<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อนช่วยเพื่อน...บริจาคเบี้ยยังชีพ เข้า&quot;กองทุนผู้สูงอายุ&quot;รับมืออนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เพื่อให้การพัฒนาผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 โดยกรมกิจการผู้สูงอายุได้รับทราบแนวทางการดำเนิน &amp;ldquo;โครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ตามนโยบายรับมือผู้สูงวัยในอนาคต โดยตั้งเป้าผู้สูงวัยอายุ 60 ปีที่ได้รับเบี้ยยังชีพเข้ามาร่วมบริจาคเงินสนับสนุนดังกล่าวให้ได้ 5 หมื่นราย จากจำนวน 5 ล้านคน ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐในส่วนดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้สูงอายุที่ได้เบี้ยยังชีพจากภาครัฐอยู่ที่จำนวน 8 ล้านราย โดยนำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งอยู่ในโครงการลงทะเบียนเพื่อรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรผู้มีรายได้น้อย) ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้จ้างกรมธนารักษ์จัดทำเหรียญเชิดชูเกียรติ และจัดส่งให้กับผู้สูงอายุที่บริจาคเบี้ยยังชีพตามโครงการดังนี้ด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับโครงการนี้มีนโยบายจะช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย โดยการเพิ่มเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงวัยกลุ่มนี้ที่มีอยู่ราว 11 ล้านคน และมีผู้สูงอายุรายได้น้อยที่รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐอยู่ที่ 8.4 ล้านคน ผ่านงบประมาณ 6 หมื่น 4 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2553 นโยบายของภาครัฐคือการช่วยเหลือผู้ที่ใช้ชีวิตด้วยความเดือดร้อนลำบาก เพื่อให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่ต่อมาเน้นเป็นการให้ความช่วยเหลือคนทั่วไปซึ่งมีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนไว้กับภาครัฐ ดังนั้นจึงมีการพิจารณากันว่าน่าจะช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรผู้มีรายได้น้อย) จึงได้เกิดเป็นที่มาของ &amp;ldquo;โครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้มาจากเงินภาษียาสูบของกรมสรรพสามิต คิดเป็นประมาณ 2% หรือคิดเป็นยอดรวมทั้งหมดจำนวน 4,000 ล้านบาท แต่เมื่อนำมาบวกลบคูณหารกับจำนวนผู้สูงอายุรายได้น้อยที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรผู้มีรายได้น้อย) ราว 3-4 ล้านคนในปัจจุบัน ผู้สูงอายุแต่ละท่านจะได้รับเงินประมาณคนละ 50 บาท ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างน้อย จากเงินที่ได้จากภาครัฐประมาณ 200-300 บาทต่อราย ประกอบกับงบจากภาษียาสูบ จำนวน 4,000 ล้านบาท จะต้องเข้ามาอย่างเป็นระบบ หรือเข้ามาเป็นรายวัน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ประกอบกับ &amp;ldquo;โครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เข้ากองทุนผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ที่เริ่มเปิดให้ผู้สูงวัยอายุ 60 ปีที่ประสงค์จะบริจาคเบี้ยยังชีพตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ปี 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนเพียง 515 ราย โดยมียอดเงินบริจาคอยู่ที่ 9 แสนบาท และเมื่อรวมกับเงินจากภาษียาสูบ ทำให้มีงบประมาณที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุรายได้น้อยซึ่งมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรรายได้น้อย) อยู่ที่ประมาณ 1,900 ล้านบาท เมื่อหารต่อคนแล้วก็ค่อนข้างได้จำนวนน้อย ทั้งนี้ ทางกรมกิจการผู้สูงอายุก็คาดหวังว่าจะมีผู้สูงวัยที่ได้รับเบี้ยยังชีพเข้ามาร่วมบริจาคเงินอยู่ที่ 5 หมื่นราย จากจำนวน 5 ล้านคนที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับเบี้ยยังชีพจากภาครัฐซึ่งประสงค์จะเข้าร่วมบริจาคนั้น 1.