<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 12:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ลุย พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการแล้วกว่า 64,000 ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 สิงหาคม 2564 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากวิสัยทัศน์และการกำหนดนโยบายของนายจุรินทร์ &amp;nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในการรุกตลาดการค้าต่างประเทศรองรับโลกยุคใหม่ New Normal และปรับตัวผู้ประกอบการรองรับยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าและสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้นโยบายการฝึกอบรมผู้ประกอบการได้รับความสนใจมีกระแสตอบรับดีเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ในยุคนายจุรินทร์โดยเฉพาะตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กว่า 200 กิจกรรมเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการทุกระดับไปแล้วกว่า 64,000 ราย โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ New Economy Academy (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศให้กับผู้ประกอบการยุคใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนการส่งออกของไทยให้เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน โดยใน 7 เดือนแรกของ ปี 2564 (มกราคม &amp;ndash; กรกฎาคม) สถาบัน NEA ได้ดำเนินการพัฒนาผู้ประกอบการผ่านหลักสูตรและโครงการต่างๆ จำนวน 13 โครงการ จัดกิจกรรมไปแล้วมากกว่า 60 กิจกรรม เช่น โครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) โครงการ Salesman จังหวัด Go-Inter โครงการ ครบเครื่องเรื่องการค้าออนไลน์ โครงการ Smart Content โครงการเกษตรทันสมัย พาณิชย์ขายให้ ออนไลน์ทั่วโลก รุ่นที่ 2 โครงการ Young Exporter from Local to Global (YELG) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้นายจุรินทร์ ได้ติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิดพร้อมกำชับให้สถาบัน NEA ตั้งเป้าในการพัฒนาผู้ประกอบการในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2564 คือ สิงหาคม &amp;ndash; ธันวาคม 2564 อีกกว่า 13,000 ราย ผ่านหลักสูตรและโครงการต่างๆ จำนวน 7 แผนงาน อีก 20 กิจกรรม เช่น โครงการต้นกล้าทูโกล โครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ From Gen Z to be CEO โครงการ E-Academy + The Guru ปันความรู้ จากกูรู สู่ภูมิภาค ผู้ประกอบการสามารถเรียนผ่านระบบอีเลิร์นนิ่ง เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีหลักสูตรที่น่าสนใจ คือ 1.การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้าระหว่างประเทศ 2.การใช้แอปพลิเคชันยุคใหม่เพื่อเพิ่มยอดขาย 3.ภาษาจีนเพื่อการค้าระหว่างประเทศ 4. New Business Mindset for Thai Entrepreneur 5.Business Leadership in an Uncertain World 6.หลักสูตรการสร้างนวัตกรรมการเกษตรเพื่อการส่งออกหรือโดรนเพื่อเกษตรยุคใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;quot; ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สถาบัน NEA ของกระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้และพัฒนาผู้ประกอบการทุกระดับตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไปแล้วกว่า 200 กิจกรรม พัฒนาผู้ประกอบการไปแล้วทั้งสิ้น 64,068 ราย และยังจะเดินหน้าพัฒนาต่อไปโดยใช้ศักยภาพของคนทุกรุ่น ใช้ความร่วมมือของผู้มีประสบการณ์ทางการค้าระหว่างประเทศและสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั้งหมดเพื่อเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ พัฒนาและสร้างต้นทุนที่มีศักยภาพให้กับประเทศ เป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพศักยภาพการส่งออกแล้วนำรายได้เข้าประเทศ เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดนี้ทำให้เรารู้ว่าการส่งออกสินค้าไทยกลายเป็นขาหลักขาเดียวที่ประเทศชาติพึ่งพาได้และเป็นขาหลักสำคัญที่เหลืออยู่ ดังนั้นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ จึงให้ความสำคัญ ถือเป็นการสร้างแม่ทัพส่งออกทั้งตัวเล็กตัวน้อยและตัวใหญ่เมื่อประกอบกันก็เป็นกองทัพส่งออกที่มีอนาคต&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114123</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์, พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210822/image_big_6121db8c93dab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 12:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มัลลิกา&#039; เผยไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันกู้เงินได้แล้วกว่า 134 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.64 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันการกู้เงินซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาลว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันโดยกำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้โดยไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สิน