<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 20:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤติ! ชลประทานพิจิตรขอฝนหลวงช่วยนาข้าวกว่า 4.5 แสนไร่ ประสบภัยแล้งส่อยืนต้นแห้งตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง รวมถึงฝนตกไม่ทั่วถึง ปริมาณน้ำฝนมีน้อย ทำให้ขณะนี้พื้นที่ปลูกข้าวในเขตพื้นที่ จ.พิจิตร 12 อำเภอ ที่ลงทะเบียนปลูกข้าวไว้ 1.4 ล้านไร่เศษ ส่อเค้าว่านาข้าวจำนวน 4.5 แสนไร่ ข้าวกำลังขาดน้ำและจะยืนต้นแห้งตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอำนาจ อินทร์วงศ์แก้ว ผอ.โครงการชลประทานพิจิตร ได้ทำเป็นหนังสือถึงผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก เพื่อขอให้นำเครื่องบินปฏิบัติการโปรยสารเคมีในการทำฝนหลวงในพื้นที่ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน เนื่องจากปริมาณน้ำฝนมีน้อยและปริมาณน้ำในแม่น้ำมีไม่เพียงพอในการจัดสรรให้เกษตรกร&amp;nbsp;ซึ่งนับได้ว่าเป็นความเดือดร้อนของชาวนาจังหวัดพิจิตร ที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง เหตุจากฝนทิ้งช่วงอยู่ในขณะนี้ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีข้อมูลจากนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประสานงานขอไปยังศูนย์ปฏิบัติการภาพเหนือตอนล่างเพื่อให้ช่วยทำฝนหลวงเป็นการด่วนแล้ว อีกทั้ง นายพรชัย อินทร์สุข ส.ส.พปชร.พิจิตร เขต 1 , นายภูดิท อินสุวรรณ์ ส.ส.พปชร.พิจิตร เขต 2 , นายสุรชาติ ศีบุศกร ส.ส.พปชร.พิจิตร เขต 3 ก็ได้เข้าพบกับร้อยเอกธรรมนัส พรมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้สั่งการช่วยเหลือชาวนาพิจิตรทั้ง 12 อำเภอ เป็นการเร่งด่วนแล้ว โดยมีรายงานว่าเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันนี้ เครื่องบินทำฝนหลวงได้ขึ้นบินปฏิบัติการทำฝนหลวงช่วยชาวนาพิจิตรเป็นเที่ยวบินแรกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76321</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิจิตร, ชลประทานพิจิตร, นาข้าวยืนต้นตาย, ฝนทิ้งช่วง, ฝนหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f99dd0973d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57084</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 12:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวนาชัยนาทปล่อยข้าวนับพันไร่ยืนต้นตาย ต้องยอมซื้อน้ำประปาให้วัวควายกินสู้ภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดชัยนาทยังคงสร้างความเสียหายให้กับภาคการเกษตร&amp;nbsp;ชาวนาหลายรายในพื้นที่ อ.สรรคบุรี ต้องยอมปล่อยทิ้งนาข้าวนับพันไร่ที่ใกล้ออกรวงให้แห้งตาย เพราะไม่สามารถหาแหล่งน้ำไปช่วยหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้แล้ว เพราะตอนนี้คลองชลประทานต่างๆในพื้นที่ ไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่แม้แต่เพียงหยดเดียว&amp;nbsp;ส่วนบ่อบาดาลก็สูบน้ำขึ้นมาได้น้อย ไม่พอเลี้ยงต้นข้าว&amp;nbsp;จำใจต้องปล่อยนาทิ้งให้แห้งตาย&amp;nbsp;สูญเงินที่ลงทุนไปนับหมื่นนับพันบาท&amp;nbsp;ขณะที่เกษตรกรที่เลี้ยงวัว-ควายก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน&amp;nbsp;เพราะแหล่งน้ำตามธรรมชาติ และคลองชลประทานที่ฝูงวัวควายเคยใช้กินและลงเล่นน้ำ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพแห้งขอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมสัน รอดย้อย เกษตรกร อ.สรรคบุรี&amp;nbsp;บอกว่าต้องซื้อน้ำประปาให้วัวกินแทนเพราะน้ำในคลองชลประทาน และน้ำในสระต่างๆที่เคยอาศัยเป็นแหล่งน้ำเลี้ยงวัว&amp;nbsp;ตอนนี้ทุกที่อยู่ในสภาพแห้งขอดไม่มีน้ำเหลือติดก้นคลองสักหยดเดียว&amp;nbsp;ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเป็นภาวะจำยอมที่ต้องเสีย ดีกว่าปล่อยให้สัตว์เลี้ยงต้องอดน้ำตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับ นายต๊อบ&amp;nbsp;เกษตรกร อ.