สามารถแสดงความจำนงได้ที่หน่วยรับแจ้งการบริจาค ได้แก่ สำนักงานเขต กทม. อบต. เทศบาล และพัทยา ที่ตนได้ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมกรอกแบบฟอร์มที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด โดยผู้สูงอายุที่บริจาคเบี้ยยังชีพจะได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ เพื่อเป็นการตอบแทนการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทั้งนี้ หากในอนาคตผู้สูงอายุที่เคยบริจาคเบี้ยยังชีพต้องการยกเลิกการบริจาค ก็สามารถแจ้งความจำนงเพื่อขอยกเลิกการบริจาคได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;2.หน่วยรับแจ้งการบริจาคจัดส่งเงินบริจาค และข้อมูลของผู้บริจาคให้แก่กองทุนผู้สูงอายุตามขั้นตอนที่กำหนด โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งกองทุนผู้สูงอายุและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (สนง.พมจ.) จะจัดส่งใบเสร็จให้แก่ผู้บริจาคต่อไป รวมถึงสามารถติดต่อขอบริจาคได้ที่ ธนาคารของภาครัฐ อาทิ ธ.ก.ส, กรุงไทย, ออมสิน ทั้งนี้ สามารถบริจาคได้ตลอดโดยไม่จำกัดระยะเวลา&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12251</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนผู้สูงอายุและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด, คุณภาพชีวิต, นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ, บัตรผู้มีรายได้น้อย, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b338e8ef2886.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับบ้านต้อนรับผู้สูงวัย &#039;พัฒนาคุณภาพชีวิต&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุถึง 11 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยติดเตียงร้อยละ 1.5 และเป็นผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้เล็กน้อยประมาณ 2 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุ 8 ล้านคนเป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจทั่วประเทศพบว่า ขณะนี้มีผู้สูงอายุเกิน 100 ปี จำนวน 300 คน และคาดการณ์ว่าในปี 2574 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จะมีผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 28 ของจำนวนประชากร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขเหล่านี้ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุยังสะท้อนให้เห็นว่า เราต้องเตรียมพร้อมในเรื่องของผู้สูงอายุมากขึ้นในเรื่องของดูแลผู้สูงอายุ นอกจากความแข็งแรงทางร่างกายแล้ว ความแข็งแรงทางจิตใจของผู้สูงอายุก็เป็นเรื่องสำคัญ ผู้สูงอายุต้องการกำลังใจ คนยุคใหม่ใส่ใจผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องเตรียมพร้อมในเรื่องของผู้สูงอายุมากขึ้น นอกจากความแข็งแรงทางร่างกายแล้ว ความแข็งแรงทางจิตใจของผู้สูงอายุก็เป็นเรื่องสำคัญ ผู้สูงอายุต้องการกำลังใจ คนยุคใหม่ใส่ใจผู้สูงอายุ นอกจากเรื่องการสุขภาพกาย สุขภาพใจแล้ว การใช้ชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุก็มีความสำคัญเช่นกัน การทำกิจกรรมต่างๆ หากไม่ระวังตัว พลาดล้มได้รับบาดเจ็บคงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์พิศิษฐ์ โรจนวานิช อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ข้อคิดถึงการจัดการจุดเสี่ยงที่ระวังได้ในบ้าน สำหรับบ้านใดมีผู้สูงอายุ ขอให้นำไปปรับเปลี่ยน ปรับแต่งบ้านต้อนรับสิ่งดีๆ &amp;ldquo;สมัยโบราณบ้านเคยถูกมองว่าเป็นการแสดงออกของฐานะ แต่ปัจจุบันนี้เริ่มมองว่าบ้านคือกุญแจสำคัญของการปรับรูปแบบการใช้ชีวิตในช่วงวัยต่างๆ ซึ่งรูปแบบสุดท้ายของทุกคน คือรูปแบบการใช้ชีวิตแบบผู้สูงอายุ ในปัจจุบันบ้านหลายหลังที่อาศัยอยู่สนับสนุนและรองรับการใช้ชีวิตเพียงอายุ 7-60 ปีเท่านั้น ในทางกลับกัน ในช่วงอายุ 7-60 ปี คือวัยเรียนและวัยทำงาน เป็นช่วงที่ไม่ค่อยได้อาศัยอยู่บ้าน แต่หลังจากอายุ 60 ปี เกษียณอายุ เป็นช่วงที่ต้องกลับมาอยู่บ้าน แต่บ้านกลับไม่รองรับตัวเราเสียแล้ว จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพบ้านให้มีความเหมาะสมแก่ช่วงอายุ เพื่อป้องกันจุดเสี่ยงต่างๆ ภายในบ้านที่จะเป็นอันตรายต่อตัวเรา&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดการจุดเสี่ยงที่ระวังได้ในบ้านให้ทำดังนี้ ภายนอกบ้าน 1.