ทำให้ผู้ประกอบการยังคงใช้ทรัพย์สินนั้นได้ต่อไป เป็นการลดข้อจำกัดในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน โดยทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ ตามกฎหมาย คือ (1) กิจการ (2) สิทธิเรียกร้อง เช่น สิทธิการเช่า ลูกหนี้การค้า (3) สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ (4) อสังหาริมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง (5) ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และ (6) ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ไม้ยืนต้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันได้ โดยประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งไม้ยืนต้นทุกชนิดใช้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินได้ ขึ้นอยู่กับคู่สัญญาจะตกลงกันว่าจะใช้ไม้ยืนต้นประเภทใดหรือชนิดใดเป็นหลักประกัน ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีหน้าที่เป็นสำนักงานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ รับจดทะเบียนสัญญาหลักประกัน แก้ไขการจดทะเบียน และยกเลิกการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ ตามที่สถาบันการเงิน ซึ่งเป็นผู้รับหลักประกันนั้นเป็นผู้ให้วงเงินสินเชื่อ และทำสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจจึงเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากขึ้น สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าอื่นที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้น&amp;rdquo; ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวว่า สำหรับไม้ยืนต้นทุกชนิด ที่ใช้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินได้ เมื่อติดตามดูข้อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 สถิติการจดทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ ได้จดทะเบียนไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันแล้ว จำนวน 125,911 ต้น จำนวนเงินที่เป็นหลักประกัน 134,829,112 บาท โดยส่วนใหญ่ใช้ไม้ยืนต้นประเภท ยาง ยางนา ยางพารา สัก มะขาม มะกอกป่า สะเดา ตะโก เป็นต้น นอกจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทยที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันแล้ว ยังมีผู้รับหลักประกันอื่นใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกัน จำนวน 5 ราย โดยผู้รับหลักประกันอื่นที่รับไม้ยืนต้นส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ (สินเชื่อรายย่อยอเนกประสงค์) วงเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาท ต่อราย และพิโกพลัส &amp;nbsp;(สินเชื่อรายย่อยอเนกประสงค์) วงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท ต่อราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ติดตามอย่างใกล้ชิดและให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์คอยให้ข้อมูลประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นโอกาสของประชาชนในภาวะวิกฤต ซึ่งนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ถึงปัจจุบัน (23 กรกฎาคม 2564) มีการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกัน จำนวน 32,133 ต้น จำนวนเงินที่เป็นหลักประกัน 4,559,112 บาท ทั้งนี้จะได้บูรณาการร่วมกันกับสถาบันการเงินเพื่อการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ใช้กฎหมายและโครงการนี้เป็นโอกาสต่อไป&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111023</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, โครงการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันการกู้เงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fcf16d11f4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่วยประชาชน 10 จังหวัด  Lockdown ! จุรินทร์ ปล่อยคาราวานโมบายพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน &quot;จัดหนัก กรุงเทพ วันนี้&quot; แบบขายถูกและปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.30 น.&amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล่อยคาราวานโมบายพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน Lockdown 10 จังหวัด ณ บริเวณเสาธง(ริมแม่น้ำ) หน้าตึกสำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์&amp;nbsp; เป็นประธาน และ ได้ทำการตรวจสอบรายการสินค้าที่จะนำไปขายถูกให้ประชาชนในการลดค่าของชีพช่วยครั้งนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า&amp;nbsp;วันนี้เป็นการเปิดโครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน สำหรับ 10 จังหวัดล็อกดาวน์ซึ่งมีกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยวันนี้จะเริ่มต้นปล่อยรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน 10 จังหวัดล็อกดาวน์ เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยจะมีรถโมบายที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกจำนวน 50 คัน ออกจำหน่ายสินค้า 30 วัน สินค้าที่นำไปจำหน่ายประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันโควิด รวม 85 รายการโดยมีสินค้าไฮไลท์สำคัญ 10 รายการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ข้าวหอมไทย 5 กิโลกรัม 120 บาท ตก 24 บาทต่อกิโลกรัม 2.