร่งวางแผนหรือทบทวนแผนบางโครงการอย่างเร่งด่วน อย่างแผนการผลักดันน้ำมัน E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ และยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้นั้น เบื้องต้นต้องเลื่อนออกไปก่อนเป็นไตรมาส 2 ปี 2564 โดยจะขอดูสถานการณ์ช่วงปลายปีอีกครั้ง ส่วนการกำหนดน้ำมัน B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานที่เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และให้น้ำมัน B7 เป็นน้ำมันทางเลือกนั้น ตามแผนจะยกเลิกบิลเสร็จภายในปี 2575 ซึ่งยังอีกนาน ตอนนี้จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; นายกุลิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ยอดใช้พลังงานของไทยลดลง ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่หดตัว โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะลดลง 5% ในปีนี้ ขณะที่ผลกระทบของโควิด-19 ทำให้ราคาพลังงานลดลง ทั้งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และราคาก๊าซอ่าวไทย, เมียนมา ก็จะมีผลดีทำให้ราคาก๊าซเฉลี่ยผลิตไฟฟ้าลดลงในรอบ 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า การใช้ไฟฟ้าที่ลดลงทำให้การสำรองไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 35-40% ตัวเลขหารเฉลี่ยต่อหน่วยไฟฟ้าก็ลดลง ทำให้ต้นทุนค่าไฟต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ร่วมแก้ไขส่วนนี้ ทั้งส่งเสริมการส่งออกไฟฟ้าไปประเทศเพื่อนบ้าน การส่งเสริมพลังงานทดแทน โดย กฟผ.จะลงทุนสายส่งรองรับส่วนนี้ประมาณ 120,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า รวมทั้งส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชุมชน ทั้งการส่งเสริมห้องเย็นเก็บผลไม้ โดยมีค่าไฟฟ้าราคาพิเศษ รวมทั้งแผนปลดโรงไฟฟ้าเก่าออกจากระบบอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ วันที่ 20 ก.ค.นี้ เพื่อปรับแผนประกาศใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 จากแผนเดิมจะประกาศใช้วันที่ 1 ม.ค.66 เป็นวันที่ 1 ม.ค.67 เนื่องมาจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันได้เสนอขอเลื่อนจากผลกระทบจากล็อกดาวน์ เพื่อสกัดกั้นโรคโควิด-19 มีการปิดสนามบิน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศไม่สามารถเดินทางเข้ามาตรวจงานปรับปรุงโรงกลั่นของไทยได้ ทำให้การลงทุนของทุกโรงกลั่น มูลค่ารวมราว 50,000 ล้านบาท ต้องล่าช้ากว่าแผน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท.ยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนงานเดิมในการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันดีเซลให้ได้ตามมาตรฐานยูโร 5 แม้ว่ากระทรวงพลังงานมีแผนจะเลื่อนการบังคับใช้น้ำมันยูโร 5 ออกไปอีก 1 ปี จากเดิม 1 ม.ค.2566 เนื่องจากโรงกลั่นไทยออยล์อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำมันดีเซลให้ได้ตามมาตรฐานยูโร 5 แล้ว ยังปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ทำให้ไทยออยล์มีกำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดิม 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 แสนบาร์เรลต่อวัน มูลค่าการลงทุน 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบในปีนี้ คาดว่าราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 40.5-43 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์ราคาน้ำมันจะดีขึ้น แต่ยังคงต้องจับตาปัจจัย อาทิ โควิด-19 หากเกิดรอบ 2 ความต้องการใช้น้ำมันก็จะหายไป, กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันลดกำลังการผลิตได้ตามสัญญาหรือไม่ รวมถึงสงครามทางการค้า เป็นต้น โดยในช่วงที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท.มีการปรับตัว โดยปรับลดกำลังการกลั่นน้ำมันลงเหลือ 80% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด เทียบกับโรงกลั่นนอกกลุ่ม ปตท. ที่บางรายลดการกลั่นเหลือ 60-70.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71755</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, นันธิกา ทังสุพานิช, พัฒนา แสงศรีโรจน์, วัฒนพงษ์ คุโรวาท, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200717/image_big_5f1186a3c07ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 11:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมธุรกิจพลังงานเผยใช้น้ำมัน 5เดือนลดลง 13.4% เป็นผลมาจากโควิด 19  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย. 2563 นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันรอบ 5 เดือน ของปี 2563 (มกราคม &amp;ndash; พฤษภาคม) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 13.4 โดยกลุ่มเบนซิน ลดลงร้อยละ 8.5 กลุ่มดีเซล ลดลงร้อยละ 5.0 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) ลดลง ร้อยละ 43.3 น้ำมันเตา ลดลงร้อยละ 21.7 น้ำมันก๊าด ลดลงร้อยละ 16.6 LPG ลดลงร้อยละ 16.2 และ NGV ลดลงร้อยละ 27.5 โดยมีสาเหตุมาจากการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.63 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้ ห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้เชื้อเพลิง และเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงหยุดชะงัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 29.23 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 8.5 โดยกลุ่มแก๊สโซฮอล์มีปริมาณการใช้ลดลง เฉลี่ยอยู่ที่ 28.45 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นร้อยละ 8.1 และน้ำมันเบนซินมีการใช้ลดลงเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 0.78 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 21.2 สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ พบว่า แก๊สโซฮอล์ อี85 มีปริมาณการใช้ลดลงมากที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.92 