เมืองชัยนาท&amp;nbsp;ที่เลี้ยงวัวจำนวน 23 ตัว ทุกๆวันจะต้องพาวัวเดินออกไปตระเวนหาน้ำและหญ้ากินตามแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ ที่ยังพอมีน้ำหลงเหลืออยู่ แต่ปริมาณน้ำก็มีไม่มาก และแห้งเหือดลงไปทุกวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้ในแต่ละวัน ต้องเดินออกไปไกลจากบ้านมากกว่า 5 กิโลเมตร&amp;nbsp;ถึงจะพบแหล่งน้ำและหญ้า ที่พอให้วัวได้ดื่มกิน ประทังชีวิตในระยะนี้ ซึ่งหากจากนี้ไป ภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น และแหล่งน้ำในพื้นที่แห้งหมด&amp;nbsp; ก็ยังไม่รู้ว่าจะหาน้ำที่ไหนให้วัวกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57084</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลองชลประทานแห้งขอด, ชัยนาท, นาข้าวยืนต้นตาย, สถานการณ์ภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e44dd229b21c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2019 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2019 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวนาพิจิตรวอนชลประทานขยายเวลาส่งน้ำ หวั่นนาข้าวยืนต้นตายนับหมื่นไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภัยแล้งต้นข้าวขาดน้ำนับหมื่นไร่ ชาวนาพิจิตรบุกโครงการชลประทานวังจันทร์ ขอขยายระยะเวลาส่งน้ำเนื่องจากต้นข้าวที่ออกรวงกำลังส่อเค้าว่าจะขาดน้ำแห้งตาย ต้นเหตุชลประทานขีดเส้นแดงจะหยุดการจ่ายน้ำแค่วันที่ 11 มีนาคม 62 แต่ชาวนาต่อรองขอให้จ่ายน้ำไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.พ.62 - ที่สำนักงานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 วังจันทร์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว สำนักชลประทานที่ 3 หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้มีเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ 3 ตำบล ประกอบด้วย ดงกลาง ดงป่าคำ เมืองเก่า และเกษตรกรชาวนาตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จำนวนกว่า 50 ราย ได้เดินทางมาเรียกร้องขอน้ำสำนักชลประทาน เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอทำให้ต้นข้าวนับหมื่นไร่ที่กำลังส่อเค้าว่าต้นข้าวอาจจะขาดน้ำแห้งตาย เนื่องจากชลประทานขีดเส้นแดงว่า จะหยุดการจ่ายน้ำให้เกษตรกรถึงวันที่ 11 มีนาคม 2562 แต่ชาวนากลุ่มนี้ต่อรองว่า ขอให้จ่ายน้ำไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมนึก พุทธเกษม ชาวนาหมู่ที่ 2 ตำบลดงกลาง กล่าวว่า เนื่องจากเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ได้ทำนาปลูกข้าว จนต้นข้าวมีอายุประมาณ 2 เดือน ซึ่งกำลังเจริญเติบโตและตั้งท้องใกล้ออกรวง โดยมีพื้นที่ทำนารวมนับหมื่นไร่ที่ต้องอาศัยน้ำจากคลองชลประทานซี 90 &amp;nbsp;ซึ่งเป็นคลองที่แยกมาจากคลองชลประทานซี 1 ปัจจุบันน้ำส่งไปให้เกษตรกร แต่ปรากฏว่าผู้ที่อยู่ปลายน้ำหรือปลายคลองได้รับน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ต้นข้าวที่กำลังตั้งท้องออกรวง มีแนวโน้มว่าจะยืนต้นแห้งตาย จึงทำให้ชาวนากลุ่มดังกล่าวต้องรวมตัวกันเรียกร้องหน่วยงานชลประทานช่วยหาวิธีขยายเวลาในการส่งน้ำ จากเดิมถึงแค่วันที่ 11 มี.ค. ขอให้ขยายเวลาไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อให้ต้นข้าวได้รับน้ำและเจริญเติบโตได้เก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนทยา คำวรรณ หัวหน้างานส่งน้ำและกิจกรรมต่อเนื่อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 วังจันทร์ กล่าวว่า หากเกษตรกรจะขอขยายระยะเวลาส่งน้ำออกไปถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้นั้น สามารถทำได้ แต่ต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมาเพื่อให้ชลประทานวังจันทร์ส่งต่อผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจในการตัดสินใจอนุมัติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29995</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิจิตร, ชลประทานพิจิตร, ชลประทานวังจันทร์, นาข้าวยืนต้นตาย, ภัยแล้งต้นข้าวขาดน้ำ, โครงการชลประทาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190226/image_big_5c75022306612.