ไข่ไก่ แผงละ 30 ฟอง ราคา 89 บาท ตกฟองละ 2.97 บาท 3.น้ำมันพืช 1 ลิตร ขวดละ 42 บาท 4.น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท 5.ปลากระป๋องจากกระป๋องละ 15 บาท เหลือกระป๋องละ 8 บาท&amp;nbsp; 6.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาท 7.หน้ากากอนามัย 50 ชิ้น กล่องละ 55 บาท ตกชิ้นละ 1.10 บาท 8.เจลล้างมือขนาด 30 มิลลิลิตร ขวดละ 10 บาท จากราคาปกติ 15 บาท 9.สเปรย์แอลกอฮอล์ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา30 บาท ลดจากปกติ 45% และ10.ยาลดไข้ทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ ลดราคา 17-27%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าอื่นๆ เช่น น้ำผลไม้ทิปโก้จากปกติกล่องละ 72 บาท เหลือ 50 บาท โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป จาก 15 บาท เหลือ 10 บาท คนอร์จากกล่องละ 55 บาท เหลือ 44 บาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะตระเวนออกไปจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยทั้ง 10 จังหวัดล็อกดาวน์ จะมีรถโมบายรวมทั้งสิ้น 300 คัน สำหรับอีก 9 จังหวัดที่เหลือจะเริ่มต้นในวันพุธที่จะถึงนี้ โดยทุกคันที่ออกไปจำหน่ายสินค้าจะปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขเช่น 1.คนขับรถ เจ้าหน้าที่จำหน่ายสินค้าทุกคนต้องได้รับการตรวจเชื้อว่าปลอดโควิดและมีการตรวจเชื้อซ้ำทุกสัปดาห์&amp;nbsp;2.สินค้าทั้งหมดในรถมีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อพนักงานคนขายทั้งหมดต้องสวมหน้ากากอนามัย ถุงมือและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์และน้ำตลอดเวลา รวมทั้งมีการวัดอุณหภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการสั่งซื้อจะไม่เปิดให้ผู้ซื้อไปเลือกหยิบสินค้าด้วยตนเองแต่จะมีใบสั่งซื้อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปลอดเชื้อเป็นผู้จัดสินค้าใส่ถุงและส่งให้กับผู้ซื้อทุกคน เป็นมาตรการกำหนดไว้เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานเพื่อไม่ให้รถนี้กลายเป็นรถที่แพร่เชื้อโควิด คาดว่าจะช่วยเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทตลอดโครงการ และจะมีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 900 คน &amp;quot; รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการค้าภายใน ระบุว่าสามารถติดตามรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! แบบเรียลไทม์ได้จาก QR Code และที่ LINE@ mobilepanich รวมถึงเว็บไซต์ https://โมบายพาณิชย์.com/&amp;nbsp; ส่วนรานงานกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า นอกจากนี้นายจุรินทร์ยังมีแผนต่อไปที่จะส่งรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ไปยังส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ตั้งเป้าหมายทั่วประเทศ&amp;nbsp; 1,000 คัน ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109531</URL_LINK>
                <HASHTAG>Lockdown, mobilepanich, กระทรวงพาณิชย์, ขายถูกและปลอดภัย, คาราวานโมบายพาณิชย์, จัดหนัก กรุงเทพ วันนี้, ช่วยประชาชน, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, รถโมบายพาณิชย์ลดราคา, ลดราคา, หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อธิบดีกรมการค้าภายใน, โครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed006a30157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มัลลิกา ชู &quot;จุรินทร์-พาณิชย์&quot; นำช่วยเกษตรกรข้าวโพดปี2 งวด5 ยกระดับราคาทะลุประกันรายได้ที่ 8.63 บาทต่อกิโลแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เดินหน้านโยบายปี 2563 / 2564 หรือประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี2 ซึ่งจ่ายส่วนต่างประกันจะได้ไป4งวด สำหรับงวดที่5 ที่เพิ่งผ่านมานี้นั้นราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงตามโครงการประกันรายได้สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พี่มีวันเพราะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2564 และมีกำหนดเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึง 19 มีนาคม 2564 สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดความชื้นไม่เกิน 14.5% กิโลกรัมละ 8.63 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ดังนั้นจากราคาเกณฑ์กลางนี้สูงกว่าเป้าหมายโครงการประกันรายได้เกษตรกรกิโลกรัมละ 8.50 