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น อัตราลดลงร้อยละ 28.6 รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 8.00 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 16.8 ถัดมาเป็น แก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 5.94 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 7.3 และแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 13.59 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 0.4 ซึ่งจากมาตรการของภาครัฐที่มีการเว้นระยะห่าง ทางสังคม การทำงานที่บ้าน และการลดการเดินทางข้ามจังหวัด ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65.93 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 5.0 โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี7 มีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 47.64 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 27.1 น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 10.21 ล้านลิตร/วัน (เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2562) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 5.36 ล้านลิตร/วัน (เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561) จากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง อย่างไรก็ตาม นโยบายภาครัฐที่กำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน และกำหนดให้ทุกสถานีบริการต้องมีน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป ส่งผลให้ยอดการจำหน่ายดังกล่าวยังไม่ปรับตัวลดลงมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 11.40 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของ ปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 43.3 เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประกาศห้ามอากาศยานทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.63 และการหยุดให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศยังคง ส่งผลให้ ความต้องการใช้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้ LPG เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 15.10 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 16.2 โดยปริมาณการใช้ ภาคขนส่งลดลงมากที่สุด มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 2.02 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 31.0 รองลงมาเป็นภาคปิโตรเคมี มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 6.03 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 19.7 ถัดมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้ลดลงอยู่ที่ 1.66 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลง ร้อยละ 8.5 และภาคครัวเรือนมีปริมาณการใช้ลดลงอยู่ที่ 5.39 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 6.7
การใช้ NGV เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 4.10 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 27.5 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ จึงทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการรถโดยสารหันไปใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ทดแทน อีกทั้งยังมีนโยบายการปรับราคาขายปลีก NGV สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปเพื่อสะท้อนต้นทุน จึงทำให้ราคา NGV ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์หรือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วแทน
การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง มีปริมาณรวมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 906,572 บาร์เรล/วัน คิดเป็นร้อยละ 12.8 โดยมีปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 878,802 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 8.6 คิดเป็นมูลค่า 42,032 ล้านบาท/เดือน เนื่องจากในเดือน พ.ค. 63 มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และโรงแยกก๊าซธรรมชาติ รวมถึงมาตรการ Lock down อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลดลง จึงทำให้ต้องลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบลดลง สำหรับ น้ำมันสำเร็จรูป เป็นการนำเข้าน้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยานและก๊าด และ LPG โดยมีปริมาณนำเข้าลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 27,770 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 64.8 คิดเป็นมูลค่า 1,405 ล้านบาท/เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยานและก๊าด และ LPG โดยมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 205,745 บาร์เรล/วัน คิดเป็นร้อยละ 19.5 คิดเป็นมูลค่า 9,084 ล้านบาท/เดือน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70116</URL_LINK>
                <HASHTAG>การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง, นันธิกา ทังสุพานิช, อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabbb042dd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพ. มองปี’63 ไทยใช้น้ำมันเพิ่ม 2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค. 2563 นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ปี 2563 กรมฯ ประเมินภาพรวมความต้องการใช้น้ำมันทั้งประเทศเติบโต 2% จากปี 2562 เติบโต 1.8% เป็นความต้องการกลุ่มเบนซินที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 33.3 ล้านลิตร/วัน จากปี 2562 อยู่ที่ 32.2 ล้านลิตร/วัน กลุ่มดีเซลหมุนเร็วคาดจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 71.6 ล้านลิตร/วัน จากปี 2562 อยู่ที่ 64.4 ล้านลิตร/วัน ภายใต้สมมติฐานราคาดิบดิบตลาดดูไบปีนี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบไม่เกิน 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปี 2562 เฉลี่ยอยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากมองสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันของปี 2562 (ม.