หากพื้นที่อำนวยควรมีบริเวณเทียบรถเพื่อรับ-ส่งถ่ายระหว่างรถยนต์กับรถเข็นวีลแชร์ 2.ทางลาดความชัน 1:12 (1:20 ถ้าเลื่อนรถเข็นด้วยตนเอง) 3.บันไดขั้นเหยียบ 30 ซม. ลูกตั้ง 15 ซม. ราวจับสูง 90 ซม. 4.ทางเข้าบ้านมีชายคานยื่นยาว มีไฟส่องสว่างเพียงพอ 5.มีที่นั่งใส่รองเท้า มีที่วางของก่อนไขกุญแจบ้านเพื่อความปลอดภัย 6.ทางเข้าบ้านไม่ควรมีพื้นต่างระดับหรือธรณี 7.วัสดุปูทางควรมีรอยต่อน้อย ผิวสัมผัสมีความฝืด ไม่ลื่น ถ้าเป็นบล็อกยางแบบสนามเด็กเล่นจะล้มโดยไม่เจ็บตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้องน้ำ 1.พื้นที่ว่าง ภายในอย่างน้อย 1.50 คูณ 1.50 ม. เพื่อรถเข็นวีลแชร์หมุนตัวได้ 2.ประตูบานเลื่อนกว้างสุทธิ 90 ซม. ถ้าเป็นแบบติดบานพับให้เปิดออก 3.แบ่งพื้นที่ส่วนเปียก แห้ง ส่วนเปียกเฉพาะพื้นที่อาบน้ำ &amp;nbsp;4.พื้นห้องน้ำปูกระเบื้องผิวหยาบกันลื่น หรือเคลือบน้ำยากันลื่น 5.พื้นภายในห้องน้ำต่ำกว่าพื้นห้องติดกันไม่เกิน 2 ซม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้องครัว 1.ระดับโต๊ะ/เคาน์เตอร์สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 75 ซม. 2.ใต้โต๊ะ/เคาน์เตอร์ควรเปิดโล่งเพื่อสามารถนั่งเก้าอี้วีลแชร์ทำงานได้ 3.เพื่อความสะดวกในการใช้งานหิ้ง ชั้นวางของ ตู้ลอย ควรสูงไม่เกิน 170 ซม. ฝาตู้ควรเป็นลูกฟักกระจกมองผ่านได้ 4.มีไฟส่องสว่างเพียงพอ ทั้งบริเวณเตรียมอาหาร ปรุงอาหาร และล้างจาน &amp;nbsp;5.เลี่ยงการใช้เตาแก๊ส อาจรั่วหรือลืมปิด ควรใช้เตาแม่เหล็กไฟฟ้า สัมผัสแล้วไม่ร้อน 6.มีสวิตช์ปิด-เปิดปลั๊กไฟ ป้องกันการลัดวงจรเมื่อปลั๊กไฟหลวม 7.มีการตีเส้นขอบด้วยสีเห็นชัดบริเวณขอบโต๊ะ/เคาน์เตอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขก 1.โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เตี้ย โซฟา มีความมั่นคง ปราศจากเหลี่ยมคม เก้าอี้โซฟามีเท้าแขนและพนักพิง 2.โซฟาควรมีสีสว่าง ความสูงเบาะที่นั่งประมาณ 45 ซม. ถ้าเตี้ยกว่านี้นั่งแล้วจม ลุกยาก เบาะที่นั่งไม่ยุบตัว 3.สีพื้นผนังเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งควรใช้สีตัดกัน 4.ทางเดินโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง จัดระเบียบพรมเช็ดเท้า ชายม่าน 5.การส่องสว่างจากดวงโคม ควรเป็นแสงสว่างแบบส่องโดยอ้อม 6.เลี่ยงโต๊ะกลางที่เป็นกระจกใส ผู้สูงอายุมองไม่เห็น 7.ขอบล่างหน้าต่างสูงจากพื้น 50-60 ซม. เพื่อวิวภายนอก พร้อมม่านปรับแสง ลดแสงจ้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้องนอน 1.มีพื้นที่เพียงพอสำหรับวีลแชร์ เทียบข้างเตียงมีความกว้าง 90 ซม. 2.อุปกรณ์ต่างๆ สามารถควบคุมได้ในระยะเอื้อมถึงจากเตียง เช่น สวิตช์ไฟ โทรศัพท์ กิ่งฉุกเฉิน เป็นต้น 3.ติดตั้งราวพยุงตัวในที่ที่เหมาะสมเฟอร์นิเจอร์มั่นคงแข็งแรง 4.ควรมีแสงจากธรรมชาติและมีม่านปรับแสงเพื่อลดแสงจ้า 5.ตามไฟขนาดเล็กสีเหลือง/ส้มในระดับต่ำ เปิดทั้งคืน โดยเฉพาะทางไปห้องน้ำ 6.ทางเดินโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง จัดระเบียบพรมเช็ดเท้า ชายม่าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาจารย์พิศิษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ถึงจะมีบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค แต่หากบ้านมีจุดเสี่ยงหลายที่ ก็คงไม่มีแพทย์ท่านไหนช่วยรักษาได้ทันตลอดเวลา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8116</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความแข็งแรงทางจิตใจ, คุณภาพชีวิต, นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ, ประชากรผู้สูงอายุ, อาจารย์พิศิษฐ์ โรจนวานิช, เกษียณอายุ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5c0e72ecf5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระดมพลผู้สูงอายุไทย เคล็ดลับอายุยืน100ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลราชวิถี สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดกิจกรรมส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีมีอายุยืนยาวสมบูรณ์ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;สองวัยใส่ใจสุขภาพ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับช่วงเทศกาลประเพณีไทยวันสงกรานต์ หรือวันผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถดูแลตนเองได้ไม่เจ็บป่วยฉุกเฉิน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานว่า ปี 2560 มีผู้สูงอายุสูงถึง 11 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยติดเตียง 1.5% และเป็นผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้เล็กน้อยประมาณกว่า 2 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุ 8 ล้านคนเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้ จากการสำรวจทั่วประเทศพบว่า ขณะนี้มีผู้สูงอายุเกิน 100 ปี จำนวน 300 คน และคาดการณ์ว่าในปี 2574 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คือจะมีผู้สูงอายุมากถึง 28% ของจำนวนประชากร สำหรับสิ่งที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขได้คือ การไม่มีโรค มีกิจกรรมทำ ซึ่งทางกรมได้สนองนโยบายภาครัฐด้วยการส่งเสริมการจ้างงานและกองทุนเงินออมแห่งชาติให้กับผู้สูงอายุด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้สูงอายุจะมีความสุขได้ จะต้องมี่สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วยการเริ่มรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน มัน เค็ม ส่วนเรื่องการออมนั้นควรเริ่มตั้งแต่วัยทำงาน และกระทรวงแรงงานกำลังผลักดันแก้ไขกฎหมายการจ้างงานผู้สูงอายุให้เป็นการจ้างงานแบบรายชั่วโมง เพื่อให้เหมาะสมกับวัยของผู้สูงอายุ&amp;rdquo; นางธนาภรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันอายุ 99 ปี กล่าวถึงวิธีกิน-อยู่อย่างไร? ให้อายุยืนเกิน 100 ปี พร้อมเคล็ดลับหลักความคิดที่ว่า การที่จะทำให้อายุยืนนั้น เป็นเพราะเมื่อได้อ่านหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ จำนวน 3 เล่ม จากนั้นได้ฝึกตนเองในเรื่องการจดจำ ฝึกสมาธิ รักษาสุขภาพอนามัย และเมื่อ 3-4 ปีมาแล้วได้ไปเดินขึ้นเขา 620 ขั้น ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เพราะว่าใจมุ่งมั่น และท่องคล้ายๆ ยุบหนอพองหนอไปเรื่อยๆ มันทำให้จิตใจสงบนิ่ง มันก็ไม่เหนื่อย จนสุดท้ายสามารถขึ้นเขาไปได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังสามารถที่จะบังคับการหลับ การตื่นของตนเองได้ อย่างเวลานอน ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่อดหลับอดนอน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ประเสริฐกล่าวว่า สำหรับวิธีเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ คือ ตนเองเป็นคนทานง่าย เน้นทานผัก หรือทานอะไรก็ได้ที่ไม่เผ็ดมาก ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม งดอาหารดิบๆ สุขๆ ที่สำคัญไม่ดื่มสุรา ของมึนเมา และผลจากการปฏิบัติตามหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการทั้ง 3 เล่ม ช่วยทำให้ตนเองมีความสะบายใจ ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิบัติดี คิดเพียงแต่ว่า เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าหรือก่อนจะเข้านอน ให้ระลึกว่าวันนี้จะทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและประเทศชาติมากที่สุดได้อย่างไร และวันนี้ได้ทำดีที่สุดแล้ว ก็รู้สึกดีใจ ภาคภูมิใจ ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ในวันผู้สูงอายุและเทศกาลวันสงกรานต์ซึ่งถือว่าเป็นวันปีใหม่ของคนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวอนัญญา อัคชู ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้งอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. กล่าวว่า ทางกรมต้องการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี มีภาวะเศรษฐกิจที่ดี มีสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งผู้ร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้ว่าจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ตนเองเจ็บป่วย และเตรียมตัวเพื่อเป็นผู้สูงอายุ ถึง 100 ปีหรือมากกว่าที่ยังคงมีสุขภาพดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คุณหญิงเดือนเพ็ญ พึ่งพระเกียรติ คณะกรรมการด้านยุทธศาสตร์ โครงการส่งเสริมและป้องกันคนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้มีการถ่ายทอดประสบการณ์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัยอย่าง ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร, นพ.