บาทดังนั้นงวดนี้จึงไม่มีการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้แก่เกษตรกรเท่ากับเป็นผลประโยชน์ของเกษตรกรล้วนๆด้วยการยกระดับราคาทำให้มีหลักประกันที่มั่นคง ซึ่งเกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีสองนี้มีทั้งสิ้น 4.5 แสนครัวเรือนพื้นที่เพาะปลูก 7 ล้านไร่มีปริมาณผลผลิต 4.8 ล้านตัน ขณะเดียวกันประเทศมีความต้องการใช้กว่า 8.3 ล้านตัน ทั้งนี้อุตสาหกรรมหลักคือการทำอาหารสัตว์&amp;quot; ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามนโยบายของรัฐบาลนั้นอกจากโครงการประกันรายได้เกษตรกรแล้วยังมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีนี้ ซึ่งงวดนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการ 38 รายใน 15 จังหวัดช่วงเวลาเก็บสต๊อกคือ 1พฤศจิกายน 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2564 นอกจากนี้ยังมีโครงการล่าสุดที่กำลังเป็นเข้าคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้าคือโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยนายจุรินทร์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำการประชุมครั้งที่2/ 2564 ไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมาอนุมัติโครงการทั้งนี้เพื่อช่วยเกษตรกรหากเกิดวิกฤติจากสภาพพูมิอากาศโลกแปรปรวนพื้นที่เกษตรกรหลายหลายแห่งได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติส่งผลให้เกษตรกรไม่มีทุนสำหรับการเพาะปลูกในปีการผลิตถัดไปดังนั้นจึงทำโครงการประกันภัยทางการเกษตรทั้งนี้โครงการจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีจึงจะเดินหน้าช่วยเกษตรกรต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97743</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พรรคประชาธิปัตย์, เกษตรกรข้าวโพด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_60629fb164f7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; นำเคาะช่วยเกษตรกร &#039;ส่วนต่าง&#039; ประกันรายได้ยางพารา และมันสำปะหลัง งวดที่ 4 ปีที่ 2 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.64 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 งวดที่ 4 ประกาศวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ตามนโยบาย&amp;quot;ประกันรายได้เกษตรกร&amp;quot; ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้น ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 งวดที่ 4 สำหรับเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่มีวันเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 &amp;ndash; 31 มีนาคม 2564 และมีกำหนดเก็บเกี่ยววันที่ 1 - 28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีระยะเวลาเพาะปลูกไม่น้อยกว่า 8 เดือน มีสิทธิได้รับการชดเชยส่วนต่างรอบวันที่ 1 มีนาคม 2564 นี้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.30 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทำให้เกษตรกรมันสำปะหลังได้ส่วนต่างชดเชยกิโลกรัมละ 0.20 บาท และงวดนี้จะมีเกษตรกรได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 20,000 บาท โดยมีเกษตรกรได้รับชดเชยตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรงวดนี้จำนวน 100,546 ครัวเรือน 133,104 แปลง 1,276,781 ไร่ สืบเนื่องจากโครงการประกันรายได้นั้นดูแลผู้ปลูกมันสำปะหลังไว้ที่ 2.50 บาท/ต่อกิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% เกษตรกรมันสำปะหลังปีที่ 2 นี้ จำนวน 5.2 แสนครัวเรือน&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีประกาศกระทรวงพาณิชย์อีกฉบับเรื่องกำหนดราคากลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ปี 2563/64 รอบที่ 4 ประกาศเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่นายจุรินทร์ให้ติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด คณะกรรมการเกณฑ์แถลงราคากลางอ้างอิงการขายตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง จ่ายเงินรอบที่ 4 มกราคม 2564 จ่ายเงินรอบที่ 4 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ดังนี้คือ 1)ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคายางที่ประกันรายได้ 60.00 บาทต่อกิโลกรัม งวดนี้ราคากลางอ้างอิงการขาย 54.93 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รับชดเชย 5.07 บาทต่อกิโลกรัม 2) น้ำยางสด (DRC 100%) ราคายางที่ประกันรายได้ 57.00 บาทต่อกิโลกรัม งวดนี้ราคากลางอ้างอิงการขาย 46.99 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รับชดเชย 10.01 บาทต่อกิโลกรัม 3) ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคายางที่ประกันรายได้ 23.00 บาทต่อกิโลกรัม ราคากลางอ้างอิงการขาย 20.54 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะได้รับชดเชย 2.46 บาทต่อกิโลกรัม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94243</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034a789bf295.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