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2018 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2018 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคราชแล้งหนัก นาข้าวยืนต้นตายกลายเป็นทุ่งหญ้าให้วัวควายกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครราชสีมาช่วงนี้มีสภาพอากาศแปรปรวนหนักหลายพื้นที่ฝนไม่ตกหรือฝนทิ้งช่วงนานกว่า 2 เดือนจนเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงถึงขั้นวิกฤติ นาข้าวยืนต้นแห้งตายกลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างขวางสุดหูสุดตา ผลผลิตเสียหายสิ้นเชิง 100% ชาวนาหลายรายได้รับผลกระทบเดือดร้อนหนักจนหมดอาลัยกับชีวิต เพราะปีนี้ไม่มีผลผลิตข้าวนาปีให้เก็บเกี่ยวแม้แต่เมล็ดเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวินัย ดอกพิกุล อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านหลุมปูน หมู่ 4 ตำบลถนนโพธิ์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้ภัยแล้งกระหน่ำนาข้าวทั้งตำบลและพื้นที่ใกล้เคียงต้องแห้งเหี่ยวยืนต้นตายแทบทั้งหมด ตั้งแต่ที่เกษตรกรเริ่มหว่านข้าวหอมมะลิเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2561 มีฝนตกเล็กน้อย พอข้าวเริ่มยืนต้นก็เจอปัญหาฝนทิ้งช่วงยาวนาน ต้นข้าวทนสภาพแล้งหนักไม่ไหวยืนต้นตายทั้งหมด จนมีต้นหญ้าขึ้นปกคลุมแทน เกษตรกรเราต้องยอมรับชะตากรรมเพราะต้นเหตุเกิดจากภัยธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปีนี้ผมทำนา 24 ไร่ เสียหาย 100% ต้องไล่ต้อนวัวกินหญ้าในแปลงนา รอเจ้าหน้าที่มาสำรวจความเสียหาย เพื่อรับการเยียวยาจากภาครัฐ แต่ก็ไม่คุ้มกับเงินที่ลงทุนไปกว่า 60,000 บาท &amp;nbsp;นั่งมองนาข้าวด้วยความเศร้าใจแทบหมดอาลัยตายอยาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อย่างไรก็ตามทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครราชสีมา ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้ง จ.นครราชสีมามีการสำรวจพบใน 14 อำเภอ นาข้าวเสียหาย 550,000 ไร่เศษ พืชไร่เสียหาย 140,000 ไร่เศษและตัวเลขก็ทยอยมาเรื่อยๆตามปริมาณที่เกิดขึ้น อยู่ระหว่างการสำรวจเพิ่มเติม เพื่อเตรียมประกาศเขตภัยพิบัติแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตนได้สั่งเรียกประชุมทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในวันที่ 19 ต.ค. ให้แต่ละอำเภอทั้ง 32 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่ 14 อำเภอที่ประสบปัญหาอยู่ขณะนี้ และจะเริ่มประกาศภัยแล้งได้เลย&amp;nbsp;และจะเร่งรัดการทำฝายประชารัฐกักน้ำช่วง 1 เดือนจากนี้ไปให้ได้น้ำมากที่สุดเท่าที่จะมากได้แล้วใช้น้ำหน้าฝายก่อนโดยสูบไปกักเก็บไว้บ่อประปาต่างๆ เมื่อฝายหมดก็ไปใช้น้ำที่เรากักเก็บไว้เพื่อเป็นน้ำอุปโภค บริโภค ไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2562 และทางเกษตรจังหวัดจะต้องแจ้งให้ได้ว่าพื้นที่ไหนจะปลูกข้าวนาปรังได้ พื้นที่ไหนปลูกไม่ได้ เพื่อเป็นการชดเชยให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีแล้วเสียหาย หรือการแนะนำให้เกษตรปลูกพืชฤดูแล้งใช้น้ำน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ช่วงนี้มีรายงานเข้ามามากจนถึงตอนนี้น่าจะเพิ่มประมาณ 24 อำเภอแล้ว ซึ่งก็คงจะรับทราบอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามตนได้แจ้งไปทางแต่ละอำเภอและชาวบ้านว่า ภัยแล้งขณะนี้มีปัญหามาก การช่วยเหลือภัยแล้งต้องมีหลักฐานในการตรวจหลังจากเรามีการประกาศภัยแล้ง ฉะนั้นอย่าเห็นว่าข้าวเสียหายแล้วเอาวัวควายลงไปเลี้ยงไปกิน พอถึงเวลากรรมการหรือเจ้าหน้าที่ที่เราแต่งตั้งลงไปตรวจ ถ้าไม่เห็นความเสียหายแล้วมันจะมีปัญหา ฉะนั้นขอให้ตรวจให้เรียบร้อยก่อนแล้วถ้าจะวัวควายลงไปเลี้ยงค่อยมาว่ากันอีกที จังหวัดพร้อมจะชดเชยให้กับเกษตรกรตามระเบียบของทางราชการ&amp;quot;ผู้ว่าฯนครราชสีมา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีปัญหามาก อาทิ อ.โนนไทย , อ.คง , อ.บัวใหญ่ , อ.สีดา , อ.ห้วยแถลง เป็นต้น ภัยแล้งปีนี้มาเร็วกว่าปกติก่อนเป็นเดือน ส่วนน้ำประปาสำหรับโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลพระทองคำทุกแห่งจะเชิญมาร่วมประชุมเพื่อบริหารจัดการน้ำ&amp;nbsp;ส่วนจุดที่เรากังวลมากมีปัญหามากที่คือ อ่างเก็บน้ำห้วยตะคร้อ อ.คง&amp;nbsp;เราจะต้องหารือกันเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ประปาขาดน้ำเป็นอันขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20182</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาข้าวยืนต้นตาย, นายวิเชียร จันทรโณทัย, ผู้ว่าฯนครราชสีมา, ภัยแล้ง, สถานการณ์ภัยแล้ง, โคราชแล้งหนัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181018/image_big_5bc7e4327a12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