บรรลุ ศิริพานิช และ นพ.เฉก ธนะศิริ ที่มีอายุเกิน 90 ปีขึ้นไป โดยทั้ง 2 ท่านหลังจากนี้ได้เคยกล่าวว่า จะขอมีอายุยืนถึง 120 ปี ประสบการณ์และข้อมูลที่จะได้รับจากวิทยากรครั้งนี้ จะเป็นแนวทางที่ดีให้กับทั้งผู้ที่ดูแลหรือผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ เกิดแนวทางให้ผู้สูงอายุได้ปฏิบัติไม่ให้ตนเองเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งจะสอดคล้องกับบริบทในสังคมไทยที่ในอนาคตจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ หากสามารถดูแลตนเองได้ดี เข้าใจวิธีป้องกัน ลดการเจ็บป่วยฉุกเฉินได้ โดยการปรับลดพฤติกรรมที่เสี่ยงต่างๆ จะช่วยลดการเกิดปัญหาและภาระให้แก่ครอบครัว สังคมและรัฐบาลได้ อีกทั้งจะลดการเข้าโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินได้เช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7154</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, คุณหญิงเดือนเพ็ญ พึ่งพระเกียรติ, ดร.ประเสริฐ ณ นคร, นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ, นางสาวอนัญญา อัคชู, ผู้สูงอายุ, พม., โรงพยาบาลราชวิถี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180415/image_big_5ad34fa903cd2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2018 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2018 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พม.เปิดแอพฯโกลด์ สื่อสารสังคมผู้สูงวัยยุค4.0 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;14เม.ย.61- นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ได้เป็นประธานมอบวุฒิบัติให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งจบหลักสูตรการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงวัย วิทยาลัยสูงวัยตำบลถืมตอง รุ่นที่ 2 จำนวน 39 คน ณ หอประชุมประชาคมตำบลถืมตอง อ.เมืองน่าน โดยผู้สูงวัยดังกล่าว เข้ารับการอบรมจนจบหลักสูตรวิทยาลัยสูงวัยตำบลถืมตอง และองค์การบริหารส่วนตำบลถืมตอง &amp;nbsp;พร้อมกับกล่าวว่า พม. งเห็นความสำคัญและคุณค่าของผู้สูงอายุ &amp;nbsp;อี่กทั้ง ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งปัจจุบันมีผู้สูงอายุ 3 กลุ่ม คือ ผู้สูงอายุที่ติดเตียง , ผู้สูงอายุติดบ้าน และผู้สูงอายุติดสังคม ซึ่งทั้ง 3 กลุ่ม มีความจำเป็นที่จะต้องมุ่งเน้นให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ และภาครัฐมีแนวคิดว่าจะเพิ่มช่วงอายุผู้สูงอายุจากเดิม 60 ปี เป็น 65 ปี ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้รอบด้าน &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบด้านงบประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พม.ยังเตรียมเปิดให้มีการใช้แอพลิเคชั่นโกลด์ (Application gold) เป็นช่องทางในการสื่อสารและให้ความรู้ความเข้าใจทั้งด้านสิทธิประโยชน์ มีระบบการดูแล เบี้ยยังชีพ สวัสดิการและเงินกองทุนต่างๆ แก่ผู้สูงวัย รวมไปถึงการลงทะเบียนผู้สูงอายุด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแล สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆและการสื่อสาร ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7099</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ, พม., ยุคสังคม4.0, สังคมผู้สูงวัย, แอพพลิเคชั่น, แอพพลิเคชั่นโกลด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180414/image_big_5ad1e20f6c0b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