ค.-ธ.ค.2562)เทียบกับปี 2561 ที่เติบโตขึ้นเป็นการเติบโตในกลุ่มน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น 3.7% เฉลี่ยอยู่ที่ 32.2 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ แบ่งเป็นแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมากที่สุด 12.1% อยู่ที่ 6.5 ล้านลิตร/วัน เนื่องจากมีราคาต่ำกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.98 บาท/ลิตร จึงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้เพิ่มขึ้น รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ อี85 เพิ่มขึ้น 7.9% อยู่ที่ 1.3 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้น 6.9% อยู่ที่ 13.9 ล้านลิตร/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง โดยน้ำมันเบนซินลดลง 12.8%อยู่ที่ 1 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮออล์ 91 ลดลง 4.2% อยู่ที่ 9.6 ล้านลิตร/วัน เนื่องจากแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 มีราคาใกล้เคียงกันโดยมีส่วนต่างเพียง 27 สตางค์/ลิตร ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันชนิดที่มีค่าออกเทนสูงกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็วยังเพิ่มขึ้น 1.8% เฉลี่ยอยู่ที่ 64.4 ล้านลิตร/วัน โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 มีปริมาณการใช้ลดลง 5.4% อยู่ที่ 59.9 ล้านลิตร/วัน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ที่เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.2562 อยู่ที่ 1 แสนลิตร/วัน &amp;nbsp;และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่เดือนก.ค.2561 อยู่ที่ 4.5 ล้านลิตร/วัน โดยการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 และบี20 ภาครัฐได้ใช้มาตรการกำหนดส่วนต่างราคาขายปลีกให้ถูกกว่าดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (บี7) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2 และ 3 บาท/ลิตร คิดเป็นเงินอุดหนุนตั้งแต่เดือนก.ค.2561-ธ.ค.2562 จำนวน 6,200 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงพลังงานมีแผนส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 10 เป็นน้ำมันพื้นฐานต่อเนื่อง เพื่อผลักดันราคาผลผลิตปาล์มสดเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาทให้ได้ภายในปีนี้ตามเป้าหมายที่กำหนด ช่วยแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ ซึ่งมั่นใจผลผลิตปาล์มสดยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่การปลูก โดยปัจจุบันสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ(ซีพีโอ) อยู่ที่ 3.34 แสนตัน สกัดเป็นบี 100 อยู่ที่ 120 ล้านลิตร และเดือนก.พ.นี้จะมีผลผลิตใหม่ออกสู่ตลาดสามารถรองรับความต้องการปีนี้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 57 ล้านลิตร คิดเป็นปริมาณความต้องการใช้ปาล์มเป็นเชื้อเพลิงสัดส่วน 2 ใน 3 หรือ 2-2.2 ล้านตันของปริมาณผลผลิตปาล์ม&amp;rdquo;นางสาวนันธิกา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวนันธิกา กล่าวว่า ปัจจุบันดีเซลหมุนเร็วบี 10 มีการใช้ 1.3-1.5 ล้านลิตร/วัน มีสถานีบริการน้ำมันบี 10 จำนวน 800 แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้าหมายสิ้นเดือนม.ค.จะเพิ่มเป็น 3,000 แห่ง และเดือนก.พ.จะเพิ่มเป็น 4,000 แห่ง จึงคาดว่าในช่วงไตรมาส 1/2563 จะมีความต้องการใช้บี 10 อยู่ที่ 22.5 ล้านลิตร/วัน ตลอดทั้งปี 2563 คาดความต้องการใช้บี 10 จะอยู่ที 57 ล้านลิตร/วัน บี 7 มีความต้องการใช้ลดลงเหลือ 5 ล้านลิตร/วัน
ส่วนการปรับคุณภาพการผลิตบี 10 ของโรงกลั่นน้ำมัน 6 โรงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานน้ำมันยูโร 5 มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2567 เงินลงทุนประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งบางส่วนมีการปรับแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ ไทยออยล์, จีซี และบางจาก โดยบี 10 สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนได้ 3.5-13.5% และบี 20 ช่วยลดฝุ่นละอองได้ 20-25% อย่างไรก็ตามช่วงเดือนก.พ.-มี.ค.2563 มีแผนส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังและอ้อยมากขึ้นชัดเจน
ในส่วนของก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ลดลง 0.2% ปริมาณการใช้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 17.8 ล้านกก./วัน ซึ่งเป็นการลดลงทั้งในภาคครัวเรือน 1.8% อยู่ที่ 5.8 ล้านกก./วัน ภาคอุตสาหกรรมลดลง 3.9% อยู่ที่ 1.8 ล้านกก./วัน &amp;nbsp;และภาคขนส่งลดลงมากที่สุด 12.6% อยู่ที่ 2.8 ล้านกก./วัน ขณะที่การใช้แอลพีจีในภาคปิโตรเคมีมีความต้องการเพิ่มขึ้น 7.9% อยู่ที่ 7.4 ล้านกก./วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) ลดลง 11.7% เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 5.4 ล้านกก./วัน เนื่องจากการปรับราคาเอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ทำให้ประชาชนและรถบรรทุกสินค้าหันไปใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ทดแทน ส่งผลให้สถานีบริการเอ็นจีวีนอกแนวท่อทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องเช่นกันอยู่ที่ 451 แห่งในปี 2562 จากปี 2561 อยู่ที่ 446 แห่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55090</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความต้องการใช้น้ำมัน, นันธิกา ทังสุพานิช, อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b306f937b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
