<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>7961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์เล็กมาแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จบไปแล้วกับการรอคอยผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทั้ง 11 แห่ง ประจำงวดไตรมาสแรกของปี 61 ที่ต่างตั้งตารอว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีประเด็นข่าวออกมาไม่ขาดสาย ทำให้นักลงทุนต่างจับตากันเป็นพิเศษ ซึ่งผลกำไรสุทธิออกมายังคงทำได้ดีตามคาดการณ์ แต่กลายเป็นธนาคารขนาดกลางและเล็กที่มีการเติบโตดีกว่าธนาคารขนาดใหญ่ เพราะจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นของธนาคารใหญ่นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิรวม 55,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/60 ที่อยู่ที่ 54,038 ล้านบาท มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวเร่งขึ้น ทำให้รายได้ดอกเบี้ย รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงภาครัฐเร่งเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนและความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่แน่นอนว่าธนาคารใหญ่อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) จะต้องมีกำไรสุทธิสูงที่สุดอยู่แล้ว อยู่ที่ 11,364 ล้านบาท กอดคอมากับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) ที่มีกำไรสุทธิ 10,766 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) กำไรสุทธิ 9,004 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อเทียบอัตราการเติบโต กลับพบว่าธนาคารที่มีการเติบโตมากที่สุด 3 อันดับ คือ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMBT) โต 39.3% บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) โต 31.5% และ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) โต 18.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กลายเป็นมาแรงแซงทางโค้งพวกบิ๊กๆ ไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ยังคงครองตำแหน่งกำไรลดลงมากที่สุด โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,398 ล้านบาท ลดลง 16.95% ตามมาด้วย SCB กำไรสุทธิ 11,364 ล้านบาท ลดลง 4.6% และธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (KKP) กำไรสุทธิ 1,518 ล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการตั้งสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญในไตรมาสแรกรวมอยู่ที่ 40,346 ล้านบาท โดยธนาคารที่ตั้งสำรองสูงสุดคือ KBANK จำนวน 7,800 ล้านบาท BBL จำนวน 7,322 ล้านบาท และ KTB จำนวน 6,908 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ในไตรมาสแรกกำไรจะออกมาดีก็ตาม แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ตัวชี้วัดของทั้งปี เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล ที่คาดว่าในไตรมาส 2 จะโดนแบบเต็มๆ โดยนางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สมาคมนักวิเคราะห์คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์ปีนี้เหลือโต 8% จากเดิมคาดโต 14%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการ สมาคมนักวิเคราะห์ และกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ จะกระทบกำไรธนาคารพาณิชย์ปีนี้ โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) กระทบ 7%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) กระทบ 5%, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) กระทบ 4% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) กระทบ 2%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่คาดการณ์กันว่ากำไรในส่วนของค่าธรรมเนียมจะหายไป กลับกันในส่วนของยอดการทำธุรกรรมทางแอปพลิเคชันกลับเพิ่มขึ้น โดย KBANK โชว์ยอดตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.61 มีลูกค้าใหม่สมัครใช้แอป KPLUS เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสมัครผ่านช่องทางสาขาเป็นหลัก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว และมหาวิทยาลัยต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านจำนวนการทำธุรกรรมทุกประเภทผ่านแอป KPLUS อยู่ที่ 20 ล้านรายการต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยประเภทบริการของ KPLUS ที่มีปริมาณการใช้บริการเพิ่มขึ้น คือ โอนต่างธนาคารแบบทันที (ORFT) เพิ่มขึ้น 63% ส่วนเติมเงินและจ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้น 26% ทั้งนี้ ตั้งเป้าในปีนี้จะมีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการแอป KPLUS เพิ่มขึ้นเป็น 10.8 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องติดตามกันต่อไป ว่าธนาคารต่างๆ จะงัดลูกเล่นอะไรออกมาเพื่อดึงลูกค้า และเพิ่มกำไรให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากทีเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7961</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การตั้งสำรองหนี้, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK), ธนาคารขนาดกลาง, นางภรณี ทองเย็น, นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล, บริษัทหลักทรัพย์, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, สมาคมนักวิเคราะห์คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
